<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 23:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“Proffee” เมนูอันตราย เตือนสาวกTikTok!ระวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลายเป็นเมนูที่มาแรงในโลกโซเชียลกันเลยทีเดียวสำหรับ &amp;ldquo;Proffee&amp;rdquo; เครื่องดื่มที่นำเอาโปรตีนมาผสมกับผงกาแฟ&amp;nbsp; หลังจากที่มีคนนำไปแชร์บนโลก TikTok โดยอวดอ้างสรรพคุณว่า เมนูนี้ดื่มแล้วได้ประโยชน์ 2 เด้ง นั่นคือ โปรตีนจากการสร้างกล้ามเนื้อ และยังได้พลังความตื่นตัว หรือที่เรียกว่าอึดกว่าเก่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจาก TikTok เปิดตัว &amp;ldquo;Proffee&amp;rdquo; สำเร็จก็มีการเผยแพร่วิธีการในการชง หรือเชคเมนูเครื่องดื่มดังกล่าวว่า&amp;nbsp; ใช้ช็อตกาแฟดำประมาณ 2-3 ช็อต เติมลงไปบนเวย์โปรตีนที่ผสมไว้แล้ว หรือจะใช้กาแฟเย็นก็ได้เอาที่สบายใจ และสดชื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีนักโภชนาการออกโรงเตือนแล้วว่า เมนูนี้ไม่ใช่วิเศษอย่างที่เข้าใจกัน และอาจจะเป็นอันตรายต่อบางคนที่แพ้คาเฟอีนอีกต่างหาก ฉะนั้น จึงไม่ควรเห็นดีเห็นงามไปกับ &amp;ldquo;Proffee&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานข่าวระบุว่า การส่งเสียงเตือนนี้&amp;nbsp; เกิดจากความนิยมที่แพร่หลายอย่างมากในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกัน ที่พากันเข้าใจว่า เมนูดังกล่าว จะช่วยในการลดน้ำหนัก พร้อมๆกับการที่ได้สารอาหารเต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่สำคัญรสชาติถูกใจเหมือนได้ดื่มกาแฟใส่ครีม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้่น ในเวลาเดียวกัน มีคอนเทนต์สาวในโลก TikTok คนหนึ่งก็เพิ่งออกมาเตือนเพื่อนๆเหมือนกันว่า อย่าหาทำแบบเธอ ที่เกือบตายเพราะเล่นพิเรนท์ด้วยการตักผงโปรตีนผสมผงกาแฟใส่ปากโชว์แบบดิบๆ ไม่มีการผสมน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น การเลียนแบบในโลก TikTok ที่กำลังเป็นเทรนด์ของหมู่วัยรุ่นนั้น ถือเป็นเรื่องอันตราย ที่ต้องใช้วิจารณญาณ เพราะอาจจะได้ไม่เท่าเสียนั่นเอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105387</URL_LINK>
                <HASHTAG>Proffee, TikTok, กาแฟ, เครื่องดื่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210605/image_big_60bbac1ed57f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2020 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2020 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นภันต์ เสวิกุล&#039; ช่างภาพตามเสด็จ เล่าเรื่องเนื่องในวันกาแฟสากล น้อมรำลึกถึงในหลวง ร.9 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.63 - นายนภันต์ เสวิกุล ผู้บันทึกย่างพระบาทที่ยาตรา ช่างภาพผู้ถวายงานการบันทึกภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โพสต์เฟซบุ๊กถ่ายทอดเรื่องราวการพัฒนาชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยระบุว่า&amp;nbsp;วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันกาแฟสากล&amp;nbsp;แต่สำหรับคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอยู่ที่อยู่ในวงการกาแฟน่าจะทราบมากกว่านั้น ว่า กาแฟไทย คือสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น ภูเขาสูงในภาคเหนือ ไม่มีหรอก ที่จะเขียวๆ สวยๆ มีเมฆหมอกปกคลุมอย่างที่เห็นในสมัยนี้...&amp;nbsp;มองไปทางไหนก็เห็นแต่เขาหัวโล้นไปเสียทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทอดพระเนตรเห็น และทรงทราบในพระทัยว่า ถ้าปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ ก็จะกระทบถึงการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตของผู้คนอีกครึ่งประเทศ เพราะภูเขาในภาคเหนือ ล้วนเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของทุกแม่น้ำสำคัญ จึงทรงพยายามค้นหาวิธีฟื้นฟู เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยให้มากขึ้นอย่างมั่นคงถาวร โดยวิธีการที่เรียบง่าย เป็นการส่งเสริมระบบวงจรป่าไม้ในลักษณะอันเป็นธรรมชาติดังเดิม ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะทำให้ประเทศไทยกลับมีความอุดมสมบูรณ์ มีความชุ่มชื้นได้ ขออย่าไปรังแกป่าเท่านั้นเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ก็ทรงตระหนักดีว่า งานด้านอนุรักษ์ป่าไม้และต้นน้ำลำธารจะประสบผลดี มีความต่อเนื่องเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับคุณธรรมและจิตสำนึกของชาวบ้านเป็นสำคัญ หากชาวบ้านในพื้นที่ไม่ร่วมใจ ไม่เห็นด้วย งานในพื้นที่นั้นก็ย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีพระราชดำริ ที่จะให้ &amp;quot;คน&amp;quot; อยู่ร่วมกับ &amp;quot;ป่า&amp;quot; ได้อย่างยั่งยืน จึงทรงหาหนทางเปลี่ยนวิถีชีวิตของราษฎร ให้พ้นจากสภาพผู้บุกรุกทำลาย กลายมาเป็นผู้อนุรักษ์ทรัพยากรป่า ทรงเน้นการสร้างจิตสำนึกแก่ราษฎรให้ได้เห็น .. ได้สัมผัส และ รับประโยชน์ได้จริงจากความอุดมสมบูรณ์ของป่า ดิน และน้ำ&amp;nbsp;โปรดเกล้าฯ ให้โครงการหลวงทำการศึกษาวิจัย เพื่อหาไม้ยืนต้นหลายๆชนิด มาส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาปลูกทดแทนฝิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กาแฟ ก็เป็นพืชชนิดหนึ่งที่คัดเลือกแล้ว .. ได้ต้นกาแฟอราบิก้า สายพันธุ์โคลัมเบีย ที่สามารถขึ้นได้ดีในสภาพใกล้เคียงกับพื้นที่สูงของประเทศไทย ที่สำคัญ การปลูกกาแฟให้ได้ผลดี จำเป็นต้องอาศัยการปลูกให้อยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ หากการปลูกได้ผลผลิตดี สามารถสร้างรายได้ เกษตรกรชาวเขาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าก็จะเห็นความสำคัญของป่าไม้ เกิดความรักป่า รักแหล่งอยู่อาศัยของตนเอง ก็จะช่วยกันดูแลรักษาป่ามิให้ถูกทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยแนวพระราชดำริที่ได้พระราชทานนี้ คน กับ ป่า จะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ เราก็จะเห็นว่า ได้เป็นไปตามพระราชดำริทุกประการ เพราะราษฎรชาวไทยภูเขามีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น ... มีอาชีพทำสวนกาแฟที่เป็นรายได้หลักของครอบครัวปีละมากๆ จากป่าที่พระราชทานให้พวกเขาได้อาศัยทำกิน เป็นป่าที่พวกเขาช่วยกันดูแลรักษาอย่างหวงแหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงมีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอราบิก้า ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์ รวมทั้งสิ้นกว่าหมื่นไร่ เกษตรกรกว่า 3,000 ราย ขายผลผลิตผ่านโครงการหลวงปีละเกือบพันตันกาแฟกะลา ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระมหากรุณาธิคุณนั้น เป็นที่ล้นที่พ้นสุดจะพรรณนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79253</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟ, นภันต์ เสวิกุล, พระราชกรณียกิจ, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, ในหลวง รัชกาลที่ 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201001/image_big_5f75dff8c0b3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2019 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครื่องดื่มฤทธิ์ผ่อนคลาย เทคนิคหลับสบายวัยตกกระ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ดื่มชาเขียวและกินอาหารที่มีไขมันสูงก่อนเข้านอนอาจทำให้นอนไม่หลับได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากกาเฟอีนในชาเขียวและอาหารมันจัดจะทำให้ย่อยยาก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาการนอนไม่หลับเป็นเรื่องที่พบได้ในผู้สูงวัย ซึ่งหลายคนที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากช่วงวัยที่มักจะพักผ่อนน้อย เมื่ออายุมากขึ้น หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังอึกทึก หรือมีคนอยู่อย่างจอแจแออัด ก็อาจทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน งานนี้เครื่องดื่มสมุนไพรฤทธิ์ผ่อนคลายถือเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้คนวัยหลัก 5 หลัก 6 นอนหลับได้อย่างสบาย พี่เปา-เอื้อชัชญา กาลสัมฤทธิ์ นักกำหนดอาหาร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รพ.ศิริราช ให้ข้อมูลไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(เอื้อชัชญา กาลสัมฤทธิ์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอื้อชัชญา นักกำหนดอาหาร ระบุว่า &amp;ldquo;สำหรับเครื่องดื่มที่ทำให้ผู้สูงอายุนอนหลับสบาย ได้แก่ &amp;ldquo;ชาสมุนไพร&amp;rdquo; อาทิ &amp;ldquo;ชาดอกคาโมมายล์&amp;rdquo; ที่การวิจัยพบว่ามีสารอะพิจีนิน (Apigenin) เป็นสัดส่วนสูงที่สุด ซึ่งสารอะพิจีนินนี้มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ และช่วยให้รู้สึกสงบ คลายความกังวล ช่วยให้หลับสนิท โดยก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ให้ผู้สูงอายุชงชาคาโมมายล์อุ่นๆ ดื่ม นอกจากนี้แนะนำให้ &amp;ldquo;ดื่มนมไขมันต่ำอุ่นๆ&amp;rdquo; หรือจะเลือก &amp;ldquo;ดื่มนมรสธรรมชาติอุ่นร้อน&amp;rdquo; ที่ไม่ใส่น้ำตาล เนื่องจากนมจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลาย และทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หรือจะเลือกชง &amp;ldquo;ชาใบเตย&amp;rdquo; ดื่มเพื่อสร้างความผ่อนคลาย เนื่องจากใบเตยจะมีน้ำมันหอมระเหย (Fragrant screw pine) ที่มาจากสารหอมระเหยที่ชื่อว่า 2-acetyl-1-pyrroline ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ได้ในข้าวหอมมะลิ และดอกชมนาด ที่ช่วยรู้สึกสบาย ดังนั้นจึงควรดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันโรคกรดไหลย้อนจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มก่อนที่จะเข้านอน ที่สำคัญแนะนำว่าเครื่องดื่มที่กล่าวมาควรหลีกเลี่ยงการใส่น้ำตาล เพราะอาจจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดในกรณีของผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจยิ่งกระตุ้นภาวะนอนไม่หลับ ได้แก่ ชาเขียว และ กาแฟ, ชาใบหม่อน, โกโก้ ฯลฯ เนื่องจากมีกาเฟอีนค่อนข้างสูง แต่ถ้าหากผู้สูงอายุท่านใดที่ติดกาแฟเย็นและร้อน ก็แนะนำว่าไม่ควรดื่มในเวลาใกล้เข้านอน ที่สำคัญต้องชงให้ความเข้มข้นน้อยลง และใส่น้ำตาลน้อยลงเช่นกัน นอกจากนี้ 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน ผู้สูงอายุไม่ควรกินอาหารที่มีความมัน เพราะอาหารกลุ่มดังกล่าวจะย่อยยาก ทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(สวดมนต์ก่อนเข้านอนช่วยจิตใจสงบ ลดอาการฟุ้งซ่าน และทำให้พักผ่อนได้ดีขึ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งสำคัญที่สุดคือการแก้สาเหตุของการนอนไม่นอนให้ตรงจุด เพราะอาหารหรือเครื่องดื่มอาจจะเป็นเพียงปัจจัยรอง นั่นหมายความผู้สูงอายุต้องรู้ก่อนว่า เพราะอะไรเราจึงนอนไม่หลับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเครียดและวิตกกังวลในชีวิตหรือไม่ เพราะถ้าเป็นสาเหตุนี้ก็สามารถแก้ได้ด้วยการสวดมนต์ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 30 นาที หรือหากนอนไม่หลับเพราะเป็นโรคซึมเศร้า ลูกหลานก็ควรพาท่านไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา นอกจากนี้ก็ต้องปรับพฤติกรรมก่อนเข้านอนที่อาจทำให้นอนไม่หลับ อาทิ การงดออกกำลังกาย 30 นาทีก่อนเข้านอน หรือเล่นเกมอักษรไขว้ก่อนเข้านอน เพราะกิจกรรมที่กล่าวมาจะกระตุ้นให้สมองตื่นตัวและเป็นสาเหตุของอาการนอนไม่หลับได้เช่นกันค่ะ สรุปอย่างง่าย ต้องหมั่นสังเกตตัวเอง และเลือกเทคนิคการนอนหลับที่สอดคล้องกับลักษณะกายภาพของแต่ละบุคคลค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27620</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟ, คุณภาพชีวิต, ชาเขียว, ชาใบหม่อน, ชาใบเตย, เอื้อชัชญา กาลสัมฤทธิ์, โกโก้, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190127/image_big_5c4daa9711a55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัย &quot;ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวในงานกิจกรรมภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;ภัยจากโรคกระดูกพรุน&amp;rdquo; จัดโดยชมรมรักษ์กระดูก ภายใต้มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บ.แอมเจน ประเทศไทย ว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขให้ความสนใจกับเรื่องกระดูกหักในผู้สูงวัยจากโรคกระดูกพรุนค่อนข้างมาก เนื่องจากสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทยกำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2562 จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรเด็ก คือมีผู้สูงวัย 18% เด็ก 15.9% และในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คือมีประชากรสูงวัยมากกว่า 20% และในปี 2574 จะมีอัตราส่วนของผู้สูงวัย 28% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัยจึงเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งในยุโรปและอเมริกามีผู้หญิงสูงวัยมากกว่า 7 แสนรายประสบปัญหากระดูกสะโพกหัก มีอัตราการตายประมาณ 20-25% ในปีแรก ในขณะที่คนไข้มากกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ และประมาณ 1 ใน 5 ต้องนอนบนเตียงตลอดไป ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักทั่วโลกในปี พ.ศ.2593 คาดการณ์จะมีจำนวนประมาณ 6.25 ล้านราย และในเอเชียมีประมาณ 3.25 ล้านราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในประเทศไทยมีข้อมูลสถิติอัตราการตายภายหลังกระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุนในจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2541 เป็นจำนวน 289 รายต่อแสนคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 367 รายต่อแสนคนต่อปีในปี 2546 ส่วนใหญ่กระดูกสะโพกหักเกิดจากล้มจากการยืนระดับปกติเท่านั้น ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐสูงถึง 200,000-300,000 ราย และต้องใช้เวลาในการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 22.7 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระดูกในร่างกายคนเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น กระดูกสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง และเติบโตได้ตามอายุ มีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนหลักในการยึดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่เคลื่อนไหวได้ และทำหน้าที่เป็นส่วนแข็งปกป้องอวัยวะภายใน รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมของแคลเซียมและฟอสฟอรัส อันเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการทำงานของเนื้อเยื่อและอวัยวะสำคัญหลายอย่างในร่างกาย และแคลเซียมยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กระดูกมีความแข็ง ทำให้กระดูกจำเป็นที่ต้องการแคลเซียมเพื่อการทำงานตามหน้าที่ที่ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีกรณีตัวอย่างของผู้หญิงอายุ 65 ปีคนหนึ่งมาพบแพทย์ด้วยอาการกระดูกสันหลังหักยุบร่วมกับมีอาการปวดหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุของโรคกระดูกพรุน ถ้าหากแพทย์ให้ความสนใจแค่การให้ยาระงับปวดมารับประทาน แต่ไม่ได้ดูแลรักษาเรื่องโรคกระดูกพรุน หลังจากผ่านไป 4 ปี ผู้ป่วยคนนี้ก็กลับมาหาเราด้วยกระดูกสะโพกหักเนื่องจากล้ม ซึ่งถือว่าเป็นภาวะกระดูกหักซ้ำ ซึ่งมีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ประมาณ 20-25% ผู้ป่วยคนนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วตั้งแต่กระดูกสันหลังหักยุบ เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาตามแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่แรก อย่าลืมว่าการผ่าตัดดามกระดูกที่หักหรือการเปลี่ยนข้อเทียมใดๆ ไม่สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนหรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งอื่นๆ ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปัจจุบันหลายคนยังเข้าใจว่ากระดูกพรุนเป็นเรื่องของโรคคนชรา ไม่มีทางรักษาได้ ในปัจจุบันทางการแพทย์ถือว่าโรคกระดูกพรุนสามารถรักษาได้ ถึงแม้จะทำให้หายขาดไปเลยไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยให้การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกัน การให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและให้ได้รับวิตามิน D ที่เพียงพอ รวมทั้งการออกกำลังกายที่เหมาะสม และถ้าจำเป็นเราสามารถใช้ยาบางอย่างในการช่วยเพิ่มมวลกระดูกและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ประธานชมรมรักษ์กระดูก กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอันหนึ่งของโรคกระดูกพรุนคือ อายุมากขึ้น และผู้หญิงเป็นได้ง่ายกว่าผู้ชาย บางคนมีประวัติกระดูกหักมาก่อน มีประวัติการผ่าตัดที่รังไข่ การขาดประจำเดือนเป็นเวลานาน มีการใช้ยาสเตียรอยด์ บริโภคแคลเซียมน้อยกว่า 400 มิลลิกรัม และขาดการออกกำลังกาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุน ปัจจุบันมียากระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ และยายับยั้งการสลายกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;แพทย์จะมุ่งเน้นการป้องกันการเกิดโรคคือ ให้ผู้สูงวัยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หมั่นออกกำลังกายตามความเหมาะสม รับแสงแดดอ่อนๆ เป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามิน D ที่เพียงพอ แต่ไม่ใช่ไปหาซื้อยารับประทานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลม อาหารรสเค็มจัด และรับประทานโปรตีนมากเกินพอดี เพราะจะไปทำให้เกิดการขับแคลเซียมออกจากร่างกายมากเกินไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14106</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระดูกสันหลังหัก, กาแฟ, คุณภาพชีวิต, ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์, น้ำอัดลม, รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล, อาหารรสเค็มจัด, โรคกระดูกพรุน, โรคคนชรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b5876e66c0a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2018 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2018 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิโธ่! ‘โอ๊ค’ โพสต์เหน็บพลังดูด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.2561 - &amp;nbsp;นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์รูปภาพในอินสตราแกรม(ไอจี) 5 ภาพ พร้อมข้อความ โดยเป็นภาพนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองอดีตนายกฯ กับแก้วกาแฟพร้อมเขียนแคปชั่นเกี่ยวกับการดูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรูปแรกนายพานทองแท้ได้โพสต์รูปภาพนายทักษิณ 3 ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า พ่อกับอานั่งว่างๆระหว่างรอเครื่องบิน #กาแฟร้อนต้องใช้หลอดดูด #ยังไงหน้าก็ไม่หาย #สวยหล่อเหมือนเดิม #สภากาแฟ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาได้โพสต์รูปภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวน 2 ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า เรียกกำลังเสริมแพรบ #แก้วนี้ก็ไม่กล้าดื่ม #มิน่ารอดูดอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวนายทักษิณ โพสต์ภาพเดียวกันลงในเฟซบุ๊กพร้อมข้อความว่า พ่อส่งรูปมาดูตื่นเต้นกับรูปถ่ายบนกาแฟ&amp;nbsp; สมัยที่พ่อเป็นเด็กขายกาแฟที่สันกำแพงมีแต่เป็นแบบถุงๆนะคะ&amp;nbsp; อุ๊ยมี 2 ถ้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8108</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟ, ทักษิณ, พลังดูด, พานทองแท้, ยิ่งลักษณ์, อดีตนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae59ce44da2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2018 21:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทำงานเข้าตา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถือเป็น รมต.ป้ายแดง ที่มีคิวงานแน่นมากๆๆ เฉลี่ยวันละ 6-7 งาน ออกจากทำเนียบฯ ไม่ต่ำกว่า 3-4 ทุ่ม ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มือเศรษฐกิจคนสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด...เดินหน้าโครงการ ปั้นดาว ซึ่งเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อนำ SMEs&amp;nbsp; มาเข้ารับการ ปั้น ให้เป็น ดาว ด้วยการหยิบสินค้าที่ดีๆ ของชุมชนมาต่อยอด ใส่เรื่องราวและอัตลักษณ์ต่างๆ สร้างรายได้ให้มีมาตรฐานและแข่งขันในตลาดโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้นำร่องเปิดตัวใน 2 จังหวัดคือ กาฬสินธุ์ แฮปปิเนส 2019 ด้วยผลิตภัณฑ์ดีๆ เช่น ผ้าไหมแพรวา ไส้กรอกปลา ข้าวเหนียวเขาวง ฯลฯ ของดีตามวิถีถิ่นไทยต่อยอดการพัฒนาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน แม่ฮ่องสอนโมเดล จะเป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน คัดเลือก 8 สินค้าชั้นเลิศ คือ งา ถั่ว (โดยเฉพาะถั่วลายเสือ) กระเทียม บุก กาแฟ โคลนจากภูโคลน น้ำแร่จากน้ำพุร้อน และผ้าทอจากชาวดอยทั้ง 7 เผ่าของแม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทุกจังหวัดมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ทั้งสินค้าและการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งใจจะปั้นให้เป็นดวงดาวเจิดจรัสอยู่ในท้องฟ้า แล้วสามารถเป็นเถ้าแก่น้อย...เป็นเจ้าสัวคนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน คนชั้นกลางและคนรวย คิวต่อไป...รอลุ้นกันได้เลย...เพราะได้ยิน ดร.กอบ จะเปิดตัวจังหวัดอื่นๆ ในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แหม ใกล้ช่วงเลือกตั้ง...ผุดนโยบายโดนๆ เข้าตากรรมการและรากหญ้าจริงๆ ลุงตู่ คงนั่งยิ้มกรุ้มกริ่มปูเสื่อรอเป็นนายกฯ รอบสองได้เลย.&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:right&quot;&gt;ช่างสงสัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7228</URL_LINK>
                <HASHTAG>SMEs, กระเทียม, กาฬสินธุ์ แฮปปิเนส 2019, กาแฟ, ข้าวเหนียวเขาวง, คันปากอยากเล่า, งา, ช่างสงสัย, ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ถั่วลายเสือ, บุก, ผ้าไหมแพรวา, รมต., ลุงตู่, แม่ฮ่องสอนโมเดล, โครงการ ปั้นดาว, โคลนจากภูโคลนล, ไส้กรอกปลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2a90cec635d.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2018 20:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2018 20:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สตาร์บัคส์&#039; กระอัก ศาลแคลิฟอร์เนียสั่งร้านกาแฟติดป้ายเตือนภัยสารก่อมะเร็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สตาร์บัคส์คอร์ป บริษัทขายกาแฟยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ และผู้ขายกาแฟหลายรายในรัฐแคลิฟอร์เนีย เสี่ยงต่อการถูกปรับเงินหลายล้านดอลลาร์ ภายหลังผู้พิพากษาศาลลอสแอลเจลีสมีคำตัดสินให้ผู้ขายกาแฟในมลรัฐนี้ต้องติดป้ายเตือนลูกค้าว่ากาแฟมีสารก่อมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;แฟ้มภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานในเว็บไซต์ของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2561 กล่าวว่า คำตัดสินของผู้พิพากษาเอลิฮู เบิร์ล แห่งศาลลอสแองเจลีสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นการตัดสินตามคำฟ้องร้องของคณะกรรมการเพื่อการศึกษาและวิจัยด้านพิษ (ซีอีอาร์ที) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร ที่ยื่นฟ้องบริษัทค้าปลีกกาแฟราว 90 แห่ง รวมถึงสตาร์บัคส์ ว่าบริษัทเหล่านี้ละเมิดกฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยไม่ได้แจ้งเตือนผู้บริโภคเกี่ยวกับสารเคมีในผลิตภัณฑ์ของพวกเขาที่อาจก่อโรคมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สารก่อมะเร็งชนิดหนึ่งคือ อะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟ ซึ่งพบในระดับสูงในกาแฟชง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเอกสารของศาล ผู้พิพากษาเบิร์ลระบุว่า สตาร์บัคส์และบริษัทอื่นๆ ไม่สามารถแสดงให้ศาลเห็นว่า ไม่มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญจากสารก่อมะเร็งที่เกิดในกระบวนการคั่วบดกาแฟ และไม่ได้แสดงหลักฐานที่มีน้ำหนักมากกว่าเพื่อบอกว่าการดื่มกาแฟนั้นเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลให้เวลาสตาร์บัคส์และจำเลยรายอื่นๆ ยื่นคัดค้านคำตัดสินได้ภายในวันที่ 10 เมษายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสตาร์บัคส์ปฏิเสธจะให้ความคิดเห็นต่อคำถามของผู้สื่อข่าว แต่ได้อ้างถึงแถลงการณ์ของสมาคมกาแฟแห่งชาติ (เอ็นซีเอ) ของสหรัฐว่า อุตสาหกรรมนี้กำลังพิจารณาจะยื่นอุทธรณ์และดำเนินการทางกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การติดฉลากเตือนมะเร็งไว้ที่กาแฟจะเป็นการชี้นำให้เข้าใจผิด คำแนะนำด้านอาหารของรัฐบาลสหรัฐกล่าวไว้ว่า กาแฟอาจเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการใช้ชีวิตที่แข็งแรงได้&amp;quot; แถลงการณ์ของเอ็นซีเอกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวแทนของบริษัทอื่นๆ เช่นดังกิ้นโดนัท, แมคโดนัลด์, พีตส์ และผู้ค้ากาแฟรายใหญ่อื่นๆ ยังไม่มีทัศนะเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำฟ้องที่ซีอีอาร์ทียื่นต่อศาล เรียกร้องให้ปรับเงินจำเลยเป็นจำนวน 2,500 ดอลลาร์ต่อผู้บริโภคทุกๆ ราย ที่ได้รับสารเคมีนี้ จากร้านกาแฟในรัฐแคลิฟอร์เนีย นับตั้งแต่ปี 2555 การลงโทษทางแพ่งซึ่งจะอยู่ในช่วงที่ 3 ของการพิจารณาคดีนั้นอาจนำไปสู่การปรับเงินก้อนโต รัฐนี้มีประชากรมากถึง 40 ล้านคน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6147</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟ, ก่อมะเร็ง, ติดป้ายเตือน, ศาลลอสแองเจลีส, สตาร์บัคส์, อะคริลาไมด์, แคลิฟอร์เนีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180330/image_big_5abe3a8684ac9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
