<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 08:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 08:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสเอ็มอีแห่ตั้งบริษัทใหม่ในพื้นที่อีอีซีเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เผยธุรกิจ SMEs แห่จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ในพื้นที่อีอีซีเพิ่มขึ้น รองรับการขับเคลื่อนการลงทุนของรัฐบาล ระบุช่วง 7 เดือนมีจำนวน 4,238 ราย เพิ่มขึ้น 7.45%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่ระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง ในช่วง 7 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.ค.) พบว่า มีการจดทะเบียนตั้งใหม่รวม 4,238 ราย เพิ่มขึ้น 7.45% โดยธุรกิจที่ตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 747 ราย เพิ่ม 17.63% ทุนจดทะเบียน 2,672.05 ล้านบาท เพิ่ม 24.40% ก่อสร้างอาคารทั่วไป 361 ราย เพิ่ม 8.52% ทุนจดทะเบียน 504.60 ล้านบาท เพิ่ม 4.61% ภัตตาคารและร้านอาหาร 169 ราย เพิ่ม 3.99% ทุนจดทะเบียน 256.81 ล้านบาท เพิ่ม 3.26%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะเห็นได้ว่ามีการตั้งบริษัทใหม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างเพิ่มขึ้นมาก ส่วนใหญ่เป็น SMEs และเป็นการตั้งขึ้นเพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของเมือง จากการที่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซีเพิ่มขึ้น และมีประชากรแรงงานเข้ามามากขึ้น ทำให้มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัย และยังมีการลงทุนในด้านร้านอาหาร ที่ขยายตัวตามจำนวนประชากร รวมถึงการลงทุนในธุรกิจภาคบริการเพิ่มมากขึ้น เช่น โลจิสติกส์ การให้บริการด้านที่อยู่อาศัย เป็นต้น&amp;rdquo;นางกุลณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณีกล่าวว่า กรมฯ ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) เพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีความเข้มแข็ง โดยจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเริ่มต้นธุรกิจใหม่ (Startup) ให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการต่อยอดและยกระดับสู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและตอบสนองความต้องการของลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยธุรกิจเป้าหมายที่กรมฯ จะเข้าไปพัฒนา เช่น ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งในพื้นที่อีอีซี และการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่จะมีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจให้บริการด้านที่พักและการดูแลที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับการขยายตัวการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงแรงงานที่จะเข้ามาทำงานในพื้นที่อีอีซี และธุรกิจร้านอาหาร ที่กำลังมีการขยายตัวตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน พื้นที่ 3 จังหวัดในอีอีซี มีนิติบุคคลคงอยู่ 64,921 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น จ.ชลบุรี 47,601 ราย คิดเป็นสัดส่วน 73.32% ของนิติบุคคลทั้งหมด จ.ระยอง 12,240 ราย สัดส่วน 18.86% และจ.ฉะเชิงเทรา 5,080 ราย สัดส่วน 7.82% โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการสัดส่วน 61.14% รองลงมา คือ การขายส่งขายปลีก สัดส่วน 23.48% และการผลิต สัดส่วน 15.38%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีการลงทุนของต่างชาติในนิติบุคคลไทย 38.51% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด หรือคิดเป็น 6.95 แสนล้านบาท โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนมากที่สุด มูลค่า 3.67 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วน 52.77% รองลงมา คือ จีน 4.3 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 6.22% สิงคโปร์ 2.9 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 4.17%อเมริกัน 2.6 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 3.85% เกาหลีใต้ 1.9 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 2.78% และอื่นๆ 2.1 แสนล้านบาท สัดส่วน 30.21% โดยลงทุนในจ.ระยองสูงสุด 3.8 แสนล้านบาท รองลงมา คือ จ.ชลบุรี 2.43 แสนล้านบาท และจ.ฉะเชิงเทรา 7.1 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15742</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลณี อิศดิศัย, จัดตั้งบริษัทใหม่, จัดบริษัทใหม่ในอีอีซี, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, อีอีซี, เอสเอ็มอีตั้งใหม่ในอีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผุดแอปฯ&quot;โชว์ห่วย-ไฮบริด”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดตัวแอปพลิเคชั่น &amp;ldquo;โชวห่วย-ไฮบริด&amp;rdquo; ช่วยร้านค้าธงฟ้าประชารัฐขายสินค้าชุมชน สินค้าโอทอปและสินค้าเอสเอ็มอี ผ่านทางออนไลน์ นำร่องร้านค้าธงฟ้าประชารัฐในพื้นที่กรุงเทพฯ เบื้องต้น 1,400 ร้าน ดีเดย์เริ่มใช้งาน 1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.คง 61 นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดทำแอปพลิเคชั่น &amp;ldquo;โชวห่วย-ไฮบริด&amp;rdquo; เพื่อช่วยเหลือร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านทางหน้าร้านปกติ โดยจะสามารถจำหน่ายสินค้าชุมชน สินค้าโอทอป และสินค้าเอสเอ็มอีผ่านทางออนไลน์ได้อีกช่องทางหนึ่ง เพียงแค่เจ้าของร้านมีโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต และดาวโหลดแอปฯ ที่ได้จัดทำขึ้น ก็สามารถขยับสถานะเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้เลย ซึ่งจะทำให้ร้านค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับการจำหน่ายสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นร้านค้าจะแสดงรายการสินค้าให้กับลูกค้าได้เลือกซื้อ ซึ่งจะมีทั้งสินค้าชุมชน โอทอป และเอสเอ็มอี ที่ผ่านการคัดเลือกจากกรมฯ ให้นำเข้ามาจำหน่าย เมื่อลูกค้าสั่งซื้อ ระบบจะจัดส่งคำสั่งซื้อไปยังผู้ผลิต จากนั้นผู้ผลิตจะเป็นผู้จัดส่งสินค้ามายังร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และร้านค้าจะนัดลูกค้าเพื่อให้มารับสินค้าต่อไป ทั้งนี้ ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่เข้าร่วมโครงการ หลังดาวโหลดแล้ว จะต้องได้รับการยืนยันตัวตนจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน จึงจะสามารถเข้าสู่ระบบการซื้อขายสินค้าชุมชนออนไลน์ได้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องดาวโหลดแอพพลิเคชั่นไปใช้งาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในเบื้องต้นจะเริ่มนำร่องใช้แอพพลิเคชั่นกับร้านค้าในกรุงเทพฯ ก่อนประมาณ 1,400 แห่ง จากนั้นจะประเมินผล ปัญหา อุปสรรค และทำการปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ และจะขยายผลไปสู่ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐทั่วประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นแอพพลิเคชั่นที่จะดาวโหลดจะใช้ได้เฉพาะระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เท่านั้น ระยะถัดไปจะมีการพัฒนาให้สามารถรองรับระบบปฏิบัติการ IOS โดยจะสามารถใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2561 นี้ เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13719</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กุลณี อิศดิศัย, ร้านค้าประชารัฐ, วินค้าโอทอป, สินค้าชุมชน, สินค้าเอสเอ็มอี, แอปพลิเคชั่น, โชวห่วย-ไฮบริด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2018 20:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 20:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพัฒนาธุรกิจฯจัดกิจกรรมยกระดับ”ผ้าไหมไทย”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดกิจกรรมยกระดับสินค้า &amp;ldquo;ผ้าไหมไทย&amp;rdquo; นำร่องแห่งแรกที่ภาคอีสาน เผยเตรียมใช้แผนการพัฒนา 3 ขั้น มั่นใจผลักดันผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จัก และสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจฐานรากได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.61-&amp;nbsp;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ จะดำเนินกิจกรรมยกระดับการตลาดให้กับสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่นให้มีการเติบโตได้อย่างยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานรากแบบเจาะลึกในแต่ละพื้นที่ โดยจะนำร่องพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจผ้าไหมไทยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าทอ ผ้าไหม ขนาดใหญ่ของประเทศเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะขยายไปสู่แหล่งผลิตในภาคอื่นๆ ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแผนการยกระดับได้กำหนดออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จะเน้นการสร้างองค์ความรู้และเทคนิคการขยายโอกาสทางการตลาดยุค 4.0 โดยจะให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้โดนใจผู้บริโภคผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และการใช้ช่องทางซีเซียลมีเดียในการจำหน่ายสินค้า ระยะที่ 2 จะคัดสินค้าที่มีศักยภาพไม่น้อยกว่า 70 ราย ไปจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน MOC Biz Club Expo 2018 วันที่ 26-29 ก.ค.2561 ที่อิมแพคเมืองทองธานี และจัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนระยะที่ 3 จะช่วยผลักดันให้แหล่งผลิตเป็นแหล่งท่องเที่ยว ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;เส้นทางสายไหม ใยฝ้าย&amp;rdquo; กำหนดจัดเดือนส.ค.2561 โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอ ผู้ประกอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย นิตยสารแฟชั่น นิตยสารท่องเที่ยว และสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชม แหล่งผลิตผ้าไหมไทยในพื้นที่ภาคอีสานจำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และชัยภูมิ เพื่อผลักดันให้แหล่งผลิตเหล่านี้เป็นที่รู้จัก และดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13295</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กุลณี อิศดิศัย, ผ้าไหมไทย, ภาคอีสาน, ยกระดับสินค้า, เอกลักษณ์ของท้องถิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab711e818caa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งล้อมคอกเรือล่ม/จ่อฟันทัวร์จีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายกฯ บินภูเก็ตปลอบขวัญเหยื่อเรือล่ม ยันไทย-จีนพี่น้องกันดูแลเต็มที่ ลั่นต้องไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก พบศพเพิ่ม 1 รอดชีวิต 5 ติดอยู่ใต้เรือ 1 เหลือผู้สูญหาย 4 ราย จ่ายเยียวยาผู้ประสบภัย 63 ล้าน &amp;nbsp;ตร.ลุยเอาผิดทัวร์ศูนย์เหรียญ ล้างบางนอมินีต่างชาติฝั่งอันดามัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม เวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และคณะ เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปท่าอากาศยานภูเก็ต เพื่อติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์เรือล่มกลางทะเล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทันทีที่ถึงท่าอากาศยานภูเก็ต นายกฯ ได้ตรวจเยี่ยมด่านตรวจคนเข้าเมือง พร้อมพูดคุยสอบถามการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยขอให้ดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการท่องเที่ยวกลางทะเลในช่วงนี้ควรมีการแจ้งเตือนและกำชับห้ามนำเรือท่องเที่ยวออกอย่างเด็ดขาด &amp;nbsp;และให้เรือตรวจการณ์ในทะเลคอยตรวจสอบ หากพบมีเรือฝ่าฝืนออกให้เร่งนำเรือเข้าฝั่งโดยทันที เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเรือล่มเหมือนที่ผ่านมา พร้อมกันนี้นายกฯ ยังสั่งให้เพิ่มแสงสว่างภายในอาคารด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางไปประชุมและรับฟังความคืบหน้าของสถานการณ์ ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่มจังหวัดภูเก็ต ที่ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง โดยนายกฯ กล่าวในที่ประชุมว่า การบูรณาการเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์ทั้งหมดในระดับพื้นที่ ส่วนรัฐบาลในฐานะหัวหน้าใหญ่จะดูแลภาพรวมทั้งหมด แต่ต้องสั่งการตามลำดับขั้นตอนลงมา โดยต้องให้เกิดความปลอดภัยให้มากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกฯ ได้เยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยสอบถามว่าจำเป็นต้องมีระบบใดบ้าง เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ก่อนกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า &amp;quot;หรือมีแค่นี้ก็พอใจแล้ว ควรจะมีระบบอื่นอะไรอีกไหม เคยไปดูงานต่างประเทศหรือเปล่า แล้วใครไปดูงานต่างประเทศ ก็ลูกพี่คุณไงเล่า หากไม่มีอะไรมาเปลี่ยนให้คุณ ก็ต้องไปด่าลูกพี่คุณ เข้าใจหรือเปล่า คุณต้องรู้ว่าเรือมันอยู่ตรงไหน ถ้าไม่มีก็ขอมา มีแต่ขอบ้าบอคอแตก อย่าเถียง ถ้าผมพูดไม่ถูกก็ว่ามา แต่ถ้าผมพูดถูก อย่าเถียง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์แถลงว่า วันนี้น่ายินดีที่ได้พบกับทูตจีน รวมถึงตัวแทนฝ่ายจีน พร้อมนำความจากประธานาธิบดีจีนมาถึงตน โดยไม่มีการกดดันใดๆ เพียงแต่ขอให้มีการดูแลผู้ประสบเหตุอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;ซึ่งตนได้ส่งหนังสือแสดงความเสียใจไปแล้ว ซึ่งประธานาธิบดีจีนขอบคุณในการดูแลของเรา ทั้งนี้ได้ฝากบอกทูตจีนด้วยว่าไทยกับจีนเป็นพี่น้องกันเสมอมา ดังนั้นไม่ว่าจีนหรือไทยถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน เราได้ดำเนินการช่วยเหลือตามมาตรฐานสากล ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้นจะต้องมีการเพิ่มเติมในด้านของเทคโนโลยี โดยปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจีนยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือ ขอให้ทุกคนเชื่อฟังประกาศของทางราชการ และที่เกิดปัญหาขึ้นจะต้องมีการตรวจสอบว่าออกเรืออย่างถูกต้องหรือไม่ มิเช่นนั้นความผิดจะกลับมาที่เจ้าหน้าที่ เราไม่สามารถหยุดการสูญเสียที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ แต่จะต้องทำให้ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ สิ่งสำคัญคือความร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายอย่างถูกต้องทุกประการเพื่อให้มีการท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่าคนยิ่งมากความเสี่ยงก็ยิ่งมาก &amp;nbsp;ไม่ลงทุนอะไรเลย ไม่มีการซักซ้อม ไม่ตรวจสอบ ความสูญเสียจะเกิดขึ้นมากกว่านี้อีก วันนี้มาเพื่อให้กำลังใจ ไม่ได้ต้องการตำหนิใคร ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล จึงเป็นความรับผิดชอบของผม ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี จึงขอร้องเจ้าหน้าที่ให้ทำให้ดีที่สุด อย่าทำอะไรที่ไม่ควร เราต้องเป็นเจ้าภาพที่ดี &amp;nbsp;และต้องเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อวางแผนงานต่อไป&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ พร้อมกับกล่าวขอบคุณคนจีนเป็นภาษาจีนด้วยว่า &amp;quot;เซียะเซียะ&amp;quot;&amp;nbsp;
บิ๊กตู่เยี่ยมเหยื่อเรือล่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ และคณะเดินทางเข้าเยี่ยมผู้ประสบภัยและครอบครัวของผู้ประสบภัย ที่โรงพยาบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยมอบกระเช้าดอกไม้และกระเช้าผลไม้แก่ผู้ป่วยและญาติ พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสอบถามว่าต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องไหนบ้าง ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และแพทย์ดูแลผู้ป่วยทุกคนอย่างดีที่สุด รวมถึงการส่งศพของผู้เสียชีวิตกลับประเทศ ภายหลังตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลเรียบร้อยแล้ว โดยนำเครื่องบินซี 130 &amp;nbsp;ส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานญาตินักท่องเที่ยวชาวจีนที่ประสบเหตุเรือล่ม โดยสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตอนการทำงานและความคืบหน้า รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ของญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ายังมีผู้เสียชีวิต 7 รายที่ยังไม่มีญาติมาติดต่อ และ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้พูดคุยกับล่ามอาสาสมัครแปลภาษาจีน พร้อมปลอบขวัญและให้กำลังใจญาติผู้เสียชีวิตชาวจีนที่กำลังร้องไห้ ก่อนตรวจเยี่ยมห้องสืบสวนสอบสวนที่อยู่บริเวณชั้น 2 ของโรงพยาบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศภายในโรงพยาบาล ระหว่างที่นายกฯ เดินเยี่ยมชมจุดต่างๆ มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและประชาชนที่มาใช้บริการมาต้อนรับและให้กำลังใจ ซึ่งนายกฯ ได้ขอให้ช่วยกันสวดมนต์ให้กำลังใจผู้ประสบภัยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเช้าวันเดียวกัน นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แถลงว่าจากการทำงานร่วมกันระหว่างกงสุลจีน ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปข้อมูลล่าสุดว่าวันที่เกิดเหตุ 5 &amp;nbsp;ก.ค. มีนักท่องเที่ยวลงเรือฟีนิกซ์ทั้งหมด 89 คน เป็นนักท่องเที่ยวยุโรป 2 คน และจีน 87 คน โดยไม่ได้ลงเรือ 4 คน ดังนั้นเท่ากับรอดชีวิต 37 คน เสียชีวิต 41 ราย สูญหาย 11 ราย ในจำนวนที่สูญหายอยู่ระหว่างตรวจสอบได้มีการพบตัวแล้ว 5 คนรอดชีวิต แต่ต้องมีการยืนยันร่วมกันระหว่างกงสุลจีนกับไทย และตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้ง จึงมีคนสูญหาย 6 คน ในจำนวนนี้มี 1 รายที่ถูกเรือทับอยู่ต้องกู้ศพขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.ท.สมนึก เปรมปราโมทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 กล่าวว่า การค้นหาผู้สูญหายจะขยายพื้นที่ออกไปให้ครอบคลุมในพื้นที่ จ.กระบี่ ตรัง สตูล ทำการลาดตระเวนทางเท้า ชายฝั่ง และลาดตระเวนทางเรือตามเกาะแก่งต่างๆ รวมทั้งประสานกับสมาคมประมงต่างๆ ช่วยตรวจสอบในพื้นที่ทำประมง และเครือข่าย ทสปช.ชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันค้นหาในพื้นที่ด้วยแล้ว ส่วนศพที่ถูกเรือทับอยู่นั้น &amp;nbsp;จะเก็บกู้โดยนักประดาน้ำกองทัพเรือ ใช้วิธีการพ่นทรายแล้วดึงศพออกมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ได้มีการตรวจชันสูตรพลิกศพ พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลจำนวน 41 ราย ทำเสร็จแล้วจำนวน 37 ศพ ในจำนวนนี้รู้ว่าเป็นใครและมีญาติมายืนยันแล้ว 33 ราย ยังไม่ยืนยัน 4 ราย ในส่วนที่พิสูจน์และยืนยันแล้วพร้อมมอบศพให้ญาติรับไปดำเนินการต่อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 14.00 น. เรือ ต.113 ของกองทัพเรือซึ่งออกลาดตระเวนค้นหาร่างผู้สูญหายตามที่ได้รับแจ้ง จนพบศพลอยอยู่บริเวณเกาะไม้ท่อน 1 ราย จึงเข้าทำการกู้ขึ้นบนเรือก่อนนำเข้าฝั่งที่ถ้าเทียบเรือศูนย์วิจัย เพื่อส่งต่อเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพลำเลียงต่อไปยังโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดย น.อ.ภุชงค์ รอดนิกร ผู้อำนวยการกองยุทธการ ทัพเรือภาค 3 เปิดเผยว่าผู้สูญหายรายนี้เป็นเพศหญิง&amp;nbsp;
จ่ายเยียวยา 63 ล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงมติการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกรณีพิเศษเร่งด่วน เพื่อพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุเรือล่มที่ จ.ภูเก็ตว่า ที่ประชุมอนุมัติงบช่วยเหลือเยียวยาแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุเรือล่ม รวม 63,960,000 บาท ดังนี้ 1.กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยารายละ 1 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 56 ล้านบาท 2.ค่ารักษาพยาบาลรายละไม่เกิน 500,000 บาท &amp;nbsp;เบื้องต้นจำนวน 10 คน 3.กรณีฟื้นฟูสภาพจิตใจหรือค่าทำขวัญ จำนวน 74 ราย จะได้รับเงินเยียวรายละ 20,000 บาท 4.กรณีหยุดชะงักของการเดินทาง จะได้รับเงินเยียวยารายละ 20,000 บาท โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะทำพิธีมอบผ่านเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เร็วที่สุดภายในวันที่ 12 &amp;nbsp;ก.ค. ที่ จ.ภูเก็ต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) กล่าวถึงการดำเนินคดีกับนอมินีบริษัททัวร์ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวในไทยว่า ที่ผ่านมานายกฯ ได้สั่งการให้ปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินีข้ามชาติอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2558 หลังจาก บช.ทท.ใช้วิธีการปราบปรามการสวมบัตรประชาชนอย่างจริงจัง นายทุนเหล่านี้จึงเปลี่ยนมาเป็นการจ้างให้คนไทยเป็นเจ้าของกิจการแทน หลังเกิดเหตุเรือล่มครั้งนี้เจ้าของกิจการคนไทยที่เป็นเจ้าของจริงๆ ได้ให้ข้อมูลมากมาย ต่อจากนี้เราจะดำเนินการไล่ทั้งหมดทั้งเรื่องการตรวจสอบภาษี เงินทุนเอามาจากไหน &amp;nbsp;ใครจะมาจดทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว จะถูกตรวจสอบว่าปีที่ผ่านมามีการเสียภาษีเท่าไหร่ มีรายได้เท่าไหร่ &amp;nbsp;ต้องดำเนินคดีกับคนไทยทั้งหมดที่ทำอย่างนี้ ขอเตือนคนไทยที่เป็นนอมินีให้เตรียมตัวได้เลย จะใช้มาตรการกฎหมายอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชื่อนายทุนที่เป็นชาวต่างชาติมีข้อมูลหมดแล้ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดิม มีบางส่วนที่เป็นกลุ่มใหม่ &amp;nbsp;ต้องเอาออกนอกประเทศให้หมด เราจะดำเนินการตรวจสอบทั้งหมดในฝั่งทะเลอันดามัน ถ้าไม่ปราบปรามตั้งแต่วันนี้ วิธีการอย่างนี้จะเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศและนำเงินออกไปนอกประเทศ การกระทำดังกล่าวคนไทยจะไม่มีที่ยืน ไกด์คนไทยจะไม่มีงานทำ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวต้องหมดไปจากประเทศไทย จะต้องไม่มีบริษัทอย่างนี้ สำหรับผู้จัดการบริษัท เลซี่ แคท ทราเวล ที่เช่าเรือเซเนเรต้าซึ่งเป็นคนจีน ผมได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ดำเนินการเพิกถอนวีซ่าไปแล้ว และนำตัวไปควบคุมที่ห้องกักของ ตม.ภูเก็ต พร้อมแจ้งข้อหากระทำการโดยประมาท&amp;quot; พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของบริษัทนำเที่ยว 2 บริษัท คือ บริษัท เลซี่ แคท ทราเวล จำกัด และบริษัท ทีซี บลู ดรีม จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของเรือที่ล่มที่จังหวัดภูเก็ตแล้วว่าเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงเป็นใคร โดยเบื้องต้นได้รับรายงานว่าทั้ง 2 บริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและเป็นบริษัทคนไทย จึงขอให้ตรวจสอบเชิงลึกหาเบื้องหลังการทำธุรกิจว่าทำตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ หรือทำธุรกิจผิดกฎหมายการท่องเที่ยวหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ จะลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานราชการในจังหวัดภูเก็ต ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทุกกรณีและตรวจสอบว่าเป็นนอมินีหรือไม่ หากพบว่ามีคนไทยถือหุ้นแทน กรรมการบริษัทจะต้องรับผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี &amp;nbsp;หรือปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละ 1-5 หมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13094</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลณี อิศดิศัย, คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์, พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ, พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, พล.ร.ท.สมนึก เปรมปราโมทย์, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรือล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180709/image_big_5b437ac90973a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 21:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 21:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์จ่อชง ครม.อนุมัติให้ใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เตรียมชง ครม.พิจารณาอนุมัติให้นำ&amp;ldquo;ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo;มาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจประเภทใหม่ หวังส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินตัวเอง เพื่อการออม สร้างมูลค่า และเพิ่มพื้นที่ป่าให้ประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
04 ก.ค. 61- นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกกฎกระทรวงภายใต้พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 โดยเพิ่มทรัพย์สินอื่นเพื่อมาใช้เป็นหลักประกัน คือ ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปตามของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการออม การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากต้นไม้ระหว่างการปลูก โดยนำไปเป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินได้ ซี่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา อย่างไรก็ตามในการออกประกาศ กรมฯ ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยทุกหน่วยงานสนับสนุนให้กระทรวงพาณิชย์เร่งออกกฎกระทรวงกำหนดให้ต้นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นหลักประกันทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการนำสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ที่น่าสนใจ ก็คือ ประเภทสัตว์พาหนะ (ช้าง) และกิจการ โดยมูลค่าทรัพย์สิน (ช้าง) ที่นำมาเป็นหลักประกัน จำนวน 13 ล้านบาท และกิจการ 514 กิจการ ประกอบด้วย ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า ร้านซักอบรีด สวนผัก ผลไม้ สวนยางพารา หอพัก และรับเหมาก่อสร้าง จำนวน 97 ล้านบาท รวมมูลค่าช้างและกิจการกว่า 110 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12759</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กุลณี อิศดิศัย, พาณิชย์, หลักประกันทางธุรกิ, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรมพัฒนาธุรกิจฯเปิดอบรมนักกายภาพบำบัดรุ่นที่ 2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึกม.มหิดลและม.เกษมบัณฑิต เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการธุรกิจบริการสุขภาพสำหรับนักกายภาพบำบัด รุ่นที่ 2 พร้อมเปิดรับสมัครถึง 28 มิ.ย.นี้ ก่อนเปิดอบรมสอนเทคนิคการทำธุรกิจ 4-19 ก.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 61 นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการธุรกิจบริการสุขภาพสำหรับนักกายภาพบำบัด รุ่นที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างโมเดลต้นแบบธุรกิจในการจัดตั้งคลินิก สถานพยาบาล การจัดทำแผนธุรกิจ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ แผนการตลาด แผนการเงิน การวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งหวังให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการให้ความรู้และการจัดการอบรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ให้นักกายภาพบำบัดได้สร้างคุณค่าของวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับ สร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจให้มีความเข้มแข็ง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถตอบโจทย์ผู้รักสุขภาพทั่วโลกได้ครบทุกมิติ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในการมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นโดยนักกายภาพบำบัดที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 28 มิ.ย.นี้และจะเริ่มอบรมระหว่างวันที่ 4-19 ก.ค. ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันธุรกิจบริการด้านสุขภาพ เป็นธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบริการและเศรษฐกิจของประเทศ มี 3 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทย และธุรกิจบริการส่งเสริมสุขภาพ โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และเชิงสุขภาพของโลก ทำให้มีชาวต่างชาติเดินทางมาขอรับบริการในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจให้กับนักกายภาพบำบัด ที่จะรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย ที่กำลังจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11758</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กุลณี อิศดิศัย, นักกายภาพบำบัดอิสระ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab711e818caa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2018 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2018 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัทตั้งใหม่เพิ่มขึ้น ลุ้นทั้งปีทะลุ 8 หมื่นราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยธุรกิจตั้งใหม่เดือนพ.ค.มีจำนวน 5,865 ราย เพิ่มขึ้น 1% ส่วนยอดเลิก 1,014 ราย ลด 6% คาดทั้งปีจดทะเบียนเพิ่มทะลุ 8 หมื่นราย โต 7.38% เหตุส่งออกโต ท่องเที่ยวบูม การบริโภค การลงทุนขยายตัว และรัฐหนุนเอสเอ็มอีเต็มสูบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือนพ.ค.2561 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 5,865 ราย เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.2560 มูลค่าทุนจดทะเบียน 2.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 33% ส่งผลให้การจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศช่วง 5 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-พ.ค.) มีจำนวน 3.10 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 5%

โดยประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 538 ราย คิดเป็นสัดส่วน 9% ของประเภทธุรกิจที่จัดตั้งใหม่ รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 345 ราย สัดส่วน 6% และอันดับ 3 คือ ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร จำนวน 163 ราย สัดส่วน 3%

สำหรับธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุนทั่วประเทศมากสุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีจำนวน 5,758 ราย สัดส่วน 98.18% รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท มีจำนวน 87 ราย สัดส่วน 1.48% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 20 ราย สัดส่วน 0.34%&amp;nbsp; โดยมีธุรกิจที่ทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท จำนวน 5&amp;nbsp; ราย ได้แก่ ธุรกิจตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบ อาหารสัตว์และเคมีภัณฑ์ ธุรกิจโฮลดิ้ง และธุรกิจการค้า จัดหา นำเข้า ส่งออก ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ

ส่วนธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนพ.ค.2561 มีจำนวน 1,014 ราย ลดลง 6% โดยมีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการมูลค่า 4,432 ล้านบาท ลดลง 58% ส่งผลให้ธุรกิจเลิกกิจการช่วง 5 เดือน มีจำนวน 4,897 ราย ลดลง 0.72% ส่วนประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 101 ราย สัดส่วน 10% รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 62 ราย สัดส่วน 6% และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร จำนวน 41 ราย สัดส่วน 4%

ขณะที่ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศมากสุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท จำนวน 947 ราย คิดเป็น 93.39% รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 63 ราย คิดเป็น 6.21% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 4 ราย คิดเป็น 0.40%

นางกุลณีกล่าวว่า กรมฯ คาดว่าในปี 2561 จะมีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่เข้ามาจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 8 หมื่นราย เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 7.45 หมื่นราย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7.38% เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างชัดเจนจากภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีโอกาสเติบโตจากผลของมาตรการและโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น มาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการไทยนิยมยั่งยืน รวมทั้งการเร่งกระบวนการก่อสร้างโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นอกจากนี้ ภาครัฐยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้ก้าวสู่ยุค 4.0 ผ่านมาตรการด้านการเงิน และพัฒนาให้สามารถดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ช เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11462</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กุลณี อิศดิศัย, จัดตั้งบริษัทใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
