<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2019 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2019 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำลังพลสำรองแห่สมัครทหารวันแรกคึกคัก หวังต่อยอดอนาคต ลั่นจำเป็นต้องมีเกณฑ์ทหาร-ควบคู่สมัครใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค.62 - ที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน(นรด.)พล.ท.ปราการ ปทะวาณิช ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) ตรวจเยี่ยมสถานที่เปิดรับสมัครกำลังพลสำรองเพื่อเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวของกองทัพบก ปี 2563 จำนวน 243 อัตรา ในวันแรก โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยกำลังพลสำรองต่างทยอยมายื่นใบสมัครตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่าน ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุในช่วง 21-25 ปีบริบูรณ์ และพึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

พ.อ.สฤษดิ์ โตจรูญ ผอ. กองการควบคุมกำลังพลสำรอง นรด. กล่าวถึงภาพรวมของการรับสมัครในวันแรกว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามที่ได้วางแผนเอาไว้ คิดว่าจากนี้จะมีกำลังพลสำรอง ทยอยมาสมัครเป็นจำนวนมาก สำหรับขั้นตอนและหลักเกณฑ์การรับสมัครจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยใช้เวลา 30 วัน จากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการสอบสวนกลาง ที่ ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหารถนนวิภาวดี ในวันที่ 19 ม.ค.2563 จากนั้นก็จะประกาศผลสอบ

ซึ่งในวันนี้กำลังพลสำรอง จะต้องเลือกว่าจะต้องเลือกว่าจะสังกัดกองทัพภาคไหน เพื่อจะได้ทราบจุดประสงค์ เมื่อสอบได้คะแนนเรียบร้อยแล้ว จะให้ผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดตามลำดับเลือกมณฑลทหารบกในสังกัดกองทัพภาคที่ตนเองสังกัดก่อน ทั้งนี้คนที่มาสมัครได้ต้องผ่านการเป็นกำลังพลสำรองมาก่อนคือผู้ที่สำเร็จหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 และปีที่ 5 รวมถึงบุคคลที่เคยผ่านการเกณฑ์ทหาร มาแล้ว
โดยจะทำหน้าที่เป็นส่วนที่อยู่ในกำลังรบ โดยกองทัพบกกำหนดว่าให้มณฑลทหารบกอยู่ในตำแหน่งของครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกทั้ง 34 มณฑลทหารบก ยกเว้น กทม.

&amp;quot;การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก คิดว่าน่าจะเป็นการทดลองคิดว่าน่าจะเป็นการทดลอง ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากนักถ้ามีโอกาสก็จะสอบผ่าน ซึ่งเราคาดหวังว่าจะมีผู้มาสมัครเป็นจำนวนมากเพราะเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงกลาโหมที่ต้องการให้ทุกเหล่าทัพนำกำลังพลสำรองมาใช้งาน เพื่อลดการบรรจุ ทหารกองประจำการและลดงบประมาณของกองทัพ&amp;quot;พ.อ.สฤษดิ์ กล่าวและว่า

ในส่วนของเงินเดือนและสวัสดิการนั้นยืนยันว่าจะได้รับเหมือนทหารประจำการทุกอย่างตามขั้นที่บรรจุ แต่จะอยู่ในอัตราสัญญาจ้างเพียงแค่ 4 ปีหลังจากนั้นเราก็จะมีให้เลือก 3 แนวทางคือ 1 สามารถอยู่ต่อได้อีก 4 ปี แต่ต้องไม่เกิน 8 ปี ซึ่งในส่วนของนายทหารสัญญาบัตร จะต้องมี อายุไม่เกิน 35 ปี ขณะที่นายทหารชั้นประทวนจะต้องไม่เกิน 30 ปี แนวทางที่ 2. จะได้รับเงินก้อนหรือเงินช่วยเหลือโดยคิดตามกระทรวงการคลังก็คือ เงินเดือนเดือนสุดท้าย&amp;times;กับปีราชการ &amp;times; 2.5 เบื้องต้นคาดว่าจะได้รับคนละประมาณ 200,000 กว่าบาท และ 3. เข้าสอบส่วนกลางเพื่อเข้ารับราชการเป็นทหารในอัตราร้อยละ 20 ของ 243 คน นั้นหมายความว่า จะมีผู้ที่ได้รับการคัดเลือกบรรจุเป็นทหารประจำ จำนวน 94 คน

ส่วนกำลังพลสำรองที่สมัครเป็นคนแรก นายณัฐพล ศรีแดง อายุ 22 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี คณะ รัฐประศานสนศาสตร์ กล่าวว่า ทราบข่าวรับสมัครจากฝ่ายสรรพกำลัง มทบ. 45 เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งส่วนตัวอยากเป็นทหาร ใจรัก ชอบความมีระเบียบวินัย ความเข้มแข็ง และมีความมั่นคง ซึ่งได้เตรียมตัวมาอย่างดี อีกทั้งยังพึ่งจบการศึกษา และยังเป็นกองกำลังสำรอง ผลัดที่ 1/2562 ส่วนบิดาก็เคยรับราชการทหาร โดยเลือกลง มทบ.45 จ. สุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ภูมิลำเนา และตนมีทักษะการใช้โซเชียลมีเดีย และมองว่า เด็กรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงโซเชียลได้ง่ายแต่ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งผลดีและผลเสีย

&amp;quot;ผมตั้งใจเป็นทหารครบ 4 ปี และเดินทางจากภาคใต้ตั้งแต่เมื่อวาน(8 ธ.ค.)ตอนเย็นและมาถึง กทม. ตี 5 ของวันนี้ และเชื่อว่าจะก้าวไปเป็นทหารประจำการในอนาคต ผมเตรียมตัว อ่านหนังสือ ทดสอบร่างกาย ซ้อมวิ่ง มาเป็นอย่างดี สำหรับแนวคิดยกเลิกเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนมาสมัครใจนั้น ผมมองว่า เป็นแนวความคิดที่ดี แต่อยากให้คงการเกณฑ์ทหารไว้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ทั้งคนที่อยากเป็น และไม่อยากเป็น เพราะบางครั้งจำนวนคนที่อยากเป็นอาจน้อยกว่าจำนวนคนที่กองทัพต้องการ อยากให้มีสองระบบ&amp;quot;นายณัฐพล กล่าว

ขณะที่ นายพันธุ์ธัช โกมโลทก อายุ 25 ปี จบการ ศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ และนักศึกษาวิชาทหารปี 3 ระบุว่า ทราบข่าวจากโซเชียลเดีย โดยเพจเฟซบุ๊กกองกำลังพลสำรอง กองกิจการพลเรือน ทหารบก โดยพื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯและตั้งใจที่จะสมัครของกองทัพภาคที่ 1และมองว่านี่คือแนวทางใหม่ และส่วนตัวมีความสนใจด้านกิจการกำลังพลสำรอง เชื่อว่าอนาคตจะมีบทบาทมากขึ้น เพื่อนำไปต่อยอดเรื่องกำลังพลสำรอง ที่ผ่านมาตนมุ่งการเรียนในมหาวิทยาลัย คาดหวังว่าในอนาคตจะสอบบรรจุเป็นข้าราชการทหารประจำการ สำหรับแนวคิดยกเลิกเกณฑ์ทหารเปลี่ยนมาสมัครใจนั้น มองว่าเป็นเรื่องดีแต่การเกณฑ์ทหารยังมีความจำเป็น เพราะทราบว่าทุกวันอัตรากำลังพลยังไม่เพียงพอ หากเป็นไปได้ถือเป็นแนวทางนำร่อง แต่ต้องเข้าใจว่า ประเทศไทยเป็นใหญ่มีจำนวนประชากรมาก การมีทหารเกณฑ์ยังจำเป็น

ว่าที่ ร.ต.ธนกร ตั้งวงศ์กิจการ อายุ 21 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม บอกว่า ตนเลือกลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ส่วนอยากเป็นทหาร เนื่องจากว่าตนเคยเรียน รด.มา 5 ปี จึงรู้สึกว่าชอบทางนี้ และครอบครัวก็ไม่มีใครรับราชการทหาร และในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ มองแนวทางยกเลิกเกณฑ์ทหาร และเปลี่ยนมาสมัครใจนั้น อาจส่งผลดีและเป็นประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม แล้วแต่มุมมอง แต่การเป็นทหารได้ระเบียบวินัย ก็เป็นเรื่องสำคัญและเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะมี

ส่วน นายทรงพล จึงสำเร็จการ อายุ 23 ปี จบปริญญาตรี สาขาสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ จาก เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นักศึกษาวิชาทหารปี 3 ว่า อาชีพทหาร เป็นอาชีพอยู่ในกฎระเบียบวินัย รวมถึงมีความมั่นคง และมองว่าสัญญาจ้าง 4 ปี ไม่ได้ส่งผลอะไร เพราะได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ และสามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพอื่นได้ในอนาคต ทั้งนี้ตนสมัครงานสาขาที่จบมา แต่การเป็นทหารถือเป็นทางเลือกหนึ่ง และเป็นอาชีพที่ชอบ และที่ผ่านมาตระเวนสอบบรรจุทหาร ตำรวจอยู่แล้ว ซึ่งได้เตรียมตัวด้วยการฟิตร่างกาย อ่านกฎระเบียบต่างๆ ส่วนแนวคิดยกเลิกเกณฑ์ทหารเปลี่ยนมาสมัครใจนั้น ของเดิมดีอยู่แล้ว จะได้ฝึกระบียบวินัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52082</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพ, กำลังพลสำรอง, ทหาร, นรด., หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5dede69e86315.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2019 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2019 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯแพร่ประกาศกลาโหม &#039;รับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ย. 62 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงกลาโหมเรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยกระทรวงกลาโหมประสงค์จะรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการในการป้องกันและรักษาความมั่นคงหรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ ซึ่งเป็นการเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารประจำการให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔/๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหารพ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงออกประกาศกำหนดให้กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รับบุคคลซึ่งเป็นทหารกองหนุนที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีบรรจุกำลังของหน่วยตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการเตรียมพล หรือบุคคลซึ่งเป็นกำลังสำรองประเภทหนึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมที่มีการบรรจุในบัญชีบรรจุกำลังตามกฎหมายว่าด้วยกำลังพลสำรอง เข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยกำลังพลสำรองเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงประกาศมาเพื่อทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51446</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลาโหม, กำลังพลสำรอง, ทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45851</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2019 12:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2019 12:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประวิตร&#039;เดินหน้าขับเคลื่อนระบบกำลังพลสำรองตามแผนแม่บท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.62-พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงหลังพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง &amp;nbsp;เป็นประธานประชุมคณะกรรมการกำลังพลสำรอง ( คกส.) ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงต่างๆ ณ ศาลาว่าการ กลาโหม เพื่อขับเคลื่อนและเสริมเครือข่ายกิจการกำลังพลสำรอง ตาม พ.ร.บ.กำลังพลสำรอง พ.ศ.2558 &amp;nbsp;รองรับงานความมั่นคงในมิติต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.คงชีพกล่าวว่า ที่ประชุม ได้ร่วมกันพิจารณาและรับทราบความคืบหน้าการดำเนินการกิจการกำลังพลสำรอง ปี 62 ที่ผ่านมา ทั้งการแสดงศักยภาพของกำลังสำรอง 3 เหล่าทัพ. การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานการกำลังสำรอง &amp;nbsp;การแปรสภาพและจัดตั้งหน่วยกำลังสำรองระดับพื้นที่ในมณฑลทหารบก เพื่อรองรับภารกิจภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในพื้นที่ &amp;nbsp;การจัดทำและบริหารจัดการระบบฐานข้อมูลกำลังพลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ &amp;nbsp;การยกเว้นการเป็นกำลังสำรองในกลุ่มผู้ทำหน้าที่ประจำในกิจการศาสนา &amp;nbsp;การผ่อนผันการเป็นกำลังสำรองของครูในสถานศึกษา 25 แห่ง ที่ กห.กำหนด รวมทั้งด้านสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของกำลังพลสำรองและนายจ้าง ทั้งด้านการสอบเข้ารับราชการทหาร การขอใช้สถานที่ราชการของกองทัพ และการเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ของกองทัพ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พล.อ.ประวิตร ได้ย้ำขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมสนับสนุนและผลักดันการเดินหน้าขับเคลื่อนกิจการกำลังสำรองตามแผนแม่บทที่กำหนดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยขอให้มีการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล &amp;nbsp;เพื่อการพัฒนาและเสริมสร้างกำลังพลสำรอง ให้มีความพร้อม สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกับกำลังประจำการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเรียกกำลังพลสำรอง เข้ารับราชการทหาร หรือในการระดมพลได้ทันตามเวลาที่กำหนด &amp;nbsp;ขณะเดียวกันให้เสริมสร้างเครือข่ายกำลังพลสำรองให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรองรับระบบงานความมั่นคง รวมทั้งการบรรเทาภัยพิบัติและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ &amp;nbsp;ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน สู่ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ยั่งยืน&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45851</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลาโหม, กำลังพลสำรอง, พล.ท.คงชีพ  ตันตระวาณิชย์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c527225b4d4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลาโหมโชว์ศักยภาพกำลังพลสำรอง 3 เหล่าทัพปี 61 (ชมคลิป)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค. 61 - ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดการแสดงศักยภาพของกำลังพลสำรอง 3 เหล่าทัพ ประจำปี 2561 มียอดรวมทั้งสิ้น 377 นาย แยกเป็น กองทัพบก 207 นาย กองทัพเรือ 110 นาย และกองทัพอากาศ 60 นาย ซึ่งเป็นบุคคลที่ผ่านการฝึกวิชาทหาร ในสถานะนักศึกษาวิชาทหารหรือทหารกองประจำการจากกองทัพมาแล้ว ที่ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมได้นำพ.ร.บ.กำลังพลสำรอง พ.ศ. 2558 มาบริหารจัดการกลุ่มบุคคลที่เป็นกำลังพลสำรองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยในวันนี้มีการปฏิบัติในการแสดงศักยภาพของกำลังพลสำรอง กองทัพบกสาธิตการตรวจสอบสภาพความพร้อมรบของกำลังพลสำรองระดับหน่วยกองร้อยอาวุธเบาและแสดงการใช้อาวุธประจำหน่วย กองทัพเรือสาธิตการตรวจค้นเรือประมง รวมถึงการนำเรือด้วยเครื่องฝึกเดินเรือจำลอง และกองทัพอากาศสาธิตการป้องกันฐานบิน นอกจากนี้ ทางกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ได้จัดทำบอร์ดประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกิจการกำลังพลสำรองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พล.อ.เทพพงศ์ กล่าวว่า ตามพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 กำหนดให้กระทรวงกลาโหมมีบทบาทหน้าที่พิทักษ์เอกราช ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พัฒนาประเทศเพื่อความมั่นคง และการแก้ไขปัญหาช่วยเหลือประชาชน ซึ่งจากบทบาทหน้าที่ต่างๆกระทรวงกลาโหมจำเป็นต้องจัดให้มีกำลังประจำการและกำลังสำรองที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพสามารถปฏิบัติบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ตามพ.ร.บ.กำลังพลสำรองพ.ศ. 2558 กำลังพลสำรองจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักโดยทั่วไปคือการรับการเรียกพล เพื่อตรวจสอบการฝึกวิชาทหาร เพื่อปฏิบัติราชการและเพื่อทดลองความพรั่งพร้อมจนถึงการระดมพลในกรณีประเทศชาติอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเข้าสู่ภาวะสงคราม โดยเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่ากำลังพลสำรองเป็นกำลังทางยุทธศาสตร์ที่จะตัดสินผลของสงคราม จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติอย่างแท้จริง ในยามปกติหน้าที่ตามกฎหมายกองกำลังพลสำรอง คือการรับการเรียกพลเพื่อปฏิบัติราชการในภารกิจที่จะต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะหรือเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ถือเป็นการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศชาติอีกด้วย ตนรู้สึกชื่นชมที่เห็นการพัฒนาศักยภาพและความพร้อมของกำลังพลสำรองทั้ง 3 เหล่าทัพ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบสนองภารกิจต่างๆที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ท.ปรีชา สายเพ็ชร เจ้ากรมสรรพกำลังกลาโหม กล่าวว่า การแสดงศักยภาพของกำลังพลสำรองครั้งนี้ เพื่อทดสอบผลการดำเนินการของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศในการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลสำรอง ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกับกำลังประจำการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง เห็นถึงความสามารถของกำลังพลสำรอง และมีความเชื่อมั่นในการเตรียมความพร้อมให้กับกำลังพลสำรองของเหล่าทัพ และเพื่อประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะ ได้รับทราบถึงบทบาทและความสำคัญของกำลังพลสำรอง ที่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พล.ท.ปรีชา ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การฝึกกำลังพลสำรองถือว่าเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดี โดยหัวใจหลักสำคัญเราต้องการให้เห็นว่า เมื่อได้ฝึกกำลังพลของตัวเองไปแล้ว มีผลเป็นอย่างไรก็จะให้มาแสดงขีดความสามารถให้กับคนทั่วไปได้เห็นว่ากองทัพบริหารจัดการอย่างไร พร้อมทั้งให้ผู้บังคับบัญชาในกองทัพทุกระดับชั้นได้ตระหนักเห็นความสำคัญของกำลังพลสำรองที่มีอยู่จำนวนมหาศาลที่ผ่านการฝึกมา และต้องการให้สาธารณชนทราบว่าประเทศเรามีกำลังสำรองที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ที่สำคัญที่สุดทั้งด้านการสงครามและการบรรเทาสาธารณภัย การฝึกกำลังสำรองถือว่ามีความจำเป็น ทำให้คนในชาติมีความเข้มแข็ง เราประมาทไม่ได้ในทางทหาร ไม่ทราบว่าในอนาคตสถานการณ์บ้านเมืองในประเทศเราจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นภัยสงครามบางครั้งเราไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิด ก็ต้องมีการเตรียมการไว้ตลอด รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวดังนั้น กำลังพลสำรองดังกล่าวต้องได้รับการฝึกตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เหมือนเป็นการทำกล้ามเนื้อให้เข้มแข็ง ทหารคือกล้ามเนื้อประเทศ จำเป็นต้องทำให้แข็งแรง สงครามไม่รู้เกิดเมื่อไหร่ เราต้องฝึกไปเรื่อยๆ ไม่มีประเทศไหน ไม่มีกล้ามเนื้อ ยุทโธปกรณ์ เราไม่รู้ภัยคุกคามในอนาคตจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ยุคเราไม่เกิด แต่ต้องเตรียมการ ต้องฝึก&amp;quot; พล.ท.ปรีชา กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามการฝึกกำลังพลสำรองไม่ได้มุ่งเน้นในการดูแลสถานการณ์ทางด้านการเมืองแต่มองเรื่องความมั่นคง เพื่อรองรับภารกิจของกองทัพ ทั้งเรื่องภัยสงครามและบรรเทาสาธารณภัย นอกจากนี้การรักษาความมั่นคงภายใน เช่นกันรักษาที่ตั้งการ ก็ถือมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังสำรอง แต่ไม่ถึงขั้นไปปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความกังวลใจของคนที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำรองนั้น พล.ท.ปรีชา กล่าวว่า อยากให้ตัดประเด็นนี้ทิ้งไปได้เลย เนื่องจากกองทัพมีกระบวนการบริหารจัดการ เราเรียกกำลังพลสำรองมาฝึกเป็นวงรอบของแต่ละปีไม่มาก เช่น 9 วันต่อครั้งและไม่กระทบการทำงาน และจำนวนที่มาฝึกเมื่อเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของแต่ละปี ส่วนกระบวนการในการพิจารณาคนเข้ามาก็อยู่ในบัญชี กองกำลังกองทัพก็มีคณะกรรมการพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าจะส่งผลกระทบหรือไม่ ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการให้ความร่วมมือและสมัครใจมากขึ้น เนื่องจากทราบดีว่าเมื่อกำลังพลสำรองมาฝึกเมื่อกลับไปจะได้ความมีวินัยของบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เหล่าทัพจะทำบัญชีกำลังพลสำรองทั่วประเทศใน 724 หน่วย จำนวนกว่า 70,000 คน แต่ความพร้อมของหน่วยยังไม่ครบทั้งหมด ทำให้แต่ละปีเรียกพลมาได้ 30,000 คนต่อปี แล้วเรียกมาฝึกเพียง 10% เท่านั้น หรือประมาณ 2,000 -3,000 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วน 377 คนที่มาทำการแสดงฝึกครั้งนี้ ได้กำหนดหน่วยเป้าหมายไว้แล้วและเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งเกณฑ์อายุที่เรียกฝึกจะอยู่ที่ 30-40ปี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย ทำงานภาคเกษตร และอื่นๆ รวมถึงชายไทยที่เรียน รด. ด้วยโดยจะทำการฝึกไม่เกิน 9 วัน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9302</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลาโหม, กองทัพบก, กองทัพอากาศ, กองทัพเรือ, กำลังพลสำรอง, พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์, เหล่าทัพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afbc5387ea92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
