<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าปลีกทรุดยาว ปี63ก็ยังชะลอตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค. 2562 นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2562 ที่ผ่านมา มีสัญญาณการหดตัวขึ้นในทุกหมวดสินค้า ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับจีดีพีทั้งประเทศ โดยจากการรวบรวมข้อมูลผลประกอบการสมาคมผู้ค้าปลีกไทยคาดว่าอุตสาหกรรมค้าปลีก ในปี 2562 น่ามีการเติบโตเพียง 2.8% ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่เติบโต 3.2% ซึ่งการที่การบริโภคภาคค้าปลีกค้าส่งอ่อนแอลงมาตลอด สาเหตุหลักคงมาจากกำลังซื้อกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลางลงล่าง ที่ต้องอาศัยรายได้จากผลผลิตภาคเกษตร ยังคงมีกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่ และรอการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐผ่านมาตรการต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลง สะท้อนให้เห็นในหมวดสินค้าไม่คงทน &amp;nbsp;ที่เติบโตลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะที่ผู้บริโภคระดับกลางที่มีรายได้ประจำเริ่มแสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ส่งผลให้การเติบโตการบริโภคหมวดสินค้ากึ่งคงทนเติบโตถดถอยลง &amp;nbsp;เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา ซึ่งหมวดนี้เคยมีการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 8-12 ในช่วง 10 ปีผ่านมา แต่กลับเติบโตเพียง 3.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2563 มองว่ายังปัจจัยลบที่อาจทำให้การบริโภคภาคค้าปลีกไม่เติบโตเท่าที่ควร ได้แก่ 1.ผลกระทบจากการเลิกจ้างและลดการผลิต ปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่กระทบคู่ค้าตลาดส่งออกทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย, การถูกสหรัฐตัดสิทธิประโยชน์ GSP สินค้าไทย อุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออกได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2.ผลจากภัยแล้งปี 2562 คาดว่ากระทบผลผลิตและรายได้ทางการเกษตรลดลง 16% จากปี 2561 สำหรับปี 2563 คาดว่ารายได้ทางการเกษตรจะทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อย ในกรอบ -0.5% ถึง 0.0% &amp;nbsp;3.ผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ การประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 5-6 บาทต่อวัน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 กระทบโดยตรงต่อการจ้างงานภาคบริการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้าปลีกค้าส่ง และก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อ 4.ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวรอบนี้เป็นวงกว้างและเป็นเวลานาน การชะลอตัวของเศรษฐกิจในรอบนี้ ผลกระทบแตกต่างจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะมีผลต่อชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนราว 70% ของประชากร หนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ครัวเรือน ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อเป็นสำคัญ ทำให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจในรอบนี้มีผลกระทบเป็นวงกว้างและต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่า ยังพอปัจจัยบวกในการขับเคลื่อนการบริโภคภาคค้าปลีกในปี 2563 ได้แก่ 1.น่าจะเห็นมาตรการกระตุ้นจากนโยบายการคลังออกมาเพิ่มอีก ที่ผ่านมานโยบายการคลังเน้นบรรเทาช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำในกลุ่มที่ยังมีกำลังจับจ่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้จ่ายให้กลุ่มคนชั้นกลาง ลูกจ้างประจำ ที่ยังไม่ถูกลดการทำงานเหมือนลูกจ้างชั่วคราว 2. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2563 คาดว่าน่าจะผ่านการพิจารณาอนุมัติเดือนมกราคม 2563 การเร่งรัดเบิกจ่ายน่าจะเริ่มเห็นผลราวปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคม 2564 ซึ่งจะถูกเร่งรัดใช้ให้หมดภายในเดือนกันยายน งบประมาณปี 2563 จึงเป็นงบประมาณที่จะถูกอัดฉีดเข้าไปในระบบภายใน 6 เดือน ซึ่งจะเป็นงบที่มาบรรเทาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวระยะสั้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ข้อ 3.นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ยังมีช่องว่างให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 42% ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จึงมีโอกาสที่จะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 4.ท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มเติบโตจากนักท่องเที่ยวจีน พบว่าช่วง 2 เดือนนี้นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53214</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังซื้อ, ชะลอตัว, ธุรกิจค้าปลีก, วรวุฒิ อุ่นใจ, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8f448551565.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;แม็คโคร&quot; ชมเปาะพาณิชย์เอาจริงหนุนโชห่วยกางแผนปี 62 ทุ่ม 8,500 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เมษายน 2562 &amp;nbsp;นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO เปิดเผยว่า ภาพรวมกำลังซื้อไตรมาศมาศแรกของปี 2562 มองว่าค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนนโยบายของภาครัฐที่มองว่าเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการโชห่วยนั้นดีเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มีความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเข้ามาช่วยยกระดับผู้ประกอบการโชห่วยให่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงอยากให้มีการสานต่อในส่วนนี้ รวมถึงนโยบายเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งนับเป็นเม็ดเงินมหาศาลส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารปลอดภัย ความปลอดภัย และความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้จะมุ่งเน้นการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;จากปัจจุบันแม็คโครมีสาขารวมทั้งหมด 129 สาขา แบ่งเป็น ศูนย์จำหน่ายสินค้าแม็คโคร รูปแบบคลาสสิค จำนวน 79 สาขา, เป็นแม็คโครฟูดเซอร์วิส จำนวน 25 สาขา, เป็นอีโค พลัส จำนวน 13 สาขา, เป็นแม็คโคร ฟูดช้อป จำนวน 5 สาขา และเป็นสยามโฟรเซ่น จำนวน 7 สาขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2562 บริษัทตั้งงบลงทุนรวมที่ 8,500 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายสาขาเพิ่ม 7-8 สาขาภายในประเทศไทย ปรับปรุงสาขาเดิมภายในประเทศ และลงทุนระบบสารสนเทศหรือไอทีประมาณ 5,800 ล้านบาท และใช้ลงทุนขยายสาขาในต่างประเทศประมาณ 2,700 ล้านบาท ซึ่งในปี 2562 บริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ในประเทศจีน ประมาณ 1-2 สาขา คาดจะเริ่มเห็นตั้งแต่ไตรมาส 3/2562 และจะเปิดสาขาแรกในประเทศเมียนมาจำนวน 1 สาขา โดยปัจจุบันบริษัทมีสาขาในต่างประเทศแล้วจำนวน 5 สาขาใน 2 ประเทศ ได้แก่ ในประเทศกัมพูชาจำนวน 2 สาขา และในประเทศอินเดียจำนวน 3 สาขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ บริษัทเน้นขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ผ่านเป้าหมายหลักในการทำธุรกิจ 6 ประการ ได้แก่ 1.การเป็นแหล่งอ้างอิงด้านอาหารปลอดภัย 2.ส่งเสริมการคัดสรรผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน 3.ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 4.เป็นที่รักในท้องถิ่น 5.สร้างความเจริญเติบโตทางธุรกิจให้กับลูกค้า และ6.เป็นองค์กรที่คนทุกรุ่นอยากเข้ามาร่วมงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 20% ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศต่ำกว่า 4% ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จาก 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย รายได้จากกลุ่มแม็คโคร มีสัดส่วน 96% ส่วนอีก 4% เป็นสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ และกลุ่มฟูดเซอร์วิส&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33423</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังซื้อ, ขยายการลงทุน, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), สุชาดา อิทธิจารุกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190411/image_big_5caeb1353c8d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถานการณ์ค้าปลีกเมืองไทย  สมรภูมิแสนล้านที่ผู้ประกอบการยังลงทุน   / อีโคโฟกัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมรภูมิแสนล้านที่ผู้ประกอบการยังลงทุน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดหนัก สำหรับเรื่องของกำลังซื้อผู้บริโภคบางกลุ่มที่ยังไม่กระเตื้องสักที เลยทำให้บางแบรนด์ต้องหาลู่ทางเพื่อทำการค้าแบบใหม่ๆ ให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ หรือใช้นวัตกรรมเข้ามาเสริมสินค้าขงตัวเองให้โดดเด่น รวมถึงหาตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสของธุรกิจและลดความเสี่ยง โดยอุตสาหกรรมค้าปลีกของประเทศไทยที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท ก็นับเป็นอีกหนึ่งภาคที่มีความสำคัญ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเช่นเดียวกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขยายสาขาในธุรกิจค้าปลีกของค่ายต่างๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะการเติบโตจากสาขาเดิมอาจไม่มากสักเท่าไหร่ บางรายคงที่บางแห่งเติบโตเพียงตัวเลขหลักเดียว ทำให้เม็ดเงินลงทุนการเปิดสาขาใหม่ยังมีให้เห็นกันอยู่ทุกปี อย่างเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมามีร้านค้าปลีกรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์สโตร์เพิ่มขึ้น 37 แห่งซูเปอร์มาร์เก็ต 47 แห่ง ร้านสะดวกซื้อ 1,104 แห่ง ห้างสรรพสินค้า 4 แห่ง สินค้าตกแต่งซ่อมแซมบ้าน และการก่อสร้าง &amp;nbsp;16 แห่ง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 65 แห่ง และสุขภาพและความงามอีก 211 แห่ง หากนับเม็ดเงินการลงทุนจากปี 2558-2560 อยู่ที่ 130,200 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 43,400 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปและคาดการณ์ค้าปลีกปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมครึ่งปีแรก &amp;nbsp;จากดัชนีสมาคมผู้ค้าปลีกไทยแสดงให้เห็นว่า ยอดค้าปลีกในครึ่งปีแรกค่อนข้างคงที่ในทุกหมวดสินค้า แต่จีดีพีของประเทศมีการเติบโต โดยจีดีพีทั้งประเทศในสิ้นปี 2560เติบโต ร้อยละ 3.9 และไตรมาสแรกของปี 2561 เติบโตถึงร้อยละ 4.9 เป็นผลมาจากการเติบโตของภาคการส่งออกและการใช้จ่ายของภาครัฐ เมื่อไปดูในหมวดการบริโภคเติบโตเพียง 3.2% โดยในปี 2560 เติบโตเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี &amp;nbsp;2559 อย่างไรก็ตามการเติบโตของการบริโภคมีทิศทางเดียวกับดัชนีค้าปลีก ซึ่งเติบโตจาก 3.2% ในปีที่ผ่านมาเป็น 3.3 %ในครึ่งปีแรก 2561 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับครึ่งปีแรกภาคค้าปลีกทรงตัวในเกือบทุกหมวดสินค้า ขณะเดียวกันก็ยังเป็นลักษณะกระจุกตัวที่เฉพาะในกรุงเทพและหัวเมืองหลักๆ ของการท่องเที่ยว ส่วนสาขาที่อยู่ในต่างจังหวัด การเติบโตของกำลังซื้อค่อนข้างอ่อนตัว เนื่องจากสัดส่วนสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนเพียง 30% สาขาส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัดถึง 70% ทำให้ดัชนีในไตรมาสที่สองโดยรวมทรงตัว สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อในต่างจังหวัด ยังไม่มากเท่าที่ควร โดยเฉพาะจังหวัดที่รายได้หลักมาจากภาคเกษตรกรรม ประกอบกับปีนี้ฤดูฝนมาก่อนกำหนดฤดูกาล ส่งผลให้ผลผลิตและราคาสินค้าภาคเกษตรครึ่งปีแรกจึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ครึ่งหลังของปี 2561 น่าจะยังทรงตัวในไตรมาส 3 และปรับตัวขึ้นไปในไตรมาส 4 ตามวัฎจักรของการจับจ่าย แม้ภาครัฐจะเร่งให้มีการประมูลโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ภายในปีนี้ แต่ผลจากการลงทุนนี้จะส่งผลมายังภาคค้าปลีกต้องใช้เวลา 6-8 เดือน หวังไว้ว่านโยบายและงบประมาณที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวไปยังจังหวัดรองๆไม่มาเติบโตกระจุกตัวในเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมดัชนีค้าปลีกปี 2561 น่าจะดีกว่า 2560 เล็กน้อย หรือเติบโตน่าจะอยู่ราว 3.3-3.5% แต่ก็ยังน้อยกว่าจีดีพีทั้งประเทศ ที่คาดการณ์ว่าน่าจะเติบโตราว 4.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยักษ์ใหญ่เซ็นทรัลยังขยายต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มเซ็นทรัลเตรียมเปิดตัวศูนย์การค้าในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ &amp;ldquo;เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต เฟส 2&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นศูนย์การค้าและไลฟ์สไตล์ฮับระดับลักชัวรี่ &amp;nbsp;ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าไฮเอนด์และนักท่องเที่ยว มาพร้อมไฮไลท์น่าสนใจมากมาย เช่น สวนสนุกไตรภูมิ และ &amp;ldquo;อะควาเรีย&amp;rdquo; อะควาเรียมแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกเหนือจากศูนย์การค้ายังมีสินค้าและบริการใหม่ ๆ อาทิ แอปพลิเคชั่น The1 โฉมใหม่ ส่วนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ภายหลังการเซ็นสัญญาร่วมมือกับ JD.com เมื่อปลายปีก่อนเกิดเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ JD.co.th ของเจดี เซ็นทรัล (JD Central) ที่ได้ทดลองเปิดตัวไปเมื่อเดือน มิ.ย. 2561 จะมีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในไตรมาสที่ 3 โดยลูกค้าจะสามารถเลือกซื้อสินค้าได้กว่า 5 แสนรายการ จาก 4,000 แบรนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไฮเปอร์มาร์เก็ตโฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแข่งขันเรื่องของราคาเป็นปกติสำหรับธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะในกลุ่มของไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่มีผู้ลงสังเวียนอยู่ 2 รายใหญ่ในเมืองไทย แต่ในปีนี้ผู้ประกอบการหันมาพัฒนารูปบบของบริการใหม่ๆ ไม่ใช่เพียงแค่แข่งลดราคาสินค้ากันแบบดุเดือดเท่านั้น แต่ยังต้องมีการนำเสนอไฮเปอร์มาร์เก็ตในมุมใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงสถานที่ให้เข้ามาซื้อของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากดำเนินธุรกิจมาเป็นระยเวลา 24 ปี เทสโก้ โลตัสได้เปิดสาขาลำดับที่ 2,000 เป็นที่เรียบร้อย เลือกทำเลบางกรวย &amp;ndash; ไทรน้อย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ถือเป็นสาขาที่มีพื้นที่จาหน่ายสินค้าของเทสโก้ โลตัส ขนาดใหญ่ที่สุด ที่เปิดใหม่ในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ตอบสนองความเป็น 4.0 อย่างแท้จริง อาทิ เทคโนโลยีสแกนสินค้า Scan As You Shop จากประเทศอังกฤษ การชาระเงินผ่าน QR code ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ทุกเคาน์เตอร์ ตอบโจทย์สังคมไร้เงินสด รวมถึงสัญญาณ WiFi ฟรีสาหรับลูกค้าครอบคลุมทุกบริเวณ และมีเลนปั่นจักรยานยาว 1.2 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้า &amp;ldquo;บิ๊กซี&amp;rdquo; ได้ทำการปรับโฉมสาขาราชดำริใหม่ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;แบ็งคอก ช้อปปิ้ง แลนด์มาร์ค&amp;rdquo; ทำให้มีร้านค้าเปิดใหม่อีก 22 ร้าน รวมเป็น 95 ร้านค้า จากเดิม 73 ร้านค้า โดยสาขาแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในสาขาหลักของการสร้างรายได้หรือติดท็อป 5 จากจำนวนสาขาทั้งหมด และยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใช้บริการปีละมากกว่า 4 ล้านคน โดยเฉพาะตลาดจีนและเวียดนามหรือคิดเป็นสัดส่วน 50% ที่เป็นต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนะปรับตัวตามยุคสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยคนใหม่ กล่าวว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกจะต้องเริ่มปรับตัวโดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบออมนิชาแนล คือการทำตลาดแบบผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่ขายสินค้าได้ทุกรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือกับการเข้ามาของร้านค้าออนไลน์อย่างจริงจัง แม้ปัจจุบันหากมองภาพรวมในตลาดค้าปลีกทั้งระบบยังมีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท เติบโตปีละ 3-4% ขณะที่ตลาดออนไลน์คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท เติบโตปีละ 30% นับว่าห่างกันอยู่มาก แต่ด้วยเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ออนไลน์อย่างรวดเร็ว ทำให้คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าสัดส่วนการขายในตลาดออนไลน์จะคิดเป็น 10% ของตลาดทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากออนไลน์ยังเติบโตเร็วแบบนี้ อีกไม่นานจะกระทบกับตลาดค้าปลีกอย่างมีนัยยสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็ว อาทิ การแข่งขันตัดราคาของการขนส่ง ทำให้ต้นทุนการส่งสินค้าถูกลงโดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านเองก็ได้ นอกจากนี้ยังเห็นการเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมี อะลีบาบา ,เจดี ดอท คอม และอีกไม่นานยักษ์ใหญ่อย่าง อะเมซอน คงมาแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้ามาของเทคโนโลยีได้ทำให้ภาคค้าปลีกถูกพูดถึงกันทุกปี แต่ผู้ประกอบการไทยค่อนข้างมีความแข็งแกร่ง และปรับตัวเองให้สอดรับกับสถานการณ์ได้ทุกช่วงเวลา อย่างในปี 2561 จะเห็นได้ว่าค้าปลีกเต็มไปด้วยนวัตกรรมทางคอนเซ็ปต์ เมีการเปิดตัวสาขาในรูปแบบใหม่ แนวทางการใช้งบทำตลาดเพื่อจัดโปรโมชั่น ก็ต้องมีควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคบางกลุ่มยังอ่อนแรง หลังจากนี้คงต้องจับตาดูว่าค้าปลีกรายใด จะมีการพัฒนาร้านค้าหรือสาขาแบบใหม่ออกสู่ตลาดกันอีก เพราะความเนื้อหอมของค้าปลีกยังชวนให้หลงใหลและน่าลงทุน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16115</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังซื้อ, จริยา จิราธิวัฒน์, ธุรกิจค้าปลีก, วรวุฒิ อุ่นใจ, สถานการณ์ค้าปลีก, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, ห้างสรรพสินค้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180825/image_big_5b80ba042223c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2018 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอเชียติคเผยกำลังซื้อฝืด เร่งอัดโปรโมชั่นกู้ยอดดด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอเชียติค เผยกำลังซื้อยังฝืด เร่งอัดสินค้าใหม่ พร้อมทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดต่อเนื่อง เตรียมทุ่มงบขยายโรงงาน รองรับตลาดและคู่แข่งแบรนด์ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียติค จำกัด &amp;nbsp;ผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว &amp;ldquo;โคโค่แม็ก&amp;rdquo;และกะทิในขวดเพ็ท &amp;ldquo;อัมพวา&amp;rdquo; เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าภาพรวมกำลังซื้อยังไม่ค่อยดีนัก ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายยังคงเดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อกันอย่างเต็มที่ โดยในส่วนของบริษัทเองก็เตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อสร้างความน่าสนใจแก่ผู้บริโภค รวมถึงการทำโปรโมชั่น เพราะการตัดสินใจของลูกค้าจะอยู่ ณ จุดขาย ซึ่งราคายังมีผลต่อการซื้ออยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการทำตลาดในช่วงปี 2561 บริษัทเตรียมออกสินค้าใหม่ 2 ตัว ประกอบด้วย 1. โคโค่แม็กน้ำมะพร้าวผสมลิ้นจี่ และ 2. โคโค่แม็กสมูทตี้ เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภค และกระตุ้นตลาดให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันตลาดน้ำมะพร้าวมีมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพรีเมียม 70% &amp;nbsp;คาดว่าปีนี้ตลาดจะมีอัตราการเติบโต 15-20% เนื่องจากยังเป็นตลาดที่ใหม่และฐานยังไม่ใหญ่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันสถานการณ์แข่งขันของตลาดน้ำมะพร้าว ยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง หลังจากเมื่อช่วง 3-4 ปีที่แล้วยังไม่ได้รับความนิยมมากสักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มีผู้ประกอบการสนในเข้ามาเล่นกันมากขึ้น โดยในกลุ่มแมสคงที่อยู่แค่ประมาณ 4-5 เจ้า แต่แบรนด์ที่เป็นรายย่อยจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะ ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาด 45%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล กล่าวว่า แม้ภาพรวมกำลังซื้อและการแข่งขันจะรุนแรง แต่บริษัทก็เตรียมแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่ม เพราะที่ผ่านมาขนาดของโรงงานการผลิตอาจยังไม่ใหญ่มาก จึงทำให้กำลังการผลิตปัจจุบันค่อนข้างเต็มแล้ว หรืออยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่น/ชั่วโมง เบื้องต้นคาดว่าจะแบ่งการลงทุนเป็น 2 เฟส โดยเพสแรกจะอยู่ในช่วงกลางปีภายใต้เงินลงทุน 40-50 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตอีก 30% ขณะที่เฟสต่อไปกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณางบลงทุน น่าจะอยู่ช่วงปลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธุรกิจของบริษัทยังมีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น และหลายประเทศทางแถบยุโรปอีกด้วย หรือคิดเป็นสัดส่วน 70% ล่าสุดยังได้ส่งออกกะทิไปที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีผลตอบรับดีมาก และยังคงหาตลาดใหม่ๆ เพื่อผลักดันให้การส่งออกเติบโตมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ภาพรวมผลการดำเนินธุรกิจปี 2560 มียอดขาย 3,600 ล้านบาท วางเป้าหมายปีนี้เติบโต 12-13% และยังคงเดินหน้าตามวิสัยทัศน์การบริหารธุรกิจด้วยระบบ Zero Waste Management ที่ให้ความสำคัญกับการใช้มะพร้าวทุกส่วนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในอนาคตจะมีการแตกไลน์สินค้าให้มีความหลากหลาย แต่ยังใช้มะพร้าวเป็นส่วนประกอบ โดยในปี 2563 ตั้งเป้ายอดขายแตะ 8,000 ล้านบาทอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10305</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังซื้อ, อัมพวา, เอเชียติค, โคโค่แม็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e18478ae5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สื่อโฆษณาปรับลดเป้าโตเหลือ6%อ้างกำลังซื้อวูบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กำลังซื้อวูบฉุดสื่อโฆษณาซบ เตรียมปรับลดเป้าเติบโตในปี 2561 เหลือ 6% จากเดิมอยู่ที่ 10% &amp;nbsp; หลังพบผู้ประกอบการหันทุ่มงบทำโปรโมชั่นและออนไลน์แทน ด้าน MI ชี้โฮมช้อปปิ้งขึ้นแท่นอันดับ 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;13 มี.ค. 61- นายภวัต เรืองเดชวรชัย &amp;nbsp;ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือ MI เปิดเผยว่า แม้ว่าปัจจัยลบที่มีผลต่ออุตสาหกรรมโฆษณาจะลดน้อยลง แต่เมื่อช่วงที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายรายพบว่ากำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่ ทำให้แบรนด์ยังชะลอการใช้งบเพื่อทำการโฆษณา แต่หันไปใช้กับเรื่องของโปรโมชั่นและออนไลน์แทน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ถือเม็ดเงินไว้จำนวนมาก แต่ลดการใช้ลงเรื่อยๆ ทุกปีหรือประมาณ 20% บริษัทจึงปรับประมาณการของปี 2561 ของอุตสาหกรรมฯ เติบโตเหลือ 6% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 10%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2561 นี้ พบว่ามี 5 อันดับอุตสาหกรรมหลักที่ใช้เม็ดเงินสูงสุด ประกอบด้วย 1. โฮมช้อปปิ้งและไดเร็คมาร์เก็ตติ้ง มีการเติบดตมากถึง 500-600% หากดูตัวเลขในช่วง 2 เดือนแรกปี 2560 ประมาณ 117 ล้านบาท ในปีนี้เพิ่มเป็น 811 ล้านบาท &amp;nbsp;2.ภาครัฐ เติบโต 50% 3. กลุ่มเครื่องดื่ม 36% 4. รถปิคอัพ ลดลงประมาณ 29-30% และ5. มือถือ ลดลง 12%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สถานการณ์ 2 เดือนแรกของอุตสาหกรรมโฆษณายังติดลบ 7% แต่แนวโน้มช่วงปลาย ก.พ. เริ่มมีความคึกคักมากขึ้น &amp;nbsp;มองว่าน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเดือน พ.ค. นี้ หรือก่อนช่วงฤดูฝน และหากปลายปีทุกอย่างยังไปได้ดี ก็เชื่อว่าจะผลักดันให้ภาพรวมกลับมาเป็นบวกที่ 6% &amp;rdquo; นายภวัต กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ดี แม้ว่าสัดส่วนของการลงโฆษณาจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2559 มีสัดส่วนประมาณ 62% ลดลงเหลือ 56.6% เมื่อปีที่ผ่านมา แต่ในเชิงมูลค่ายังนับว่ามีสัดส่วนมากที่สุดอยู่ โดยช่วง 2 เดือนแรกมีสัดส่วน 53.1% ขณะที่ออนไลน์จากปี 2559 สัดส่วน 9% ในปี 2560 เป็น 14% และตอนนี้อยู่ที่ 18.6% ส่วนสื่อนอกบ้านปี 2559 มี 7.7% ปี 2560 ที่ 9.5% และช่วง 2 เดือนแรก 13% ด้านสื่อสิงพิมพ์เคยมีสัดส่วน 9.4% ในปี 2559 ลดลงเหลือ 7.9% เมื่อปีทีผ่านมา และช่วงที่ผ่านมาของปีนี้อยู่ที่ 6.1%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4874</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังซื้อ, อุตสาหกรรม, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa780224c9c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
