<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> IRPC โชว์Q4/63 กำไร 1,608 ล้านบาทเตรียมจ่ายปันผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 2564 นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า &amp;ldquo;บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2563 ที่ 40,661 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้สุทธิ 37,671 ล้านบาท เป็นผลมาจากราคาขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมี Market GIM อยู่ที่ 6,144 ล้านบาท (11.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเวชภัณฑ์ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ และกลุ่มเครื่องใช้ในบ้าน รวมทั้งต้นทุน Crude Premium ที่ปรับตัวลดลง มี Accounting GIM จำนวน 7,507 ล้านบาท หรือ 13.45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,608 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนที่มีผลกำไรสุทธิ 1,556 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้นร้อยละ 3&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานปี 2563 เทียบกับปี 2562 บริษัทฯ มี Market GIM และ Accounting GIM ลดลง ซึ่งเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ ราคาและปริมาณการขายลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้ง สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2563 ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปีจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงสงครามราคาระหว่างซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย โดยราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงต่ำสุดอยู่ที่ 13.55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนเมษายน และเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากผู้ผลิตน้ำมันดิบร่วมมือปรับลดกำลังการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมัน ประกอบกับหลายประเทศ มีรายงานความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 6,152 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2563 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินกลยุทธ์ ด้านการเติบโต (Growth) เทคโนโลยีดิจิทัลและกระบวนการทำงาน (Digital &amp;amp; Process) และทรัพยากรมนุษย์ (People) ควบคู่กับการสร้างสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี โดยการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม และขยายขอบเขตการลงทุนเพื่อการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและการพัฒนาธุรกิจ ให้พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น โครงการ IRPC 4.0 นำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร และพัฒนาการบริการลูกค้าสู่ความเป็นดิจิทัลทั้งระบบ โครงการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงผ่านกระบวนการทำงานแบบ Cross Function หรือ Agile New Way of Working Team (ANT) เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ รวมทั้งโครงการ New Organization Agile Human (NOAH) พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เพิ่มศักยภาพของพนักงาน สร้างแรงจูงใจในการทำงาน พัฒนาภาวะผู้นำ นำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรที่ดี และสอดรับกับการเติบโตของบริษัทฯ ต่อไปในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการช่วยเหลือสังคมจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยอง &amp;nbsp; ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง ที่ศูนย์ตรวจโรคทางเดินหายใจความดันลบแบบ &amp;ldquo;One Stop Service&amp;ldquo; หรือ &amp;ldquo;อาคารระยองรวมใจพัฒน์&amp;rdquo; ที่บริษัทฯ มอบให้กับโรงพยาบาลระยอง ได้ถูกใช้เป็นอาคารหลักในการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด&amp;ndash;19 ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งของบุคลากรทางการแพทย์ และผู้เข้ารับการตรวจได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2564 บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ตามแผนกลยุทธ์การมุ่งสู่ปิโตรเคมีปลายน้ำเพื่อใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยได้ร่วมมือกับ ปตท. ในการศึกษาการลงทุนผลิต Melt Blown ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 และ Nitrile Butadiene Latex ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือทางการแพทย์ตามแผนการลงทุนในธุรกิจใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางเพื่อตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น หน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 และชุดกาวน์ เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มเสถียรภาพด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน และจะสร้างการเติบโตให้กับ IRPC ในอนาคต&amp;rdquo; นายชวลิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานปี 2563 ในอัตรา 0.06 บาทต่อหุ้น โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 31 มีนาคม 2564 ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92577</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ชวลิต ทิพพาวนิช, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด, ปันผล, ผลประกอบการไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d376aab6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ออมสิน&#039;คาดปีนี้โกยกำไร1.3หมื่นล.เร่งแก้หนี้เน่า-ตั้งสำรองรับผลกระทบโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 2563 นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของธนาคาร ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2563 มีกำไรสุทธิกว่า 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจนถึงสิ้นปี 2563 ธนาคารจะมีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับลูกค้าของธนาคารได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และธนาคารต้องออกมาตรการพักชำระหนี้ และปล่อยสินเชื่้อดอกเบี้ยต่ำเป็นการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กำไรสุทธิของธนาคารออมสินจะเป็นเท่าไรอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการธนาคารในเดือนนี้ ว่าต้องการให้ธนาคารสำรองหนี้ด้อยคุณภาพตามที่ฝ่ายบริหารเสนอหรือไม่ เพราะฝ่ายบริหารเห็นว่า การสำรองหนี้ด้อยคุณภาพในระดับที่มากพอ จะทำให้ธนาคารมีความมั่นคงในระยะยาว สามารถเป็นธนาคารที่จะสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลในภาวะวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; นายวิทัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิทัย กล่าวอีกว่า เบื้องต้นคาดว่าในปี 2563 ธนาคารออมสินจะมีกำไรก่อนหักเงินกันสำรอง ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ธนาคารจะต้องกันเงินส่วนหนึ่งสำรองหนี้ด้อยคุณภาพ ทำให้ปีนี้จะมีกำไรไม่น้อยกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท เงินสำรองดังกล่าวไม่ได้สูญเปล่า เพราะธนาคารออมสินได้มีการเร่งปรับโครงสร้างลูกหนี้ที่ด้อยคุณภาพ และหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เป็นการเร่งด่วนต่อเนื่อง เมื่อลูกหนี้กลับมามีสถานะเป็นลูกหนี้ปกติ ส่วนของเงินที่นำไปสำรองก็จะกลับมาเป็นรายได้และกำไรของธนาคารในปีหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป้าหมายของธนาคารออมสิน ชัดเจนว่า จะเป็นธนาคารเพื่อสังคม หรือ โซเชียลแบงก์ ดังนั้นธนาคารจะไม่หวังต้องทำกำไรมากสุด แต่ต้องช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารให้เข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำให้มากที่สุด ซึ่งส่วนหนึ่งธนาคารก็ได้ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และสำรองหนี้ให้ธนาคารมีความเข้มแข็งในระยาว&amp;quot; นายวิทัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า หลายปีที่ผ่านมาธนาคารออมสินมีการสำรองหนี้ด้อยคุณภาพต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อต้องการให้ธนาคารมีกำไรมาก ส่งผลให้จ่ายเงินโบนัสพนักงานได้ในระดับสูง และมีการใช้งบประชาสัมพันธ์ธนาคารด้านต่าง ๆ จำนวนมาก ทำให้งบการเงินของธนาคารออมสินในไตรมาส 1 ปี 2563 ที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีผลขาดทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพราะต้องการให้มีการตั้งสำรองหนี้ด้อยคุณภาพจำนวนมากชดเชยในอดีตที่ไม่ได้สำรองมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลังจากนายวิทัย เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เมื่อกลางปี 2563 ได้เร่งแก้ไขปรับโครงสร้างหนี้เป็นการด่วน ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2563 ธนาคารออมสินกลับมามีกำไร 5,700 ล้านบาท และเดือน ส.ค. 2563 มีกำไรกว่า 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีจะมีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ยังสามารถจ่ายโบนัสพนักงานในระดับที่เหมาะสมแม้ว่าจะไม่สูงเหมือนในอดีตก็ตาม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78826</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ผลดำเนินงานปี 2563, ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน, วิทัย รัตนากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200822/image_big_5f410554cada9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTTEPโอดกำไรหด28%สั่งลดเงินลงทุนทั้งปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 เมษายน 2563 นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.(PTTEP) เปิดเผยว่าในไตรมาส 1 ปี 2563 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 55,335ล้านบาท ลดลงประมาณ 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ทำรายได้รวม 55,707 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8,612 ล้านบาท ลดลง 28% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ที่ทำกำไรได้ 11,620 ล้านบาท โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 38,093 ล้านบาท และมีระดับอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ที่ 72%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป็นผลมาจากปริมาณการขายเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 363,411 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เมื่อเทียบกับในไตรมาสที่ผ่านมาที่ขายได้ 395,028 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และการเรียกรับก๊าซธรรมชาติจากโครงการในอ่าวไทยจากผู้ซื้อที่ลดลง ขณะเดียวกันราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยในไตรมาสนี้ ลดลงมาอยู่ที่ 44.81 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เมื่อเทียบกับ 48.28 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในไตรมาสก่อน ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศธร กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ ประกอบกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานในประเทศลดลงเป็นอย่างมาก ปตท.สผ. จึงได้ปรับลดการคาดการณ์ปริมาณการขายปิโตรเลียมในปี 2563 เป็น 362,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงประมาณ 7% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 391,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน รวมถึงปรับลดรายจ่ายการลงทุนของปี 2563 ประมาณ 15-20% จากเดิมที่ตั้งไว้ 143,012 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64765</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), พงศธร ทวีสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3c0a4a643ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงไทยโชว์กำไรปี 62 รวม 29,284 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค. 2563 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2562 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ ส่วนที่เป็นของธนาคาร จำนวน 7,459 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.1% จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นโดยมีสาเหตุหลักมาจากกำไรจากเงินลงทุน ประกอบกับค่าใช้จ่ายหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญฯ ที่ลดลง ทั้งนี้ ในปี 2562ธนาคารได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อทั้ง MRR, MOR และ MLR ที่ผ่านมา แม้ว่าธนาคารมีการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังส่งผลให้ NIM ลดลงอยู่ที่ 2.91% จาก 3.23% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อีกทั้ง มีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการสำรองด้อยค่าทรัพย์สินรอการขายฯ หากไม่รวมรายการค่าใช้จ่ายพิเศษดังกล่าว กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เพิ่มขึ้น 50.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2562 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ ส่วนที่เป็นของธนาคาร จำนวน 29,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อที่มาจากการได้รับเงินบางส่วนจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนองจำนวน 3,899 ล้านบาทในไตรมาส 1/2562 และการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุนสุทธิ แม้ว่าค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานของธนาคารเพิ่มขึ้น จากการกันสำรองด้อยค่าทรัพย์สินรอการขายตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานในไตรมาส 3/2562 หากไม่รวมรายการพิเศษของรายได้ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายดังกล่าว กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เพิ่มขึ้น 18.2% จากปี 2561 โดยมี NIM ที่ไม่รวมรายการพิเศษเท่ากับ 3.07% ลดลงเล็กน้อยจาก 3.13% ในปี 2561 เนื่องจากได้รับผลกระทบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อในครึ่งหลังของปี แม้ว่าธนาคารมีการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ Cost to Income ratio ที่ไม่รวมรายการพิเศษเท่ากับ 43.58% ลดลงจาก 45.29% ในช่วงเดียวกันของปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายผยง ศรีวณิช กล่าวต่อไปว่า ธนาคารมีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ของงบการเงินรวม ณ 31 ธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 131.76% จาก 125.74% ณ 31 ธันวาคม 2561 โดยมี NPLs Ratio-Gross เท่ากับ 4.33% ลดลงจาก 4.53% ณ 31 ธันวาคม 2561 และมี NPLs Ratio-Net อยู่ที่ 1.83% ลดลงจาก 1.94% ณ 31 ธันวาคม 2561 โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพมีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง (งบการเงินเฉพาะธนาคาร) เท่ากับ 14.80% และ 18.66% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55206</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ธนาคารกรุงไทย, ผยง ศรีวณิช, ผลประกอบการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9b199d12a5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2019 21:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2019 21:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มทรู โชว์ผลงานกำไรต่อเนื่องเป็น 2.9 พันล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2562 ผลักดันกำไรสะสม 9 เดือนปี 2562 เป็น 5.4 พันล้านบาท พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยคะแนนเป็นที่ 1 ในหมวดธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม  ดัชนีความยั่งยืนระดับโลก Dow Jones Sustainability Index (DJSI) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มทรู รายงานกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็น 2.9 พันล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2562 เทียบกับกำไร 1.1 พันล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2562 และ 99 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2561 หนุนโดย EBITDA และกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 10.3 พันล้านบาทและ 3.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลมาจากรายได้จากการให้บริการที่ เติบโตโดยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต มีฐานผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าอุตสาหกรรม ค่าใช้จ่ายด้านการขายที่ลดลง อีกทั้งยังได้รับผลประโยชน์จากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF) ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. กิตติณัฐ ทีคะวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) กล่าวว่า &amp;ldquo;ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา กลุ่มทรูมีฐานผู้ใช้บริการเติบโตแข็งแกร่งและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากการให้บริการมีจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 78.6 พันล้านบาทและกำไรสุทธิ 5.4 พันล้านบาทในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2562 อีกทั้งเรายังมีความยินดีที่ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนระดับโลกต่อเนื่องเป็นปีที่สาม โดยเฉพาะการได้รับคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในหมวดธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมติดต่อกันเป็นปีที่สองสำหรับดัชนี Dow Jones Sustainability Index (DJSI) ทั้งนี้ ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลุ่มทรูยังคงมีฐานผู้ใช้บริการที่เติบโตสูงเหนืออุตสาหกรรม โดยเฉพาะฐานผู้ใช้บริการระบบรายเดือนของทรูมูฟ เอช ที่เพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 215,000 ราย ในไตรมาส คิดเป็นร้อยละ 43 ของอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตกลับมาเติบโตสูงขึ้นแม้การแข่งขันยังคงอยู่ในระดับที่สูง อันเป็นผลจากการมุ่งสรรหามูลค่าเพิ่มตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ตรงจุด โดยเฉพาะการเปิดตัวแคมเปญนวัตกรรม Gigatex Fiber Router เทคโนโลยีล่าสุดจากทรูออนไลน์ ที่มาพร้อมคอนเทนต์ยอดนิยมผ่านกล่อง TrueID TV สร้างความแตกต่างผ่านการให้บริการด้านดิจิทัลครบวงจรและสิทธิประโยชน์มากมายภายใต้ทรูยูและทรูพอยท์ อีกทั้งยังเพิ่มพรีเมียมคอนเทนต์อย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษ (EPL) ซึ่งทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป ได้รับลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มทั้งทีวี ออนไลน์และดิจิทัล นอกจากนั้น ทรูไอดี (TrueID) ยังมีจำนวนผู้ใช้บริการต่อเดือนที่เติบโตต่อเนื่องเป็น 22.2 ล้านราย นับเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริพจน์ คุณากรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) กล่าวว่า &amp;ldquo;ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของกลุ่มทรูในการเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายให้มีคุณภาพครอบคลุม ไม่หยุดนิ่งในการสรรหานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กร ให้มีการปฎิบัติการได้อย่างคล่องตัว รองรับสภาวะการแข่งขันในยุคดิจิทัลได้เห็นผลชัดเจนมากขึ้น กลุ่มทรูมีฐานผู้ใช้บริการที่เติบโตสูงในไตรมาสที่สามที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเติบโตเหนืออุตสาหกรรมของทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต อันเป็นผลจากความเชื่อมั่นในเรื่องเครือข่ายและบริการ รวมถึงการทำการตลาดเจาะแต่ละกลุ่มลูกค้าและบริหารพื้นที่แบบจุลภาคอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน การให้บริการในรูปแบบคอนเวอร์เจนซ์ที่เพิ่มมูลค่าให้แก่ลูกค้าผ่านการผสานหลากหลายสินค้าและสิทธิพิเศษต่างๆ ภายใต้กลุ่มทรู ช่วยเพิ่มความผูกพันของลูกค้าและสร้างโอกาสการเติบโตรายได้ของกลุ่มผ่านการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในแต่ละครัวเรือน ทั้งนี้ กลุ่มทรูจะเดินหน้าขยายและเสริมความแข็งแกร่งให้กับช่องทางการขาย รวมถึงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร เพื่อสร้างผลกำไรและการเติบโตที่เข้มแข็งต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรูมูฟ เอช มีรายได้จากการให้บริการจำนวน 19.3 พันล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2562 หนุนโดยรายได้รวมจากบริการเสียงและนอนวอยซ์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากปีก่อน และร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน ทรูมูฟ เอช มีฐานผู้ใช้บริการที่เติบโตสูงเหนืออุตสาหกรรม โดยมีผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิประมาณ 271,000 ราย แบ่งเป็นรายเดือน 215,000 ราย และเติมเงิน 55,000 ราย ส่งผลให้ฐานลูกค้ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 30.1 ล้านราย และส่วนแบ่งตลาดฐานลูกค้าเติบโตเป็นร้อยละ 32.7 โดยการเติบโตอย่างสูงของทรูมูฟ เอช นี้ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของกลุ่มลูกค้าระบบรายเดือน และผลตอบรับเชิงบวกต่อแคมเปญทางการตลาดและดีไวซ์ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เน้นใช้บริการดาต้าหรือนอนวอยซ์ ทั้งนี้ ทรูมูฟ เอช จะยังคงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มลูกค้าให้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคอนเทนต์ยอดนิยม การอัพเกรดบริการเติมเงินเป็นรายเดือน และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับช่องทางการขายและการบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรูออนไลน์ ยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพและประสบการณ์การใช้บริการบรอดแบนด์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยผลักดันให้ผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปี 2562 โดยแพ็กเกจไฟเบอร์บรอดแบนด์ของทรูออนไลน์ให้บริการด้วยความเร็วสูงในระดับกิ๊กกะบิต หรือ 1Gbps ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยี Gigatex Fiber Router อีกทั้งยังเพิ่มมูลค่าด้วยแคมเปญที่ผสานบริการหลากหลายของกลุ่มทรู โดยเฉพาะแคมเปญร่วมกับกล่อง TrueID TV ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากผู้ใช้บริการ ส่งผลให้การเติบโตของรายได้บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตสูงขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 จากไตรมาสก่อนเป็น 6.6 พันล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2562 โดยทรูออนไลน์มียอด ARPU เติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อนเป็น 567 บาท และมีลูกค้าบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตรายใหม่สุทธิสูงที่สุดในอุตสาหกรรมหรือเพิ่มขึ้นสุทธิกว่า 94,000 ราย ขยายฐานลูกค้ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 3.7 ล้านราย ทั้งนี้ ทรูออนไลน์จะเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเป็นผู้นำบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตและสร้างการเติบโตผ่านนวัตกรรมบนอุปกรณ์ในการให้บริการคุณภาพสูง พร้อมขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรูวิชั่นส์ ได้รับลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีก อังกฤษผ่านทุกแพลตฟอร์มทั้งทีวี ออนไลน์และดิจิทัล ช่วยสร้างการเติบโตทั้งรายได้และฐานลูกค้า โดยเฉพาะผู้สมัครสมาชิกแพ็กเกจแพลตทินัม โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีฐานลูกค้ารวมและลูกค้าแบบบอกรับเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเป็น 4.0 ล้านราย และ 2.3 ล้านรายตามลำดับ ทรูวิชั่นส์มีรายได้จากการให้บริการที่เติบโตจากไตรมาสก่อนได้อย่างต่อเนื่องเป็น 3.1 พันล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2562 ส่วนใหญ่จากรายได้จากการจัดคอนเสิร์ตเกาหลีซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง รวมถึงรายได้จากการ sublicense และ sponsorship จากการถ่ายทอดสดคอนเทนต์ที่มีคุณภาพอย่าง EPL ทั้งนี้ ทรูวิชั่นส์ จะมุ่งสร้างการเติบโตของรายได้ผ่านช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นโดยการ sublicense คอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นเองให้กับผู้ให้บริการรายอื่น รวมไปถึงการเติบโตผ่านช่องทาง online influencer เพื่อทำกิจกรรมทางการตลาดกับผู้ชมคอนเทนต์ได้ตรงจุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรูดิจิทัลกรุ๊ป มุ่งนำเสนอนวัตกรรม บริการด้านดิจิทัลและโซลูชั่นส์แบบครบวงจร เพื่อสร้างการเติบโตในยุคดิจิทัล&amp;nbsp; โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง TrueID สามารถคงความเป็นผู้นำและขยายฐานผู้ใช้บริการได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เติบโตกว่าร้อยละ 15 จากไตรมาสก่อนเป็น 22.2 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2562 นอกจากนี้ การถ่ายทอดสดคอนเทนต์คุณภาพอย่าง EPL ครบทุกแมตช์ ช่วยสร้างมูลค่าและรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับกลุ่ม โดยเฉพาะรายได้จากการสมัครดูคอนเทนต์ นอกจากนั้นยังคงพัฒนาและนำเสนอดิจิทัลโซลูชั่นส์ให้ตรงความต้องการของลูกค้าองค์กรในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อและใช้บริการเป็นมากกว่า 205,000 อุปกรณ์ คิดเป็นการเติบโตกว่าร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน ในขณะเดียวกัน ธุรกิจ Analytics ช่วยสร้างการเติบโตให้กับกลุ่มทรูทำให้สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งาน ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้ตรงจุด และยังช่วยเพิ่มความผูกพันของลูกค้า รวมถึงสร้างโอกาสในการนำเสนอแพ็กเกจที่สูงขึ้น หรือบริการอื่นๆภายใต้กลุ่มทรูได้มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50301</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มทรู, กำไร, ดร. กิตติณัฐ ทีคะวรรณ, สื่อสารโทรคมนาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191114/image_big_5dcd62f18d486.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2019 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2019 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มสามารถแจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 โตตามคาด ทั้งรายได้และกำไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า &amp;ldquo;ผลการดำเนินงานของกลุ่มสามารถในไตรมาส 3 ปี 2562 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน 3 เปอร์เซนต์ กำไรสุทธิ 124 ล้านบาท เติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;รวม 9 เดือน มีรายได้ทั้งสิ้น 11,070 &amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 29 เปอร์เซนต์ &amp;nbsp;เป็นกำไรสุทธิ 381 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้เป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจและการบริหารงานในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสายธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับกลุ่มสามารถ ได้แก่ สายธุรกิจ ICT Solution &amp;amp; Service ซึ่งบริหารงานโดยกลุ่มบริษัท SAMART TELCOMS &amp;ldquo;STC&amp;rdquo; &amp;nbsp;มีรายได้ในไตรมาส 3 ทั้งสิ้น 1,950 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 80 ล้านบาท โดยในไตรมาส 3 มีการเซ็นสัญญาโครงการใหม่ มูลค่ารวม 1,734 ล้านบาท อาทิ โครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมทหาร ของกองบัญชาการกองทัพไทย , โครงการต่อสัญญาจ้างให้บริการและบำรุงรักษาระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง หรือ CUTE ของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย , โครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดพื้นที่สวนสาธารณะในกรุงเทพฯ และโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและพังงา ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท SAMART TELCOMS &amp;ldquo;STC&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตลอด 9 เดือน มีรายได้และกำไรสูงขึ้น เฉลี่ยกว่า 30 เปอร์เซนต์ โดยมีรายได้รวม 7,221 ล้านบาท และกำไร 310 ล้านบาท รวมแล้วมีโครงการในมือ มูลค่าทั้งสิ้นกว่า &amp;nbsp;9,000 &amp;nbsp;ล้านบาท ที่สำคัญในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ยังมีงานที่รอการประมูลอีกกว่า 30 โครงการ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท อาทิ โครงการของธนาคารออมสิน และบมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กลุ่ม SAMART Digital (SDC)&amp;nbsp; มีผลประกอบการที่เริ่มขยับไปในทิศทางบวก โดยในไตรมาส 3 ปี 62 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 280 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 40&amp;nbsp; เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจ Digital Network และธุรกิจ Digital Content ที่ล่าสุดบริษัท isport ได้รับการแต่งตั้งจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในการให้บริการอุปกรณ์ VAR (Video Assistant Referee) เป็นเวลา 3 ปี (2020-2022) โดยในปี 2019 เป็นการเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และการฝึกสอนผู้ตัดสินและทีมงาน เพื่อการใช้งานจริงในปี 2020 โดยมีมูลค่าสัญญา 46 ล้านบาท รวมถึงอีกหนึ่งธุรกิจใหม่ โดยการจับมือกับบริษัทแคทบัซซ์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของบริษัท กสท.หรือ CAT ในการติดตั้งอุปกรณ์ไวไฟทั่วประเทศ หรือ Premium free WIFI โดย &amp;nbsp;SDC จะมีรายได้จากการเข้าไปหาพื้นที่และติดตั้งอุปกรณ์ไวไฟ พร้อมดูแลรักษาตลอด 5 ปี (นับจากติดตั้ง) โดยตั้งเป้าติดตั้งจำนวน 10,000 จุด ภายในปี 2020 และ 30,000 จุด ภายใน 3 ปี ล่าสุดได้บรรลุข้อตกลงกับกรมอาชีวะ ในการติดตั้งอุปกรณ์ไวไฟในสถาบันอาชีวะกว่า 400 แห่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กลุ่ม SAMART U-Trans หรือ &amp;ldquo;SUT&amp;rdquo; นำโดย บริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส จำกัด ที่สร้างรายได้ประจำให้กับกลุ่มสามารถอย่างต่อเนื่อง มีรายได้ในไตรมาส 3 กว่า 500 ล้านบาท รวม 9 เดือน มีรายได้แล้วกว่า 1,500 ล้านบาท ทั้งนี้ กลุ่ม SAMART U-Trans &amp;nbsp;ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจการควบคุมจราจรทางอากาศในหลายๆ ประเทศ รวมถึงโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นสายธุรกิจที่เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างรายได้ประจำให้แก่กลุ่มสามารถอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;สุดท้าย สายธุรกิจเทคโนโลยีอื่นๆ โดย บมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ &amp;nbsp;มีรายได้เฉพาะไตรมาส 3 จำนวนทั้งสิ้น 188 ล้านบาท คิดเป็นกำไรถึง 26 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึงกว่า 500 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งรวมถึงรายได้อื่นๆซึ่งเป็นการชำระหนี้ของลูกค้าจำนวน&amp;nbsp; 25.6&amp;nbsp; ล้านบาทด้วย และมีการเซ็นต์สัญญาโครงการเฉพาะในไตรมาส 3 ไปแล้วมูลค่า 254 ล้านบาท ส่งผลให้เมื่อสิ้นไตรมาส 3 OTO มีงานคงค้างในมือแล้วทั้งสิ้น 839 ล้านบาท และคาดว่าในไตรมาสสุดท้ายจะยังมีโอกาสเข้าร่วมประมูลอีก 19 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ&amp;nbsp; 110 ล้านบาท ด้านบจก.วิชั่นแอนด์ซิเคียวริตี้ คาดว่าเมื่อสิ้นปี 2562 จะเติบโตทั้งรายได้และกำไรเฉลี่ย 20 เปอร์เซนต์ &amp;nbsp;โดยมีโอกาสจากโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดในกทม. และภาคใต้ ที่ยังมีความต้องการเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;กลุ่มบริษัทสามารถ&amp;rdquo; มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการด้านเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าอย่างครบวงจร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายใต้บริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท&amp;nbsp; และมี 4 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย&amp;nbsp; บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; บริษัท สามารถดิจิตอล จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;และ&amp;nbsp; บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มสามารถ, กำไร, ผลประกอบการ, วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191114/image_big_5dcd1bd509a86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2019 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเคหะแห่งชาติหวังกำไร 2,000 ล้านบาทในปี 2562 จากยอดขายทะลุ 10,000 หน่วย  เผยปีหน้าเผชิญปัญหาจำนวนหน่วยขายน้อยกว่าเดิม  ต้องปรับแผนใช้โครงการร่วมทุนเอกชนเป็นหัวหอกขับเคลื่อนเสริม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การเคหะแห่งชาติหวังกำไร 2,000 ล้านบาทในปี 2562 จากยอดขายทะลุ 10,000 หน่วย &amp;nbsp;เผยปีหน้าเผชิญปัญหาจำนวนหน่วยขายน้อยกว่าเดิม&amp;nbsp; ต้องปรับแผนใช้โครงการร่วมทุนเอกชนเป็นหัวหอกขับเคลื่อนเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยถึงผลประกอบการประจำปีงบประมาณ 2562 ว่าปีนี้การเคหะแห่งชาติสามารถทำยอดขายหน่วยอาศัยได้มากถึงระดับ 10,000 หน่วย และปิดการขายได้เร็ว&amp;nbsp; โดยคาดหวังจะมีกำไรถึง 2,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วที่มีกำไร 1,700 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปี 2563 ไม่ค่อยเอื้ออำนวยนัก เนื่องจากได้รับอนุมัติขายไม่ถึง 10,000 หน่วย น้อยกว่าจำนวนหน่วยในปีนี้ ดังนั้นการเคหะแห่งชาติจำเป็นต้องหาวิธีการอื่นมาสนับสนุนเพื่อเพิ่มยอดขายและผลกำไร โดยใช้สินทรัพย์ในมือให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการร่วมทุนกับภาคเอกชนทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ โครงการร่วมลงทุนกับเอกชน (Joint Investment) โครงการร่วมดำเนินกิจการระหว่างภาครัฐและเอกชน (Joint Operation) และโครงการร่วมสนับสนุนภาคเอกชน (Joint Support)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การร่วมทุนทั้ง 3 รูปแบบได้รับความสนใจจากคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยเฉพาะรูปแบบการร่วมลงทุน (Joint Investment) ใน 4 โครงการขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการเคหะชุมชนเชียงใหม่ (หนองหอย) โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 3-4 โครงการร่มเกล้า และโครงการลำลูกกา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การเคหะฯ ได้รับความสนใจมากเมื่อเทียบกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่น เพราะมีจำนวนโครงการร่วมทุนขนาดใหญ่ถึง 4 โครงการ วงเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท และอาจขยับเพิ่มเป็นร่วม 1 แสนล้านบาทในท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าหลายด้าน ทั้งการส่งออกและการลงทุนจากรัฐอย่างเดียว&amp;rdquo; ดร.ธัชพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46040</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเคหะแห่งชาติ, กำไร, ชุมชน., บ้าน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190918/image_big_5d81bc05c0b51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
