<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 20:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำไรบจ.ครึ่งปีแรกวูบ 58.7%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 2563 นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 691 บริษัท หรือคิดเป็น 95.4% จากทั้งหมด 724 บริษัท (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG) นำส่งผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกของปี 2563 และไตรมาส 2/2563 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2563 พบว่า บจ. ที่รายงานผลกำไรสุทธิมีจำนวน 456 บริษัท สัดส่วนคิดเป็น 66.0% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงาน บจ. ใน SET ในครึ่งแรกของปี 2563 มียอดขายรวม 5,026,268 ล้านบาท ลดลง 13.3% โดยมีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core operating profit) 273,267 ล้านบาท ลดลง 43.8% และมีกำไรสุทธิ 187,901 ล้านบาท ลดลง 58.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การลดลงของรายได้ทำให้ดัชนีชี้วัดความสามารถการทำกำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross profit margin) ลดลงจาก 21.3% เป็น 20.5% มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit margin) ลดลงจาก 8.4% เป็น 5.4% และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net profit margin) ลดลงจาก 7.8% เป็น 3.7%
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ หากไม่รวมหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายลดลง 5.6% มีกำไรจากการดำเนินงานหลักลดลง 13.3% และมีกำไรสุทธิลดลง 41.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 27.8% เป็น 28.5% มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานหลักลดลงจาก 8.3% เป็น 7.6% และมีอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 9.7% เป็น 6.0% ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบธุรกิจปรับตัวได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานหลักลดลงเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายที่ลดลงในภาพรวม
&amp;nbsp;
ขณะที่ ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 บจ. มียอดขายรวม 2,263,438 ล้านบาท ลดลง 22.3% มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก 143,901 ล้านบาท ลดลง 33.1% และมีกำไรสุทธิ 107,256 ล้านบาท ลดลง 47.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
&amp;nbsp;
&amp;ldquo; การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในไตรมาส 2/2563 ส่งผลให้ บจ. ไทยได้รับผลกระทบในวงกว้างเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งด้านยอดขายและกำไรสุทธิ อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคจากมาตรการรักษาระยะห่าง (social distancing) ทำให้ บจ. มีการปรับตัวโดยเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงการทำงานจากบ้าน (work from home) ส่งผลให้ผู้บริโภคใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารมากขึ้น และทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารและกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ยังคงมีกำไรจากการดำเนินงานหลักปรับเพิ่มขึ้นได้ &amp;rdquo; นายแมนพงศ์ กล่าว
&amp;nbsp;
สำหรับฐานะการเงินของกิจการ ณ สิ้นไตรมาส 2/2563 บจ. ไทยมีหนี้สินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 1.57 เท่า เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนที่ 1.35 เท่า
&amp;nbsp;
ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มียอดขายรวม 82,540 ล้านบาท ลดลง 7.9% มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก 3,068 ล้านบาท ลดลง 8.4% และมีกำไรสุทธิ 1,086 ล้านบาท ลดลง 73.0% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75164</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรบจ., ตลท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3fc4fe97604.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8892</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2018 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2018 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นกำไร บจ.ทะลุ 1.1ล้านล้านบาท อานิสงส์เศรษฐกิจดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
บลจ.ทาลิสชูกำไรสุทธิ บจ.ไทย เป็นพระเอกแตะ 1.1 &amp;nbsp;ล้านล้านบาท ดันดัชนีหุ้นสดใส อานิสงส์เศรษฐกิจไทย-เทศเติบโต ท่องเที่ยวไทยบูม จับตาปัญหาการเมือง ติดโรคเลื่อน เงินต่างชาติไหลออก หวั่นฉุดหุ้นติดกระดานแดง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส เปิดเผยว่า ในปีนี้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเป็นตัวหลักในการผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทย ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8-10% จากปีก่อนที่ทำได้ 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หลังสัดส่วนการเที่ยวต่อภาพรวมของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นเป็น 18% จากเดิมที่ 10% ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วงปลายปีดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,850-1,900 จุดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือทิศทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง หากไม่เลื่อนเลือกตั้ง หรือเลื่อนในระยะเวลาไม่มาก เชื่อว่ายังคงเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยให้ประเทศไทยได้รับความสนใจอีกครั้ง แต่หากเกิดการเลือกตั้งขึ้นไปเป็นปี ก็อาจส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ส่วนปัจจัยในต่างประเทศ ยังต้องติดตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และทิศทางการไหลออกของเงินทุนต่างชาติที่มีโอกาสไหลออกเพิ่มเป็น 100,000-150,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ไหลออกแล้ว 90,000 ล้านบาท เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ยังมีทิศทางแข็งค่า โดยมองกรอบล่างของดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ 1,600-1,700 จุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากการท่องเที่ยวที่เติบโตได้ดี สะท้อนได้จากยอดสายการบินต่าง ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 9-12 % จากปกติขยายตัวได้เพียง 5% เท่านั้น แต่ต้องติดตามตัวเลขจีดีพีไทย ซึ่งปัจจุบันตลาดมีมุมมองขยายตัวที่ 4% และหากเติบโตถึง 4.5-5% จะสนับสนุนภาพรวมตลาดหุ้นในระยะยาวได้ แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยไม่ขยับได้มาก เพราะได้รับแรงกดดันจากทิศทางเงินทุนต่างชาติไหลออกจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันมีเงินทุนต่างชาติไหลออกแล้ว 90,000 ล้านบาท แต่ช่วงปลายปีเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะขึ้นทดสอบที่จุดสูงสุดเดิม และอาจจะขึ้นไปถึงระดับ 1,900 จุดได้จากแรงหนุนของผลประกอบการ บจ.ไทยที่มีทิศทางดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจุบันบริษัทบริหารพอร์ตกองหุ้นไทย 5,733 ล้านบาท ทั้งกองทุนส่วนบุคคล และกองทุนรวมหุ้นไทยที่ครอบคลุมทั้งหุ้นใหญ่ หุ้นกลาง-เล็ก หุ้นปันผล และหุ้นธรรมาภิบาล ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยจะเลือกหุ้นของบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ดี และมีแนวโน้มของการเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงจะทำการตรวจสอบความเสี่ยง และติดตามผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยตั้งเป้าหมายการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวเฉลี่ยปีละ 10% ซึ่งแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง ยังมีแนวโน้มเติบโตดี อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ และผลประกอบการของ บจ.ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ขณะนี้มูลค่าหุ้นไทยไม่แพงและยังสามารถลงทุนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ทาลิส กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรักษาฐานลูกค้าเก่าและเพิ่มขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล จะเน้นที่กลุ่มลูกค้าที่เคยลงทุนในกองทุนหรือหุ้นอยู่แล้ว ซึ่งตั้งเป้าหมายเพิ่มกองทุนส่วนบุคคลที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นอีก &amp;nbsp;2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 37% จากปีที่แล้ว ขณะที่ธุรกิจกองทุนรวมคาดว่าจะเพิ่มอีก 1,500 ล้านบาท โดยกองทุนรวมจะเน้นการขายผ่านตัวแทนทั้ง 14 บริษัท และที่ปรึกษาการลงทุนอิสระกว่า 20 ราย รวมถึงได้จัดช่องทางการให้บริการแก่ลูกค้าทางอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8892</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, กำไรบจ., ตลาดหุ้น, ทาลิส, ท่องเที่ยวบูม, บลจ., เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180510/image_big_5af3b21f43014.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
