<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีน-มะกันกำลังเปิด สงครามเย็นรอบใหม่!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และแคนาดาหลังการจับกุมตัวผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหวาเว่ยของจีน ทำให้เกิดคำถามว่านี่เป็น &amp;quot;สงครามเย็นยุคใหม่&amp;quot; อีกครั้งหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทำให้ประเทศต่างๆ เช่นไทยต้องถูกกดดันให้เลือกว่าจะอยู่ข้างไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งจีนและสหรัฐฯ จะต้องคาดหวังว่าประเทศที่เป็นพันธมิตรของตนจะต้องแสดงจุดยืนว่ายืนอยู่ข้างใคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต่างอะไรกับกรณีสงครามเย็นในอดีตที่แบ่งค่ายระหว่าง &amp;quot;โลกเสรี&amp;quot; ที่มีอเมริกาเป็นหัวหน้าแก๊ง และ &amp;quot;ค่ายคอมมิวนิสต์&amp;quot; ที่เคยมีจีนและสหภาพโซเวียตเป็นจ่าฝูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สงครามเย็นครั้งที่แล้วจบลงด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการพังครืนของ &amp;quot;กำแพงเบอร์ลิน&amp;quot; เมื่อปี 1989&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นจีนก็ปรับตัวเข้าสู่ &amp;quot;เศรษฐกิจการตลาดที่มีอัตลักษณ์แบบจีน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งหมายถึงการที่จีนละทิ้งความเคร่งครัดของระบอบสังคมนิยม หันมาใช้วิถีแห่งทุนนิยมหลายๆ &amp;nbsp;ด้าน เพื่อยกตัวเองให้พ้นสภาพความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจอันเกิดจากระบบคอมมิวนิสต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เพราะผู้นำจีนยังต้องควบคุมสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ จึงยังดำรงไว้ซึ่งอำนาจทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านหนึ่งต้องการประโยชน์จากความคล่องตัวของทุนนิยม อีกด้านหนึ่งก็ยังต้องการกำกับพฤติกรรมของประชาชน จึงกลายเป็น &amp;quot;โมเดลจีนยุคใหม่&amp;quot; ที่วันนี้สะท้อนจากแนวทางการบริหารของสีจิ้นผิงอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอดิบพอดีกับที่สหรัฐฯ ได้ผู้นำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ที่บริหารประเทศแบบ &amp;quot;เซลส์แมน&amp;quot; ที่ยึดหลัก &amp;nbsp;America First อันหมายถึงการที่อเมริกาต้องได้ประโยชน์ก่อนคนอื่น ทำให้ความเป็นผู้นำระดับโลกของอเมริกาลดน้อยถอยลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot; แบบอเมริกาที่เคยเป็น &amp;quot;โมเดล&amp;quot; ที่ยกมาเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่นๆ &amp;nbsp;เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพแห่งการแสดงความคิดเห็น ยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและนิติรัฐจึงถูกบั่นทอนลงไปอย่างมาก ทำให้จีนผงาดขึ้นมา มีภาพของความเป็นผู้นำโลกที่อาจทดแทนบทบาทของวอชิงตันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ &amp;quot;คู่ชกระดับโลก&amp;quot; กลายเป็นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ขณะที่รัสเซียภายใต้การนำของวลาดิเมียร์ &amp;nbsp;ปูตินหนุนหลังจีน และพร้อมจะเข้าร่วมเกม &amp;quot;สงครามเย็นยุคใหม่&amp;quot; เพื่อเสริมบทบาทของตัวเองในเวทีระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชันขันแข่งระหว่างสองยักษ์ใหญ่ไม่ใช่เพียงแค่การค้าและการลงทุนเท่านั้น หากแต่ยังขยายวงไปในแวดวงเทคโนโลยีซึ่งกลายเป็นหัวข้อสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องปากท้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สงครามเย็นรอบใหม่จะมีมิติเรื่องการแข่งขันด้านไซเบอร์เป็นหลัก เช่นกรณีจีนประกาศจะพัฒนา &amp;nbsp;Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ของตนให้ล้ำหน้ากว่าอเมริกาภายใน 5 ปีข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหลายๆ ด้าน เช่นการสร้าง &amp;quot;สังคมไร้เงินสด&amp;quot; นั้น จีนก้าวนำอเมริกาไปแล้วในทางปฏิบัติด้วยซ้ำไป และหากอเมริกาภายใต้ทรัมป์ยกเลิกแนวทางโลกาภิวัตน์ สลัดทิ้งนโยบายการค้าเสรี จีนจะเข้ามาสวมบทบาทของการเป็นผู้นำด้านการค้าอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจีนกลายเป็นหัวหอกของการค้าเสรี ประเทศต่างๆ ในโลกจำนวนไม่น้อยก็จะต้องตัดสินใจว่าจะสังกัดค่ายไหนหากเกิดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้ที่รุนแรงและเข้มข้นขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องสงสัยว่าประเทศส่วนใหญ่ที่ต้องการเห็นการค้าเสรีเป็นปัจจัยเสริมเศรษฐกิจตัวเองจะต้องโอนเอียงมาทางด้านจีน เพราะทรัมป์ใช้วิธีการต่อรองและกดดันประเทศคู่ค้ามากกว่าที่จะสร้างความร่วมมือแบบพหุภาคีอย่างที่เคยเป็นจุดแข็งของสหรัฐฯ มาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีหวาเว่ยจึงเป็นการตอกย้ำอีกครั้ง ว่าความขัดแย้งระหว่างสองยักษ์นี้จะขยายวงจากเดิมที่เป็นประเด็นการค้าและการลงทุนอย่างเดียว มาเป็นการเมืองระหว่างประเทศ (อิหร่าน) และหนักกว่านั้นคือการแข่งขันด้านเทคโนโลยี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อเมริกากล่าวหาว่ารัฐบาลจีนใช้เทคโนโลยี 5G ของหวาเว่ยในการเจาะล้วงข่าวกรองของสหรัฐฯ &amp;nbsp;อันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของตน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนและหวาเว่ยปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอเมริกาและโลกตะวันตกเริ่มจะหวาดหวั่นต่อความสามารถของจีน ในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีถึงจุดที่หลาย ๆ ประเทศต้องซื้อบริการของเครือข่าย 5G ของจีนไปใช้ จนถึงจุดที่ต้องมีการลุกขึ้นมาต่อต้านและสกัดกั้นกันอย่างรุนแรงอย่างที่เห็นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลและเอกชนไทยจะต้องจับตาประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสองยักษ์นี้ เพื่อวางทิศทางของนโยบายระหว่างประเทศของเราอย่างชาญฉลาด รู้เท่าทัน และช่วงชิงโอกาสในภาวะความสับสนให้ได้!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24370</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, กำแพงเบอร์ลิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
