<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บัญชีกลาง&#039;พร้อมเต็มที่เบิกจ่ายช่วยน้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเบิกจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สำหรับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน เพื่อใช้ในการดูแล แก้ปัญหา และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ประสบปัญหาทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน ทั้งด้านผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ จังหวัดละ 20 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากจังหวัดที่ประสบปัญหาน้ำท่วมมีความต้องการใช้เงินมากกว่า 20 ล้านบาท ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถส่งเรื่องเพื่อขอขยายวงเงินทดรองราชการได้ โดยส่งเรื่องผ่านมายังสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (ปภ.) ซึ่งจะประสานมายัง ปภ. ส่วนกลาง และกรมบัญชีกลาง เพื่อขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยจะเพิ่มเป็น 50 ล้านบาท และ 100 ล้านบาทตามลำดับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ขยายเป็นวงกว้างเพิ่มขึ้น กรมบัญชีกลางเองได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่ากรมฯ มีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเบิกจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ปัจจุบันมีบางจังหวัดได้ขอขยายวงเงินเพิ่มบ้างแล้ว โดยวงเงินทดรองราชการยังเพียงพอในการดูแลสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือประชาชนอยู่&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัตถุประสงค์ของวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินนั้น เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบพิบัติกรณีฉุกเฉิน บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า โดยให้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพ และความเป็นอยู่ของประชาชน หรือเป็นการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้คืนสู่สภาพเดิม หรือเพื่อป้องกัน ยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เป็นการให้ความช่วยเหลือแบบจำเป็นเร่งด่วน เช่น ให้เงินทุนประกอบอาชีพ ถุงยังชีพ อาหาร เรื่องดื่ม เป็นต้น โดยจะมีหลักเกณฑ์ของ ปภ. ในการกำหนดการใช้เงินทดรองราชการดังกล่าวอย่างชัดเจนอยู่แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119631</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, กุลยา ตันติเตมิท, เบิกจ่ายน้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0d7b2c94c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมบัญชีกลาง เปิดผลงานปีงบ64  เบิกจ่ายงบทะลุ 98%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 ตุลาคม 2564 กรมบัญชีกลาง ครบรอบ 131 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมบัญชีกลางยึดมั่นในการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส เพื่อกำกับดูแลและบริหารการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของส่วนราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กรมบัญชีกลางได้เร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณ (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 &amp;ndash; 30 กันยายน 2564) โดยมีผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวน 3,249,520 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.89 แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 2,652,607 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.92 และรายจ่ายลงทุน 596,913 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.78 สำหรับผลการใช้จ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี จำนวน 202,975 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.07&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2565 และในวาระที่กรมบัญชีกลางครบรอบ 131 ปี กรมบัญชีกลางมีแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานในด้านต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบวิธีปฏิบัติด้านการเงินการคลังภาครัฐ ให้มีความคล่องตัวในการปฏิบัติงานมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทของความถูกต้องและเป็นธรรม นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นด้านการพัฒนาระบบความปลอดภัยของข้อมูล โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมทั้งการกำหนดกรอบภารกิจในปัจจุบันให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับบริการ และเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ซึ่งในปีที่ 132 นี้ กรมบัญชีกลางจะมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก และก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้การบริหารการเงินการคลังของแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด&amp;rdquo; อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119035</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, กุลยา ตันติเตมิท, เบิกจ่ายงบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615e7b843733c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;เตือนประชาชนระวังถูกหลอกโอนเงินแลกเงินดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีมีการแอบอ้างว่าจะการใช้สกุลเงินดิจิทัลใหม่ทั่วโลก รวมทั้งจะมีการยกหนี้ในระบบสถาบันการเงินและแลกเปลี่ยนเงินฝากในระบบสถาบันการเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัล ว่า กระทรวงการคลังยืนยันว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้เป็นความจริง และขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอย่าโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับบุคคลที่มีการแอบอ้างในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งอย่าส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูลต่าง ๆ ที่ไม่ได้ถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมแอบอ้างโดยมีเจตนาหลอกลวงหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ขอให้หยุดการกระทำดังกล่าว โดยหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและหากพบว่ามีการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คลังยังชี้แจงถึงกรณีที่มีมิจฉาชีพเผยแพร่ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ในประเด็นการออกใบกระจายเงินพิเศษ จ่ายเงินให้รายชื่อละหลักล้านบาท ปลอดภาษี ล้างหนี้ให้ โดยกล่าวอ้างและปลอมแปลงหลักฐานว่าได้รับรองจากคลังและ ธปท.รวมถึงกล่าวอ้างว่าธนาคารโลกจะมีการปรับปรุงระบบการเงินโลก มีประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมตัวกันอย่างลับ ๆ เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบหรือกองทุนที่เรียกว่า Gesara โดยโน้มน้าวให้ประชาชนมาร่วมลงทุน ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภาครัฐไม่เคยดำเนินงานใดเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือกองทุนในลักษณะนี้ ขอประชาชนอย่าได้หลงเชื่อ ขณะนี้คลังอยู่ระหว่างการร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับมิจฉาชีพผู้กระทำผิดและขอให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อรวบรวมหลักฐานและแจ้งความเอาผิดเครือข่ายดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117967</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, สกุลเงินดิจิทัล, เตือนระวังถูกหลอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d9368830d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 19:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;Grab - LINEMAN&#039; แจมโครงการคนละครึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2564 โดยรัฐจะสนับสนุนเงินในส่วนค่าอาหารและ/หรือเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าจัดส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่นใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้มีผู้ให้บริการ Food Delivery Platform ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างเชื่อมโยงระบบกับโครงการ ได้แก่ 1. Grab โดยจะเก็บค่าธรรมเนียมหรือส่วนแบ่งการขาย (Gross Profit: GP) จากร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการ ไม่เกิน 20% และลดค่าจัดส่งอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ประชาชน 25 บาท เมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ 150 บาท สำหรับการสั่งซื้ออื่น ๆ ที่ไม่ใช่จากโครงการและ 2. LINEMAN โดยจะเก็บ GP จากร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการ ไม่เกิน 20% และสนับสนุนค่าจัดส่งอาหารและเครื่องดื่มในโครงการ ให้แก่ประชาชน 35-50 บาทต่อครั้ง หรือไม่เกิน 2,000 บาทตลอดระยะเวลาโครงการ พร้อมสื่อส่งเสริมการตลาดและส่วนลดสำหรับลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการ ที่ประสงค์จะขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการ Food Delivery Platform สามารถสมัครผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2564 เป็นต้นไป โดยสามารถเลือกเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Food Delivery Platform เพื่อขายอาหารและเครื่องดื่มตามโครงการได้เพียงรายเดียว โดยสามารถตรวจสอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแต่ละโครงการได้ที่ www.คนละครึ่ง.com และ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com
นอกจากนี้ ในวันที่ 1 ต.ค. 2564 กระทรวงการคลังจะโอนวงเงินสนับสนุนให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 รอบที่ 2 เพิ่มเติม จำนวน 1,500 บาท โดยนำไปรวมกับวงเงินสิทธิคงเหลือจากรอบแรกให้อัตโนมัติ ทั้งนี้ ประชาชนยังคงสามารถใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117435</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608ac1bb7abdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 12:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โควิดทุบศก. &#039;คลัง&#039; หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 1.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค. 64 - นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2564 ลงเหลือ 1.3% จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/2564 ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมทั้งได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปีนี้ ลดลงเหลือ 3 แสนคน ลดลง 95.5% ส่วนการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ดีที่ 16.6% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 11%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นที่ระดับ 4-5% จากภาพรวมภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านคนต่อปี ขณะที่ทิศทางการส่งออกยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการใช้จ่ายในประเทศให้ฟื้นตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111503</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, คาดการณ์จีดีพี 2564, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0d7b2c94c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039; การันตี ศก.ยังไหว ยันยังไม่ติดลบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 ก.ค.2564 กระทรวงการคลังจะประกาศตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2564-2565 ใหม่อีกครั้ง ซึ่งยอมรับว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุดที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวลดลงจากเดิมที่คาดไว้ที่ 2.3% แต่ยังไม่เห็นสัญญาณว่า จะมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวติดลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจในปี 2564 ยังมีปัจจัยบวกจากภาคการส่งออก ที่ขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยในเดือน พ.ค.ขยายตัวได้มากกว่า 40% ทำให้คาดว่าทั้งปีการส่งออกจะขยายตัวได้มากกว่า 10% ก็จะช่วยชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการบริโภคภายในประเทศได้บางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การปรับประมาณการเศรษฐกิจในวันที่ 29 ก.ค.นี้ สศค.ต้องขอดูผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกล่าสุด และผลจากมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งอาจมีการปรับประมาณการเดิม แต่ยืนยันว่าเศรษฐกิจ ไม่ได้ถึงขั้นติดลบ เพราะยังมีการส่งออกมาช่วยบางส่วน&amp;quot; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวอีกว่า การเตรียมความพร้อมในการรับมือการระบาดโควิด-19 ในปีนี้ ยืนยันว่าเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ยังมีเพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้มีการเบิกใช้เม็ดเงินในส่วนนี้ มาตรการที่ดำเนินการไป เช่น คนละครึ่งเฟส 3, ยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นการใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทรอบแรก โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีแผนการกู้เตรียมความพร้อมทันที หากมีความต้องการใช้เงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากกระทรวงการคลัง จะมีอะไรออกมาเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างประเมิน ขอติดตามสถานการณ์ คลี่คลายก่อน ในช่วงนี้ จึงยังไม่น่าจะมีมาตรการใหม่ออกมา เนื่องจาก มาตรการคลัง เป็นการกระตุ้น เช่น การใช้จ่าย แต่ขณะนี้ ยังไม่สามารถเดินทางไปใช้จ่ายได้ จึงเป็นหน้าที่หน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงแรงงาน เข้าไปดูผลกระทบเรื่องรายได้ก่อน ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการประมาณการเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมาเมื่อเดือน เม.ย. 2564 กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 2.3% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 1.8-2.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมต้นปีที่ 2.8%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111419</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0d7b2c94c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้ลุ้น คลัง คาด ต.ค.Food Deliveryโดดร่วมคนละครึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในเดือน ส.ค. 2564 จะหารือร่วมกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Food Delivery Platform เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 ได้ โดยกระทรวงการคลังคาดว่าจะได้ข้อสรุป และเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ผ่าน Food Delivery Platform ได้ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้ จนสิ้นสุดระยะเวลามาตรการ 31 ธ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขณะนี้กระทรวงการคลัง และธนาคารกรุงไทย อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบกลางเพื่อให้ผู้ให้บริการ Food Delivery Platform สามารถเชื่อมต่อกับระบบของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ให้สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมและป้องกันการใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ของโครงการซึ่งอาจจะกลายเป็นเรื่องทุจริตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ก่อนหน้านี้มาตรการคนละครึ่งระยะแรก ผู้ประกอบการขนส่งอาหาร ไม่ต้องการเข้าร่วมมาตรการ เพราะกังวลว่าจะมีการใช้ข้อมูลและมีการตรวจสอบ แต่จากสถานการณ์โควิด-19 ในขณะนี้ ผู้ประกอบการหลายราย ก็ยินดีที่จะร่วมโครงการกับภาครัฐแล้ว เนื่องจากต้องการช่วยดูแลลูกค้า หลีกเลี่ยงการเดินทาง&amp;quot; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีผู้ให้บริการบางราย ใช้โครงการคนละครึ่งผิดวัตถุประสงค์ เช่น การส่งโค๊ดให้ลูกค้าใช้สแกนจ่ายใช้สิทธิ์ ผ่านโทรศัพท์ 2 เครื่อง เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาระบบในระยะต่อไป ผู้ใช้สิทธิ์จะสามารถสั่งจ่ายโดยหักจากสิทธิ์คนละครึ่งได้ทันที ในแอปพลิเคชันเดียวกัน ซึ่งทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบการใช้สิทธิ์ในโครงการได้แม่นยำ ขณะเดียวกันผู้ให้บริการที่จะร่วมโครงการ ก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายจัดส่งอาหารในอัตราที่เหมาะสมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 18 ก.ค.2564 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 21.4 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 33,061 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 16,713 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 16,348 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111237</URL_LINK>
                <HASHTAG>Food Delivery, กุลยา ตันติเตมิท, คนละครึ่ง, เชื่อมระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ff732a3b10e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
