<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90841</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชงเพิ่มงบฯกิจการสาธารณสุขครบวงจร ทำวัคซีนโควิดเป็นสินค้าสาธารณะ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.64- นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า สังคมไทย ประกอบไปด้วย รัฐบาล ภาคเอกชนและปัจเจกชนต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านสุขภาพ รัฐบาลควรปรับเปลี่ยนงบประมาณโดยตัดลดงบที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนนำมาใช้เพื่อลงทุนวิจัยทางด้านยาและสุขภาพเพิ่มขึ้น และ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยา กิจการทางด้านสาธารณสุขและการบริการทางด้านสุขภาพ เนื่องจากไทยมีศักยภาพและมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนได้ ขณะเดียวกันเพื่อเตรียมรับมือโรคอุบัติใหม่และการกลายพันธุ์ของ Covid-19 ควรใช้งบประมาณเพิ่มเติมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการวิจัยในอุตสาหกรรมยาและกิจการบริการสุขภาพและสาธารณสุขไม่ต่ำกว่า 3,000-5,000 ล้านบาทในแต่ละปี อุปสงค์ต่อบริการสุขภาพในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ อุปทานของบริการสุขภาพไม่สามารถเติบโตเพื่อตอบสนองได้ทัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องเข้ามาสนับสนุนโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อุปทานของการบริการสุขภาพจำเป็นต้องมีการกำกับควบคุมให้ได้คุณภาพเนื่องจากเป็นกิจกรรมการให้บริการที่เกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์โดยตรง จรรยาบรรณทางการแพทย์และการบริการสุขภาพไม่เป็นเพียงการควบคุมภายใน &amp;nbsp;พฤติกรรมของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ผลิตบริการสุขภาพ แต่ยังเป็นการรับผิดชอบของแพทย์ พยาบาลต่อการกำหนดกระบวนการบริโภคและกระบวนการผลิตบริการสุขภาพที่โอนจากผู้ซื้อบริการมาสู่ผู้ผลิตบริการสุขภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำหลักการทุนมนุษย์ &amp;nbsp;มาพิจารณาแนวทางในการลงทุนในอุตสาหกรรมยาและบริการสุขภาพ โดยเปรียบเทียบระหว่างผลได้ที่อยู่ในรูปของมูลค่าปัจจุบันของกระแสรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น หรือ กระแสค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลที่ประหยัด ได้ กับ ต้นทุนในการจัดหายาวัคซีน Covid ให้คนในประเทศได้รับการฉีดให้ได้อย่างน้อย 70% ขึ้นไป และ ต้นทุนผลกระทบจากการ Lockdown รวมทั้ง การต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อจัดการเรื่องวัคซีน Covid การลงทุนในอุตสาหกรรมยาและบริการสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า หากรัฐบาลสามารถทำให้ วัคซีน กลายเป็นสินค้าสาธารณะสำหรับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย (รวมแรงงานต่างด้าว) จะทำให้เรามั่นใจต่อการควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างชัดเจนและมีความพร้อมในการเปิดประเทศให้ได้ในไตรมาสสามปีนี้ วัคซีน Covid-19 เมื่อเป็นสินค้าสาธารณะย่อมหมายความว่า เป็นสินค้าทางด้านสาธารณสุขที่ไม่ต้องแข่งขันระหว่างประชาชนเพื่อให้ได้มา&amp;nbsp;และ ไม่สามารถกีดกันประชาชนคนอื่นเข้ามาใช้บริการได้ &amp;nbsp;ต้องทำให้การฉีดวัคซีน Covid-19 เป็นบริการสุขภาพที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ว่าประชาชนคนนั้นจะมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร จะมีความคิดทางการเมืองอย่างไร หรือ ประกอบอาชีพอะไร หรือ มีอายุเท่าไหร่ ทุกคนต้องเข้าถึงหมด เราก็จะสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุด้วยว่า เราต้องลดอำนาจผูกขาดในอุตสาหกรรมยาและโรงพยาบาล การนำเข้าวัคซีนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนต้องไม่ถูกจำกัดให้เอกชนรายใดรายหนึ่งดำเนินการแต่ต้องเปิดโอกาสให้เอกชนทุกรายที่มีศักยภาพและมีความสามารถทำงานได้อย่างมีมาตรฐานดำเนินการได้อย่างเสมอภาค กรณีที่ใช้เงินงบประมาณอุดหนุนอันเป็นเงินภาษีประชาชนต้องมีการเปิดเผยสัญญาร่วมดำเนินการอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประโยชน์สาธารณะ หากมีการผูกขาดหรือไม่เปิดเสรีเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมยาและการให้บริการทางด้านสาธารณสุข จะทำให้การพัฒนาและนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างล่าช้า ส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาว กรณีการบริหารจัดการการเข้าถึงวัคซีน Covid-19 จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า เราบริหารจัดการด้วยแนวทางที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดหรือไม่ ประสิทธิผลสูงสุดหรือไม่ และ การแข่งขันที่เหมาะสมที่นำมาสู่การเข้าถึงวัคซีนในราคาที่ถูกหรือไม่ อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า เนื่องจากการบริการสุขภาพซึ่งรวมถึงการฉีดวัคซีน Covid-19 จะเผชิญภาวะความไม่แน่นอนมากกว่าการให้บริการโดยทั่วไป รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีการปรับแผนและงบประมาณได้ตลอดเวลาและต้องกันเม็ดเงินเผื่อไว้ด้วย การบริการสุขภาพและการฉีดวัคซีนเกี่ยวข้องกับผลกระทบภายนอก และ เป็นผลกระทบภายนอกที่เป็นทางบวกสูงมาก เพราะผู้ที่ได้รับวัคซีนนอกจากเกิดประโยชน์กับตัวเอง กับครอบครัวและหน่วยงานที่ทำงานแล้ว ยังส่งผลดีต่อสังคมไทยโดยรวมและโลกด้วย เนื่องจากกิจกรรมการฉีดวัคซีนมีลักษณะเป็นกิจกรรมเชิงกุศลเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติร่วมโลกและ ไม่ควรหวังผลกำไร &amp;nbsp;มีผลกระทบภายนอกที่เป็นบวกและเอื้ออาทร จึงควรเพิ่มช่องทางในการส่งเสริมให้มีการบริจาคและช่วยเหลือซึ่งกันและกันผ่านมาตรการทางภาษี ให้คนที่บริจาคเงินจ่ายค่าวัคซีนให้ผู้อื่นสามารถนำเงินบริจาคมาหักลดหย่อนภาษีได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ปิดกั้นกลไกตลาดเปิดให้โรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการสุขภาพในเชิงพาณิชย์ได้ร่วมในการจัดวัคซีนสำหรับผู้มีรายได้สูงหรือผู้มีฐานะ แต่วัคซีนที่ได้รับในล็อตแรกที่มีอย่างจำกัด รัฐจำเป็นต้องจัดสรรเอง โดยให้กับผู้จำเป็นและมีความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อน .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90841</URL_LINK>
                <HASHTAG>#งบประมาณ, กิจการสาธารณสุข, ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc3335ff203d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
