<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2020 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2020 15:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลไม่รับฎีกา &#039;กองทัพบก&#039; คดีชดใช้  &#039;สิบโทกิตติกร&#039; ถูกซ้อมตายในคุกทหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ม.ค.63 -&amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ พ.1131/2560 คดีหมายเลขแดงที่ พ.858/2561 ที่ นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งต่อกองทัพบก ให้รับผิดกรณีละเมิด เป็นเหตุให้สิบโทกิตติกรเสียชีวิต จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 (มทบ.25) กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรเสียชีวิตในเรือนจำทหาร จ.สุรินทร์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์เเล้วเห็นว่า ขณะที่สิบโทกิตติกรถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 สิบโทกิตติกรถูกพลอาสาสมัครชูเกียรติ นันทะพันธ์ ตำแหน่งพลสารวัตรร้อย ส.ห.มทบ.25 ชรก.รจ.มทบ.25 ทำหน้าที่ผู้คุมพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่นายสิบเวร เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมกับ พลทหารนลธวัช ใจมนต์ พลทหารยุทธพิชัย เสนพาท และพลทหารจีระศักดิ์ สิทธิศร ทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย การตายของสิบโทกิตติกร จึงเกิดจากการจงใจกระทำ (ละเมิด) ปฏิบัติหน้าที่ จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่พลอาสาสมัครชูเกียรติได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ของตน ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิด ดังเช่นในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ จึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ และเนื่องจากตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มิได้บัญญัติอายุความฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,870,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ก.พ.2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้กองทัพบกชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นค่าจัดการศพและค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,870,000 บาท แก่นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร จากนั้นกองทัพบก โจทก์ ยังยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา พร้อมยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 เพราะพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้อง ไม่รับฎีกาของโจทก์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการตายของสิบโทกิตติกรนั้น ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้เคยมีคำสั่งไต่สวนการตายเป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.1/2559 แล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2559 ว่าผู้ตายถูกพลอาสาสมัครซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้คุมเรือนจำ กับพวกรวม 4 คน ทำร้ายสิบโทกิตติกรมีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ร่วมกับกระเพาะอาหารแตก จนถึงแก่ความตาย อีกทั้งรายงานการผ่าศพของแพทย์พบว่า ภายในศีรษะมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง สมองบวม บริเวณทรวงอกภายในมีกระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่ บริเวณปอดมีรอยฟกช้ำที่กลีบปอดซ้าย บริเวณท้องมีของเหลวสีน้ำตาลอยู่ภายในช่องท้องประมาณ 200 มิลลิลิตร กระเพาะอาหารแตก และมีรอยฟกช้ำเล็กน้อยที่บริเวณกลีบซ้ายของตับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรายงานการชันสูตรพลิกศพสรุปว่า สาเหตุการตายเกิดจาก มีการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลอาสาสมัครซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้คุมเรือนจำ ทำร้ายสิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณเรือนจำที่ตนเป็นสิบเวรประจำวัน มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่อหน่วยงานและบุคคลผู้ต้องขัง แต่ได้จงใจสั่งการและร่วมกันกับพลทหารผู้ช่วย ทำร้ายสิบโทกิตติกรโดยทรมานและทารุณโหดร้าย จงใจไม่แจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการบาดเจ็บของสิบโทกิตติกร ไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ มีพฤติการณ์ข่มขู่ไม่ให้ผู้ต้องขังที่อยู่ภายในห้องขังเดียวกันช่วยเหลือสิบโทกิตติกร และได้สั่งผู้ต้องขังในห้องขังทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรที่นอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้นห้องหลายครั้ง จนกระทั่งสิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นางบุญเรือง มารดาของ สิบโทกิตติกร ได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2561 เมื่อครั้งฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในส่วนคดีอาญาว่ามีความกังวลกับการดำเนินคดีอาญาเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด ที่ ป.ป.ท. รับเรื่องไว้แล้ว โดยเห็นว่าคดีมีความล่าช้า ทั้งที่ข้อเท็จจริงมีการพิสูจน์ที่ศาลจังหวัดสุรินทร์ในการไต่สวนการตายชัดเจนแล้วถึงการกระทำความผิด จึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ท. เร่งดำเนินคดีอาญาด้วย อีกทั้งต้องการให้กองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการเคร่งครัด ในการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังเช่นกรณีลูกของตนอีกต่อไป ซึ่งก็ต้องติดตามดูว่า ขณะนี้การดำเนินคดีอาญาไปยังขั้นตอนใดเเล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54813</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติกร สุธีรพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e2f399fabe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
