<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดฉุดกำไร10แบงก์ลด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน 2564 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ หุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน 10 แห่ง ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 64 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 46,631 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 206 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 46,837 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 รวมถึงการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ของค่าธรรมเนียมหรือบริการที่ลดลง สอดคล้องกับภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แม้ภาครัฐจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการเราชนะ, คนละครึ่ง หรือเรารักกันก็ตาม

ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรก ปี 2564 ยังคงเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ตั้งแต่ต้นปี แต่จากมาตรการของภาครัฐที่จำกัดการล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงเท่าปีก่อน แต่ยังมีความท้าทายจากภาคการท่องเที่ยวที่มีความไม่แน่นอนในการเปิดรับนักท่องเที่ยวของไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยไตรมาสต่อไปจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการกระจายวัคซีนให้กับประชาชน นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐจะมีส่วนช่วยพยุงการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนอีกด้วย

สำหรับภาพรวมกำไรสุทธิของแต่ละสถาบันการเงิน ไตรมาสแรก ปี 64 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ปี 63 พบว่ามีทั้งกำไรเพิ่มขึ้น และปรับลดลง ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย กำไรสุทธิอยู่ที่ 10,627 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 3,252 ล้านบาท หรือ 44.1%, บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 278 ล้านบาท หรือ 18.7%, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร กำไรสุทธิ อยู่ที่ 1,463 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 21 ล้านบาท หรือ 1.4%, ธนาคารไทยพาณิชย์ กำไรสุทธิอยู่ที่ 10,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 837 ล้านบาท หรือ 9%

ขณะที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กำไรสุทธิ อยู่ที่ 6,505 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 528 ล้านบาท หรือ 7.5%, ธนาคารกรุงเทพ กำไรสุทธิ อยู่ที่ 6,923 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 748 ล้านบาท หรือ 9.7%, ธนาคารกรุงไทย กำไรสุทธิ อยู่ที่ 5,578 ล้านบาท&amp;nbsp; ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 889 ล้านบาท หรือ 13.7%,&amp;nbsp; ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กำไรสุทธิ อยู่ที่ 560 ล้านบาท&amp;nbsp; ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 269 ล้านบาท หรือ 32.4%, ธนาคารทหารไทย กำไรสุทธิ อยู่ที่ 2,782 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 1,381 ล้านบาท หรือ 33.2% และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กำไรสุทธิ อยู่ที่ 341 ล้านบาท&amp;nbsp; ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 738 ล้านบาท หรือ 68.4%&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100202</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรธนาคารพาณิชย์, กำไรไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fcf8245bb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79972</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2020 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2020 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำไรแบงก์ไตรมาส3ส่อวูบ66%แถมหนี้เสียขยับเพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค. 2563 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า กำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ หรือระบบธ.พ. ไทย จะยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในไตรมาส 3/2563 โดยแม้จะคาดว่า ระดับกำไรสุทธิอาจขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 แต่ก็เป็นผลมาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้ด้อยคุณภาพที่ลดลงเล็กน้อย (จากที่มีการเร่งตั้งสำรองฯ เชิงรุกไปมากในไตรมาส 2/2563) ขณะที่รายได้จากธุรกิจหลักยังคงไม่ฟื้นตัวขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่โดนกระทบหนักจากวิกฤตโควิด-19 สำหรับแนวโน้มในไตรมาสที่ 4/2563 คาดว่า การประคองทิศทางรายได้และกำไรสุทธิจะเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้น เนื่องจากต้องรับมือกับการจัดการปัญหาหนี้เสีย การดูแลปรับโครงสร้างลูกหนี้ ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ และอื่นๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นไปพร้อมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติยังคงกดดันความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3/2563 โดยรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มลดลงตามการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในหลายๆ ภาคส่วน นอกจากนี้รายได้ดอกเบี้ยของทั้งระบบธ.พ. ไทย ยังได้รับผลกระทบมากขึ้นจากทิศทางขาลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กำไรสุทธิของระบบ ธ.พ. ไทยในไตรมาส 3/2563 จะลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 3.08 หมื่นล้านบาท หรือ -66.5% YoY เมื่อเทียบกับที่มีกำไรสุทธิสูงถึง 9.16 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 3/2562 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้นในบริษัทประกันซึ่งธนาคารถือหุ้นอยู่ อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิที่ระดับดังกล่าวขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการกันสำรองฯ ในไตรมาส 3/2563 ของธ.พ.หลายแห่งอาจชะลอลงบางส่วน หลังจากที่มีนโยบายการตั้งสำรองฯ เชิงรุกในระดับที่สูงมากในไตรมาส 2/2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาดสินเชื่อของระบบธ.พ. ไทยอาจเติบโตในอัตราที่ชะลอลงมาที่ 4.5-4.8% YoY ในไตรมาส 3/2563 จาก 5.1% YoY ในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากยังต้องประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้าที่มาขอสินเชื่อใหม่อย่างระมัดระวัง ประกอบกับมีการทยอยชำระคืนสินเชื่อของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่บางราย ขณะที่ข้อมูลจากธปท. สะท้อนว่าหลังจากมาตรการช่วยเหลือของสถาบันการเงินทยอยครบกำหนดลง มีลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อยบางส่วนเริ่มกลับมาชำระคืนหนี้ในช่วงไตรมาส 3/2563 นี้ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;NIM ไตรมาส 3/2563 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2.65-2.70% จาก 2.73% ในไตรมาส 2/2563 โดยเป็นผลต่อเนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับสินเชื่อปล่อยใหม่ส่วนใหญ่รวมถึงสินเชื่อรีไฟแนนซ์ในระยะนี้เป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง นอกจากนี้เพดานใหม่สำหรับดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลก็เริ่มมีผลบังคับแล้วตั้งแต่เดือนส.ค. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณภาพสินเชื่อในพอร์ตถดถอยลงตามสัญญาณอ่อนแอของเศรษฐกิจ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สัดส่วน NPLs ของระบบธ.พ.ไทยในไตรมาส 3/2563 จะขยับขึ้นไปที่กรอบประมาณ 3.25-3.35% จากระดับ 3.21% ในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากยังอยู่ในช่วงของมาตรการพักชำระหนี้ของภาคธุรกิจ ประกอบกับคาดว่า ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะเร่งจัดการปัญหาหนี้เสียในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งด้วยวิธีการตัดขายหนี้ด้อยคุณภาพ และเร่งปรับโครงสร้างหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การตั้งสำรองฯ จะยังอยู่ในระดับสูงในไตรมาส 3/2563 แม้จะมีการตั้งสำรองฯ ก้อนใหญ่ไปแล้วในไตรมาส 2/2563 ดังนั้นสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ต่อสินเชื่อ (Credit Cost) อาจชะลอลงเล็กน้อยมาอยู่ในกรอบประมาณ 1.80-1.95% ในไตรมาส 3/2563 เทียบกับ 2.15% ในไตรมาส 2/2563 โดยธนาคารพาณิชย์คงเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ไว้เพื่อรองรับปัญหาคุณภาพหนี้ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นหลังมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทยอยสิ้นสุดลงหลังในเดือนตุลาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 โจทย์สำคัญของธนาคารพาณิชย์จะเป็นเรื่องการเตรียมความพร้อมในการดูแลลูกหนี้ หลังจากที่มาตรการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไปสิ้นสุดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เมื่อจบไตรมาส 3/2563 สินเชื่อที่ได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารพาณิชย์จะมีสัดส่วนประมาณ 28.5% ต่อสินเชื่อรวม ลดลงเล็กน้อยจากสัดส่วนประมาณ 31.0% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากลูกหนี้บางส่วนกลับมาชำระคืนหนี้ได้ตามปกติหลังมาตรการช่วยเหลือรอบแรกทยอยสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดีการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บุคคลและลูกหนี้ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs หลังจากมาตรการพักหนี้สิ้นสุดลง ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากและมีความท้าทายสำหรับธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังมีสถานะทางการเงินที่เปราะบาง ขณะที่สัญญาณอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่ลากยาวต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มนี้ได้อีกในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แม้มาตรการพักชำระหนี้ธุรกิจเป็นการทั่วไปจะทยอยสิ้นสุดลง แต่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งจะยังคงให้ความช่วยเหลือกับลูกหนี้ทั้งลูกหนี้ธุรกิจและลูกหนี้รายย่อยในรูปแบบอื่นต่อไป ควบคู่ไปกับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ตามแนวทางของธนาคาร หรือผ่านโครงการ DR BIZ มาตรการรวมหนี้ ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2 ซึ่งยังสามารถเข้าโครงการได้จนถึงสิ้นปี 2563 โดยหลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาความสอดคล้องกันระหว่างกระแสรายได้-ภาระหนี้ ซึ่งแยกตามลักษณะของลูกหนี้แต่ละกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและมีจังหวะและโอกาสในการฟื้นธุรกิจแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การประคองความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ยังคงมีความท้าทายไม่น้อยไปกว่าหลายๆ ไตรมาสที่ผ่านมา เพราะแม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทยอยกลับมาหลังการคลายล็อกดาวน์ แต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่เปราะบางมากเพราะแรงขับเคลื่อนพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการส่งออกและท่องเที่ยว ยังไม่สามารถฟื้นกลไกการทำงานกลับมาได้อย่างเต็มที่ และในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าจะยังเป็นช่วงที่ธนาคารมีค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่าไตรมาสอื่นๆ เพราะมีทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ที่น่าจะยังอยู่ในระดับสูง ค่าแคมเปญการตลาด ค่าอุปกรณ์และสถานที่ และรายจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งท้ายที่สุด คาดว่าจะมีผลกดดันให้กำไรสุทธิของระบบธ.พ.ไทยติดลบ YoY ต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 โดยระดับกำไรสุทธิมีแนวโน้มลดต่ำลงกว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/2563 ซึ่งคาดไว้ที่ประมาณ 3.08 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79972</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรธนาคารพาณิชย์, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ, ไตรมาส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af1d479411a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์พาณิชย์กำไรงามปี62โกย2.7แสนล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ. 2563 นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ปี 2562 สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 2% โดยสินเชื่อธุรกิจ มีสัดส่วน 64.1% ของสินเชื่อรวมหดตัว -0.8% ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการชำระคืนหนี้ในหลายประเภทธุรกิจ โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ หดตัว -1.9% และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี หดตัว -2.1% ส่วนสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ขยายตัวในหลายประเภทธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค มีสัดส่วน 35.9% ของสินเชื่อรวม ขยายตัว 7.5% แต่ชะลอลงจากปีก่อนในประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์เป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลยังขยายตัวได้ในระดับสูง ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2563 สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์จะยังคงขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการขยายตัวเศรษฐกิจ และแนวโน้มการขยายสินเชื่อของภาคธุรกิจ ที่ลดสัดส่วนการกู้จากตลาดทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำลง

สำหรับคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นปี 2562 ยอดคงค้างสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 4.65 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมที่ 2.98% โดยระบบธนาคารพาณิชย์มีการบริหารคุณภาพพอร์ตสินเชื่อด้วยการตัดหนี้สูญและการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้น สำหรับสัดส่วนสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (เอสเอ็ม) ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.79% จากทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค ส่วนปี 2563 คาดว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลจะมีโอกาสขยายตัวถึง 3% ในช่วงกลางปีแต่ธนาคารพาณิชย์จะมีการบริหารจัดการให้อยู่ในระดับต่ำลงในช่วงปลายปี

นายธาริฑธิ์ กล่าวว่า ในปี 2562 ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง ระดับเงินกองทุนและเงินสำรองอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับความท้าทายจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจได้ ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับดีขึ้น มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2,845 พันล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.6% เงินสำรองของระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูงที่ 701.2 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 32.4 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 30.8% ซึ่งเป็นผลจากการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน

ทั้งนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของสินเชื่อรายย่อย ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิลดลงเล็กน้อยจากรายได้ค่าธรรมเนียมการโอนเงินและรายได้ค่านายหน้าขายหลักทรัพย์ โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Assets: ROA)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.39% จาก 1.11% ในปีก่อน ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM)&amp;nbsp;ทรงตัวที่ 2.73%

สำหรับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา เชื่อว่าธนาคารจะสามารถรองรับหนี้ด้อยคุณภาพที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว อาหาร โรงแรม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องบางส่วน ที่มีสัดส่วนสินเชื่อ 10% ของสินเชื่อธุรกิจ และ 6% ของสินเชื่อทั้งระบบ โดยในจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อรายย่อยเพียง 1 ใน 3 ซึ่งธนาคารได้เข้าไปดูแลคุณภาพนี้ ผ่านการเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้ในช่วงที่มีปัญหาระยะสั้น
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57493</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรธนาคารพาณิชย์, ธปท., ปี2562</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200218/image_big_5e4b3fc18da52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2019 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี61 แบงก์โกยกำไร 2 แสนล.ธปท.แนะเข้มปล่อยกู้บ้าน-รถ เหตุหนี้เสียพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ก.พ. 2562 นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ในปี 2561 ขยายตัว 6% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัว 4.4% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 คาดว่าสินเชื่อธนาคารพาณิชย์จะขยายตัวได้ในระดับ 6-7% ดีขึ้นจากปี 2561 และเป็นการขยายตัวในทุกกลุ่มสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของสินเชื่อธุรกิจ ขยายตัว 4.4% โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ไม่รวมธุรกิจการเงิน ขยายตัว 4.1% ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอี ขยายตัว 4.5% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวที่ 9.4% มาจาก สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัว 7.8% โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2561 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี เป็นผลมาจากการระบายอสังหาริมทรัพย์ก่อนมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน (แอลทีวี) จะมีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย.2562ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ขยายตัว 12.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคุณภาพสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ในปี 2561 สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.93% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 2.91% มียอดเอ็นพีแอลคงค้างอยู่ที่ 4.43 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 1.4 หมื่นล้านบาท โดย ธปท.อยู่ระหว่างติดตามเอ็นพีแอลในกลุ่มที่อยู่อาศัยและกลุ่มรถยนต์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่ 3.25% และ 1.66% จึงอยากให้สถาบันการเงินพิจารณาภาระหนี้ต่อการกู้ให้รัดกุม โดยธปท.จะเข้าไปดูแต่ก็ยังไม่มีมาตรการควบคุมอะไรออกมาเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2561 ธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 2.07 แสนล้านบาท ขยายตัว 10.8% จากปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยตามสินเชื่อที่ขยายตัว และลดค่าใช้จ่ายในการกันสำรอง โดยธนาคารยังมีเงินสำรองในระดับสูงที่ 6.68 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 193.3%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29248</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรธนาคารพาณิชย์, ปี2561, สมชาย เลิศลาภวศิน, หนี้เสีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190216/image_big_5c677fffc5502.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>11 แบงก์โชว์กำไรปี61 กำไรกระฉูด2แสนลบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ม.ค. 2562 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง เป็นกลุ่มแรกที่แจ้งผลประกอบการทั้งปี 61 ครบเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีกำไรสุทธิ ปี 61 รวม 209,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,917 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 60 อยู่ที่ 193,169 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สะสม อยู่ที่ 426,835 ล้านบาท แม้จะได้รับผลกระทบจากการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิตอล ทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลง แต่ยังได้รับปัจจัยบวกของการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิยังเติบโต รวมทั้งการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีกำไรสูงสุด 5 อันดับแรก &amp;nbsp;ปี 61 ได้แก่ ไทยพาณิชย์ 40,068 ล้านบาท, กสิกรไทย 38,459 ล้านบาท, กรุงเทพ 35,330 ล้านบาท, กรุงไทย 28,491 ล้านบาท และกรุงศรีอยุธยา 24,800 ล้านบาท &amp;nbsp;ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีเอ็นพีแอลสะสม สูงสุด 5 อันดับแรก ปี 61 ได้แก่ กรุงไทย 102,367 ล้านบาท, กรุงเทพ 79,279 ล้านบาท, กสิกรไทย 72,346 ล้านบาท, ไทยพาณิชย์ 69,383 ล้านบาท และกรุงศรีอยุธยา 32,284 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ในปี 62 คาดว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง เนื่องจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ที่มาจากความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้าของสหรัฐ และการตอบโต้จากประเทศคู่ค้า แต่นโยบายภาครัฐที่มีต่อเนื่องและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จะเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่เอกชน ซึ่งช่วยส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศและมีโอกาสที่ต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตมายังไทย โดยธนาคารยังคงรักษาการเติบโต ผ่านการบริหารฐานะการเงินด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ควบคู่กับการรักษาสภาพคล่องและเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่รองรับการขยายธุรกิจในอนาคตและความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ผลการดำเนินงานธนาคารและบริษัทย่อยปี 61 ยังคงเติบโต โดยมีกำไรสุทธิ 14,703 ล้านบาท เนื่องจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการตรงกับความต้องการของลูกค้า ทำให้รายได้จากดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.53% จากสินเชื่อที่เติบโตขึ้น 5.88% โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เติบโตสูงถึง 13.44% ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง 2.95%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า กลุ่มธนาคารมีสินเชื่อรวมเติบโต 4.4% จากสิ้นปีก่อน &amp;nbsp;เนื่องจากสินเชื่อรายย่อยที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจยังคงเติบโต &amp;nbsp;ส่วนสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวเพิ่มขึ้นส่วนเอ็นพีแอลสิ้นปี 61 อยู่ที่ 1.94% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่เพิ่มจากลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีบางอุตสาหกรรม และเป็นผลมาจากนโยบายการจัดชั้นเชิงคุณภาพที่เข้มงวด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27238</URL_LINK>
                <HASHTAG>11 แบงก์, กำไร 2แสนล้าน, กำไรธนาคารพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180914/image_big_5b9b199d12a5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
