<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถเฉี่ยวชน ด่าคนทั้งปท. ตร.ไล่เช็กบิล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนุ่มตี๋ขับซีวิคป้ายแดงเฉี่ยวชนกระบะ ลงมาด่ายับทั้งที่ตัวเองน่าจะผิด ลามไปถึงดูหมิ่นประเทศไทย บริษัทต้นสังกัดประกาศปลดทันที ชาวเน็ตขุดวีรกรรม ระบุเป็นลูกเจ้าหน้าที่สถานทูต ตำรวจเตรียมเช็กบิล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก โต้ เจ็ทโด้ ได้โพสต์คลิปวิดีโอ พร้อมระบุข้อความ &amp;ldquo;กลับรถไม่ดูรถมาทางตรงเลยน่ะเสี่ย ลงมาด่ากูยับเลย ไม่ตะบันหน้าให้ก็บุญแล้ว&amp;rdquo; ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ป้ายแดง เฉี่ยวชนกับรถกระบะ บริเวณถนนอุทยาน หรือถนนอักษะ ย่านทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เขตเชื่อมต่ออำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ซึ่งคนขับรถฮอนด้า ผิวขาว สวมแว่น ได้ลงมาโวยวายด่าทอคู่กรณี ลามไปถึงด่ากราดคนไทยทั้งประเทศ ว่าด้อยพัฒนา คนจนเป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีบ้าน-รถหรู อย่างตน ก่อให้เกิดกระแสไม่พอใจในสื่อออนไลน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา บริษัท กาซ่าดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงว่า เบื้องต้นทางบริษัท กาซ่าดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้จัดตั้งในประเทศไทยและได้ดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายไทยตลอดมา บริษัทเคารพและเชิดชูในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด จากเหตุการณ์ตามคลิปที่โพสต์ลงสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีพนักงานของบริษัท กาซ่าดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ใช้คำพูดและแสดงกิริยาก้าวร้าวรุนแรง รวมถึงหมิ่นประเทศไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางบริษัทรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้พนักงานดังกล่าวพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ตามมาตรการและระเบียบบริษัท โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในโลกออนไลน์ยังมีการขุดคุ้ยการกระทำในอดีตของคนขับรถฮอนด้า ซีวิค รายนี้ ว่าเคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีผู้ระบุว่าชายคนนี้เป็นลูกชายเลขานุการทูตประจำประเทศหนึ่งในยุโรป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 ต.ค.นี้ รถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์ ได้กลับรถบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 4 ช่วงหน้าพุทธมณฑล แล้วเฉี่ยวชนกับรถกระบะสีขาวคู่กรณีเพียงเล็กน้อย แต่ที่เป็นประเด็นคือทางฝ่ายรถเก๋งมีการด่าว่าฝ่ายรถกระบะ แต่เมื่อตำรวจไปถึงจุดเกิดเหตุทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้แล้ว และได้เรียกประกันมาตกลงค่าเสียหายกันเอง โดยไม่มาที่สถานีตำรวจ เพราะไม่มีคนเจ็บแต่อย่างใด ก่อนจะแยกย้ายกันไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ขับขี่รถซีวิคคันดังกล่าว ที่มีการด่าทอ ดูถูกคนไทย ดังปรากฏในคลิปที่มีการแชร์ไปทั่วทั้งสังคมออนไลน์นั้น สภ.พุทธมณฑลจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลในคลิปต่อไป ในข้อหาดูหมิ่น หมิ่นประมาท มีอัตราโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ส่วนจะมีข้อหาอื่นๆ เพิ่มเติมอีกหรือไม่ ขณะนี้กำลังตามตัวหนุ่มซีวิคคนดังกล่าวเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก สภ.พุทธมณฑลแล้ว ซึ่งในประเด็นที่มีการด่าว่าหรือดูหมิ่นกันนั้น คงต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน หากเป็นความผิดต่อส่วนตัว ฝ่ายที่เสียหายจะต้องมาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อน แต่หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน เจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถกล่าวโทษเองเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ชายคนดังกล่าวพูดในคลิปลักษณะที่ว่า ตนเองอายุ 24 ปี เป็นลูกเศรษฐี มีรถป้ายแดงคันละล้านสอง มีทุกอย่างที่เจ้าของคลิปไม่มี และตนไม่แคร์ตำรวจ เพราะรู้จักนายตำรวจใหญ่นั้น ถึงแม้จะเป็นการพูดส่วนตัวของคู่กรณี ก็ไม่อยากให้มาพูดพาดพิงหรือส่งผลเสียต่อองค์กรอื่น โดยหากตรวจสอบแล้วพบว่าการกระทำจากเหตุการณ์ข้างต้นเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายใด ก็จะดำเนินคดีตามพยานหลักฐาน ไม่มีการยกเว้นว่ารู้จักผู้ใดหรือไม่ โดยที่ผ่านมามักมีการแอบอ้างลักษณะนี้เยอะ ทำให้ประชาชนมององค์กรตำรวจไม่ดี&amp;quot; รองโฆษก ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกกรณีหนึ่ง มีการแชร์คลิปเหตุการณ์ชายรูปร่างอ้วนขับรถเก๋งโตโยต้า คัมรี่ สีขาว ผ่านเข้ามาในพื้นที่ควบคุมของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ทางด้านฟรีโซน โดยขับผ่านตู้จ่ายบัตร GH2 ซึ่งเป็นทางเข้าโดยโดยไม่ยอมรับบัตรจอดรถจากเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงเรียกให้หยุดเพื่อให้วนกลับไปรับบัตรเข้าจอด แต่กลับถูกชายคนดังกล่าวซึ่งอยู่ในอาการคล้ายคนเมาสุราลงมาต่อว่าและด่าทอเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งแสดงพฤติกรรมลักษณะข่มขู่เจ้าหน้าที่และทำลายทรัพย์สิน ต่อมามีชายสูงวัยขับรถมารับชายคนก่อเหตุออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า บุคคลดังกล่าวเข้ามารับทำงานในสนามบินสุวรรณภูมิเกี่ยวกับการชาร์จไฟ และทำป้ายโฆษณาภายในสนามบิน ซึ่งในวันที่เกิดเหตุมีปัญหาทะเลาะกันแฟนสาวจึงก่อเหตุดังกล่าวขึ้น โดยแนวทางการปฏิบัตินั้น เจ้าหน้าที่สนามบินจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนด้วยการจับกุมและควบคุมตัวไป สภ.สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเหตุเกิดตั้งแต่ 02.00 น.วันที่ 22 ต.ค. แต่กลับมาแจ้งความตอนตี 04.00 น. นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้รายงานผลการเกิดเหตุดังกล่าวให้กับตนได้รับทราบ มารู้ทีหลังเป็นเวลาช่วงบ่ายแล้ว ซึ่งได้ให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนกรณีที่ไม่รายงานในเรื่องนี้ และพร้อมที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิตติพงษ์ กิตติขจร รอง ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ ทอท.ไม่จับกุมตัวผู้ก่อเหตุในช่วงที่เกิดเหตุ เป็นเพราะบิดาของผู้ก่อเหตุได้ไหว้ขอโทษเจ้าหน้าที่และตบหน้าลูกชายให้ได้สติ ซึ่งพนักงานเห็นว่าบิดาไม่ได้เข้าข้างบุตรชาย และบิดาขอนำตัวบุตรชายกลับบ้านไปก่อน และจะนำบุตรชายเข้าพบพนักงานสอบอีกครั้ง โดยได้นำตัวบุตรชายเข้าพบตำรวจแล้ว และเรื่องนี้ไม่มีการไกล่เกลี่ย จะต้องขึ้นศาลดำเนินคดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายวัฒนา ศุริยะพงษ์ บิดาของนายพศวัต ศุริยะพงษ์ ได้พาบุตรชายที่ก่อเหตุเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา&amp;nbsp;เบื้องต้นมีการแยกแจ้งความเป็น 2 ส่วน โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแจ้งความในข้อหา บุกรุกยามวิกาล รวมทั้งละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งอยู่ในส่วนของบริษัทผู้รับสัมปทาน ก็แจ้งความข้อหา ทำลายทรัพย์สิน ตามคลิปภาพที่ปรากฏ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48717</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติพงษ์ กิตติขจร, น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์, บริษัท กาซ่าดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย, วัฒนา ศุริยะพงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191023/image_big_5db04a6f299a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับ2จีนลักกระเป๋าสนามบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จับหนุ่มสาวชาวจีนตั้งแก๊งลักกระเป๋าเดินทางแบรนด์หรูของนักท่องเที่ยวในสนามบินสุวรรณภูมิ จนมุมพร้อมของกลางขณะจะหลบไปฮ่องกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แถลงข่าวจับกุมนายจื่อหยางหลี่ อายุ 35 ปี สัญชาติแคนาดาเชื้อสายจีน และ น.ส.เจ๋วอิ๊งโหลว อายุ 22 ปี สัญชาติจีน แก๊งลักกระเป๋าเดินทางนักท่องเที่ยวภายในสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมด้วยของกลาง กระเป๋าเดินทางจำนวน 3 ใบ และทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เสียหาย 3 ราย มูลค่ารวมประมาณ 250,000-300,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีหญิงนักท่องเที่ยวสัญชาติอเมริกันเข้าร้องทุกข์ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่าได้เดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่นกับสายการบิน ออล นิปปอน แอร์เวย์ ปรากฏว่ากระเป๋าเดินทางของตนยี่ห้อริโมว่า ได้หายไปจากสายพานลำเลียงสัมภาระ เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนสอบสวนจนทราบว่านายจื่อหยางหลี่เป็นคนร้ายลักเอากระเป๋าเดินทางของผู้เสียหายไป กระทั่งวันที่ 3 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบตัวนายจื่อหยางหลี่ และ น.ส.เจ๋วอิ๊งโหลว อยู่ที่อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะจะเดินทางไปฮ่องกง จึงขอตรวจสอบ พบกระเป๋าเดินทางของผู้เสียหายอยู่กับผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย และยังพบกระเป๋าของผู้เสียหายรายอื่นอีก 1 ใบ จากนั้นได้ไปตรวจค้นห้องพักของผู้ต้องหาทั้ง 2 ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านราชเทวี พบกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยซึ่งถูกผู้ต้องหาทั้งสองลักเอาไปจากสายพาน โดยเจ้าหน้าที่ได้ประสานให้ผู้เสียหายที่เหลือมาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกิตติพงษ์ กิตติขจร รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ปฏิบัติงานในท่าอากาศยานต่างๆ เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบ และขอประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้ระมัดระวังและสอดส่องดูแลทรัพย์สินของตนในระหว่างการเดินทาง หากทรัพย์สินสูญหายให้แจ้งสายด่วน 1155 หรือเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเร็ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21326</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติพงษ์ กิตติขจร, พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181104/image_big_5bdef5ceca890.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
