<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 00:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์สุขภาพชะลอวัยครบวงจร ทางเลือกป้องกันโรคคนเกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เซตอาหารที่ช่วยปรับความสมดุล หรือบาลานซ์ไอเดต ที่นักกำหนดอาหารของ &amp;ldquo;ดิวาลี เซ็นเตอร์&amp;rdquo; เป็นผู้คิดค้นออกแบบ เพื่อให้ผู้สูงอายุและคนทั่วไปสามารถรับประทานได้ ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้จะมีส่วนช่วยชะลอวัย อาทิ ข้าวปั้นงาดำสอดไส้ปลาแซลมอน แกงเขียวหวานที่ใช้กะทิทางเลือกที่ทำจากถั่วเหลือง และขนมปังที่มีส่วนผสมของเปลือกแก้วมังกร ที่จะช่วยทำให้ร่างกายดูดซับน้ำและทำให้ระบบขับถ่ายดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป งานนี้ &amp;ldquo;เคทีซี&amp;rdquo; บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมพาเยี่ยมชมศูนย์สุขภาพวัยเกษียณ &amp;ldquo;ดิวาลี เซ็นเตอร์&amp;rdquo; ที่ล่าสุดเปิดตัวขึ้น เพื่อตอบโจทย์ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 โดยเนรมิตพื้นที่ 3 ไร่ จัดตั้งศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยแบบองค์รวมและครบวงจร เน้นบริการที่ป้องกันภาวะเสื่อมสะสมของผู้สูงอายุ อาทิ การตรวจหาภูมิแพ้อาหารแฝง การแนะนำโภชนาการเฉพาะรายบุคคล รวมถึงกิจกรรมสันทนาการ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง และอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(กิติมา หัตถีรัตน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิติมา หัตถีรัตน์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ดิวาลี เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;แนวคิดของการจัดตั้งศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยแห่งนี้ เพื่อเป็นศูนย์บริการสุขภาพสำหรับผู้สูงวัยแบบครบวงจร (Holistic Health Care Center) ตั้งแต่การดูแลสุขภาพทั่วไป การดูแลเชิงป้องกัน และการจัดการด้านโภชนาการ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูโดยตรง นักกายภาพ นักโภชนาการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลที่มากประสบการณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ โดยบริการของ &amp;ldquo;ดิวาลี เซ็นเตอร์&amp;rdquo; ประกอบด้วย 1.การตรวจหาภูมิแพ้ในร่างกาย ทั้งแบบเฉียบพลัน (Allergy-lgE) และการแพ้แบบเรื้อรัง หรือแบบแฝง (Allergy-lgG) จำนวน 222 ชนิด 2.การวิเคราะห์แนะนำและจัดโภชนาการที่เหมาะ โดย รศ.ดร.สิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.การตรวจประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาทิ การประเมินโครงร่างกระดูก กล้ามเนื้อ การทรงตัว (ความเสี่ยงในการล้ม) และการให้การรักษาทางกายภาพบำบัด 4.การออกกำลังกายในน้ำ (Hydro Therapy) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ เพื่อป้องกันข้อเสื่อม 5.กิจกรรมสันทนาการ เช่น ดนตรีบำบัด และศิลปะบำบัด 6.การท่องเที่ยวนอกสถานที่ ได้แก่ ทริปเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมนอกจากบริการที่มีคุณภาพแล้ว ดิวาลีฯ ยังให้ความสำคัญกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอีกด้วย สำหรับช่วงเปิดกิจกรรม ดิวาลีฯ ได้จับมือกับพันธมิตรอย่าง &amp;quot;เคทีซี&amp;rdquo; บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยสมาชิกสามารถจองแพ็คเกจเข้ารับบริการที่ &amp;ldquo;ดิวาลี เซ็นเตอร์&amp;rdquo; ได้ในราคาพิเศษเพียง 200,000 บาท (จากปกติมูลค่า 348,000 บาท) ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2562-30 เมษายน 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อาจารย์พิมพ์ใจ นัยโกวิท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน อาจารย์พิมพ์ใจ นัยโกวิท ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;สำหรับภูมิแพ้อาหารแฝงนั้น เกิดจากการกินอาหารแล้วแพ้ โดยที่ไม่รู้ตัวหรือการที่อาหารนั้นเป็นพิษกับเรา ซึ่งภูมิแพ้อาหารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ 1.การแพ้แบบเฉียบพลัน 2.การแพ้แบบแฝง ซึ่งเกิดจากเม็ดเลือดขาวทำงานได้ไม่ดี ซึ่งหน้าที่ของเม็ดเลือดขาวคือการป้องกันและดักจับเชื้อโรค และช่วยสร้างสมดุลให้ร่างกาย โดยการนำส่งเม็ดเลือดให้ไหลเวียนในกระแสเลือดได้ดี สำหรับอาการแพ้อาหารสามารถเกิดขึ้นได้ เช่น เป็นลมพิษ และมีอาการคันเมื่อสัมผัส กระทั่งการหายใจเข้าไปแล้วเกิดอาการแพ้ หรือแม้แต่การที่เด็กเล็กกินอาหารบางชนิด และมีผื่นแพ้ปรากฏอยู่ทั่วตัว ซึ่งโรคภูมิแพ้อาหารแฝงนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันและแก้ไขได้ด้วยการตรวจวิเคราะห์เป็นรายบุคคล โดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวจหาภูมิแพ้แฝงจากอาหารได้ 70 ไล่มาถึง 109 กระทั่งปัจจุบันที่ &amp;ldquo;ดิวาลี เซ็นเตอร์&amp;rdquo; สามารถตรวจภูมิแพ้ที่แฝงในอาหารได้ถึง 222 ชนิด ซึ่งหลังจากการตรวจเพื่อหาอาการแพ้แล้ว ผู้เชี่ยวชาญก็จะปรับอาหารที่เหมาะสม ที่ถือได้ว่าเป็นแนวทางรักษาภาวะโรคภูมิแพ้อาหารแฝงในผู้สูงอายุ ตลอดจนคนรักสุขภาพที่เข้ามาใช้บริการ โดยไม่ได้ใช้ยาในการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สาเหตุของภูมิอาหารแฝงนั้น อันที่จริงแล้วอาหารไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นโรค แต่ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นตัวกระตุ้นโรคที่สำคัญ เช่น ผงปรุงรสสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นมา เพื่อทำให้อาหารอร่อย ที่รู้จักกันดีอย่างผงชูรส นอกจากนี้สารกันบูดที่ใส่ในอาหาร, สีผสมอาหารที่ทำให้ดูน่ารับประทาน นอกจากนี้ ยาสามัญประจำบ้านบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดอาการภูมิอาหารแฝงได้ รวมไปถึงความเครียด และเรื่องของพันธุกรรม ก็สามารถทำให้ปัญหาดังกล่าวได้ หรือแม้แต่การที่ผู้ป่วยเป็นโรคผิวหนัง หรือมีอาการปวดหัวเป็นไมเกรน ฯลฯ รวมไปถึงแป้งสาลีที่เป็นส่วนผสมของขนมเบเกอรี่ และทำเส้นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ซาลาเปา ขนมจีบ ก็ล้วนแล้วแต่กระตุ้นให้เป็นภูมิแพ้อาหารแฝงได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจารย์พิมพ์ใจ บอกอีกว่า ทั้งนี้การสังเกตอาการภูมิแพ้อาหารแฝงนั้นให้คิดตามง่ายๆ ว่า เวลาที่เรารับประทานอาหารเข้าไปแล้ว ถ้าเป็นผู้สูงอายุที่ปกติ อาหารที่บริโภคเข้าไปจะสามารถย่อยได้ แต่ถ้าเป็นกลุ่มของอาหารที่กระตุ้นภูมิแพ้แฝงอย่าง นมวัวที่คนทั่วโลกแพ้ร้อยละ 84 นั้น นอกจากจะไม่ย่อย หรือร่างกายไม่สามารถใช้พลังงานดังกล่าวได้แล้ว ยังทำให้ระบบลำไส้แปรปรวน และการย่อยแปรปรวนร่วมด้วยเช่นกัน หากถ้าหากเป็นไมเกรนแล้ว เกิดภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง ก็จะทำให้อาการปวดหัวเรื้อรัง หรือถ้าไอก็จะไอรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีการของผื่นแดงคัน อย่างที่เรียนไว้ข้างต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หลังจากที่ผู้สูงอายุเข้ารับการตรวจหาภูมิแพ้อาหารแฝงในร่างกาย โดยการเจาะเลือดแล้ว เราก็วิเคราะห์จากผลเลือดในห้องแล็บผ่านรูปของกราฟข้อมูล กระทั่งนำมาสู่การปรับไลฟ์สไตล์ของการบริโภคอาหารให้ถูกต้องแม่นยำ ในแต่ละคน กระทั่งอาการป่วยเริ่มดีขึ้น ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ในการปรับอาหาร กลุ่มของผู้ที่มีการแพ้อาหารแฝง โดยสังเกตง่ายๆ ว่าผิวพรรณของผู้ป่วยเริ่มดีขึ้น ไม่มีผดผื่นคันตามร่างกายและลำไส้ทำงานได้ปกติ ระบบขับถ่ายดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างว่าหากการตรวจเลือด กระทั่งทราบว่าผู้สูงอายุท่านนั้นแพ้อาหารชนิดใด (การตรวจวัดการแพ้อาหารอาหารแฝง จะแบ่งเป็นกราฟ 3 ระดับ คือ แดง, เหลือง, เขียว เช่น หากสีเขียวความหมายคือรับประทานอาหารชนิดนั้นได้ แต่สีแดงรับประทานไม่ได้ หรือสีเหลืองสามารถรับประทานได้บ้างแต่ไม่มาก) เช่น แพ้แป้งสาลีที่ใช้ทำเบเกอรี่และขนมปังต่างๆ นั้น เราก็จะปรับให้ผู้รับบริการหันไปรับประทานขนมปัง ที่ทำจากแป้งชนิดอื่น อาทิ แป้งควินัว หรือแป้งที่ทำจากเมล็ดบักวีต (ธัญพืชชนิดหนึ่ง) โดยเราจะทดลองให้รับประทานขนมปังจากแป้งทางเลือกดังกล่าวประมาณ 1-2 เดือน จากนั้นก็จะให้กลับมากินขนมปังจากแป้งสาลีอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยที่เราไม่ได้บอกว่าจะต้องงดแป้งสาลีไปเลย (เนื่องจากสารอาหารบางชนิดที่แพ้ ร่างกายของเราต้องการ และยังสามารถรับประทานได้บ้าง) หรือถ้าหากผู้ป่วยมีอาการแพ้อาหารที่รุนแรงมาก เราก็จะแนะนำให้กินอาหารอื่นเพื่อชดเชย เพื่อเพิ่มปริมาณสารอาหารที่ผู้ป่วยแพ้แต่ก็ควรจะได้รับ ในส่วนของผู้สูงอายุที่แพ้นมวัว ก็จะปรับให้รับประทานนมจากถั่วอัลมอนด์ หรือนมจากถั่วเหลือง กระทั่งนมควาย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30759</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิติมา หัตถีรัตน์, คุณภาพชีวิต, ดิวาลี เซ็นเตอร์, รศ.ดร.สิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา, อาจารย์พิมพ์ใจ นัยโกวิท, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c810b4c9499b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
