<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาดไตรมาส4ศก.ฟื้น กู้7แสนล.หนี้แตะ60%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวในไตรมาส 4 ร้อยละ 2.3-2.5 และขยายตัวต่อเนื่องในปีหน้า ขณะที่ &amp;ldquo;กสิกร&amp;rdquo; ห่วงรัฐตะลุยกู้สู้โควิด-19 เพิ่มอีก 7 แสนล้านบาท ดันยอดหนี้สาธารณะแตะเพดาน 60% ของจีดีพี ทำรัฐต้องเร่งขยายเพดานหนี้เพิ่ม คาดสิ้นปีงบประมาณหนี้ประเทศอยู่ที่ 59.6% ของจีดีพี พร้อมคงจีดีพีปีนี้โต 1.8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์นิกเกอิ เนื่องในการประชุม International Conference on the Future of Asia (Nikkei Forum) ครั้งที่ 26 ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์นิกเกอิ ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ยังคงมีสัญญาณบวกในบางสาขา อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ การอุปโภคบริโภค ภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัว การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก และ SMEs ได้แก่ 1.มาตรการเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และคงการไหลเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ 2.มาตรการทางการเงินและทางภาษี 3.มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน ซึ่งจากมาตรการเศรษฐกิจและแผนการด้านวัคซีนของรัฐบาลตามเป้าหมาย เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยคาดว่าจะฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ที่ร้อยละ 2.3-2.5 ส่งออกขยายตัวที่ร้อยละ 4.5 การท่องเที่ยวฟื้นตัว เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.7 ในปีหน้า ทั้งนี้ ไทยยินดีที่รัฐบาลและและเอกชนญี่ปุ่นเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจของไทย ซึ่งสถานการณ์โควิด-19 เป็นโอกาสให้ไทยและญี่ปุ่นร่วมมือเพื่อเสริมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ไทยคำนึงถึงข้อแนะนำของเอกชนญี่ปุ่นและพร้อมร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่ การสร้างเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม การเสริมสร้างอุตสาหกรรมที่ทันสมัย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสามารถร่วมมือกันในลักษณะ win-win
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านแผนและมาตรการเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งไทยได้เปรียบเรื่องที่ตั้งที่เป็น &amp;ldquo;connecting point&amp;rdquo; ของภูมิภาค จึงมีศักยภาพสำหรับการขับเคลื่อนการลงทุน โดยได้ผลักดันเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียนและของภูมิภาค โดยมุ่งเน้นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการจัดการปัญหาโลกร้อน รัฐบาลไทยพร้อมดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อน ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งค่าเป้าหมายขั้นต่ำในการลดก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ร้อยละ 20 และขั้นสูงไว้ที่ร้อยละ 25 จากกรณีปกติภายในปี ค.ศ.2030 โดยไทยยึดมั่นที่จะร่วมมือกับประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหานี้ตามพันธกรณีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความตกลงปารีส รวมทั้งได้บูรณาการประเด็นดังกล่าวในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งสอดรับกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 7 แสนล้านบาท โดยระบุว่า การกู้เงินเพิ่มเติมนี้จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ 60% ของจีดีพีเร็วขึ้น และภาครัฐจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยการขยายเพดานหนี้สาธารณะนั้นยังอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 จะอยู่ที่ราว 58.7-59.6% ของจีดีพี จากระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มี.ค.2564 อยู่ที่ 54.3% ของจีดีพี ภายใต้สมมติฐานที่รวมกรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาทแล้ว และคาดว่าจะมีการกู้เงินจริงประมาณครึ่งหนึ่งของวงเงินทั้งหมด ภายในสิ้นปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัวเลขประมาณการอัตราการขยายตัวของจีดีพีในปี 2564 ไว้ที่ระดับ 1.8% แม้ปกติการกู้เงินและใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาลน่าจะมีส่วนกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่ดำเนินอยู่ ทำให้รายได้และการใช้จ่ายของผู้บริโภคแตกต่างไปจากในช่วงปกติ โดยสุดท้ายแล้วผลกระตุ้นต่อเศรษฐกิจของการกู้และใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาล จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาด ทำให้ยังคงต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จึงจะสามารถสรุปผลของ พ.ร.ก.เงินกู้ 7 แสนล้านบาท ต่อตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ ซึ่งจากนี้จะติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดและเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างๆ เพื่อใช้ในการประมาณการในช่วงถัดๆ ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การกู้เงินเพิ่มเติมดังกล่าวจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นแก่รัฐบาลในการดูแลเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยการใช้วงเงินกู้จริงคงจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดและภาวะเศรษฐกิจในช่วงข้างหน้า ในทางตรงข้าม หากไม่มี พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาทนี้ แต่การแพร่ระบาดยังไม่ทุเลาลง รัฐบาลก็จะขาดเครื่องมือทางการคลังในการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ถูกกระทบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ประเด็นติดตามอยู่ที่ปฏิกิริยาตอบสนองของนักลงทุนต่อการกู้เพิ่มของภาครัฐ ซึ่งการสื่อสารจากทางภาครัฐและแผนการรักษาวินัยทางการคลังต่อจากนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยหากนักลงทุนมีมุมมองว่าการกู้เพิ่มในครั้งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำในสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง การกู้เพิ่มอีก 7 แสนล้านอาจจะไม่ได้เป็นประเด็นต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่หากนักลงทุนมีคำถามเกี่ยวกับประเด็นการรักษาวินัยทางการคลังที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงและความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว การกู้เงินเพิ่มเติมอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อการขยับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมนั้นเพิ่มสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การกู้เงินเพิ่มอีกถึง 7 แสนล้านบาทจะยิ่งทำให้หนี้สาธารณะพุ่งทะลุเกิน 9 ล้านล้านบาท และหนี้จะทะลุเกิน 60% ของจีดีพี เพราะการเก็บรายได้ในปีนี้จะขาดมากกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สถานะทางการคลังของไทยย่ำแย่ลงไปอีก อีกทั้งในอนาคตรัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ พิสูจน์แล้วว่าใช้เงินมาก แต่หาเงินไม่เป็น&amp;nbsp; การจัดเก็บรายได้พลาดเป้ามาทุกปี ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตลอด และปัจจุบันการเก็บรายได้คิดเป็นแค่ 15% ของจีดีพีเท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลจะไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ หนี้ของประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ แต่ประเทศไม่ได้พัฒนาเลย จริงอยู่แม้การช่วยเหลือประชาชนในยามลำบากเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ก็ควรจะตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป และไม่อยากให้เป็นช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103636</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 แสนล้าน, กู้สู้โควิด, คาดเศรษฐกิจฟื้นตัว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a6776f79745.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91005</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังกางแผนกู้เงินมีเยอะ ครป.บี้‘เจ้าสัว’ช่วยคนจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;คลัง&amp;quot; กางแผนกู้สู้โควิด-19 แจงอนุมัติกรอบวงเงินกู้แล้ว 7 แสนล้านบาท กู้แล้ว 3.9 แสนล้าน ยันเงินยังเต็มกระเป๋าไม่ต้องกู้เพิ่ม สิ้นปีพร้อมลุยออกบอนด์ออมทรัพย์รุ่น &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; 6 หมื่นล้านบาท &amp;quot;สภาองค์การลูกจ้างฯ&amp;quot; บี้นายกฯ ช่วยผู้ประกันตนตาม ม.33 บางส่วนที่รายได้ไม่เกิน 3 แสนต่อปี ประธาน ครป.เสนอกระจายงบประมาณจากโครงการต่างๆ มาเยียวยา เจรจาเจ้าสัวลดราคาสินค้า เก็บภาษีโควิดเพิ่มจากคนรวยมาช่วยคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 มกราคม นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการกู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิด วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ว่าล่าสุดมีการอนุมัติกรอบวงเงินกู้แล้ว 7 แสนล้านบาท และมีการกู้เงินแล้ว 3.9 แสนล้านบาท คิดเป็น&amp;nbsp; 39% ของเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการด้านสาธารณสุขจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาทนั้น อนุมัติแล้ว 1.96 หมื่นล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว&amp;nbsp; 1.56 พันล้านบาท ส่วนวงเงินเพื่อการเยียวยา 5.6 แสนล้านบาท อนุมัติแล้ว 5.58 แสนล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว 3.22 แสนล้านบาท ขณะที่วงเงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3.9 แสนล้านบาท อนุมัติแล้ว 1.33 แสนล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว 4.8 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากการกู้เงินของรัฐบาลยังเป็นไปตามแผนในกรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่หากกู้เต็มวงเงินจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ระดับ 56% ของจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง โดยในช่วง ม.ค.-ก.พ.64 สบน.มีแผนที่จะกู้เงิน 2.1 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเราชนะตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แบ่งเป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น (PN), พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว, พันธบัตรออมทรัพย์ และเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย&amp;nbsp; (เอดีบี) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ 56% ภายในปีงบประมาณ 2564 เป็นการคำนวณจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงประมาณ 1% จากคาดการณ์เดิมที่ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวเป็นบวก ซึ่งเป็นการรวมผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่แล้ว อย่างไรก็ดี เบื้องต้น สบน.ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินเพิ่มเติม เพราะวงเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเดิมยังเหลืออยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของแผนการบริหารหนี้ปีงบประมาณ 2564 มีกรอบวงเงิน 2.34 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเริ่มจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ รุ่น &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท โดยในวันที่ 1-19 ก.พ. 64&amp;nbsp; จะจำหน่ายผ่านวอลเลต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง&amp;nbsp; วงเงินจำหน่าย 5 พันล้านบาท รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step-up) เฉลี่ย 2% ต่อปี โดยเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่ 100 บาท จนถึง 5 ล้านบาท ซึ่งในทุกขั้นตอนผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องไปธนาคาร ผู้ลงทุนสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังเพื่อลงทะเบียนและเตรียมโอนเงินเข้าวอลเลต สบม.ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันที่ 5-19 ก.พ.64 จะจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นพิเศษ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาท ให้แก่ประชาชนทั่วไปและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่าย 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ แบบไม่จำกัดวงเงินซื้อ โดยเชื่อว่าพันธบัตรออมทรัพย์จะจำหน่ายได้หมดตามวงเงินที่ตั้งไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาล นายมนัส โกศล&amp;nbsp; ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อขอให้ปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาโครงการ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; ให้ครอบคลุมแรงงานในระบบประกันสังคม มาตรา 33 และลูกจ้างภาครัฐ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายมนัสกล่าวว่า จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.)&amp;nbsp; มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง คือโครงการเราชนะ ที่มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ซึ่งการพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์จะพิจารณาจากรายได้&amp;nbsp; การมีระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หาบเร่ แผงลอย รับจ้าง&amp;nbsp; เกษตรกร เป็นต้น แต่คณะกรรมการฯ พิจารณาคัดกรองตัดสิทธิ์ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในหน่วยงานรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง ซึ่งบางส่วนมีรายได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ดังนั้นสภาองค์การลูกจ้างฯ จึงขอให้นายกฯ ทบทวนพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ์ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ว่า&amp;nbsp; &amp;quot;การช่วยเหลือที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม&amp;nbsp; คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมกับคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 ได้ร่วมกันแจกอาหารแก่ผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยโควิด และผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดย รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธาน ครป.กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายการแก้ไขปัญหาโควิดของรัฐบาลในขณะนี้นั้นยังมีข้อบกพร่องบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งสถานประกอบกิจการขนาดเล็กขนาดกลางต่างก็ทยอยปิดกันตามการระบาดของโควิด แต่ว่ารัฐบาลก็ไม่ได้มีการประกาศล็อกดาวน์ เมื่อเขาปิดกิจการก็ทำให้แรงงานส่วนนี้ต้องว่างงานไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล ถึงแม้ว่ารัฐบาลบอกว่ากำลังจะพิจารณา แต่ว่าดูแล้วก็ค่อนข้างจะล่าช้า&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะเร่งรัดจัดการปัญหาในส่วนนี้ เพื่อที่จะให้การกระจายเงินงบประมาณต่างๆ ได้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานที่ว่างงานเหล่านี้ เพราะหากทำไม่ได้หรือล่าช้าไปก็จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แล้วคนเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในความทุกข์ยากลำบากในสถานการณ์วิกฤติมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.พิชายกล่าวว่า รัฐบาลควรจะลองทบทวนในช่วงของครึ่งปีงบประมาณว่าโครงการใดที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะโครงการที่กระจายไปยังหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ก็อาจจะดึงเงินส่วนนี้มาใช้ในการเยียวยาประชาชนจะดีกว่า&amp;nbsp; จะมีประสิทธิผลกว่าที่จะให้หน่วยงานราชการเอางบประมาณไปดำเนินโครงการที่ไม่จำเป็นต่างๆ มากกว่า&amp;nbsp; ควรจะไปพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งแล้วก็จัดสรรงบประมาณใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีกประเด็นที่จะฝากก็คือ รัฐบาลควรจะเจรจากับบรรดากลุ่มทุนขนาดยักษ์ขนาดใหญ่ในเรื่องของราคาสินค้าต่างๆ ให้บรรดากลุ่มทุนเหล่านี้ลดราคาสินค้าลงบ้าง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจจะใช้มาตรการทางภาษีพิเศษที่จะต้องมีการเก็บภาษีพิเศษ หรือจะเรียกว่าภาษีโควิดก็ได้ เพื่อใช้หลักการในการแบ่งปันกันระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งรัฐบาลก็อาจจะไปเจรจากับกลุ่มภาคธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาคม หอการค้า สมาคมธนาคาร หรือสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ ก็น่าจะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องแสวงหาความร่วมมือ&amp;nbsp; ทั้งในแง่ของการร่วมมือให้ช่วยกันลดค่าครองชีพ ลดราคาสินค้า และในแง่ของการปรึกษาหารือกันในการที่จะเพิ่มมาตรการด้านภาษีต่างๆ&amp;quot; ประธาน ครป.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างความโปร่งใสทุกโครงการในสภาวการณ์วิกฤติ อย่าฉวยโอกาสใช้วิกฤติสังคมเอื้อประโยชน์ส่วนตนและคดโกงงบประมาณแผ่นดิน อย่าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คอร์รัปชันอำนาจ และให้เก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้ากับมหาเศรษฐีหมื่นล้านมาช่วยประชาชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91005</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบวงเงินกู้, กู้สู้โควิด, บอนด์ออมทรัพย์, สบน., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ออมทรัพย์รุ่น &quot;เราชนะ&quot;, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600ed460ad678.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
