<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 19:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 19:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เผยยอดใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าทั้ง FTA และ GSP เพิ่มขึ้น 36%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ในช่วง 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่า 46,394.36 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.23% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 77.30% ของการได้รับสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับการส่งออกที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แบ่งเป็นการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA มูลค่า 44,178.04 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.30% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 78.17% และการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP มูลค่า 2,216.32 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 34.98% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 63.30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA พบว่า ตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาเซียน มูลค่า 15,409.35 ล้านเหรียญสหรัฐ 2.จีน มูลค่า 14,773.87 ล้านเหรียญสหรัฐ 3.ออสเตรเลีย มูลค่า 4,893.99 ล้านเหรียญสหรัฐ 4.ญี่ปุ่น มูลค่า 4,072.09 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 5.อินเดีย มูลค่า 2,645.32 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกรอบความตกลง FTA ที่มีอัตราการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไทย-เปรู 100% 2.อาเซียน-จีน 93.84% 3.ไทย-ญี่ปุ่น 79.12% 4.อาเซียน-เกาหลี 72.51% และ 5.ไทย-ชิลี 70.67%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยการใช้สิทธิ์ FTA สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยไทย-เปรู เพิ่ม 132.51% อาเซียน-อินเดีย เพิ่ม 55.72% อาเซียน เพิ่มขึ้น 42.70% อาเซียน-จีน เพิ่ม 32.47% เป็นต้น และหลายตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวหลังจากหดตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ไทย-อินเดีย เพิ่ม 4.91% และอาเซียน-ญี่ปุ่น เพิ่ม 3.89%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูง ประกอบไปด้วยสินค้าหลากหลาย ทั้งสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร เครื่องดื่ม และเกษตร เช่น แผ่นและแถบทำด้วยอะลูมิเนียม (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำหรือชุบด้วยเงิน (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เครื่องปรับอากาศ (อาเซียน) ทุเรียนสด (อาเซียน-จีน) ผลไม้ เช่น ฝรั่ง มะม่วง มังคุด (อาเซียน-จีน) โพลิไวนิลคลอไรด์ (อาเซียน-อินเดีย) ปลาซาร์ดีนปรุงแต่ง (อาเซียน-ญี่ปุ่น) เครื่องซักผ้าเกิน 10 ก.ก. (อาเซียน-เกาหลี) ถุงมือยาง (ไทย-ชิลี) เครื่องแต่งกายและของที่ใช้ประกอบกับเครื่องแต่งกาย (ไทย-เปรู) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติกล่าวว่า การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP ทั้ง 4 ระบบ ได้แก่ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย และเครือรัฐเอกราชและนอร์เวย์ พบว่า ตลาดส่งออกที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิ์มากที่สุด คือ สหรัฐฯ มีการใช้สิทธิ์มูลค่า 1,973.21 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 43.16% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 66.30% รองลงมา คือ สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 153.91 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 9.56% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 38.78% รัสเซียและเครือรัฐเอกราช มูลค่า 79.83 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.68% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 70.88% และนอร์เวย์ มูลค่า 9.37 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 6.40% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 59.97%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้าส่งออกที่มีการใช้สิทธิ์สูง เช่น มะพร้าวปรุงแต่ง ซอสปรุงรส น้ำ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารปรุงแต่ง สับปะรดกระป๋อง กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ เนื้อปลาแบบฟิลเล สด แช่เย็น แช่แข็ง ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด ของผสมของสารที่มีกลิ่นหอมชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารหรือเครื่องดื่ม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116944</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, GSP, การส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA), กีรติ รัชโน, ภาษีศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fc96e5b373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เตือนส่งออก &#039;มัน&#039; ไปจีน เข้มงวดป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศที่ขนส่งมันสำปะหลังจากไทยไปจีน ควรมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือของตนปราศจากเชื้อโควิด-19 เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างกันเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง หลังจากที่ได้รับแจ้งข้อกังวลของภาคเอกชนเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ณ ท่าเรือปลายทางของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือใหญ่เดินทะเลที่ขนส่งสินค้ามันสำปะหลังจากไทยไปจีน ที่ไม่มีใบรับรองการตรวจโควิด-19 อาจถูกปฏิเสธให้เรือเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้า ณ ท่าเรือปลายทางของจีนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับแนวทางการป้องกันปัญหา กรมฯ ได้ประสานภาคเอกชน หากพบการติดเชื้อของพนักงานที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต ให้เร่งคัดแยกผู้ติดเชื้อออก และดำเนินการภายใต้มาตรการบับเบิลแอนด์ซีล (Bubble and Seal) โดยเคร่งครัด รวมทั้งให้พนักงานมีการตรวจสอบการติดเชื้อโดยวิธี ATK (Antigen Test Kit) เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าทีที่เกี่ยวข้องในกระบวนการส่งออกจะปลอดจากเชื้อโควิด-19 เพราะในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตรต้องเพิ่มความเข้มงวดการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ในทุกขั้นตอนของกระบวนการส่งออก
ทั้งนี้ ในส่วนของเรือใหญ่เดินทะเลที่ลูกค้าปลายทางเป็นผู้จัดหามาเองนั้น กรมฯ แนะนำให้ผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือปราศจากการติดเชื้อโควิด-19 ในการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังทุกตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีน เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธการเทียบท่า ณ เมืองปลายทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในช่วง 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกสินค้ามันสำปะหลังรวม 6.361 ล้านตัน มูลค่า 2,330.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 43% และ 48% ตามลำดับ เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณส่งออกรวม 4.441 ล้านตัน มูลค่า 1,573.38 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115374</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศ, มันสำปะหลัง, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077ea4f39b85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 23:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 23:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ยันการจัดหาส่งมอบข้าวจีทูจีโปร่งใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า วิธีการจัดหาข้าวและส่งมอบภายใต้สัญญา G to G ในปัจจุบันโดยรัฐบาลมอบสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยดำเนินการไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และเป็นสิ่งที่ได้ดำเนินการมาช้านานหลายยุคหลายสมัยในหลายรัฐบาลที่มีการขายข้าว G to G มา 20 กว่าปีแล้ว&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการตาม &amp;ldquo;แนวทางปฏิบัติในการเจรจาและการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (Government to Government : G to G)&amp;rdquo; ที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 และคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแนวทางปฏิบัติฯ ดังกล่าวเมื่อวันที่&amp;nbsp;4 กุมภาพันธ์ 2563 โดยแนวทางปฏิบัติฯ มีที่มาตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอเรื่อง &amp;ldquo;มาตรการป้องกันการทุจริต กรณีการค้าระหว่างประเทศแบบรัฐต่อรัฐ จากโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ&amp;rdquo; และกรมการค้าต่างประเทศได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวสำหรับใช้เป็นแนวทางในการขายข้าวแบบ G to G&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมติคณะกรรมการ นบข. ได้มอบหมายกรมการค้าต่างประเทศร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ปรับปรุงหรือจัดหาข้าวส่งมอบให้แก่รัฐบาลประเทศผู้ซื้อตามสัญญา G to G โดยให้กรมการค้าต่างประเทศ ทำข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ตามแบบข้อตกลงที่ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ซึ่งเหตุผลที่มอบสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เนื่องจากเงื่อนไขการส่งมอบข้าวในแต่ละสัญญา&amp;nbsp; มีรายละเอียดในการปฏิบัติที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญเฉพาะของผู้ที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ ในการส่งข้าวไปต่างประเทศ และสมาคมฯ เป็นองค์กรที่มีภารกิจหลักในการส่งออกข้าวโดยตรง&amp;nbsp; และมีสมาชิกที่มีความพร้อมในการส่งออกข้าว รวมทั้งมีศักยภาพในการรับประกันความเสี่ยงในการส่งมอบข้าวภายใต้สัญญา G to G อาทิ การเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวในตลาด ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สภาพอากาศที่ทำให้เกิดปัญหาส่งมอบข้าวล่าช้า ค่าเสียเวลาเรือและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลในหลายยุคหลายสมัยได้มอบกรมการค้าต่างประเทศร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจัดหาและส่งมอบข้าวแบบ G to G ให้ COFCO รัฐบาลจีน NFA รัฐบาลฟิลิปปินส์ และ BERNAS รัฐบาลมาเลเซีย เป็นต้น การที่ร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเนื่องจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยมีความคล่องตัวในการดำเนินการและการบริหารจัดการ หากรัฐมาดำเนินการจัดหาและส่งมอบข้าวเองจะใช้เวลาในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนอาจทำให้การส่งมอบล่าช้า ซึ่งคำสั่งซื้อข้าว G to G ส่วนใหญ่ต้องการการส่งมอบโดยเร็ว ที่ผ่านมา สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยสามารถส่งมอบข้าวให้แก่รัฐบาลผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น ทันตามกำหนดเวลา สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศผู้ซื้อ และรักษาชื่อเสียงของประเทศเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย อธิบายถึงการจัดเก็บค่าบริหารจัดการการส่งมอบข้าวแบบ G to G จากสมาชิกที่ได้รับการจัดสรรว่า สมาคมฯ ดำเนินการลักษณะนี้มาโดยตลอด เนื่องจากการส่งมอบข้าวแบบ G to G มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเกิดขึ้น ทั้งการใช้บุคลากรในการดูแลติดตาม ประสานงาน และจัดเตรียมเอกสารหลักฐานการส่งออก รวมทั้งการทำธุรกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการประกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการส่งมอบ เพื่อให้การส่งมอบข้าวในนามรัฐบาลไทยเป็นไปอย่างเรียบร้อย ทั้งนี้ การจัดเก็บค่าบริหารจัดการในแต่ละครั้งที่มีการส่งมอบข้าวแบบ G to G สมาคมฯ จะพิจารณาจากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และปริมาณ ซึ่งไม่ได้ใช้อัตราเดียวกันทุกครั้ง เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย สมาคมฯ จัดเก็บอัตราตันละ 30 บาท สำหรับการส่งมอบ COFCO ครั้งนี้ ซึ่งมีจำนวนเพียง 20,000 ตัน สมาคมฯ จึงจำเป็นต้องเก็บค่าบริหารจัดการเพิ่มขึ้นอยู่ที่อัตราตันละ 150 บาท เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งค่าบริหารจัดการที่คงเหลือสมาคมฯ ได้นำไปใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของสมาคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104051</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, กีรติ รัชโน, จีทูจีข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077ea4f39b85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยหารือผู้นำเข้าฟิลิปปินส์เร่งเจรจาส่งออกข้าวเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประชุมร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา จัดประชุมหารือกับผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกและตัวแทน ผู้กระจายสินค้า กว่า 22 ราย ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เป็นครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยกเลิกนโยบายการจำกัดการนำเข้าข้าวเชิงปริมาณและอนุญาตให้ผู้นำเข้าเอกชนสามารถนำเข้าข้าวได้อย่างเสรี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยให้แก่ผู้นำเข้า และผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในฟิลิปปินส์เพิ่มสูงขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2562 ด้วยปริมาณการนำเข้าข้าวสูงถึง 2.77 ล้านตัน และมีแนวโน้มว่าฟิลิปปินส์จะมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมค้าข้าวโลกต่อไปอีกในช่วง 2-3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในการประชุมครั้งนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานสถานการณ์การผลิตข้าวไทยให้ผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ทราบว่า ในปีนี้ไทยจะมีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวไทยลดลงในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้มากขึ้น และไทยยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาข้าวขาวพื้นนิ่มพันธุ์ กข 79 และ กข 87 ซึ่งคาดว่าจะสามารถออกสู่ตลาดได้ภายในระยะเวลา 1&amp;ndash;2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ข้าวในประเทศว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายการนำเข้าข้าว ส่งผลให้ตลาดข้าวในฟิลิปปินส์มีการแข่งขันกันมากขึ้น แต่ราคาข้าว ถือเป็นปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ซึ่งข้าวไทยมีราคาสูงกว่าข้าวจากประเทศอื่น เช่น อินเดียและเวียดนาม และกลุ่มผู้นำเข้ายังได้ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันผู้บริโภคข้าวฟิลิปปินส์ มีความนิยมการบริโภคข้าวขาวพื้นนุ่มที่มีราคาไม่แพง โดยเฉพาะข้าวใหม่ที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน เนื่องจากจะมีรสชาติอร่อยและนุ่มกว่าข้าวเก่า และผู้บริโภคฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เห็นว่าข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพที่มีรสชาติดี แต่มีราคาสูงเมื่อเทียบกับข้าวจากแหล่งอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กลุ่มผู้นำเข้าได้เสนอให้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายข้าวไทยในฟิลิปปินส์ เช่น การจัดกิจกรรม Instore Promotion ในห้างสรรพสินค้าหรือห้างค้าปลีก โดยในช่วงแรกเสนอให้มีการลดราคาข้าวไทย เพื่อให้ผู้บริโภคฟิลิปปินส์ได้ลองชิมรสชาติข้าวไทย และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้สูงขึ้น โดยผู้นำเข้าฟิลิปปินส์มีความยินดีที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยในการจัดกิจกรรมดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ในฐานะเซลล์แมนประเทศ มีแผนจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการข้าวไทยในกลุ่มผู้บริโภคฟิลิปปินส์ คาดว่าจะสามารถดำเนินกิจกรรมดังกล่าวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3&amp;ndash;4 หลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการหารือกับผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563&amp;ndash;2567 ภายใต้หลักการ &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; ซึ่งเป็นนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้เน้นการพัฒนาข้าวไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดและปรับบทบาทของทูตพาณิชย์ในฐานะเซลล์แมนประเทศให้ทำงานเชิงรุกและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น และในระยะต่อไป กรมฯ มีแผนหารือกับบังกลาเทศ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้ข้าวไทยมีส่วนแบ่งในตลาดเป้าหมายเพิ่มขึ้นต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103430</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ฟิลิปปินส์, ส่งออกข้าวไทย, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4b7976e4f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ยิ้มออกค้าชายแดนไตรมาสแรกโต 19.31% มาเลเชียยังเป็นคู่ค้าอันดับ 1</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่ารวม 383,576 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.31% ซึ่งเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับการส่งออกในภาพรวม แบ่งเป็นการส่งออก 225,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.50% และการนำเข้า 157,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.65% ได้ดุลการค้า 68,385 ล้านบาท และหากแยกเฉพาะการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซีย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา มีมูลค่า 222,720 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.57% แบ่งเป็นการส่งออก 136,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.07% และนำเข้า 86,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.83% และการค้าผ่านแดนประเทศเพื่อนบ้านไปจีน สิงคโปร์ เวียดนาม และอื่นๆ มีมูลค่า 160,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.06% แบ่งเป็นการส่งออก 89,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.08% และนำเข้า 71,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.03%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ในส่วนของการค้าชายแดน พบว่า มาเลเซียเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้า 145,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.74% รองลงมา คือ สปป.ลาว มีมูลค่าการค้า 144,415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.00% กัมพูชามีมูลค่าการค้า 47,554 ล้านบาท ลดลง 3.76% และเมียนมา มีมูลค่าการค้า 45,739 ล้านบาท ลดลง 7.07% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปตลาดมาเลเซีย ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ และรถยนต์และส่วนประกอบ ตลาด สปป.ลาว ได้แก่ ทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป น้ำมันดีเซล และรถยนต์นั่ง ตลาดกัมพูชา ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ตลาดเมียนมา ได้แก่ น้ำมันดีเซล เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องเทศและสมุนไพร สินค้านำเข้าสำคัญจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและวัตถุดิบต่างๆ เช่น ผัก ธัญพืช สัตว์น้ำ เทปแม่เหล็ก ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เชื้อเพลิง (ไฟฟ้า) และอะลูมิเนียม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการค้าผ่านแดน จีนยังเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้า 67,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.14% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มีมูลค่าการค้า 26,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.95% เวียดนาม มีมูลค่าการค้ารวม 16,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.39% และประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีมูลค่าการค้า 51,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.71% โดยสินค้าส่งออกสำคัญไปจีน ได้แก่ ยางพารา ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แห้ง และผลิตภัณฑ์ยาง สิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า เวียดนาม ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด สินค้านำเข้าสำคัญจากจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและวัตถุดิบขั้นกลางต่างๆ เช่น พืชและผลิตภัณฑ์ สินค้าชิ้นส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า สารหอมระเหย และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับสถานการณ์การเปิดทำการจุดผ่านแดนเพื่อการขนส่งสินค้า ณ วันที่ 1 เม.ย.2564 ไทยเปิดทำการจุดผ่านแดนทั้งสิ้น 46 แห่ง เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนก.พ.2564 จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วยด้านชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดตราด 1 แห่ง คือ 1.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านมะม่วง และด้านชายแดนไทย-เมียนมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน 5 แห่ง คือ 1.จุดผ่อนปรนการค้าห้วยต้นนุ่น 2.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านเสาหิน 3.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านแม่สามแลบ 4.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านห้วยผึ้ง และ 5.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านน้ำเพียงดิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนได้เพิ่มขึ้น

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101632</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, กีรติ รัชโน, ค้าชายแดนไตรมาส 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fc96e5b373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการค้าต่างประเทศออก 6 มาตรการช่วยผู้นำเข้า-ส่งออกช่วงโควิดระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เมษายน 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ว่า กรมฯ ได้เดินหน้า 6 มาตรการหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ช่วยบรรเทาผลกระทบให้แก่ผู้ประกอบการ และเป็นการปฏิบัติตามนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคม รวมทั้งลดความเสี่ยง ความแออัด และความจำเป็นในการเดินทางมายังกรมฯ โดยได้ใช้ประโยชน์จากระบบการให้บริการแบบดิจิทัลที่กรมฯ มีอยู่ และยังเป็นบริการที่อยู่ภายใต้ 85 รายการของบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวของกระทรวงพาณิชย์ (MOC Online One Stop Service) ที่เป็นการดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทั้ง 6 มาตรการ ได้แก่ 1.ขยายเวลาวันหมดอายุสำหรับบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้าและบัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจ ที่จะหมดอายุในช่วงระหว่างวันที่ 15 เม.ย.-31 ก.ค.2564 ออกไปอีก 3 เดือน โดยอัตโนมัติ 2.อนุญาตให้ผู้ประกอบการส่งคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้าที่มีมาตรการควบคุมการส่งออก-นำเข้าผ่านทางไปรษณีย์ พร้อมสามารถตรวจสอบผลการพิจารณาและเลขทะเบียนผ่านระบบลงทะเบียนผู้ประกอบการออนไลน์ของกรมฯ (Registration Database) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 3.เชิญชวนให้ผู้ประกอบการเลือกใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form D) หรือการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (ASEAN Wide Self Certification: AWSC) สำหรับการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนแทนการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบกระดาษ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ระบบการลงลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ (ESS) ซึ่งสะดวกและรวดเร็ว เพื่อลดการสัมผัสกระดาษและลดระยะเวลาที่ใช้ในการรับบริการ ทั้งนี้ สำหรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทั่วไป (C/O ทั่วไป) ให้ผู้ประกอบการประสานผู้นำเข้าปลายทางเพื่อยกเว้นการขอ C/O ทั่วไปสำหรับการผ่านพิธีการศุลกากรในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เพิ่มการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้าแบบไร้เอกสาร (Paperless) โดยกรมฯ ได้เชื่อมโยงข้อมูลหนังสือสำคัญฯ กับกรมศุลกากรผ่านระบบ National Single Window (NSW) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบพิธีการทางศุลกากร โดยไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารแบบกระดาษอีกต่อไป และ 6.อนุญาตให้ผู้ประกอบการใช้แบบฟอร์มรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองตามที่กรมฯ กำหนดมายื่นประกอบการขอรับหนังสือรับรองแสดงการได้สิทธิชำระภาษีตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ในช่วงระหว่างวันที่ 15 เม.ย.-31 ก.ค.2564 กรณีที่ผู้ประกอบการไม่สามารถนำ C/O จากประเทศต้นทางมาแสดงได้เนื่องจากประเทศต้นทาง Lockdown&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติกล่าวว่า ในส่วนของมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมฯ ได้จัดทำระบบ Timeline a Day Report ให้เข้าไปกรอกข้อมูล การเดินทาง และกิจกรรมที่ได้ดำเนินการในแต่ละวัน เช่น สถานที่ที่ไปทำกิจกรรม ช่วงเวลา และรูปแบบ การเดินทาง เป็นต้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการติดตามและกำกับดูแลเพื่อลดโอกาสของเจ้าหน้าที่ในการเข้า พื้นที่เสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการว่า กรมฯ ได้คำนึงความปลอดภัยในการให้บริการอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้มีการแบ่งชุดเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านบริการเป็นทีม A B C สลับกันมาปฏิบัติงาน เพื่อลดความเสี่ยงกรณีมีผู้ติดเชื้อและต้องกักตัว จึงมั่นใจได้ว่างานบริการสำหรับผู้ประกอบการยังดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ติดขัดในช่วงการแพร่ระบาดรอบใหม่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการที่มีคำถามหรือข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักบริการการค้าต่างประเทศ โทร 0 2547 4830 และ 0 2547 4838 หรือ เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และสายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99566</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, อำนวยความสะดวกทางการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077ea4f39b85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้าชายแดนม.ค.ฟื้นยอดเทรด 1.2แสนล้านโต21.90% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย เดือนม.ค.2564 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 128,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.90% แบ่งเป็นการส่งออก 74,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.91% และการนำเข้า 54,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.02% ได้ดุลการค้า 19,801 ล้านบาท และหากแยกเฉพาะการค้าชายแดนชายแดน มีมูลค่า 72,224 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.81% และการค้าผ่านแดน มูลค่ารวม 56,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.69% ซึ่งเป็นการขยายตัวเป็นบวก 2 เดือดติดต่อกันนับจากธ.ค.2563 และยังสอดคล้องกับทิศทางการส่งออกที่ขยายตัวเป็นบวก 2 เดือนเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากดูรายละเอียดการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา) ที่มีมูลค่า 72,224 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.81% พบว่า มาเลเซียยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้า 26,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.65% รองลงมา คือ สปป.ลาว มูลค่า 16,771 ล้านบาท ลดลง 8.13% เมียนมา มูลค่า 13,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.90% และกัมพูชา มูลค่า 15,063 ล้านบาท ลดลง 3.90% โดยสำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปมาเลเซีย ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สปป.ลาว ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ และรถยนต์นั่ง เมียนมา ได้แก่ เครื่องเทศและสมุนไพร รถจักรยานยนต์ และปูนซิเมนต์ กัมพูชา ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รถยนต์นั่ง และรถจักรยานยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการค้าผ่านแดนประเทศเพื่อนบ้านไปตลาดจีน สิงคโปร์ เวียดนาม และประเทศอื่นๆ มีมูลค่ารวม 56,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.69% โดยจีนเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 22,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.91% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มูลค่า 8,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.99% เวียดนาม มูลค่า 5,926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.45% และประเทศอื่นๆ มูลค่า 19,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.44% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปจีน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลำไยแห้ง และยางพารา สิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า และเวียดนาม ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์อื่นๆ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติ กล่าวว่า แนวโน้มการค้าชายแดนและผ่านแดน คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพราะล่าสุด ณ สิ้นเดือนก.พ.2564 มีการเปิดทำการจุดผ่านแดนเพื่อการขนส่งสินค้าทั้งสิ้น 40 แห่ง เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนม.ค.2564 จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วยด้านชายแดนไทย-เมียนมา 3 แห่ง คือ 1.จุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี 2.จุดผ่อนปรนการค้าด่านพระเจดีย์สามองค์ (จุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว) จ.กาญจนบุรี และ 3.จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ และด้านชายแดนไทย-กัมพูชา จ.จันทบุรี 2 แห่ง คือ 1.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านซับตารี และ 2.จุดผ่อนปรนการค้าบ้านสวนส้ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้ขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ช่วยเร่งรัดการเปิดทำการจุดผ่านแดนเพื่อการขนส่งสินค้าเพิ่มอีก 3 แห่ง ตามข้อเสนอภาคเอกชนในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2564 ประกอบด้วย 1.จุดผ่านแดนถาวรบ้านปากแซง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี 2.จุดผ่านแดนถาวร อ.เชียงคาน จ.เลย และ 3.จุดผ่านแดนถาวรด่านท่าเสด็จ (ท่าเรือหายโศก) อ.เมืองหนองคาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการค้าชายแดนและผ่านแดนในปี 2564 ตั้งเป้ามูลค่า 1.36-1.40 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3-6% โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ ความคืบหน้าในการพัฒนาและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศเพื่อนบ้าน ยกเว้นเศรษฐกิจเมียนมาที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา แต่ปัจจุบันสถานการณ์ในเมียนมา ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนอย่างมีนัยสำคัญ และผู้ประกอบการไทยยังสามารถทำการขนส่งสินค้าผ่านด่านชายแดนไทย-เมียนมาได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96086</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, การค้าชายแดน, กีรติ รัชโน, ม.ค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604ecbc8baf48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
