<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111508</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันเกษตรกร: บทเรียนจากอุตสาหกรรมกีวี ประเทศนิวซีแลนด์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากบทความก่อนหน้านี้ที่ผู้เขียนได้นำเสนอว่า &amp;ldquo;ความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรไทยจะเป็น &amp;ldquo;จุดคานงัด&amp;rdquo; นำพาภาคเกษตรไทยออกจากวังวนของวิกฤตได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;บทความนี้จึงขอนำเสนอการถอดบทเรียนกรณีศึกษาการพัฒนาสถาบันเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ จนได้สถาบันเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับการขับเคลื่อนการพัฒนาสถาบันเกษตรกรของไทย &amp;nbsp;โดยขอยกตัวอย่างของสินค้ากีวีในนิวซีแลนด์ ซึ่งสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื้อหาในบทความนี้ถอดความมาจากรายงาน โครงการวิจัย &amp;ldquo;ผลกระทบระยะยาวของการขยายกิจการของผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ต่างชาติ&amp;rdquo; ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมีผู้เขียนเป็นหัวหน้าโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การปลูกกีวีในนิวซีแลนด์เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1904 &amp;nbsp;การค้าผลผลิตในประเทศเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังต้นทศวรรษ 1940 &amp;nbsp;จนมีการส่งออกผลกีวีครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1952 ส่งออกไปยังประเทศสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย โดยสหพันธ์ผู้ปลูกผลไม้แห่งนิวซีแลนด์ (New Zealand Fruit Growers Federation) ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 1916 จนการส่งออกได้ขยายตัวอย่างมากหลังจากนั้น &amp;nbsp; จากรายงาน World&amp;rsquo;s Top Export ปี ค.ศ. 2019 &amp;nbsp; ในบรรดาผู้ส่งออกผลกีวีรายใหญ่ของโลกในปี ค.ศ. 2018 อันประกอบด้วย นิวซีแลนด์ อิตาลี เบลเยียม และชิลี &amp;nbsp;นิวซีแลนด์มีส่วนแบ่งการตลาดการส่งออกกีวีวัดจากมูลค่าของการส่งออกสูงเกือบร้อยละ 50 ของการส่งออกรวมทั้งหมด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี เส้นทางความสำเร็จในการส่งออกผลผลิตกีวีของนิวซีแลนด์จนถึงปัจจุบัน ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่ต้องประสบวิกฤตการณ์ด้านราคามาแล้ว 2 รอบ เหตุการณ์ครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 อุตสาหกรรมต้องเผชิญกับราคาตกต่ำ จากราคา $7.84 ต่อถาดในปี ค.ศ. 1981 ลดเหลือเพียง $3.00 ต่อถาด ในปี ค.ศ. 1987 &amp;nbsp;ชาวสวนจำนวนมากต้องประสบกับการขาดทุน เนื่องจากการขยายการผลิตจนเกิดผลผลิตส่วนเกินและค่าเงินนิวซีแลนด์ที่แข็งตัวขึ้นในปี ค.ศ. 1987 &amp;nbsp;จนนำไปสู่การปรับรื้อโครงสร้างการอุตสาหกรรมการส่งออกกีวีครั้งแรกในปี ค.ศ. 1989 และถัดมาจนถึงฤดูกาลเพาะปลูก 1992/1993 ความผิดพลาดในการบริหารจัดการและการกำกับดูแล นำไปสู่วิกฤตการณ์การส่งออกครั้งที่สอง จนต้องปรับรื้อโครงสร้างการดูแลการส่งออกกีวีอีกครั้ง เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น
ก. วิวัฒนาการของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีวี ประเทศนิวซีแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การขยายตัวอย่างยั่งยืนของการส่งออกกีวีของนิวซีแลนด์ เป็นผลจากการพัฒนาด้านสถาบันและการพัฒนาด้านองค์กรอย่างต่อเนื่อง ดังสรุปในรูป
&amp;nbsp;
รูปสรุปวิวัฒนาการของการพัฒนาด้านองค์กรการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีวี ประเทศนิวซีแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นทศวรรษ 1970 อุตสาหกรรมกีวีในนิวซีแลนด์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดการแย่งอำนาจกันระหว่างผู้ปลูกกับผู้ส่งออก ชาวสวนรู้สึกว่าผู้ส่งออกขาดประสิทธิภาพในการแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพื่อรองรับผลผลิตจำนวนมากที่ออกมา เรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการทำตลาด (Kiwi Fruit Board) &amp;nbsp; ฝ่ายผู้ส่งออกจำนวน 3 ราย จึงแก้ลำด้วยการร่วมกันก่อตั้ง Kiwifruit Export Promotion Committee (KEPC) ในปี ค.ศ. 1970 เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน และเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10 เซ็นต์ต่อถาด (6 เซ็นต์เรียกเก็บจากผู้ปลูก 4 เซ็นต์จากผู้ส่งออก) สำหรับใช้จ่ายสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกไปต่างประเทศ &amp;nbsp;ต่อมาในปี ค.ศ. 1974 ผู้ส่งออก 11 ราย ได้รวมตัวก่อตั้ง Kiwifruit Exporters Association (KEA) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ส่งออก &amp;nbsp;ในช่วงปี ค.ศ. 1973-1977 นี้ ราคาผลผลิตถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2.82 เหรียญเป็น 5.51 เหรียญต่อถาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี ก็เริ่มปรากฎสัญญาณการทำตลาดเชิงทำลาย ผู้ส่งออกขายตัดราคากันเองในตลาดต่างประเทศ ชาวสวนจึงออกมาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมากำกับดูแล &amp;nbsp;ขณะที่บริษัท ผู้ส่งออกคัดค้านข้อเรียกร้องนั้น &amp;nbsp;ในที่สุดในปี ค.ศ. 1977 โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. Primary Product Marketing Act 1953 ได้มีการจัดตั้ง New Zealand Kiwifruit Marketing Licensing Authority (KMLA) ทำหน้าที่ให้ใบอนุญาตผู้ส่งออก (อย่างจำกัดจำนวน) กำหนดและควบคุมมาตรฐานคุณภาพ การตลาด การบรรจุหีบห่อ และ การวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ถัดมาในปี ค.ศ. 1980 หน่วยงาน KMLA ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น New Zealand Kiwifruit Authority (NZKA) มีองค์ประกอบคือ ผู้แทนเกษตรกร 5 คน ผู้ส่งออก 2 คน และผู้แทนรัฐบาล 1 คน สะท้อนการประนีประนอมระหว่างชาวสวนกับผู้ส่งออก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้รับงบดำเนินงานจากค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บจากทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายผู้ส่งออก มีภารกิจหลัก คือ 1) กำหนดมาตรฐานคุณภาพ การแบ่งเกรด มาตรฐานหีบห่อ เพื่อให้กีวีสดส่งออกภายใต้มาตรฐานสูงสุดในทุกด้าน 2) ออกใบอนุญาตให้กับผู้ส่งออกอย่างจำกัดจำนวน ผู้ส่งออกจากจำนวน 14 รายลดเหลือแค่ 7 ราย 3) กำกับการทำตลาดในต่างประเทศ 4) ส่งเสริมผลผลิตในทุกตลาด และ 5) ประสานงานเพื่อยกระดับผลิตภาพของอุตสาหกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ราคาผลผลิตจากสวนเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 1982 หลังจากนั้นราคาก็กลับตกลง อันมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการปฏิบัติงานของ NZKA ทำให้ผู้ส่งออกขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเองและขาดศักยภาพในการแข่งขันในการเพิ่มคุณค่าของผลผลิตด้วยนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และปี ค.ศ. 1988 จึงเกิดวิกฤตการณ์ราคากีวี เนื่องจากผู้ส่งออก 7 ราย แข่งขันกันอย่างรุนแรงด้วยการลดราคา นำไปสู่การปรับโครงสร้างใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 1989 ด้วยการจัดตั้ง New Zealand Kiwifruit Marketing Board (NKZMB) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนเกษตรกร 4 คน ผู้แทนรัฐบาล 1 คน และผู้แทนภาคการค้า 3 คน มาแทนที่ NZKA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การปรับรื้อโครงสร้างของอุตสาหกรรมครั้งแรกนี้ เป็นผลจากการผลักดันของเกษตรกร ต้องการเปลี่ยนจากแนวปฏิบัติเดิมที่ใช้ระบบการตลาดเสรี &amp;ldquo;Free Market&amp;rdquo; มาเป็นการให้ NKZMB ผูกขาดการรับซื้อผลผลิตและการส่งออกผลผลิตแต่ผู้เดียว เรียกว่า Single Point of Entry (SPE) โดยอาศัยอำนาจตาม Primary Product Marketing Act 1953 และ Kiwifruit Marketing Regulations 1977 ให้อำนาจ NZKMB ในการผูกขาดการซื้อ กระจาย และทำการตลาดผลผลิตกีวีในตลาดต่างประเทศ (ยกเว้นตลาดส่งออกในออสเตรเลีย) ภายใต้ข้อผูกมัดที่ต้องรับซื้อผลผลิตทั้งหมดที่ได้มาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด โดยเลี้ยงตัวเองได้โดยนำรายได้จากธุรกิจมาใช้ในการดำเนินงาน การปรับโครงสร้างครั้งนี้คาดหวังให้ชาวสวนมีส่วนร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีวีไปเป็นธุรกิจระดับโลก โดยการลงทุนอย่างสอดประสานกันในด้านการสร้างตราสินค้า การตลาด การควบคุมคุณภาพ และการวิจัยและพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จนถึงฤดูกาล 1992/1993 ราคาขายในตลาดยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดลดลง ทำให้ NZKMB ซึ่งทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้ากับเกษตรกร ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง จนรัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซง และเข้ามาทบทวนการทำงาน NZKMB และสถานะของอุตสาหกรรม นำไปสู่การปรับรื้อครั้งใหญ่ใน 3 ด้าน คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวแทนของเกษตรกร &amp;nbsp;ภายใต้โครงสร้างเดิม เกษตรกรแสดงความเห็นและความต้องการผ่านผู้แทนของตนที่เป็นกรรมการใน NZKMB และในสหพันธ์ Fruit Growers Federation เกษตรกรมีอำนาจในการกำกับทิศทางของอุตสาหกรรมค่อนข้างน้อย ในปี ค.ศ. 1994 จึงมีการจัดตั้ง New Zealand Kiwifruit Growers Incorporated (NZKGI) เป็นสถาบันเกษตรกรที่จะขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมมีความั่นคงและยั่งยืน ปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองและทางการค้าของเกษตรกร โดยมีงบดำเนินงานจากการจัดเก็บ 1 เซ็นต์ต่อถาด ($0.0028/kg) จากผลผลิตที่ส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงสร้างการตลาด นำไปสู่ข้อเสนอแนะให้แยก NZKMB ออกเป็น 2 ส่วนงาน หน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่ด้านกำกับดูแล และอีกหน่วยงานทำหน้าที่ด้านการตลาดและการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทิศทางกลยุทธ์ แยกหน้าที่การกำกับดูแลตามกฎหมายออกจากหน้าที่ด้านการตลาดและการค้า โดยหน่วยงานที่ทำหน้าการตลาดและการค้าจะต้องดำเนินงานเป็นแบบธุรกิจ จำหน่ายผลผลิตกีวีภายใต้ตราสินค้า Zespri&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในที่สุด ในปี ค.ศ. 2000 NZKMB ถูกแยกเป็น 2 ส่วน โดยใช้อำนาจตามกฎหมาย Kiwifruit Industry Restructuring Act 1999 และ Kiwifruit Export Regulations 1999 &amp;nbsp;ภารกิจด้านการค้าขายถูกผนวกรวมกับบริษัท Zespri International ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยชาวสวน ส่วนของการกำกับดูแลอุตสาหกรรม ตกอยู่กับ Kiwifruit New Zealand (KNZ) โดยงบประมาณจะได้จาก Zespri ตามที่จ่ายจริง (at cost) ทั้งนี้ คณะกรรมการ KNZ Board ประกอบด้วย ประธาน เป็นผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับอุตสาหกรรมกีวี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรี ผู้แทนชาวสวน 3 คน กรรมการอิสระ 2 คนแต่งตั้งโดยรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข. ปัจจัยความสำเร็จของสถาบันเกษตรกรกีวีของนิวซีแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปรับรื้อเชิงโครงสร้างและองค์กร ภาคเอกชนทั้งเกษตรกรและผู้ส่งออก เป็นผู้ที่มีบทบาทหลักร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยรัฐบาลทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกและดูแลด้านกฎหมายตามการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรและสถาบัน &amp;nbsp;เกษตรกรรวมตัวกันเกิดความเข้มแข็ง นำไปสู่การจัดตั้งสถาบันเกษตรกร New Zealand Kiwifruit Growers Incorporated (NZKGI) ซึ่งมีส่วนเข้าไปกำกับดูแลและควบคุมธุรกิจการค้า การตลาด และการส่งออก เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน องค์กรของรัฐ &amp;nbsp;KNZ Board ทำหน้าที่เพียงให้การสนับสนุนในการกำกับดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้กระบวนการปรับเปลี่ยนได้ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในทุกจุดของห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงการสร้างขีดความสามารถในการตลาดและการขายในตลาดต่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่การเพาะปลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำ ผู้นำในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมกีวี ทำงานเชิงรุก และมีความเป็นผู้นำสูง ให้ความสำคัญกับการตลาด การทำงานให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ และวัฒนธรรมของการร่วมมือกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวของอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำตลาดส่งออกเชิงรุก บริษัท Zespri International ซึ่งรับผิดชอบการส่งออกกีวี ได้ตั้งสำนักงานในประเทศที่เป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ และแสวงหาช่องทางการค้าและจัดจำหน่ายในต่างประเทศด้วยตนเอง ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะผู้นำเข้าท้องถิ่นในต่างประเทศ ลดอำนาจต่อรองของผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศและแรงกดดันจากกีวีของคู่แข่งชาติอื่น เช่น การตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศเบลเยี่ยมเพื่อดูแลตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของกีวีนิวซีแลนด์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นวัตกรรม ในระยะแรกพึ่งพางานวิจัยจากหน่วยงานภายนอก เช่น สถาบันการศึกษา แต่ต่อมา หันมาทำวิจัยที่คิดจากความต้องการของผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมกีวี เพื่อให้งานวิจัยเกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอย่างแท้จริง โดยงานวิจัยจะเน้นงานที่สนับสนุนยุทธศาสตร์การตลาดที่ต้องการสร้างความแตกต่างในตลาดโลก ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลด้าน R&amp;amp;D &amp;nbsp;ทั้งนี้ การวิจัยและพัฒนาในแต่ละปี มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1% ของมูลค่าการส่งออก ตัวอย่างงานวิจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมตั้งแต่&amp;nbsp;
ค.ศ. 1980 ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
o&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Integrated Pest Management (IPM) เป็นการพัฒนายาพ่นป้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
o&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;KiwiGreen Programe เป็นโครงการที่ต่อยอดจาก IPM เพื่อให้ได้ผลผลิตปลอดภัยยิ่งขึ้น ประกอบด้วยการติดตามสถานการณ์ศัตรูพืช การกำกับการใช้ยาฆ่าแมลงเท่าที่จำเป็นจริง ๆ กำหนดให้สารตกค้างเหลือแค่ร้อยละ 5 ของค่ามาตรฐาน International Codex&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
o&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Post Harvest Operation Technology พัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการคัดแยก การบรรจุ การรักษาอุณหภูมิ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
o&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;New Products: Zespri Gold เป็นการพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตมีสีเหลืองทองซึ่งโดดเด่นด้านรสชาติที่หวานและชุ่มฉ่ำ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เสริมตลาดเดิม เป็นทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภค ไม่ใช่ไปทดแทนผลผลิตพันธุ์ Green ที่มีอยู่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
o&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนาตราสินค้า Zespri และการสร้างความเข้มแข็งให้กับตราสินค้าอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่า พัฒนาการสื่อสารแบบเปิดกว้าง โดยให้ความสำคัญกับความเป็นเจ้าของและการกำกับดูแลห่วงโซ่คุณค่าที่จะต้องตกอยู่ในการควบคุมของคนนิวซีแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การวิจัยตลาดและการกระจายข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลด้านการตลาดได้รับการถ่ายทอดตลอดห่วงโซ่อุปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกำหนดมาตรฐานคุณภาพการส่งออก อาศัยความสามารถของ NZKMB ในการกำกับมาตรการควบคุมคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ Traceability Systems ซึ่งติดตามการเคลื่อนย้ายพาเลทที่ลงทะเบียนที่ใช้ขนย้ายผลผลิต ทั้งนี้ อุตสาหกรรมกีวีสร้างความโดดเด่นในตัวสินค้าด้วยการใช้ข้อกำหนดคุณภาพผลผลิตส่งออกของตนที่มีความเข้มข้นสูงกว่าข้อกำหนดที่ใช้ในระดับนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยงานหรือองค์กรที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม จะถูกตรวจสอบอย่างจริงจังโดยผู้ตรวจสอบอิสระอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค. สรุป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดเปลี่ยนที่สำคัญของการปรับโครงสร้างธุรกิจกีวีในนิวซีแลนด์ คือ การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งที่สอง ซึ่งมีการสร้างสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งพร้อมๆไปกับการปรับโครงสร้างกฎหมายและกฎระเบียบ &amp;nbsp; จนนำไปสู่การแยกบทบาทหน้าที่ทางธุรกิจออกจากองค์กรของรัฐ สถาบันเกษตรกรรับ &amp;ldquo;บทนำ&amp;rdquo; ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและการดำเนินการทั้งด้านการผลิตและการค้า ส่วนรัฐรับบทบาทเป็นเพียงผู้ให้กับสนับสนุน (Facilitator) และกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111508</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีวี, ความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2018 22:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2018 22:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวกรองเผย วัยรุ่นกีวีพยายามลอบปลงพระชนม์ควีนอังกฤษ 37 ปีก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เอกสารข่าวกรองของนิวซีแลนด์เผย วัยรุ่นโรคจิตเคยพยายามลอบปลงพระชนม์ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ระหว่างเสด็จฯ เยือนนิวซีแลนด์เมื่อปี 2524&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;ตำรวจนิวซีแลนด์ปิดบังเรื่องนี้ไว้นาน 37 ปี นับแต่ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จเยือน ภาพ Getty Images / Dailymail.co.uk&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกสารของหน่วยข่าวกรองความมั่นคงนิวซีแลนด์ (เอสไอเอส) ที่นำออกมาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม 2561 ระบุว่า คริสโตเฟอร์ ลูอิส ซึ่งขณะก่อเหตุในปี 2524 อายุ 17 ปี ยิงปืน 1 นัดเข้าใส่ขบวนรถพระที่นั่งของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ขณะเสด็จฯ เยือนเมืองดะนีดินในเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนตุลาคม 2524 เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ สมาชิกราชวงศ์อังกฤษสอบถามเรื่องที่ได้ยินเสียงปืน แต่ตำรวจทูลรายงานว่าเป็นเสียงระเบิดของดอกไม้ไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูอิสผู้ก่อเหตุโดนตำรวจจับไม่นานหลังจากนั้น จากความผิดใช้อาวุธปล้น และเขาสารภาพว่าเป็นผู้ที่ยิงปืนเข้าใส่ขบวนเสด็จฯ ของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ตำรวจระบุว่า เขามีอาการประสาทหลอน โดยคิดว่าตัวเองอยู่ในโลกแห่งความฝัน จากการเข้าตรวจค้นอาคารที่เขาให้การว่าใช้เป็นจุดที่ยิงปืน ตำรวจพบปืนไรเฟิล .22 และปลอกกระสุน นอกจากนี้เขายังบอกว่าเป็นสมาชิกของเนชั่นแนล อิมพีเรียล เกอรีลลา อาร์มี แต่ตำรวจเผยว่าสมาชิกของกลุ่มนี้มีเพียง 3 คนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;ลิวอิส ภาพ Getty Images / Dailymail.co.uk&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจนิวซีแลนด์ไม่ได้ตั้งข้อหากบฏกับลูอิสที่พยายามลอบปลงพระชนม์ควีนเอลิซาเบธที่ 2 แต่ดำเนินคดีเขาในความผิดครอบครองอาวุธปืนและปล้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนังสือพิมพ์นิวซีแลนด์เฮรัลด์รายงานว่า เจ้าหน้าที่นิวซีแลนด์ปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลต่อการเสด็จฯ เยือนนิวซีแลนด์ของพระราชวงศ์อังกฤษในอนาคต ซึ่งในเอกสารของเอสไอเอสระบุลูอิสตั้งใจที่จะปลงพระชนม์ควีนเอลิซาเบธที่ 2 แต่ที่ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากเขาไม่สามารถหาจุดยิงปืนที่เหมาะสม และปืนไรเฟิลของเขายิงได้ไกลไม่ถึงเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น ลูอิสยังก่อเหตุอาชญากรรมร้ายแรงอีกหลายครั้ง และติดคุกในคดีฆาตกรรม และเขาฆ่าตัวตายในปี 2540.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4133</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีวี, ข่าวกรอง, ควีนอังกฤษ, ควีนเอลิซาเบธที่ 2, นิวซีแลนด์, ปลงพระชนม์, สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2, อังกฤษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180301/image_big_5a98150a61252.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
