<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานถก&#039;กฟผ.-ปตท.&#039; คลอดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 2564 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่านายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งหามาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานและกระทรวงต่างๆเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชนเพื่อรองรับผลกระทบโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระห่วางการพิจารณาทั้งเรื่องแนวทางการลดค่าไฟฟ้า และอื่นๆ โดยได้มอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ร่วมพิจารณาทั้งการช่วยเหลือประชาชน และเร่งลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาต่ออายุ การขยายมาตรการผ่อนผันยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (มินิมัม ชาร์จ) เป็นการชั่วคราวให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ หรือครอบคลุมประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า ประเภทที่ 3-7 จากเดิมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวต้องเสียค่าความต้องการพลังไฟฟ้า ซึ่งคิดจากค่าไฟฟ้าในอัตราขั้นต่ำในช่วงภาวะเศรษฐกิจปกติ มาเป็นการเสียค่าไฟฟ้าตามจริงในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และทำให้ค่าไฟฟ้าลดลง ซี่งมาตรการนี้ สิ้นสุดการช่วยเหลือ เดือน เม.ย. 64 ซึ่งคาดว่าน่าจะต่ออายุอย่างน้อย 3 เดือน ไปถึง ก.ค. 64 ซึ่งกรณีนี้ก็จะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะโรงแรมที่ได้รับผลกระทบอีกระลอกหนึ่งจากการระบาดรอบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าการพิจารณาอนุมัติเงินกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2564 วงเงิน 6,500 ล้านบาท ขณะนี้ ได้มีผู้เสนอขอใช้เงินมาร่วมถึง 15,000 ล้านบาท ในส่วนของ 7 กลุ่ม งาน ซึ่ง กลุ่ม งานที่ 1-6 เห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่ม ที่ 7 กลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก วงเงินสนับสนุน 2,400 ล้านบาท เนื่องจากปิดข้อเสนอ ช้าที่สุด คือ วันที่ 31 มี.ค. จึงอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยภาพรวมจะอนุมัติเสร็จสิ้นในเดือนพ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยอมรับว่า โควิด-19 อาจจะกระทบ ถึงการรับเหมาก่อสร้างในส่วนที่หน่วยงานต่างๆได้รับการสนับสนุนจากกองทุนอนุกรักษ์ฯปี 64 บ้าง ซึ่งคงจะมาพิจาณณาขยายเวลาในภายหลัง โดยในส่วนของการอนุมัติ โครงการได้มีการประชุมออนไลฯและจะอนุมัติเสร็จสิ้นทุกกลุ่มในเดือนพ.ค.นี้และเร่งลงนามในสัญญา โดยก็หวังว่า เม็ดเงิน 6,500 ล้านบาทจะมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง&amp;rdquo; นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังประเมินความต้องการพลังงานโดยรวมในช่วงนี้ก็มีโอกาสที่จะชะลอลง และอาจส่งผลไปยังการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตไฟฟ้า และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ในส่วนของรายใหม่ โดยยอมรับว่ายังไม่ได้พิจารณาเรื่องปริมาณนำเข้าแอลเอ็นจีในส่วนของรายใหม่ในช่วงนี้ ซึ่งกระทรวงฯจำเป็นต้องเน้นย้ำเรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วยและรับมือสถานการณ์โควิด-19 ร่วมกับรัฐบาลก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101749</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, พลังงาน, มาตรการลดค่าครองชีพ, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609126dc24182.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนเสนอตั้งกองทุนพลังงานสร้างชาติ 2 ล้านล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ธ.ค.2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังงานประชุมเชิงปฏิบัติการ &amp;ldquo;คนพลังงานร่วมใจ สู่ทิศทางไทยในอนาคต&amp;rdquo; ว่ากระทรวงพลังงานได้จัดประชุมระดมสมองเพื่อจัดทำแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว หรือ Thailand Integrated Energy Blueprint (TIEB) ที่มีความยืดหยุ่น มีเป้าหมายในระยะสั้น ระยะปานกลาง 5-10 ปี มากกว่าการวางแผนในระยะยาว 20 ปี รองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิตอล และการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากผลกระทบของโควิด-19 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง น่าจะได้ข้อสรุปกลับมารายงานอีกครั้งใน 3 เดือนข้างหน้า และคาดจะแล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.2564 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพื่อนำไปสู่แผนปฏิบัติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นกำหนดรับฟังความคิดเห็นแผนดังกล่าวช่วงเดือนมี.ค.2564 โดยไม่มีการพิจารณาเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินจากที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(พีดีพี) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 แต่อย่างใด และจะพิจารณาปลดระวางโรงไฟฟ้าเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีส่วนในการลดปริมาณการสำรองไฟฟ้าที่มีสูงขึ้นถึง 30-40% จากผลกระทบโควิด-19 ซึ่งในอนาคตมีรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) รถไฟฟ้า 13 สาย และการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G อาจส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น
&amp;quot;ขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศว่ามีจำนวนทั้งหมดเท่าไหร่ ทั้งโรงไฟฟ้าเก่าและโรงไฟฟ้าใหม่ &amp;nbsp;มีกำลังการผลิตอยู่ที่เท่าใด เปิดใช้งานมาแล้วกี่ปี มีประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างไร เพื่อดูว่าจะต้องปลดระวางกี่แห่ง รวมถึงโรงไฟฟ้าอื่นด้วย​ ส่วนการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าใหม่น่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี​2564 ซึ่งการประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายชัดเจน &amp;nbsp;ถือเป็นการคิกออฟเพื่อแจกโจทย์ว่าพลังงานควรจะมีทิศทางอย่างไร&amp;rdquo;นายกุลิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมโภชน์ อาหุนัย รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)​ กล่าวว่า​ เบื้องต้นได้เสนอรัฐบาลให้จัดตั้งกองทุนพลังงานสร้างชาติ 2 ล้านล้านบาท รองรับการส่งเสริมอีวี ช่วยรัฐประหยัดพลังงานได้ปีละ 100,000 ล้านบาท กองทุนดังกล่าวก็ควรจะมาจากการออกพันธบัตรของรัฐบาล 30 ปี ในรูปแบบการระดมเงินตามความจำเป็นที่ควรใช้ เพื่อรัฐจะได้ไม่มีภาระในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นอกจากจะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM 2.5) ยังสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในการนำมาใช้เปลี่ยนระบบเป็นอีวี 200,000 ล้านบาท และอีก 1.8 ล้านล้านบาทนำไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อีกส่วนหนึ่งนำไปเยียวยาอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่โรงกลั่นก็ต้องปรับตัวไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีมูลค่าสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันไทยมีการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 55-60 ล้านลิตรต่อวัน และเบนซิน 20 ล้านลิตรต่อวัน หากอนาคตสามารถปรับเปลี่ยนไปใช้รถอีวี จะสามารถลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานได้จำนวนมาก​ ซึ่งปัญหาการลงทุนของภาครัฐมีอุปสรรคเรื่องงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ดังนั้นการตั้งกองทุนฯ จะทำให้สามารถนำเงินนี้มาใช้ประโยชน์ได้รวดเร็วขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86835</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนพลังงานสร้างชาติ, กุลิศ สมบัติศิริ, คนพลังงานร่วมใจ สู่ทิศทางไทยในอนาคต, ปลัดกระทรวงพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180727/image_big_5b5b05912f8a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85705</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.พลังงานจัดนิทรรศการ “พลังงานที่พ่อให้” เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ธ.ค. 2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ตามที่รัฐบาลมีกำหนดจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 นั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงพลังงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;ได้จัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด&amp;ldquo;พลังงานที่พ่อให้&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 1 -6 ธันวาคม 2563 &amp;nbsp;เวลา 10.00 - 21.00 น. บริเวณถนนสนามไชย ฝั่งวัดโพธิ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนิทรรศการ&amp;ldquo;พลังงานที่พ่อให้&amp;rdquo;จะมีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่9 ด้านพลังงานซึ่งยังประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทั่วประเทศ &amp;nbsp; อาทิ เขื่อนพระราชา พลังแห่งสายน้ำสู่แสงสว่างของปวงประชา , พลังงานชีวภาพ&amp;hellip;พลังแห่งพระปรีชาญาณ, พลังงานจากอ่าวไทย..สร้างเศรษฐกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย &amp;nbsp;ซึ่งผู้เข้าร่วมชมนิทรรศการนอกจากจะได้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังจะได้ชมภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่หาชมได้ยาก นำมาจัดแสดงในงานด้วย &amp;nbsp; อีกทั้งภายในบูธมีกิจกรรม ลงทะเบียนลุ้นรับรางวัล หนังสือพลังแผ่นดิน วันละ 10 รางวัล เกมตอบคำถามชิงรางวัล วันละกว่า 200 รางวัล มีกิจกรรม &amp;ldquo;แชะแล้วแชร์&amp;rdquo; โดยถ่ายภาพคู่กับบูธของกระทรวงพลังงานในมุมใดก็ได้ พร้อมโพสต์ลงใน เฟซบุ๊ก กระทรวงพลังงาน และบอกวิธีประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งแชร์โพสต์นี้แล้วตั้งค่าเป็นสาธารณะลุ้นรับรางวัลพิเศษอีกวันละ 10 รางวัลตลอดระยะเวลาการจัดงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงพลังงานขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมงานของรัฐบาล และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการ &amp;ldquo;พลังงานที่พ่อให้&amp;rdquo; ของกระทรวงพลังงาน ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 6 ธันวาคม 2563 นี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึง &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เนื่องในวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ที่พระองค์ทรงพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ อย่างมากมาย ซึ่งได้สร้างคุณูปการต่อประชาชนคนไทยมาจวบจนปัจจุบัน และพวกเราจะร่วมกันสานต่อสิ่งที่พ่อทำ เพื่อทำนุบำรุงรักษาบ้านเมืองของเราให้เจริญงอกงามตลอดไป&amp;rdquo;ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85705</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, ปลัดกระทรวงพลังงาน, พลังงานที่พ่อให้, วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc71a9d3f804.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 12:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 12:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กุลิสสั่งสำรวจพื้นที่แนวท่อก๊าซฯลุยสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พฤศจิกายน 63 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาด้านกฎหมาย การควบคุม ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมการขนส่งทางบก กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กรมควบคุมมลพิษ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นคณะกรรมการ ซึ่งการประชุมในวันนี้ ได้มีการหารือถึงการตรวจสอบและการวิเคราะห์สาเหตุ จาก 3 เหตุการณ์ ทั้งอุบัติเหตุท่อก๊าซธรรมชาติที่จังหวัดสมุทรปราการ อุบัติเหตุรถขนส่งบรรทุกน้ำมันที่จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดลำพูน รวมถึงพิจารณาแนวทางและมาตรการป้องกันในอนาคต

ซึ่งในส่วนของอุบัติเหตุท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ ต.เปร็ง อ.บางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตรวจสอบพร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนเฉพาะด้านจากหน่วยงานต่างๆ
เพื่อหาสาเหตุและกำหนดมาตรการป้องกันที่เข้มงวด พร้อมทั้งได้สั่งการให้สำรวจพื้นที่แนวท่อก๊าซธรรมชาติเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมที่อาจเปลี่ยนแปลงไป ประสานกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อกำหนดพื้นที่แนวท่อก๊าซธรรมชาติ/ท่อน้ำมัน เร่งจัดทำระบบแจ้งเตือนให้แก่ชุมชนโดยเชื่อมต่อกับระบบ SCADA เพิ่มการติดตั้งระบบเฝ้าระวังและติดตามเพื่อให้สามารถตรวจสอบภาพสถานการณ์ตามแนวท่อได้ตลอดเวลา (โดยจะเริ่มในพื้นที่ที่มีชุมชนหนาแน่นสูงในเขตกรุงเทพในชั้นก่อนในระยะแรก) พร้อมให้ลงพื้นที่ให้ความรู้ความเข้าใจและซักซ้อมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินให้กับชุมชนที่อยู่ใกล้บริเวณแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ/ท่อขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง&amp;nbsp;

ส่วนอุบัติเหตุรถขนส่งน้ำมันทั้ง 2 เหตุการณ์นั้น ในส่วนของอุปกรณ์ต่อพ่วงในระบบขนส่งน้ำมันนั้น กรมธุรกิจพลังงานได้มีมาตรการควบคุมซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้
กรมธุรกิจพลังงาน จะดำเนินการประสานกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้มีการกำหนดมาตรการให้มีการติดตั้งกล้อง CCTV บริเวณห้องคนขับเพื่อติดตามสภาพพนักงานขับรถขนส่งน้ำมัน ป้องกันการหลับใน พร้อมทั้งจะมีการจัดอบรมให้ความรู้กับผู้ปฏิบัติงานด้านการขนส่งน้ำมันอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นมากขึ้น

&amp;ldquo;ขอเน้นย้ำว่า กระทรวงพลังงาน ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ให้กรมธุรกิจพลังงานหาสาเหตุโดยเร็ว พร้อมจัดทำแนวทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอนาคต และได้ขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง
เพื่อกำหนดพื้นที่แนวท่อก๊าซธรรมชาติ/ท่อน้ำมันไม่ให้มีการก่อสร้างที่อาจจะส่งผลกระทบกับ
แนวท่อ กรมการขนส่งทางบก ในการกำหนดให้รถขนส่งน้ำมันจะต้องติดตั้งกล้อง CCTV สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมสำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงแนวท่อขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมสั่งการให้มีการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มข้นและมีประสิทธิภาพโดยเร็ว&amp;rdquo; นายกุลิศ กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82764</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ  สมบัติศิริ, ท่อก๊าซระเบิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200717/image_big_5f1186a3c07ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอนุรักษ์พลังงานอนุมัติ 6.5พันล้านลุยแผนปี 64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ย. 2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2564 วงเงิน 6,500 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์&amp;nbsp; ในการนำไปใช้ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ อุดหนุนโครงการต่างๆ ที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การใช้เงินกองทุนฯ ตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยในปีนี้ได้ให้ความสำคัญลำดับต้นกับการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสนับสนุนการสร้างงานและสร้างรายได้ รวมถึง ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนในภาคส่วนต่างๆ อาทิ กลุ่มโรงงาน อุตสาหกรรม อาคาร บ้านอยู่อาศัย เป็นต้น ตลอดจนการสร้างงานวิจัย สร้างนวัตกรรมใหม่ และการสร้างบุคลากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การจัดสรรเงินกองทุนฯ ในปีงบประมาณ 2564 ประกอบด้วย 2 แผน คือ แผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน มีกรอบวงเงินสนับสนุน จำนวน 6,305 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มงานย่อย ดังนี้
(1) กลุ่มงานตามกฎหมาย วงเงินสนับสนุน 200 ล้านบาท (2) กลุ่มงานสนับสนุนนโยบายอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน วงเงินสนับสนุน 500 ล้านบาท (3) กลุ่มงานศึกษา ค้นคว้าวิจัย นวัตกรรม และสาธิตต้นแบบ วงเงินสนับสนุน 355 ล้านบาท (4) กลุ่มงานสื่อสาร และข้อมูล ข่าวสาร วงเงินสนับสนุน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 200 ล้านบาท (5) กลุ่มงานพัฒนาบุคลากร วงเงินสนับสนุน 450 ล้านบาท (6) กลุ่มงานส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในกลุ่มโรงงาน อุตสาหกรรม อาคาร บ้านอยู่อาศัย ภาคขนส่ง ธุรกิจฟาร์มเกษตรสมัยใหม่ และพื้นที่พิเศษ วงเงินสนับสนุน 2,200 ล้านบาท และ (7) กลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก วงเงินสนับสนุน 2,400 ล้านบาท ส่วนอีกหนึ่งแผน คือ แผนบริหารจัดการ ส.กทอ. วงเงินสนับสนุน 195 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก คณะกรรมการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองทุนฯ เห็นชอบแนวทางบริหารจัดการในหลักการ โดยให้คณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการระดับจังหวัดและจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายในระดับพื้นที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานหารือกับกระทรวงมหาดไทยในรายละเอียดและนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณา ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปีต่อไปคณะกรรมการกองทุนฯ มีมติเห็นควรให้ทบทวนแนวทางการสนับสนุนโครงการภายใต้กลุ่มงานส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเศรษฐกิจฐานราก โดยให้กำหนดเงื่อนไขด้านการร่วมสมทบทุนทั้งด้านตัวเงิน (in cash) และด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน (in kind) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการส่งเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากนี้ กระทรวงพลังงานจะนำแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไขฯ ที่คณะกรรมการกองทุนฯ มีมติเห็นชอบแล้วเสนอให้เสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมภายในเดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งหลังจาก กพช. มีมติเห็นชอบก็จะเข้าสู่กระบวนการจัดสรรเงินกองทุนฯ โดยคาดว่าจะสามารถประกาศยุทธศาสตร์การจัดสรรฯ และประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการได้ประมาณเดือนธันวาคม 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82577</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนอนุรักษ์พลังงาน, กุลิศ  สมบัติศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f4646126b3da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.พลังงานแจงคุมเข้มดูแลรถขนส่งน้ำมันสั่งไล่เช็คหาสาเหตุการชนจนเกิดอุบัติเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ต.ค.63 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน &amp;nbsp;เปิดเผยถึงกรณีที่ได้เกิดเหตุการณ์รถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุกพ่วงที่จังหวัดบุรีรัมย์ในคืนวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมาตามที่ปรากฎในข่าวนั้น &amp;nbsp; ขอยืนยันว่า กระทรวงพลังงานโดย กรมธุรกิจพลังงานมีการกำกับดูแลรถบรรทุกน้ำมันที่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ที่จะดูแลในส่วนของตัวถังน้ำมันกับอุปกรณ์การยึดติดตัวถังกับรถบรรทุกให้มีมาตรฐานความปลอดภัยซึ่งต้องมีการตรวจสอบและต่ออายุใบอนุญาตทุกปี และต้องมีการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลที่สามารถบันทึกระยะทาง เวลาและความเร็วของรถได้ตลอด 24 ชั่วโมง และผู้ประกอบกิจการต้องเก็บข้อมูลที่บันทึกไว้ให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ไม่น้อยกว่า 7 วัน &amp;nbsp;ซึ่งในกรณีหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นผู้ประกอบการต้องรายงานการเกิดอุบัติเหตที่ทำให้ถังขนส่งน้ำมัน ระบบท่อ และอุปกรณ์ชำรุดเสียหายจนน้ำมันรั่วไหลหรือเกิดเพลิงไหม้ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานภายใน 24 ชั่วโมงนับจากการเกิดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;ส่วนตัวรถบรรทุกนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของกรมขนส่งทางบก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าวคงต้องรอการพิสูจน์ว่าเกิดจากสาเหตุใด &amp;nbsp; ซึ่งกระทรวงพลังงานเองนั้นยืนยันว่ามีมาตรฐานการกำกับดูแลที่ชัดเจนในส่วนของถังน้ำมันกับอุปกรณ์ที่ติดกับตัวรถที่ได้มาตรฐานและความปลอดภัย มีการตรวจสอบทุกปี &amp;nbsp;ด้านคนขับรถบรรทุกน้ำมันก็จะต้องมีบัตรผู้ปฏิบัติงานจากกรมธุรกิจพลังงานซึ่งมีการอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจการขับขี่ปลอดภัยก่อนจึงจะสามารถขับได้ &amp;nbsp;ในส่วนของความรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดจากการประกอบกิจการรถขนส่งน้ำมัน &amp;nbsp;ประชาชนที่ได้รับผลกระทบนอกจากจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัย พ.ศ.2535แล้ว &amp;nbsp;ผู้ประกอบกิจการรถขนส่งน้ำมันยังได้มีการประกันภัยความรับผิดชอบเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกอันเกิดจากการประกอบกิจการดังกล่าว &amp;nbsp;ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 โดยมีจำนวนเงินของประกันภัยสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อครั้งซึ่งไม่น้อยกว่า 500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงพลังงานขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามผมได้ประสานสั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน และพลังงานจังหวัดบุรีรัมย์เข้าไปดูแลรายละเอียดการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวแล้ว &amp;nbsp;พร้อมทั้งให้กำชับการดูแลรถขนส่งน้ำมันให้มีความรอบคอบมีมาตรฐานการทำงานตามกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อจะไม่ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีก&amp;rdquo; ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82199</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ สมบัติศิริ, ปลัดกระทรวงพลังงาน, รถบรรทุกน้ำมัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180727/image_big_5b5b05912f8a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. ลุย‘วินมอเตอร์ไซค์อีวี-เรือไฟฟ้า’หนุนเทรนด์ขนส่งสาธารณะแห่งอนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 กันยายน 2563 &amp;nbsp;นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน &amp;nbsp;&amp;ldquo;E Trans E&amp;rdquo; (Electric Transportation of EGAT) นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของ กฟผ. พร้อมปล่อยขบวนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเปิดตัวเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบ โดยมีนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. คณะผู้บริหาร กฟผ.และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธี ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ช่วยลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 จากภาคการขนส่ง โดยในปีนี้ กฟผ. มีเป้าหมายนำร่องวินมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าในพื้นที่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี จำนวน 51 คัน ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ความเร็วสูงสุดมากกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีการติดตั้งระบบ GPS เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร โดยผู้ขับขี่สามารถสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำรองได้ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ภายในปลายปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กฟผ. ได้พัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้า จำนวน 2 ลำ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 214 กิโลวัตต์-ชั่วโมง สามารถแล่นด้วยความเร็วไม่น้อยกว่า 10 น็อต ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยระบบปรับอากาศในห้องโดยสารถูกออกแบบให้ใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณหลังคาเรือทั้ง 2 ลำ รองรับผู้โดยสารได้ลำละ 80 คน ซึ่งในระยะแรกจะทดสอบการเดินเรือเพื่อศึกษาวิจัยและประเมินสมรรถนะของเรือ โดยนำมาใช้ในภารกิจของ กฟผ. ก่อน แล้วจึงจะขยายผลสู่การใช้ประโยชน์สำหรับภาคประชาชนในอนาคตเพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง &amp;ldquo;ล้อ ราง เรือ&amp;rdquo; ส่วนสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับเรือไฟฟ้าอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งบริเวณฝ่ายปฏิบัติการภาคกลาง กฟผ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า กฟผ. ได้นำรถยนต์เก่าใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าด้วยชุด EV Kit ที่ กฟผ. และ สวทช. ร่วมกันพัฒนาขึ้น ให้สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลประมาณ 200 กิโลเมตรต่อการอัดประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง ความเร็วสูงสุดมากกว่า 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีค่าใช้จ่ายในการดัดแปลงไม่รวมแบตเตอรี่ประมาณ 200,000 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการดัดแปลงรถยนต์ให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงการดัดแปลงรถเมล์เก่าที่หมดอายุการใช้งานแล้วของ ขสมก. ให้เป็นรถโดยสารปรับอากาศไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ วิ่งได้ระยะทางไกลประมาณ 100-250 กิโลเมตรต่อการอัดประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร ความเร็วสูงสุดมากกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถรับผู้โดยสารได้ไม่ต่ำกว่า 80 คน และจะนำไปใช้ทดสอบเดินรถจริงในเส้นทางสาย 543ก (ท่าน้ำนนทบุรี &amp;ndash; อู่บางเขน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า นับเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นตั้งใจของ กฟผ. ในการแสวงหาองค์ความรู้สำหรับพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้งชุดอุปกรณ์ดัดแปลง แบตเตอรี่ หรือชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้าผลักดันไทยสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้างมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78247</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), กุลิศ สมบัติศิริ, วินมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69baf7857ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
