<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2020 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2020 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการวอนรัฐเร่งไฟเคาะแผนฟื้นฟูขสมก.หนุนค่าโดยสาร30บาทช่วยพยุงคนรากหญ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;13ธ.ค.63-นายอาทิตย์ ฤทธิณรงค์ นิติกรชำนาญการ กองกฎหมายและคดี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึงแผนฟื้นฟูขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ในขณะนี้ ยังไม่ได้รับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ขสมก.มีความความจำเป็นต้องฟื้นฟูกิจการฯ โดยเร็วที่สุด ซึ่งหากรัฐบาลได้อนุมัติแผนฟื้นฟูฉบับนี้ได้เร็วนั้น มองว่าจะเป็นประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน การลดมลพิษทางอากาศ (PM 2.5) เนื่องจากจะมีการนำรถโดยสารปรับอากาศไฟฟ้า (EV) มาให้บริการประชาชน เป็นต้น

นอกจากนี้จากสถานการณ์การแพร่เชื้อของไวรัสโคโรนา 2019 (วิด-19) ที่ยังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้นั้น ได้ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน และยังไม่ทราบว่า เชื้อโควิด-19 จะหมดไปเมื่อไหร่นั้น รวมถึงแผนฟื้นฟู ขสมก. ยังไม่ได้รับการอนุมัติจาก ครม. มองว่า จากผลกระทบดังกล่าว จะทำให้มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก จะยิ่งกระทบต่อรายได้ของประชาชน ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเร่งผลักดันให้แผนฟื้นฟู ขสมก.ได้รับการอนุมัติโดยเร็ว หมายความว่า จะเป็นการช่วยพยุงความเป็นอยู่ในส่วนของการเดินทางของพี่น้องประชาชนในภาพรวมได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;

นายอาทิตย์ กล่าวต่ออีกว่า แผนฟื้นฟูฉบับดังกล่าวนั้น จะมีการจัดเก็บค่าโดยสารในอัตรา 30 บาท/คน/วัน ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวและจำนวนเส้นทาง ตยมองว่า จะเป็นประโยชน์ของผู้ใช้บริการโดยตรง เนื่องจากรถโดยสารปรับอากาศที่ให้บริการในปัจจุบัน มีการเก็บค่าโดยสารอยู่ที่ราคา 14-26 บาท ซึ่งยังมีผู้โดยสารที่ต้องใช้บริการรถเมล์หลายต่อ ทำให้ค่าโดยสารที่ต้องจ่ายเกิน 100 บาท/วัน ดังนั้น การจัดเก็บค่าบริการแบบเหมาจ่ายวันละ 30 บาท จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่มากนัก หรือตั้งแต่คนรากหญ้าถึงชนชั้นกลาง

&amp;ldquo;ยอมรับว่าแผนฟื้นฟู ขสมก. ฉบับดังกล่าว มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะต้องใช้งบประมาณในการจัดหารถเมล์ใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงค่อนข้างเยอะ โดยในมุมมองของผู้บริโภค ก็เอาใจช่วยหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อพลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เนื่องแผนฟื้นฟูของ ขสมก.ฉบับนี้ เป็นการยกระดับการให้บริการทำให้เกิดประโยชน์ในหลายๆด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน&amp;rdquo; นายอาทิตย์ กล่าว

ด้านนายกรวิชญ์ ขวัญอารีย์ แอดมินเพจเมล์เดย์ (Mayday) กล่าวว่า ขณะนี้รถโดยสารสาธารณะหลายคันที่ ขสมก.ให้บริการอยู่ในขณะนี้ มีอายุการใช้งานค่อนข้างมากแล้ว ประกอบกับในปัจจุบันเข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง ส่งผลให้รถโดยสารเก่าปล่อยมลพิษ และมีฝุ่นละออง PM 2.5 ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นหากได้รถเมล์ไฟฟ้าคันใหม่มาให้บริการ จะช่วยบรรเทาปัญหาในส่วนนี้ได้ อีกทั้ง ยังจะเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนที่ใช้บริการด้วย

ทั้งนี้ หากมีรถโดยสารปรับอากาศคันใหม่ หรือรถไฟฟ้ามาให้บริการ มองว่าจะเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรถเมล์ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล เนื่องจากปัจจุบันต้องยอมรับว่า รถเมล์ได้ตกเป็นจำเลยในเรื่องของยานพาหนะที่สร้างมลพิษ ดังนั้นการได้รถโดยสารใหม่มาให้บริการ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่จะฝากถึงภาครัฐ คือ ประสิทธิภาพและการใช้งานของตัวรถ เนื่องจาก กทม. มีปริมาณการจราจรที่หนาแน่น และประเมินเวลาได้ยาก จึงไม่อยากให้มีปัญหาเกิดขึ้น กล่าวคือ ถ้าได้รถโดยสารใหม่มาแล้ว ยังต้องมาจอดเสีย จะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่แย่ต่อเนื่องต่อไป เหมือนในอดีตที่ ขสมก.เคยนำรถเมล์ใหม่มาให้บริการ แต่เกิดปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องระหว่างวิ่งให้บริการ จะทำให้เกิดข้อครหาตามมาภายหลัง

&amp;ldquo;อยากฝากถึงภาครัฐในการจัดหารถเมล์ใหม่ ในเรื่องของความชัดเจนในการปฏิรูปเส้นทางเดินรถและเลขสายของรถ ผมมองว่า การที่หน่วยงานของรัฐยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ จะเป็นการสร้างภาระความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทั้งในเรื่องของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ที่เลขสายจะต้องเปลี่ยน หรือเส้นทางที่จะต้องปรับเปลี่ยน ดังนั้น การที่หน่วยงานของภาครัฐ มีความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว ดังนั้นต้องมีการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ล่วงหน้าด้วยเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน&amp;rdquo; นายกรวิทญ์ กล่าว

ขณะที่ นางสาวปนัดดา ประสิทธิเมกุล ภาคประชาชนผู้ใช้รถเมล์ กล่าวว่า ในฐานะผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ อยากให้ภาครัฐมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เนื่องจากการปรับแผนฟื้นฟู ขสมก.ดังกล่าว ประโยชน์จะตกเป็นของประชาชนทุกคน หากได้รถใหม่ที่มีคุณภาพ เป็นรถปรับอากาศ จะทำให้คุณภาพชีวิตผู้ใช้บริการ รวมถึงพนักงานขับรถเปลี่ยนไป ในส่วนราคาค่าโดยสารตามแผนฟื้นฟู ขสมก.นั้น ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน เนื่องจากหากคิดตามราคาเดิม ส่วนตัวมองว่า ประชาชนเสียประโยชน์อย่างเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวถึงความคืบหน้าแผนฟื้นฟู ขสมก. ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ทั้งในส่วนของกระทรวงการคลัง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ (สศช.) ซึ่งประเมินว่า ในปัจจุบันการดำเนินการแผนฟื้นฟูดังกล่าว ได้ล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งถึงแม้ ครม.จะมีมติเห็นชอบภายใน ธ.ค. 2563 นั้น ขสมก.ก็จะเริ่มทยอยรับรถโดยสารไฟฟ้าล็อตแรก จำนวน 400 คัน ในช่วงเดือน พ.ค. 2564 จากเดิมจะเริ่มทยอยรับเดือนมี.ค. 2564 และหากยังเลื่อนออกไปอีก ก็ขยับกรอบระยะเวลาออกไปอีกด้วย นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม พร้อมที่จะอธิบายความเห็นจากหน่วยงานอื่นๆ อย่างไรก็ตาม หากยังรอต่อไป มองว่า จะยิ่งเสียโอกาสในหลายเรื่อง อาทิ ขสมก.ขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ประชาชน ก็จะได้ใช้บริการที่ไม่มีคุณภาพ รวมถึงสภาพรถที่นำมาให้บริการ จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมลพิษทุกวัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86733</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะ, ขสมก., แผนฟื้นฟู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200625/image_big_5ef4271fc73f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66078</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2020 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2020 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ ขสมก.ปรับเวลาให้บริการรถเมล์ให้สอดคล้องกับมาตรการคลายล็อก ระยะที่ 2 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค.63-นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 เห็นชอบมาตรการคลายล็อกกลุ่มกิจการและกิจกรรมระยะที่ 2 รวมถึงการลดช่วงเวลาเคอร์ฟิวอีก 1 ชั่วโมง จากเดิม 22.00 - 04.00 น. เป็น 23.00 - 04.00 น. และอนุญาตให้เปิดห้างสรรพสินค้า ตั้งแต่เวลา 10.00 - 20.00 น. ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ขสมก.มีผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทาง ประมาณกว่า 500,000 คน คาดว่าเมื่อดำเนินการตามมาตรการคลายล็อกดังกล่าว จะส่งผลทำให้ มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ประมาณ 100,000 คน หรือวันละประมาณ 600,000 คน

ขสมก.จึงจัดแผนเดินรถโดยสาร ในช่วงมาตรการคลายล็อกระยะที่ 2 ดังนี้
1. เพิ่มจำนวนรถออกวิ่ง จากเดิม 90 % (2,705 คัน/วัน) เป็น 95 % (2,855 คัน/วัน) หรือจัดรถออกวิ่งให้สอดคล้องกับความต้องการใช้บริการของประชาชนในแต่ละช่วงเวลา
2. ปรับเวลาการให้บริการเดินรถโดยสาร จากเวลา 05.00 - 21.00 น. (เวลา 21.00 น. คือเวลาที่รถโดยสารกลับถึงอู่จอดรถ) เป็นให้บริการ เวลา 05.00 - 22.00 น.(เวลา 22.00 น. คือเวลาที่รถโดยสารกลับถึงอู่จอดรถ) โดยเพิ่มความถี่ในการปล่อยรถ ช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า (05.00 - 08.00 น.) และช่วงเวลาก่อนเคอร์ฟิว (21.00 - 22.00 น.) ให้มีระยะห่างกันไม่เกิน 5 - 10 นาที
3. ปล่อยรถโดยสารคันสุดท้าย ออกจากท่าปลายทางประมาณ 21.00 น. เพื่อให้พนักงานสามารถนำรถกลับเข้าอู่จอดรถได้ทันเวลา 22.00 น. โดยปรับเพิ่มความถี่ในช่วงการปล่อยรถ 3 คันสุดท้าย ให้มีระยะห่างกัน 5 - 10 นาที ซึ่งรถโดยสาร 3 คันสุดท้าย จะติดป้ายข้อความบ่งชี้บริเวณหน้ารถโดยสาร ดังนี้
3.1 เหลือรถ 2 คันสุดท้าย
3.2 เหลือรถ 1 คันสุดท้าย
3.3 รถคันสุดท้าย

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ใช้บริการปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งขณะใช้บริการรถโดยสาร การนั่งหรือยืนตามจุดที่กำหนด (รถโดยสาร 1 คัน อนุญาตให้ผู้ใช้บริการยืนได้ไม่เกิน 10 คน) กรณีผู้ใช้บริการเต็มจะต้องรอใช้บริการรถโดยสารคันถัดไป รวมทั้ง ขอความร่วมมือผู้ใช้บริการ เตรียมตัวกลับบ้านก่อนเวลา 19.00 น. เพื่อลดความแออัดของผู้ใช้บริการบนรถโดยสารในช่วงเวลาก่อนเคอร์ฟิว (21.00 - 22.00 น.) ซึ่งจะทำให้การดำเนินการตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมบนรถโดยสาร เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66078</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะ, ขสมก., คลายล็อก 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea7b1dc0db5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2020 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2020 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระบบขนส่งเตรียมพร้อมจับตามาตรการคลายล็อคเปิดห้างฯ ขสมก.คาดจะมีคนใช้รถเมล์เพิ่ม 1-2แสนคนต่อวัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เมษายน 2563 นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล&amp;nbsp;ผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ หรือ ขสมก. ยอมรับว่าขณะนี้กำลังติดตามสถานการณ์หากมีการคลายล็อค เปิดห้างสรรพสินค้าในเดือนพ.ค.นี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจทำให้มีพนักงานห้างเดินทางทั่วกรุงอีกเป็นแสนคนต่อวัน โดยอาจทำให้ ขสมก.ต้องปรับแผน เดินรถและเพิ่มปริมาณรถในระบบให้ได้ 95% จากเดิม 70% และห้างสรรพสินค้า จำเป็นต้องเลิกงานปิดทำการ ก่อนเวลาเคอร์ฟิวอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อเผื่อเวลาให้คนเดินทาง และหากพนักงานห้างเลิกงานพร้อมกัน รวมกับมาตรการเว้นระยะห่าง บนรถโดยสาร ที่จำกัดทั้งจำนวนที่นั่ง และคนยืน ก็จะทำประชาชนรอรถนานมากไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาปริมาณผู้ใช้บริการของรถเมล์ ขสมก. มีการขายตั๋วประมาณวันละ 3 แสนคน จากช่วงเวลาปกติ ที่ไม่มีสถานการณ์โควิด-19 มีผู้โดยสารกว่า 9 แสนคน หากมีการเปิดพื้นที่พาณิชย์เพิ่มเติม โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าก็อาจทำให้ มีผู้ใช้บริการ ขสมก.เพิ่มขึ้นอีกประมาณวันละ1- 2แสน คน ซึ่งจะทำให้ ขสมก.กลับมาเดินรถเพิ่มขึ้นประมาณ 95 % จึงจะเพียงพอต่อความต้องการใช้บริการ&amp;quot;นายสุระชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบกยอมรับว่า หากมีการเปิดห้างในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ คาดว่าจะมีประชาชนใช้บริการรถเมล์โดยสาร เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในส่วนของประชาชน ที่ทำงานเป็นพนักงานในห้างสรรพสินค้า เพื่อเดินทางไป-กลับ ที่พักอาศัยกับพื้นที่พานิชย์เหล่านี้ ดังนั้นนอกจาก ขสมก.จะต้องเดินรถเต็มที่แล้ว กรมการขนส่งทางบกจะมีการขอร่วมมือไปยังผู้ประกอบการรถร่วมบริการ และรถตู้โดยสารให้กลับมาเดินรถช่วย เพื่อให้มีรถเพียงพอต่อความต้องการใช้บริการ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนทั้งเช้าและเย็นจนถึงก่อนเวลาเคอร์ฟิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่าประเด็นที่มีการเปิดพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยเฉพาะในส่วนของห้างสรรพสินค้าเพิ่มเติมนั้น ในส่วนของกรมการขนส่งทางรางจะมีการหารือกับระดับนโยบายรวมทั้งผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้า ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้ง MRT รถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิ้ง เพื่อจัดระบบการเดินทางให้เพียงพอต่อความต้องการใช้บริการของประชาชน ซึ่งในเบื้องต้นขณะนี้ยอมรับว่า จะต้องนำมาตรการการเหลือมเวลาการเลิกงานมาใช้ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวในการเดินทาง ในแต่ละช่วงเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากในขณะนี้ยอมรับว่าการใช้มาตรการ Social Distancing บนขบวนรถ ทำให้ความจุของขบวนรถไฟฟ้าแต่ละขบวน แต่ละตู้ลดลงประมาณ 75% เช่น ตู้โดยสารที่เคยจุผู้โดยสาร 250 คนขณะนี้ก็เหลือแค่ 50 คนเท่านั้น ซึ่งเรื่องการเหลือมเวลานี้จะต้องหารือกับรัฐบาลเพื่อวางแนวทางที่ชัดเจนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะเดียวกันการวางมาตรการเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส COVID-19 ทั้งการเว้นระยะห่างในสถานี,บนขบวนรถ,การใส่หน้ากากอนามัย และตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารก่อนเข้าสถานี ก็ยังเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้นอยู่ต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64492</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะ, สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล, เปิดห้าง, เพิ่มรถเมล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea7b1dc0db5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 08:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 08:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขสมก. โต้“นักวิชาการ”ผลทดลองติดเครื่องกรองอากาศบนหลังคารถเมล์ได้ผลจริง ไม่ลวงโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.63-นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตามที่นักวิชาการได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ ขสมก.ติดตั้งเครื่องกรองอากาศบนหลังคารถโดยสาร ของ ขสมก. เป็นเรื่องลวงโลกเช่นเดียวกับเครื่อง GT 200 นั้น ขสมก. ยืนยันว่า จากนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคม ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงได้ทดสอบติดตั้งเครื่องกรองอากาศต้นแบบ สำหรับติดตั้งบนหลังคารถเมล์ ขสมก. เพื่อทดลองกรองอากาศ เพื่อดักจับฝุ่น PM 2.5 ในขณะที่รถโดยสารวิ่งให้บริการประชาชน

ทั้งนี้ การทำงานของเครื่องต้นแบบนั้น ใช้หลักการกวาดอากาศที่มีฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งลอยอยู่บนถนนที่มีการจราจรแออัดในกรุงเทพมหานคร ในระดับสูงไม่เกิน 5 เมตร เมื่อรถวิ่งจะทำให้อากาศปะทะเข้าหน้ารถ และผ่านเข้าเครื่องกรองโดยอัตโนมัติ รวมถึงเป็นการประหยัดพลังงาน เนื่องจากไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการดูดลมเข้าเครื่องกรองดังเช่นเครื่องกรองอากาศทั่วไป ในส่วนของไส้กรองอากาศนั้น สามารถกรองฝุ่นระดับ PM 2.5 ได้ มีราคาถูก และสามารถหาซื้อได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม หลักการทำงานของเครื่องต้นแบบดังกล่าว เป็นหลักการเดียวกับการใช้แก้ปัญหาในเมืองเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ

นายสุระชัย กล่าวต่ออีกว่า รถเมล์ ขสมก.ที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศบนหลังคา มีหน้ากว้าง 0.5 ลูกบาศก์เมตร จะสามารถกวาดอากาศเข้าเครื่องกรองได้ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อการวิ่งรถ 1 เที่ยว (เมื่อรถโดยสารวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทางยาว 20 กิโลเมตร) โดยงานวิจัยในต่างประเทศ ระบุว่า ผู้ใหญ่ 1 คน จะสูดอากาศหายใจเฉลี่ย 0.5 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ดังนั้น รถโดยสาร 1 คัน จะสามารถกรองอากาศให้กับประชาชนที่อยู่บนถนนได้ถึง 20,000 คน

อย่างไรก็ตามจากการทดลองนำรถเมล์ ขสมก. สาย 34 ที่ติดตั้งเครื่องกรองอากาศบนหลังคารถมาวิ่งให้บริการประชาชน เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2563 นั้น พบว่า ในขณะที่รถวิ่ง ผลการวัดค่า PM 2.5 อากาศก่อนเข้าเครื่องกรอง มีค่าอยู่ในระดับ 48-52 (คุณภาพอากาศปานกลาง) และเมื่ออากาศที่ผ่านเครื่องกรองออกมาแล้ว มีค่าอยู่ในระดับ 1-5 (คุณภาพอากาศดีมาก)

&amp;ldquo;การทดลองนี้ เป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชน โดยกระทรวงคมนาคม ได้แต่งตั้งคณะทำงานจากหลายหน่วยงาน และ ขสมก. ได้ดำเนินการทดลองนี้ เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม ซึ่งหากการทดลองต่อเนื่องได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงจะดำเนินการต่อไปให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตามหลักเกณฑ์ของสำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.)&amp;rdquo; นายสุระชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า &amp;ldquo;ติดกล่องกรองอากาศบนหลังคารถเมล์ มันก็เรื่องลวงโลก แบบเดียวกับเครื่อง GT200 แหละ... หวังว่านี่ก็ปี 2020 แล้ว ประชาชนคงไม่โดนหลอกกันง่ายๆ อีกนะ&amp;rdquo;

ซึ่งคำนวณว่า &amp;quot;กล่องกรองอากาศ ด้วยแผ่นฟิลเตอร์&amp;quot; ของ ขสมก. ถ้าทำงานได้ตามที่อ้างไว้ และติดบนรถเมล์จำนวน 500 คัน ไปกรองอากาศเสียในกรุงเทพฯ จะได้ผลเป็นอย่างไร ? คำตอบคือ ได้แค่จุดพิกเซลเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57489</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะ, เครื่องกรองอากาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200218/image_big_5e4b3c12365c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช.ทวีเดินหน้าผุดบริษัทลูกลุยกิจการรถเมล์เต็มสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช.ทวี เดินหน้าคลอดบริษัทลูกลุยกิจการรถเมล์เมืองหลวง จ่อลงทุนล็อตแรก 3 พันล้านซื้อรถเมล์ใหม่ 2 พันคัน ควบรวมกิจการรถเมล์จัดทัพรอประมูลเส้นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO เปิดเผยว่าได้ก่อตั้งบริษัทแห่งใหม่ขึ้นภายใต้ชื่อบริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด โดยมีช.ทวีถือหุ้น 100% เน้นกิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะในกรุงเทพมหานครเพื่อรองรับการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ใหม่ 269 เส้นทาง โดยเน้นไปที่การซื้อสัมปทานเส้นทางเดินรถและตัวรถเมล์เข้ามารวมกันเพื่อบริหารเองทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้มีแผนจ้างเดินรถเมล์ในแต่ละสายอีกด้วย สำรับแนวทางดังกล่าวเป็นการควบรวมกลุ่มผู้ประกอบการให้เข้มแข็งมากขึ้น ตลอดจนแก้ปัญหาขาดทุนสะสมของผู้ประกอบการเดิมส่งผลให้ไม่สามารถลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนในระยะแรกนั้นอยู่ระหว่างเตรียมจัดหาแหล่งเงินทุนควบคู่ไปกับการเปิดระดมทุนเพื่อจัดซื้อรถเมล์ใหม่จำนวน 1,700-2,000 คัน ดังนั้นรถเมล์ใหม่ที่จะนำมาให้บริการระบบเทคโนโลยีบนรถเมล์(Smart Bus) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ ทั้งระบบเครื่องอ่านบัตรโดยสารอัตโนมัติ(E-Ticket) รองรับตั๋วร่วมและบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเพิ่มช่องทางการชำระเงินแบบดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเดชกล่าวต่อว่าหลังจากที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)เตรียมเสนอแผนจัดซื้อรถเมล์ใหม่ 3,000 คันเข้าสู่แผนฟื้นฟูนั้น ช.ทวี มีความสนใจที่จะยื่นประมูลโครงการดังกล่าว โดยจะยังคงจับมือกับบริษัท สแกน อินเตอร์ จํากัด (มหาชน) หรือ SCN เริ่มจากในปี 2562 ซึ่งขสมก.มีแผนจะเปิดประมูลโครงการรถเมล์ไฟฟ้า(EV) 35 คันพร้อมสถานีอัดประจุไฟฟ้า วงเงิน 466 ล้านบาท นอกจากนี้ยังสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการจัดหารถเมล์ไฮบริด จำนวน 1,453 คัน วงเงิน 1.16 หมื่นล้านบาท อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนกรณีที่ ขสมก. เตรียมบอกเลิกสัญญาบอกเลิกสัญญาโครงการเช่าระบบกล่องเก็บค่าโดยสาร (Cash box) บนรถโดยสารประจำทาง 2,600 คันนั้นเบื้องต้นช.ทวีไม่ได้ติดขัดอะไรกับการบอกเลิกสัญญาดังกล่าว เนื่องจากการส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามสเปคที่คู่สัญญากำหนด ดังนั้นจึงต้องยอมรับในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามการที่ขสมก.จะเข้ามาเจรจาขอยกเลิกสัญญาพร้อมปรับวงเงินสัญญาเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ (E-Ticket) เป็นตัวเลขใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูตัวเลขใหม่แต่เบื้องต้นคงไม่มีปัญหาอะไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22082</URL_LINK>
                <HASHTAG>CHO, กิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะ, ช.ทวี, ตั้งบริษัทลูก, บริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด, สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5acdb96a20b3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
