<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85590</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมแจงแผนใช้ยางพารา&#039;แบริเออร์-หลักนำทาง&#039;เฟสแรก ช้ากว่ากำหนด 2 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ธ.ค.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำยางพารามาใช้ เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน โดยใช้กำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) มาใช้บนถนน ทล. และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง วงเงิน 2,770 ล้านบาท เมื่อช่วง ส.ค. 2563 ที่ผ่านมา ผนวกกับงบปรับแผนฯ และงบประจำปี 2563 วงเงิน 1,650 ล้านบาท รวมประมาณ 4,421 ล้านบาท เพื่อนำมาดำเนินการในระยะที่ 1 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ก.พ. 2564 ล่าช้ากว่าแผน 2 เดือน หรือจากเดิมจะแล้วเสร็จภายใน พ.ย. 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การดำเนินการระยะที่ 1 นั้น ในส่วนของ ทล. ได้ดำเนินการแล้วประมาณ 50% ล่าช้ากว่าแผน 20% ขณะที่ ทช. ล่าช้ากว่าแผน 13% แบ่งเป็น ดำเนินการกำแพงคอนกรีตหุ้ม RFB ของ ทล. ระยะทาง 238.71 กิโลเมตร (กม.) และ ทช. ดำเนินการ 105.54 กม. รวมระยะทาง 344.25 กม. ส่วนการติดตั้งหลักนำทางยางธรรมชาตินั้น &amp;nbsp;ทล. ได้ดำเนินการแล้ว จำนวน 89,635 ต้น และ ทช. ดำเนินการแล้วจำนวน 200,714 ต้น รวมดำเนินการทั้งสิ้น จำนวน 290,349 ต้น ขณะเดียวกัน ในเบื้องต้นอาจจะต้องมีการปรับแผนการสร้างแบริเออร์ รวมถึงพิจารณาให้ผู้รับจ้างเอกชนเข้ามาช่วยดำเนินการ โดย ทล. และ ทช. จะต้องมาเปรียบเทียบความเหมาะสม ในส่วนของราคาน้ำยางพารา ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม จากเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2563 ราคายางอยู่ที่ 43 บาทต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุที่เกิดความล่าช้านั้น สืบเนื่องจาก ทล. และ ทช. จะต้องใช้หน่วยงานดำเนินการเอง รวมถึงต้องเรียนรู้กระบวนการ และพบปัญหาต่างๆ เช่น การเตรียมวัสดุการใช้แบบเหล็กเสริม Single Slope Barrier ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่, ปัญหาประชาชน 2 ข้างทางมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องของการวางแบริเออร์, ข้อจำกัดทางด้านแรงงาน ฯลฯ แต่ในขณะนี้ เริ่มแก้ปัญหาได้แล้ว ขณะเดียวกัน ยังติดเรื่องของการแก้กฎกระทรวงฯ เพื่อจัดซื้อยางพาราตรงจากเกษตรกร ซึ่งอยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลังปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ.2563 โดยเพิ่มเติมแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ เป็นพัสดุในบัญชีที่การจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง คาดว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติไม่เกิน ธ.ค. 2563 ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ทล. และ ทช. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อประเมินผลดำเนินโครงการดังกล่าว ได้แก่ พื้นที่จังหวัดภาคอีสาน จะประเมินโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น พื้นที่ภาคเหนือ จะประเมินโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พื้นที่ภาคใต้ จะประเมินโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ภาคกลางนั้น จะประเมินโดยมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อรวบรวมสถิติด้านความปลอดภัย และยกระดับราคายางพาราให้เป็นไปตามสมมติฐานโครงการที่ต้องการลดความรุนจากอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยทางถนน อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะเสนอผลการประเมินการดำเนินการระยะที่ 1 ให้ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ครม. พิจารณาในช่วง ก.พ. 2564 ก่อนที่จะนำเสนอขอรับสนับสนุนงบกลางจาก ครม. เพื่อดำเนินการในระยะที่ 2 ต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85590</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ, ยางพารา, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc5b8742ef05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
