<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93220</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2021 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2021 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกรุ๊ป ทุ่ม 1.5 หมื่นล้านปูพรมโรงไฟฟ้าใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.2564 นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับกำลังการผลิตเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ เลื่อนเป็นปี 2568 จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ในปี2566 โดยวางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เฉลี่ย 700 เมกะวัตต์ต่อปี เพื่อชดเชยกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าราชบุรีที่จะทยอยสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปี 2567-68 โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ 700 เมกะวัตต์มาจากพลังงานเชื้อเพลิงหลัก 455 เมกะวัตต์ และพลังงานทดแทน 245 เมกะวัตต์ โดยจะเป็นโรงไฟฟ้าที่มาจากการเข้าซื้อกิจการ(เอ็มแอนด์เอ) 350 เมกะวัตต์ คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้น่าจะปิดดีลได้อย่างน้อย 1 โครงการ ซึ่งอาจเป็นโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปี 64 วางเป้าหมายการทำเอ็มแอนด์เอไม่น้อยกว่า 5โครงการ หากสามารถดำเนินการตามเป้าหมายจะทำให้กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 8,874 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันบริษัทตั้งงบลงทุนในปี 64 อยู่ที่ 15,000 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโครงการต่อเนื่อง 8,000 ล้านบาท และอีก 7,000 ล้านบาทใช้ลงทุนโครงการใหม่ หรือการทำเอ็มแอนด์เอในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมองโอกาสการลงทุนในตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ออสเตรเลีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ธุรกิจพลังงานทดแทนเติบโต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปี 64 บริษัทมั่นใจว่าจะมีผลการดำเนินงานเติบโตขึ้นจากปีก่อนซึ่งจากโควิด-19 รอบแรกจนถึงรอบใหม่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท ซึ่งปีนี้บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการเอ็มแอนด์เอ ใหม่ที่วางเป้าไว้ 350เมกะวัตต์และโครงการโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนี้อีก 4 โครงการ รวมกำลังผลิตตามการถือหุ้น 537.04 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลมยานดิน กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 149.94 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 70%) โรงไฟฟ้าพลังงานลมคอลเล็กเตอร์ &amp;nbsp;226.8 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 100%) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมเรียว อินโดนีเซีย 145.15 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 49%) และโรงไฟฟ้าพลังงานลม Thanh Phong &amp;nbsp;เวียดนาม 15.15 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 51%)&amp;rdquo;นายกิจจา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังสนใจร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำระบบไฮบริดกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยเป็นเฟส 2 ต่อจากโครงการที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ขนาด 45 เมกะวัตต์ เดิม ซึ่งโครงการที่เขื่อนอุบลรัตน์นี้ มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2566 คาดว่าจะสามารถเห็นความคืบหน้าได้ในปีนี้แน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนความสนใจในการลงทุนโรงไฟฟ้าชุมชน ล่าสุด มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน 2 แห่ง พื้นที่ภาคใต้และภาคอีสาน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงประเภทชีวมวล รวมถึงพลังงานลม โดยคาดว่าน่าจะเริ่มจากพื้นที่ภาคใต้ก่อน เพราะมีศักยภาพพร้อม และจะใช้เงินลงทุนประมาณ 50 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ พร้อมทั้งมองหาโอกาสการลงทุนอีวี ซึ่งมองว่าต้องพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานความพร้อมของสถานีชาร์จในประเทศด้วย&amp;quot;นายกิจจา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93220</URL_LINK>
                <HASHTAG>RATCH, กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, ราช กรุ๊ป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56e80f26be5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 08:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกรุ๊ปปิดดีลประมูลซื้อหุ้น BAFS</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค. 2564 นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ปิดดีลซื้อหุ้นบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS)&amp;nbsp;จากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน&amp;nbsp;98,983,125&amp;nbsp;หุ้น คิดเป็นสัดส่วน&amp;nbsp;15.53%&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;2,712,137,625&amp;nbsp;บาท ทั้งนี้ เมื่อวันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ธ.ค.&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เข้าร่วมประมูลซื้อหุ้น&amp;nbsp;BAFS&amp;nbsp;จากบมจ. การบินไทย ด้วยวิธีการประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์และเป็นผู้ชนะการประมูล บริษัทฯ จึงได้เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น&amp;nbsp;BAFS&amp;nbsp;กับ บมจ. การบินไทย เมื่อวันที่&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ธ.ค.&amp;nbsp;63&amp;nbsp;ต่อมาทาง การบินไทย ได้ส่งหนังสือแจ้งการแล้วเสร็จของเงื่อนไขบังคับก่อน และบริษัทฯ ได้ดำเนินการชำระค่าหุ้นให้กับ การบินไทย ครบถ้วนในวันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ม.ค.&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;โดย การบินไทย ได้ดำเนินการโอนหุ้น&amp;nbsp;BAFS&amp;nbsp;ดังกล่าวให้กับบริษัทฯ แล้วเสร็จในวันเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทตั้งใจที่จะลงทุนใน&amp;nbsp;BAFS&amp;nbsp;ระยะยาว และมุ่งหวังที่จะพัฒนาความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ ตอบสนองเป้าหมายการเติบโตของทั้งสองฝ่ายในอนาคต ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน รวมทั้งแสวงหาพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ซึ่งการลงทุนใน&amp;nbsp;BAFS&amp;nbsp;ตอบสนองต่อแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวของบริษัทฯ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างรายได้ของบริษัทฯ ให้มั่นคงยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ จะรับรู้รายได้เงินปันผลจากการลงทุนครั้งนี้&amp;rdquo;นายกิจจา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้ใช้เงินทุนภายในของบริษัทฯ ในการลงทุนประมูลซื้อหุ้นครั้งนี้ และราคาที่เสนอซื้อมีความเหมาะสมกับศักยภาพการเติบโตของ&amp;nbsp;BAFS&amp;nbsp;ในอนาคต บริษัทฯ และที่ปรึกษาทางการเงินได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลภาพรวมของธุรกิจการบินและบริการเชื้อเพลิงอากาศยาน ผลการดำเนินธุรกิจ แผนธุรกิจและเป้าหมายของ&amp;nbsp;BAFS&amp;nbsp;ซึ่งมีทิศทางสอดคล้องกับบริษัทฯ และสามารถเกื้อหนุนซึ่งกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เทคโนโลยีดิจิทัล และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน บริษัทฯ ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหม่ของ&amp;nbsp;BAFS&amp;nbsp;พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และมั่นใจว่า&amp;nbsp;BAFS&amp;nbsp;จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90391</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัทเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ- BAFS</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_600780867b612.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกรุ๊ปจับมือเวียดนามถือหุ้นกองทุนพลังงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.2563 นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด (RHIS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ราช ได้ลงนามสัญญาหุ้นส่วนกับ Geleximco Group Joint Stock Company (Geleximco) เพื่อเข้าลงทุนในกองทุน An Binh Energy and Infrastructure Fund (ABEIF) ซึ่งเป็นกองทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนาม โดย RHIS จะถือหุ้นในกองทุน ABEIF ในสัดส่วน 49% มูลค่าการลงทุน 78.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 2,500 ล้านบาท ขณะที่ Geleximco ถือหุ้น 51%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย Geleximco เป็นกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำรายใหญ่ของเวียดนามที่ดำเนินธุรกิจแกนหลักที่มีความหลากหลายครอบคลุมด้านพลังงาน สาธารณูปโภคพื้นฐาน อุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ การเงิน การค้าและการบริการ ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุน ABEIF ได้ลงทุนและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและโครงการพลังงานทดแทนรวม 4 โครงการ มีกำลังการผลิตรวม 2,620 เมกะวัตต์ และ 1 ใน 4 โครงการนี้ มีขนาดกำลังการผลิต 620 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม เป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71597</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), พลังงานทดแทน, โรงไฟฟ้าฟอสซิล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56e80f26be5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2020 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2020 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดฉากโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ 20ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ ปิดฉาก 20 ปีกับภารกิจผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงภาคตะวันตก ควบคู่ดูแลชุมชน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง รับไม้ต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1ก.ค.63-&amp;nbsp;บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศการหยุดการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมไตรเอนเนอจี้หลังสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ครบอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 นับเป็นระยะเวลา 20 ปีที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้สนับสนุนภารกิจการผลิตไฟฟ้าเสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ มาตั้งแต่ปี 2543 ด้วยกำลังการผลิตตามสัญญา 700 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติจากพม่าเป็นเชื้อเพลิง ต่อจากนี้บริษัทฯ จะดำเนินการประเมินมูลค่าทรัพย์สินและรื้อถอนโรงไฟฟ้า โดยเครื่องจักรและอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะสำรองไว้เป็นอะไหล่ของโรงไฟฟ้าในกลุ่มบริษัทฯ ส่วนพื้นที่ของโรงไฟฟ้าขนาด 250 ไร่ ส่วนหนึ่งจะใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง กำลังการผลิตตามสัญญารวม 1,400 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้เป็นโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ IPP ที่ได้รับการคัดเลือกตามประกาศรับซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. รอบปี 2537 เริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้ กฟผ. ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 และบริษัทฯ ได้เข้าร่วมลงทุนในโครงการแห่งนี้เมื่อปี 2546 และต่อมาในปี 2557 ได้เข้าถือหุ้นทั้งหมดในนามบริษัทย่อย คือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด &amp;nbsp;ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ได้ยึดถือภารกิจการผลิตไฟฟ้าเพื่อเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยใส่ใจและให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อการจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างดีที่สุด &amp;nbsp;อีกทั้งยังได้เสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ผ่านการจ้างงานท้องถิ่น การจ่ายภาษีท้องถิ่น &amp;nbsp;เงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และการทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ตอบสนองประเด็นปัญหาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ ได้รับการยอมรับในระดับเอเชียแปซิฟิกให้เป็นตัวอย่างของการจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยได้รับรางวัลด้านความปลอดภัยทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ขณะที่การจัดการสิ่งแวดล้อมก็เลือกใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงในขณะนั้น นำมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับสากล และระบบการบริหารคุณภาพเพื่อความเป็นเลิศในการทำงานเข้ามาใช้ในการบริหารโรงไฟฟ้า ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และออกไซด์ของไนโตรเจนสามารถกำจัดและควบคุมได้ในระดับที่ดีกว่ามาตรฐานกฎหมายกำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีการดูแลชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้าต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มการพัฒนาโครงการ มุ่งเน้นการจ้างงานท้องถิ่นเป็นลำดับแรกเพื่อเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเมื่อปี 2550 มีการจัดการกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้นำส่งเงินกองทุนอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละประมาณ 30-40 ล้านบาท ซึ่งได้นำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า อีกทั้งยังได้นำส่งภาษีท้องถิ่นเฉลี่ยปีละ 1-2 ล้านบาท ด้วย&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้กำหนดหยุดการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างถาวรในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ตามสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า ขณะนี้บริษัทฯ ได้มอบหมายให้บริษัทที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อจำหน่ายทรัพย์สินและรื้อถอนโรงไฟฟ้า ซึ่งจะต้องสอดรับกับแผนการใช้พื้นที่ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง &amp;nbsp;ขั้นตอนการรื้อถอนโรงไฟฟ้าคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทฯ ขอขอบคุณชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า ชาวจังหวัดราชบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่สนับสนุนโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ให้ดำเนินภารกิจผลิตไฟฟ้า เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจนสำเร็จในวันนี้ หลังจากนี้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง จะเข้ามาสานต่อภารกิจดังกล่าวควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชนที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70239</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200701/image_big_5efc5255afe25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2020 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2020 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เอกชน’ ขานรับนโยบาย ‘กรมรางฯ’ ลุยศึกษาตั้งโรงงาน-ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ก.พ.63-นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากนโยบายของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ที่มุ่งเน้นพัฒนาและวางมาตรฐานอุตสาหกรรมระบบราง ทั้งในส่วนของรถไฟ และรถไฟฟ้า โดยใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ภายในปี 2566 นั้น ได้มองเห็นถึงโอกาสของการเติบโตของการขนส่งทางราง จากการลงทุนของรัฐบาล อาทิ รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง โดยบริษัทจะได้ใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดังกล่าวให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ราช กรุ๊ป จึงได้ร่วมมือกับบริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจรถไฟฟ้าระบบราง ครอบคลุมทั้งในส่วนของการจัดตั้งโรงงานผลิตและประกอบรถไฟและรถไฟฟ้าที่จะใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ รวมถึงการซ่อมบำรุง การผลิตระบบอาณัติสัญญาณ การผลิตระบบสายส่งไฟฟ้าเหนือหัวสำหรับรถไฟฟ้า และการผลิตชิ้นส่วนหลักที่สำคัญ เช่น ระบบตัวรถ ระบบช่วงล่าง ระบบขับและควบคุมการประกอบการซ่อมบำรุง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะใช้ระยะเวลาในการศึกษาเบื้องต้นประมาณ 1 ปี จากนั้นจะพิจารณาความคุ้มค่า ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในฐานะบริษัทของคนไทย เราต้องการทำชิ้นส่วนระบบรางเอง ไม่ใช่หรอพึ่งพาจากต่างประเทศ เพราะหากเกิดมีกรณีฉุกเฉิน อาจจะต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายถึงจะได้รับสินค้านั้น &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการคนไทย อาทิ การยกเว้นภาษี รวมถึงการตั้งโรงงานในพื้นที่ที่ BOI จะเข้ามาสนับสนุนด้วย&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายมารุต ศิริโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจรถไฟฟ้าระบบรางดังกล่าวนั้น นับเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เร่งผลักดันอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ให้เกิดประสิทธิภาพ และคุ้มค่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58226</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, ราช กรุ๊ป, อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.), โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถไฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200226/image_big_5e5600c51ba29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดินไหวถึงขอนแก่น รพ.อพยพคนไข้หนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แผ่นดินไหวในลาวห่างจากจังหวัดน่านแค่ 10 กิโลเท่านั้น แรงสั่นสะเทือนสูงสุด 6.4 และมีอาฟเตอร์ช็อกกว่า 100 ครั้ง สร้างความเสียหายแก่อาคาร โบสก์เก่าแก่อายุกว่า 400 ปี โรงไฟฟ้าหงสาแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ โครงสร้างหลักไม่ได้รับผลกระทบ ไทยรับรู้ได้ตั้งแต่ภาคเหนือ อีสานกระทั่ง กทม. รพ.เอกชนในขอนแก่นอพยพคนไข้ออกจากตึกโกลาหล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า ได้เกิดแผ่นดินไหวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และอาฟเตอร์ช็อกหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่เวลา 23.49 น. วันที่ 20 พ.ย. ความแรง 2.9 แมกนิจูด ต่อมาเวลา 04.03 น. วันที่ 21 พ.ย. เกิดแผ่นดินไหว ความแรง 5.9 เวลา 04.19 น. ความแรง 4.3 เวลา 04.23 น. ความแรง 3.1 เวลา 04.33 น. ความแรง 3.9 เวลา 04.41 น. ความแรง 3.6 เวลา 04.59 น. ความแรง 3.5 เวลา 05.07 น. ความแรง 2.3 เวลา 05.10 น. ความแรง 3.3 เวลา 05.17 น. ความแรง 3.5 เวลา 05.30 น. ความแรง 3.0 เวลา 05.51 น. ความแรง 3.2 เวลา 06.28 น. ความแรง 2.3 และล่าสุดเมื่อ 06.50 น. ความแรงวัดได้ได้ถึง 6.4 แมกนิจูด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์กลางแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งคืนที่ผ่านมา ทั้งหมดอยู่ใน สปป.ลาว แต่หลายครั้งแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในหลายจังหวัดของภาคเหนือ โดยเฉพาะกรณีเกิดแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดความแรง 6.4 แมกนิจูด ทุกครั้งมีศูนย์กลางห่างจากบ้านน้ำซาง ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ระหว่าง 10-20 กม.เท่านั้น รู้สึกได้ทั้งในเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน ลำพูน
วัด-บ้านเรือนเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ที่เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ซึ่งเป็นศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้ โบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 400 ปี มีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ที่ผนังโบสถ์ จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว และผนังบ้านเรือนประชาชนหลายหลังแตกร้าวเสียหายอีกด้วย นอกจากนี้ที่เขื่อนไฟฟ้าหงสา คนงานได้บันทึกภาพเหตุการณ์เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรง จนทำให้เหล่าคนงานที่กำลังทำงานอยู่วิ่งหลบหนีออกจากตัวอาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะที่บ้านเรือนประชาชนชาวเมืองหงสา และอีกหลายเมืองของแขวงไซยะบุรี ได้รับความเสียหาย อาคารหลายหลังแตกร้าว ฝ้าเพดานพังลงมา บ้านบางหลังทรุดตัวลง เสาศาลาวัดซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่แตกร้าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมและอุทกศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ได้ออกประกาศว่า ในวันที่ 21 พ.ย.2562 ได้เกิดแผ่นดินไหวในขอบเขต สปป.ลาว 18 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2 มีความรุนแรง 5.9 ริกเตอร์ เวลา 04.03 น. ครั้งที่ 17 มีความแรง 6.4 ริกเตอร์ เวลา 06.50 น. อยู่ที่เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี และรู้สึกสั่นสะเทือนในบรรดาแขวงทางเหนือ จนถึงนครหลวงเวียงจันทน์ ดังนั้นจึงแจ้งให้ประชาชนที่อยู่ในเขตดังกล่าวจงมีสติ ระวังตัวต่อสถานการณ์เกิดแผ่นดินไหว และให้ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมและอุทกศาสตร์เป็นระยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ราชกรุ๊ป แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 5.9 ริกเตอร์ และอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีศูนย์กลางในเมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สปป. ลาว ส่งผลให้ระบบป้องกันของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสาทำงานอัตโนมัติ และหยุดการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นการชั่วคราว แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบผู้บาดเจ็บและความเสียหาย รวมทั้งโครงสร้างหลักของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะได้รายงานความคืบหน้าในโอกาสต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสา เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวม 1,878 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ดำเนินงานโดยบริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัท 40% บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ 40% และลาว โฮลดิ้ง สเตท เอ็นเตอร์ไพรส์ 20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจรัญ คำเงิน ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรองโฆษก กฟผ. กล่าวว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่จาง เขื่อนภูมิพล และเขื่อนต่างๆ รวมทั้งโรงไฟฟ้า และโครงข่ายระบบส่งของ กฟผ. โดยเจ้าหน้าที่ กฟผ.ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพเขื่อนแล้ว พบว่ามีสภาพมั่นคงปกติ ขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย
รพ.อพยพคนไข้โกลาหล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนองคาย ประชาชนในจังหวัดสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ลักษณะโคลงเคลง สั่นไหว โดยชาวหนองคายมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหว อาฟเตอร์ช็อกผ่านเฟซบุ๊กกันอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุดรธานี &amp;nbsp;ขณะเกิดแผ่นดินไหว ชาวอุดรธานีสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้นานราว 10 วินาที สร้างความตื่นเต้นระคนตื่นกลัวแก่ผู้คนได้พอสมควร ซึ่งต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีได้สั่งการให้นายอำเภอทุกอำเภอสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา ทราบผลสรุปว่า จังหวัดอุดรธานีรับรู้แรงสั่นไหวได้ทั้ง 20 อำเภอ โดยที่อำเภอนายูง และอำเภอน้ำโสม ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในลาวมากที่สุด รับรู้แรงสั่นสะเทือนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ สำรวจเบื้องต้นไม่มีความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้างใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอนแก่น ผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อเวลา 06.50 น. ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลราชพฤกษ์ในตัวเมืองขอนแก่น เร่งอพยพคนไข้กว่า 100 ชีวิตออกมาจากตัวอาคารโรงพยาบาลสูง 13 ชั้น ที่เกิดการสั่นไหว มายังจุดรวมพล ซึ่งอยู่ที่ลานจอดรถหน้าอาคาร ก่อนจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับเข้าตัวอาคารโรงพยาบาลไปยังห้องพักเช่นเดิมในเวลา 07.30 น. เมื่อแรงสั่นสะเทือนได้สงบลงแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าน อุโบสถอายุ 500 ปีของวัดพระธาตุเขาน้อย อ.เมืองน่าน ได้รับความเสียหายและมีรอยแตกร้าวรอบอุโบสถ ส่วนที่โรงเรียน ตชด. 100 ปี ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ พบว่าหลังคาและฝ้าเพดานบางส่วนหลุดพังลงมาเสียหาย ขณะที่กระจกตึกแถวที่บริเวณธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาท่าวังผา เกิดแตกร้าวจากแรงสั่นสะเทือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลย มีผู้รับรู้แรงสั่นสะเทือน โดยมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์น้ำในสระน้ำกระเพื่อม นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวบางส่วนในโรงแรมสูงกลางตัวเมืองต้องวิ่งลงมาจากตึก เนื่องจากตกใจกับแรงสั่นสะเทือน แต่ยังไม่มีรายงานความเสียดายใดๆ
ยันเขื่อนมั่นคงแข็งแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชียงใหม่ นายศุภมิตร กฤษณมิตร วิศกรชลประทานชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายปลอดภัยเขื่อน สำนักงานชลประทานที่ 1 เปิดเผยว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ลาว ซึ่งอยู่ใกล้กับจังหวัดน่านของประเทศไทย สามารถรับรู้ความสั่นไหวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานเป็นวงกว้าง ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 1 โดยฝ่ายความปลอดภัยเขื่อน ได้ทำการสำรวจผลกระทบต่อเขื่อนขนาดใหญ่ และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางสำคัญ จำนวน 6 แห่ง โดยมีการติดตั้งเครื่องมือวัดผลกระทบจากแผ่นดินไหวใน 5 แห่ง อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 3 แห่ง คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง อ่างเก็บน้ำแม่ทะลบหลวง อ.ไชยปราการ อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน และอ่างเก็บน้ำโป่งอ่อน อ.เมืองแม่ฮ่องสอน และการสำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญอีก 1 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่ง และอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่ง มีสภาพทางกายภาพที่มั่นคง แข็งแรง และมีความปลอดภัย สามารถใช้งานได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานคร หลายพื้นที่รับรู้ได้ถึงการสั่นไหวจากเหตุแผ่นดินไหม นอกจากนี้ ในสื่อออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวิดีโอที่เห็นถึงแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านได้ในหลายพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า การเกิดแผ่นดินไหวในประเทศลาว หากนับจำนวนเกิดการสั่นไหวตั้งแต่ช่วงเวลา 23.00 น. วันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา เกิดการสั่นไหวขนาด 2.9, 5.9 และ 4.3 เป็นต้น โดยเกิดขึ้นกว่า 100 ครั้ง เล็กบ้างใหญ่บ้างสลับกันไป ล่าสุดวันที่ 21 พ.ย. ขนาดของการสั่นไหววัดได้สูงสุดอยู่ในช่วงเวลา 06.50 น. ขนาด 6.4 ลึก 3 กม. ส่งผลให้ประเทศไทยในภาคเหนือเกือบทั้งภาค โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง เลย และหลายจังหวัดในภาคอีสาน รวมถึงกรุงเทพฯ รับรู้ถึงความรู้สึกสั่นไหวได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่อยู่ในอาคารสูงอย่าอยู่ใกล้กับกระจก พัดลม ขณะรู้สึกถึงการสั่นไหว ส่วนบ้านเรือนที่มีสภาพไม่คงทนก็ไม่ควรพักอาศัยในช่วงนี้ เพราะอาจเกิดการทรุดตัว อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวลจนเกินไป เพราะการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทย โดยเกิดจากรอยเลื่อนแม่น้ำแดง ประเทศเวียดนาม ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่อย่างฉับพลันของเปลือกโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพบก และหน่วยทหารในพื้นที่ เตรียมความพร้อมและเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงกรณีได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่ลาว โดยเฉพาะการเฝ้าติดตามสถานการณ์ และสำรวจพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบโดยทันที ล่าสุดที่ จ.น่าน มณฑลทหารบกที่ 38 ได้ร่วมสำรวจความเสียหายในเบื้องต้น พบว่ามีโรงเรียนเสียหาย 3 แห่ง และบ้านเรือนราษฎรอีก 2 หลัง ใน อ.บ่อเกลือ พร้อมประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว
รพ.รัฐ 3 แห่งได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดน่าน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พิษณุโลก เลย ขอนแก่น อุดรธานี บึงกาฬ หนองคาย ประเมินผลกระทบต่อสถานบริการสาธารณสุข 5 ด้าน ได้แก่ อาคารสถานที่ ระบบออกซิเจน ระบบไฟฟ้าและไฟฟ้าสำรอง ระบบสาธารณูปโภค และ ผลกระทบต่อผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นได้รับรายงานจากโรงพยาบาลว่า ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทุกแห่งเปิดให้บริการได้ตามปกติ มี 3 แห่งที่ได้รับผลกระทบ คือ โรงพยาบาลเชียงคำ จังหวัดพะเยา ผนังห้องผ่าตัดชั้น 3 ตึกอำนวยการ ร้าวเพิ่มเติมเล็กน้อยจากรอยร้าวเดิม ไม่มีผลกระทบต่อตึกและระบบต่างๆ ในการบริการผู้ป่วย โรงพยาบาลเลย ตึกสงฆ์มีรอยร้าวบริเวณผนัง ได้ย้ายผู้ป่วยห้องพิเศษ 10 รายไปอาคารผู้ป่วยใน อยู่ระหว่างสำรวจประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารจากเจ้าหน้าที่โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด และโรงพยาบาลยโสธร ได้ประสานสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดยโสธร เข้าตรวจสอบอาคาร 10 ชั้น และอาคาร 9 ชั้น พบโครงสร้างหลักของอาคาร เช่น เสา คาน ไม่ได้รับผลกระทบ มีเพียงรอยร้าวเพิ่มจากรอยร้าวเดิม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50830</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, จรัญ คำเงิน, น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง, ศุภมิตร กฤษณมิตร, สปป.ลาว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เมืองหงสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd688c2cf386.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราช กรุ๊ปลงนามซื้อขายไฟหินกอง1.4พันเมก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.2562 นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยคืบหน้าการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 1,400 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการละ 700 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ที่ตั้งอยู่ที่ตำบลหินกอง จังหวัดราชบุรี ว่าเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยโครงการแรก มีกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์(ซีโอดี)ปี 2567 และปี 2568 สำหรับอีกโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทย่อย คือ บริษัท หินกองเพาเวอร์ จำกัด เพื่อลงทุนและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหินกอง โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าของภาคตะวันตกและภาคใต้ ให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะสร้างอยู่ในพื้นที่เดิมของโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ที่จะหมดอายุในปี 2563 และจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยรอบพื้นที่ของโครงการ บริษัทฯ ยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการพัฒนาโครงการ เน้นการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ดูแลและควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคมอย่างเต็มกำลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่า โครงการโรงไฟฟ้าหินกองจะช่วยเสริมให้ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศแข็งแกร่งสามารถตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ระยาวของชาติ โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตกได้ด้วย&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41098</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), โรงไฟฟ้าหินกอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56e80f26be5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
