<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2020 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2020 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็กซิมแบงก์กำไรร่วงหั่นดอกเบี้ยอุ้มลูกค้าสู้ไวรัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค.2563 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 (ม.ค.-มี.ค.) ว่า มีสินเชื่อคงค้าง 126,137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,794 ล้านบาท หรือ 18.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 37,028 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 89,109 ล้านบาท ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ 46,759 ล้านบาท ซึ่งจากจำนวน 126,137 ล้านบาท เป็นเงินสินเชื่อคงค้างแก่เอสเอ็มอีเท่ากับ 28,567 ล้านบาท เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี เท่ากับ 26,669 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 57.04%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2563 อยู่ที่ 4.86% คิดเป็นวงเงิน 6,132 ล้านบาท และมีเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 11,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,881 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นสำรองหนี้พึงกันตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำนวน 8,103 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินสำรองที่กันไว้แล้วต่อสำรองพึงกัน 142.06% ทำให้เอ็กซิมแบงก์ยังคงดำรงฐานะการเงินที่มั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2563 เอ็กซิมแบงก์มีวงเงินที่ให้การสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 83,880 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 51,541 ล้านบาท จากจำนวนนี้เป็นสินเชื่อคงค้างให้แก่โครงการขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวแต่ยังคงเป็นประเทศเป้าหมายหลักของการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการไทย จำนวน 34,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,870 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 เอ็กซิมแบงก์มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 36,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,965 ล้านบาท หรือ 42.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี จำนวน 1,356 ล้านบาท หรือ 3.70% ของปริมาณธุรกิจสะสมรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานด้านสินเชื่อและประกันดังกล่าว ส่งผลให้ธนาคารมีกำไรสุทธิ 107 ล้านบาท ลดลง 67.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับเงินกู้สกุลบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการ แต่เอ็กซิมแบงก์มีส่วนสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจไทยและช่วยเหลือประชาชนภายใต้วิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ด้วยการสนับสนุนการจ้างงานของสถานประกอบการทุกขนาดรวมกว่า 340,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ธนาคารเน้นให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยมาตรการต่าง ๆ อาทิ พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือนให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม อนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจและรักษาการจ้างงานของกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกและลงทุนระหว่างประเทศตามภารกิจของเอ็กซิมแบงก์เป็นจำนวนกว่า 3,600 ราย หรือประมาณ 10% ของผู้ส่งออกเอสเอ็มอีทั้งประเทศ วงเงินรวม 48,300 ล้านบาท&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65884</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรลด, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สต็อกน้ำมันทำผลประกอบการปตท.วูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.2563 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดไปทั่วโลกของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ประกอบกับกลุ่มโอเปกและพันธมิตรไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดกำลังการผลิตด้วย &amp;nbsp;จนทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงจาก 67.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงต้นไตรมาส 1 ปี 2563 &amp;nbsp; &amp;nbsp; มาอยู่ที่ 23.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงสิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 &amp;nbsp;ทำให้กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและ &amp;nbsp; &amp;nbsp; การกลั่นมีผลประกอบการลดลง จากการขาดทุนสต็อกน้ำมันอยู่ที่ 35,695 ล้านบาทตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงมากอย่างรวดเร็ว และจากส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทั้งโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์กับวัตถุดิบที่ลดลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจพลังงาน จึงทำให้ผลประกอบการโดยรวมของ ปตท. ในไตรมาสแรกของปี 2563 ที่ผ่านมา ปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปตท.เชื่อมั่นว่า จะสามารถรับมือช่วงสถานการณ์วิกฤต ด้วยการบริหารจัดการการทำธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ พร้อมปรับรูปแบบการดำเนินงานอย่างเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ประจำปี 2563 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 483,567 ล้านบาท ลดลง 67,307 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.2 เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานไตรมาสของ 1/2562 &amp;nbsp;และมีกำไรจากการดำเนินงาน EBITDA อยู่ที่ 32,385 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 59.8 &amp;nbsp;จากไตรมาส 1/2562 &amp;nbsp;สาเหตุหลักจากผลประกอบการที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่ได้รับผลกระทบสูงจากการขาดทุนสต็อกน้ำมันตามที่กล่าวข้างต้น สำหรับกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง เป็นผลจากราคาและปริมาณการขายของโรงแยกก๊าซฯ และราคาขายที่อ้างอิงราคาน้ำมันเตาในกลุ่มอุตสาหกรรมลดลง ส่วนผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจน้ำมันก็ลดลงจากการขาดทุนของสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและปริมาณขายที่ลดลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันของอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองของหลายประเทศ ส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันในการเดินทาง และการขนส่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ การดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรมกลับมีปัจจัยเชิงบวก จากการเข้าซื้อบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) (GLOW) ของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) รวมถึงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นจากรายได้การขายที่เพิ่มขึ้นของบริษัท Murphy Oil Corporation และบริษัท Partex Holding B.V. ของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยภายนอกจะส่งผลให้ผลประกอบการ ปตท. ในช่วงไตรมาสแรกลดลง กลุ่ม ปตท. ยังเชื่อมั่นถึงศักยภาพความรวดเร็วขององค์กรในการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 และสงครามราคาน้ำมัน โดยมีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายตามนโยบาย &amp;ldquo;ลด ละ เลื่อน&amp;rdquo; ในการบริหารจัดการการทำธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ การบริหารสภาพคล่องทางการเงิน &amp;nbsp;บริหารความเสี่ยงด้านราคา ด้านอุปสงค์ อุปทาน สินค้าคงคลัง รวมถึงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและงบประมาณองค์กรอย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังได้ทำการทดสอบความสามารถการรับวิกฤตและความท้าทายในรูปแบบต่างๆ &amp;nbsp;(Stress Test) และ แผนการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation Plans) รวมถึงจัดตั้งทีม PTT Group Vital Center เพื่อวางแผนและบริหารจัดการภาพรวมของกลุ่ม รับมือช่วงสถานการณ์วิกฤต พร้อมปรับรูปแบบการดำเนินงานเพื่อให้กลุ่ม ปตท. สามารถเตรียมรับทุกสถานการณ์ในอนาคตและให้ทุกภาคส่วนมั่นใจในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวเดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65669</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรลด, บมจ.ปตท., ปี2563, ผลประกอบการไตรมาส 1, สต็อกน้ำมันดิบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181019/image_big_5bc9f6ad8efce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ยสท.&quot; ไตรมาส3กำไรทรุด91%โอดขึ้นภาษีบุหรี่กระทบยอดขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย. 2562 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุถึงผลการดำเนินงานของ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 ว่า ยังทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ในปี 2560 ที่ส่งผลให้บุหรี่ของ ยสท. มีราคาสูงขึ้นถึง 20-50% ทำให้ยอดขายและอัตรากำไรหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือ ยสท. มาแล้วหลายมาตรการ เช่น การยกเลิกการชำระภาษีแทนผู้ค้าของ ยสท. และการอนุมัติวงเงินกู้เสริมสภาพคล่องให้ ยสท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานของ ยสท. ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 (เม.ย.-มิ.ย. 2562) ยสท. มีรายได้ 11,595 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 11,397 ล้านบาทและ กำไรสุทธิ 198 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานของ ยสท. ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ก่อนที่จะมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ที่มีรายได้ 15,327 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 13,217 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,111 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อเทียบผลการดำเนินงานทั้งสองช่วงแล้ว พบว่า กำไรในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 ลดลงถึง 91% โดยเป็นผลจากการที่รายได้ลดลง 24% จากยอดขายบุหรี่ที่ลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายยังอยู่ในระดับที่สูงเกือบเท่ารายได้จากภาระภาษีต่อซองที่เพิ่มสูงขึ้นมากหลังการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลการดำเนินงานของ ยสท. ในรอบ 9 เดือนแรก ปี 2562 (ต.ค. 2561 ถึง มิ.ย. 2562) ยสท. มีรายได้ 35,459 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 34,914 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 545 ล้านบาท เมื่อเทียบผลการดำเนินงานของ ยสท. ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ก่อนที่จะมีการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ที่มีรายได้ 46,426 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 39,592 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 6,834 ล้านบาท
โดยเมื่อเทียบผลการดำเนินงานทั้งสองช่วงแล้ว กำไรใน 9 เดือนแรก ปี 2562 ลดลงถึง 92% โดยเป็นผลจากการที่รายได้ลดลง 24% จากยอดขายบุหรี่ที่ลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายยังอยู่ในระดับที่สูงจากภาระภาษีต่อซองที่เพิ่มสูงขึ้นมากหลังการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่ของ ยสท. ส่งผลให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ในฐานะที่กำกับดูแล ยสท. ได้มอบนโยบายให้ ยสท. เร่งดำเนินการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ โดยการหาแนวทางเพิ่มรายได้ รวมถึงการเพิ่มศักยภาพ ยสท. ให้สามารถแข่งขันได้ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่จะนำใบยาสูบไปหาคุณสมบัติพิเศษที่เป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ เช่น ผลิตภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช นิโคตินเหลว และ ปุ๋ย เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับใบยาสูบของไทยในอนาคต&amp;quot; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ ยสท. เร่งสรรหาตำแหน่งผู้ว่าการการคนใหม่ ที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาการตลาด และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศ เพื่อการยกระดับองค์กรไปสู่องค์กรที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50083</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.), กำไรลด, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4cddbae033c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เอสซีจีโวยอดขายปี 61 โต 6% แต่กำไรวูบ 19%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2562 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าปี 2561 บริษัทมีผลประกอบการปี 2561 มีรายได้จากการขาย 478,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% ซึ่งเป็นยอดขาย สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม 184,965 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% ต่อปีก่อน คิดเป็น 39% ของยอดขายรวม ขณะที่ทำกำไรสำหรับปีนี้ได้ 44,748 ล้านบาท ลดลง 19% เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทั้งสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ผันผวน และการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลประกอบการของเอสซีจี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปี 2562 บริษัทมีแผนลงทุน 60,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 46,000 ล้านบาท มีกระแสเงินสด 57,000 ล้านบาท มีหุ้นกู้ครบกำหนดออกทดแทน 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศในโครงการที่มีศักยภาพและคุ้มค่าการลงทุน รวมถึงการลงทุนในส่วนของสตาร์ตอัพชั้นนำที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิตอลประมาณ​ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 10-15% และเน้นการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาให้มากขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 4,700 ล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2562 เติบโต 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยคาดปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศปีนี้น่าจะเติบโตได้ 3-5% จากปีก่อนโต 3% โดยประเมินความต้องการใช้ปูนจะขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ต่อเนื่องจากครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาสามารถเติบโตได้ดีซึ่งต้องติดตามแนวโน้มการลงทุนครึ่งหลังของปีนี้อีกครั้งว่าจะมีทิศทางอย่างไร ส่วนการเมืองในประเทศจะมีผลต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหนนั้น ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน ต้องรอผลเลือกตั้งให้มีความชัดเจนอีกครั้ง&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2562 เอสซีจียังคงเน้น 2 กลยุทธ์หลัก คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงินเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีในปีที่ผ่านมาโต 9% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผลประกอบการของอุตสาหกรรมในภาพรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่สอง คือการบริหารจัดการการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โดยเน้นการพัฒนานวัตกรรมโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น การให้บริการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการออกแบบบรรรจุภัณฑ์รวมกับลูกค้า การให้บริการสำรวจความเสียหายโครงสร้างอาคารด้วยอุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่แม่นยำ เป็นต้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในระยะยาว เอสซีจีจะเดินหน้าขยายโอกาสส่งออกนวัตกรรมสินค้าและบริการตามทิศทางตลาดโลกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้ในอนาคตทั้งตลาดอาเซียนที่ขยายตัวต่อเนื่องรวมถึงตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและเติบโตรวดเร็วเช่น การส่งออกสินค้าเคมีภัณฑ์ไปยังตลาดจีน และการรุกธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ในภูมิภาคต่างๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27952</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCG, กำไรลด, บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, ผลประกอบการปี 61, ยอดขายพุ่ง, แผนลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
