<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 19:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 19:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัทลุงสุดเข้ม!ผู้ว่าสั่งตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว สกัดคนต่างจังหวัดลักลอบเข้าเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.63 - นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า &amp;nbsp;สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด&amp;ndash;19 จ.พัทลุง จะมีผู้ติดเชื้อเพียง 14 คน &amp;nbsp;โดยในระยะ 7วันที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ในขณะนี้ยังใช้มาตรการเข้มงวดกับการเฝ้าระวังในการแพร่ระบาดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ได้เน้นย้ำให้ ผู้ที่ที่เกี่ยวข้องได้ใช้มาตรตรวจเข้มกับร้นตัดผม &amp;nbsp;ร้นเสริมสวย &amp;nbsp;การซื้อขายอาหารตามตลาดนัด เพราะเกรงว่า จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคในสถานที่ดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกู้เกียรติ &amp;nbsp;กล่าวว่านอกจากนั้นยังได้ใช้มาตรการเข้มกับการคัดกรองประชาชนจากต่างจังหวัดที่จะเข้ามาใน จ.พัทลุง และผู้ที่จะใช้ จ.พัทลุง &amp;nbsp;เป็นเส้นทางผ่านไปยังจังหวัดต่าง ๆ ด้วย โดยให้ทุกฝ่ายได้ปฏิบัติตามแนวทางและมาตรการการเฝ้าระวังเคร่งครัด โดยได้จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ออกปฏิบัติหน้าที่การป้องกันการลักลอบของประชาชน จากต่างจังหวัดมายังพื้นที่ต่าง ๆ ของ จ.พัทลุง ตามเส้นทางธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ป่าพะยอม อ.ศรีนครินทร์ ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะต้องถูกดำเนินคดีตามระเบียบ กฎหมายอย่างเฉียบขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ที่กองพันทหารช่างที่ 402 &amp;nbsp;ค่ายอภัยบริรักษ์ &amp;nbsp;ต.ชุมพล &amp;nbsp;อ.ศรีนครินทร์ &amp;nbsp;จ.พัทลุง &amp;nbsp;นายกู้เกียรติ &amp;nbsp;วงศ์กระพันธุ์ &amp;nbsp;ผวจ.พัทลุง &amp;nbsp;เป็นประธานในการมอบชุดธารน้ำใจฯ &amp;nbsp; ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้กักกันตนเองจากโรคโควิด&amp;ndash;19 ใน จ.พัทลุง มี พอ.กฤษดา &amp;nbsp;เรืองจุ้ย &amp;nbsp;ผู้บังตับกองพันทหารช่างที่ 402&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยในขณะนี้ &amp;nbsp;จ.พัทลุง มีผู้กักกันตนเองรวมทั้งสิ้น 9,032 คน &amp;nbsp;เหล่ากาชาดจังหวัดพัทลุง จึงได้ขอรับการสนับสนุนชุดธารน้ำใจฯ จากสภากาชาดไทย เพื่อนำมาช่วยเหลือแก่ผู้กักกันตนเองจากไวรัสโควิท -19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับชุดธารน้ำใจ มีจำนวน 2,159 ชุด น้ำดื่ม 2,159 ขวดโดยทางอำเภอ จะได้นำชุดธารน้ำใจฯ &amp;nbsp;ไปไปมอบให้แก่ผู้กักกันตนเองจากโรคไวรัสโควิด&amp;ndash;19 ตามอำเภอต่าง ๆ ทั้ง 11 อำเภอ &amp;nbsp;โดยพื้นที่ที่ผู้กักกันตนได้รับมอบธารน้ำใจฯ มากที่สุดมีอำเภอเมือง &amp;nbsp;ควนขนุน &amp;nbsp;ป่าพะยอม &amp;nbsp;กงหรา &amp;nbsp;เขาชัยสน &amp;nbsp;ป่าบอน &amp;nbsp;ปากพะยูน &amp;nbsp;ศรีบรรพต &amp;nbsp;ศรีนครินทร์ &amp;nbsp;ตะโหมด และบางแก้ว &amp;nbsp;ตามลำดับ &amp;nbsp;และการมอบจะแล้วเสร็จทุกพื้นที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63473</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์, พัทลุง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e99a6ed5bc89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โดดร่มติดหน้าผา ช่วยระทึก&#039;ออสซี่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนุ่มนักโดดร่มชาวออสเตรเลีย โดดร่มจากยอดเขาอกทะลุ เจอกระแสลมพัดร่มไปค้างบนโขดหิน เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะโรยตัวลงไปช่วยเหลือไว้ได้ แค่บาดเจ็บนิดหน่อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันที่ 13 มกราคมนี้ ตำรวจ สภ.เมืองพัทลุง พร้อมตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิพัทลุงการกุศล เข้าช่วยเหลือนักกระโดดร่มชาวออสเตรเลีย หลังจากขึ้นไปกระโดดร่มบนยอดเขาอกทะลุ ต.คูหาสวรรค์ เขตเทศบาลเมืองพัทลุง แต่กระแสลมพัดแรง ทำให้ร่มตกไปติดค้างบริเวณหน้าผา ตรงโขดหินด้านทิศตะวันออกของยอดเขา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบทราบว่าผู้ประสบเหตุคือนายโจฮันเนส กลาสเซอร์ เป็น 1 ใน 9 คนที่เดินทางมาจากออสเตรเลียเพื่อโดดร่มโชว์ในงานวันเด็ก 11 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้น เพื่อนๆ 8 คนพากันเดินทางกลับ แต่นายโจฮันเนสกับภรรยายังอยู่ต่อ โดยพักที่โรงแรมใกล้เขาอกทะลุ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบนายโจฮันเนสพยายามจับโขดหินบนหน้าผาไว้ ท่ามกลางความหวาดเสียวของผู้พบเห็น โดยจุดที่ร่มลอยมาติดที่โขดหินดังกล่าว อยู่ห่างจากยอดเขาอกทะลุประมาณ 75 เมตร ความสูงจากพื้นดินไปยังยอดเขาดังกล่าวประมาณ 250 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้วางแผนช่วยเหลือนายโจฮันเนส ขณะที่นายโจฮันเนสมีท่าทีอ่อนแรงเป็นลำดับ เพราะต้องห้อยโหนอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานาน ขณะที่ผู้ช่วยเหลือก็ยากที่จะปีนไปถึงตัว แต่จากการใช้โดรนบินสำรวจ พบว่านายโจฮันเนสมีบาดแผลที่ข้อศอก ข้อเท้า กระทั่งช่วงบ่าย เจ้าหน้าที่ อบจ. ตชด. ประมาณ 100 คน เดินเท้าขึ้นไปบนยอดเขาแล้วจัดชุดโรยตัวลงมาจากหน้าผา เพื่อรับตัวนายโจฮันเนส ก่อนจะหย่อนตัวเข้าไปทางช่องลม จากนั้นเดินเท้าลงมาอย่างปลอดภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลุง กล่าวว่า ขณะนี้ได้นำคนเจ็บลงมาถึงที่ราบอยู่ในระดับปลอดภัยแล้ว คาดว่าต่อไปคงจะต้องมีมาตรการป้องกันเหตุร้าย ใครจะมากระโดดต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54463</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1c6caa8ff49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BRNขยายวงบึ้ม&#039;พัทลุง-สตูล&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ยกคณะลงพื้นที่ &amp;quot;พัทลุง-สตูล&amp;quot; ติดตามเหตุระเบิด ฟันธงฝีมือโจรใต้ไม่เกี่ยวการเมือง เผยคุมตัวผู้ต้องสงสัยสอบแล้ว 1 ราย &amp;quot;เลขาฯ สมช.&amp;quot; ระบุ 3 จังหวัดชายแดนใต้โดนคุมเข้ม ต้องขยายออกมาป่วนนอกพื้นที่ &amp;quot;หน่วยข่าว&amp;quot; ย้ำชัดขบวนการบีอาร์เอ็นใช้แนวร่วมในพื้นที่ชี้เป้าบึ้มก่อนหลบหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม &amp;nbsp;กล่าวก่อนเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุระเบิดหลายจุดใน จ.พัทลุงและสตูลว่า จะลงไปดูและติดตามความคืบหน้าในพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งเบื้องต้นได้รับรายงานสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยอมรับเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ &amp;nbsp;ซึ่งสถานการณ์ภาพรวมคิดว่าคงไม่มีอะไร ซึ่งเราป้องกันไว้หมดแล้ว แต่ที่เขาขึ้นมาก่อเหตุที่ จ.พัทลุงและสตูล เพราะเขาไม่สามารถก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง&amp;quot; รองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.อ.ประวิตรพร้อมด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร., พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม.เดินทางถึง อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ประชุมผู้แทนหน่วยงานความมั่นคง ทหารและตำรวจในพื้นที่ รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ได้รับรายงานเรื่องการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำ 1 ราย โดยอยู่ระหว่างการทำงานของชุดสืบสวน รวมทั้งทราบตัวกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ไม่ยืนยันถึงเหตุการณ์ทั้งหมดว่าจะใช่หรือไม่ ขอเวลาให้ตำรวจทำงานก่อน เร็วเกินไปที่จะตอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประวิตรและคณะเดินทางไปศาลากลางจังหวัดสตูล รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ และให้กำลังประชาชนในพื้นที่ ก่อนเดินทางกลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพได้ว่าคนร้ายกลุ่มนี้มีอย่างน้อย 6 คน อายุประมาณ 18-30 ปี ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะก่อเหตุ โดยกลุ่มคนร้ายสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่นำภาพรถจักรยานยนต์ที่กล้องวงจรปิดจับภาพได้ไปเทียบเคียงกับข้อมูลรถหาย พบมีลักษณะคล้ายกับรถที่หายในพื้นที่ อ.ควนเนียง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า หน่วยข่าวกรองได้แจ้งเตือนเหตุดังกล่าวล่วงหน้า 1-2 วัน โดยเฉพาะวันที่จะมีการจัดคอนเสิร์ตที่พัทลุง ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงมีความกังวลเนื่องจากมีคนร่วมงานจำนวนมาก เบื้องต้นกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพบุคคลและจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผล ซึ่ง 1-2 วันนี้จะมีความคืบหน้าจากในพื้นที่
รู้ตัวมือบึ้ม &amp;#39;สตูล-พัทลุง&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปณิธานกล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในภาพวงจรปิดทราบแล้วว่าเป็นผู้มีชื่ออยู่ในระบบ แต่ก็ต้องมีการพิสูจน์ทราบและสอบปากคำตามขั้นตอน ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้บ้างแล้ว &amp;nbsp;และต้องรอการสอบปากคำที่อาจขยายผลต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในภาพรวมพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ถือว่าการเฝ้าระวังทำได้ดี ทำให้หลายกลุ่มอาจจะต้องเลือกออกไปเคลื่อนไหวนอกพื้นที่ เพราะการพยายามแสดงสัญลักษณ์ในช่วงนี้จะถูกควบคุมไว้ค่อนข้างมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางเดือน จะต้องระมัดระวังไม่ให้เหตุร้ายเกิดขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งอาจยาวไปถึงวันเลือกตั้ง&amp;quot; ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นสืบสวนสอบสวน แต่ที่ประเมินไว้อาจจะเป็นการก่อเหตุของผู้ก่อความไม่สงบจากในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้และขยายพื้นที่ออกมา รวมทั้งอาจเป็นเรื่องของการเมืองและการขัดแย้งทางผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ก็เป็นได้ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดูจากระเบิดที่ใช้ก่อเหตุแล้วเพื่อให้เกิดความตระหนกและหวาดกลัว เป็นระเบิดเพื่อสร้างสถานการณ์ ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเกิดขึ้น&amp;quot; เลขาฯ สมช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ก็เดินทางลงพื้นที่ จ.พัทลุงและสตูล เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีลอบวางระเบิดหลายจุด โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนตัวเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และ กกต.กับตำรวจก็ร่วมกันวางแผนเพื่อดูแลความปลอดภัยของหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของตำรวจเองก็มีการออกคำสั่งตั้งจุดตรวจจุดสกัดโดยเฉพาะอาวุธปืน วัตถุระเบิด และอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก กกต.&amp;quot; รอง ผบ.ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สตูล พ.ต.อ.พชรพล ณ นคร ผกก.สภ.เมืองสตูล กล่าวถึงความคืบหน้าคดีระเบิดว่า ได้ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุแล้ว พบมีผู้ต้องสงสัย 1 ราย ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปจอดที่โรงรถของกลางของ สภ.เมืองสตูล หลังจากนั้นจึงเกิดระเบิดขึ้น ส่วนระเบิดที่ร้านโมกเจริญพาณิชย์ &amp;nbsp;ย่านถนนสายยนตรการกำธรสตูล-รัตภูมิ หมู่ที่ 6 ต.คลองขุด อ.เมืองสตูล ก็พบคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปจอดหน้าร้านแล้วกลับออกไป จากนั้นมีการระเบิด โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างใกล้ชิดเพื่อคลี่คลายคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่าลูกระเบิดที่คนร้ายนำมาวางในพื้นที่ สภ.เมืองสตูล เป็นชนิดระเบิดมอเตอร์ไซค์บอมบ์ &amp;nbsp;และระเบิดกล่องเหล็ก ซึ่งคนร้ายนิยมใช้กันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ จ.พัทลุง พล.ต.ต.ธรัฐชา ถมปัทม์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง กล่าวถึงคดีระเบิดในพื้นที่ อ.เมืองและ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง 11 จุดว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุดเพื่อเร่งคลี่คลายคดี &amp;nbsp;โดยมีการเก็บพยานหลักฐานในทุกด้านที่คิดว่าจะเกี่ยวพันกับรูปคดี เบื้องต้นขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับการก่อเหตุของกลุ่มคนร้ายมามากพอสมควร แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้
บีอาร์เอ็นขยายพื้นที่ป่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สาเหตุจะมาจากเรื่องอะไรต้องรอให้จับกุมผู้ต้องหาให้ได้ก่อน โดยขณะนี้ได้ส่งระเบิดของกลางไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 จังหวัดยะลา เพื่อดูสารระเบิดและตรวจดูระบบการจุดชนวน เปรียบเทียบกับระเบิดที่คนร้ายใช้ก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าตรงกันหรือไม่ เบื้องต้นจากการเก็บชิ้นส่วนของวัตถุระเบิดพบในพื้นที่ อ.เมืองพัทลุง และ อ.ปากพะยูน มี 2 แบบ &amp;nbsp;โดยแบบที่วางในร้านค้านั้นส่วนใหญ่จะไม่มีชิ้นส่วนของสะเก็ดระเบิด ขณะที่ระเบิดที่วางด้านนอกริมถนนจะพบมีชิ้นส่วนของสะเก็ดระเบิดอยู่ รวมทั้งการวางแต่ละลูกไม่ห่างกันมากนัก ทิ้งระยะเวลาระเบิดเพียงแค่ 20-30 นาทีต่อลูก&amp;quot; ผบก.จว.พัทลุงกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นคงไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแต่อย่างใด แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จังหวัดจึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองร่วมกันวางมาตรการรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินอย่างจริงจังต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้ขอความร่วมมือประชาชนให้จับตาบุคคลต่างถิ่นที่เข้ามาในพื้นที่ จ.พัทลุง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ได้รับทราบทันที และหากพบวัตถุต้องสงสัยก็ให้แจ้งโดยด่วนเพื่อป้องกันความปลอดภัย&amp;quot; ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยข่าวความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ระบุว่า ระเบิดที่เกิดขึ้นใน จ.พัทลุงและสตูลนั้น ผู้ที่สั่งการและปฏิบัติการเป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยประกอบระเบิดในพื้นที่ และมีแนวร่วมในพื้นที่เป็นผู้ชี้เป้าในการวางระเบิดครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยข่าวความมั่นคงระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 10 วัน แนวร่วมในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ได้ทำการพ่นสีสเปรย์บนถนน กำแพง สะพาน ป้ายต่างๆ ในพื้นที่ จ.ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และ อ.เทพา, อ.สะบ้าย้อย ของ จ.สงขลา ข้อความว่า &amp;quot;ปัตตานี 110&amp;quot; ซึ่งหมายถึงสนธิสัญญาแองโกล-สยาม ที่ทำขึ้นกับประเทศอังกฤษเกี่ยวกับดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขบวนการแบ่งแยกดินแดนนำเอามาเป็นเงื่อนไข โดยสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวครบ 110 ปีเมื่อวันที่ 10 มี.ค.62 ซึ่งตรงกับเหตุการณ์วางระเบิดแสวงเครื่องใน 2 จังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สาเหตุของการขยายพื้นที่ก่อเหตุจาก 3 จังหวัดภาคใต้ 4 อำเภอสงขลาไปยังพัทลุงและสตูล เนื่องจากหลังการพบแนวร่วมมีการเคลื่อนไหวพ่นสีเชิงสัญลักษณ์จำนวน 100 กว่าจุด กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้สั่งการให้ป้องกันการก่อเหตุอย่างเข้มงวด ทำให้แนวร่วมถือโอกาสก่อเหตุร้ายด้วยการขยายพื้นที่ไปยังนอกเขต 4 จังหวัดแทน เพราะเจ้าหน้าที่คาดไม่ถึงและไม่มีการป้องกัน&amp;quot; หน่วยข่าวความมั่นคงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น บีอาร์เอ็นต้องการสื่อให้หน่วยงานความมั่นคงเห็นว่าพวกตนมีความสามารถในการก่อเหตุนอกพื้นที่ 4 จังหวัด และต้องการสร้างความสับสนให้เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องการให้เห็นถึงความล้มเหลวในการป้องกันเหตุของเจ้าหน้าที่รัฐ และต้องการที่จะต่อรองกับหน่วยงานความมั่นคงในเรื่องของการพูดคุยสันติสุข เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในเวทีการพูดคุย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อมูลด้านการข่าวพบว่า หลังปฏิบัติการแล้วกลุ่มที่ก่อเหตุได้เดินทางออกจากพื้นที่เพื่อป้องกันการติดตามจับกุม&amp;quot; แหล่งข่าวความมั่นคงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการอีโอดีซึ่งเป็นชุดลาดตระเวนค้นหาสรรพาวุธและวัตถุระเบิด กองร้อย อส.หาดใหญ่ ได้ออกดูแลความปลอดภัยและตรวจสอบรถที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในย่านเศรษฐกิจการค้า ทั้งตลาดพลาซาและย่านการค้าถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ซึ่งการตรวจสอบจะทำอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในช่วงนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31092</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์, ปณิธาน วัฒนายากร, พ.ต.อ.พชรพล ณ นคร, พล.ต.ต.ธรัฐชา ถมปัทม์, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย, พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ, รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190311/image_big_5c86723dbf414.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปาบึกหนักเท่าตะลุมพุก! &#039;อุตุฯ&#039;ชี้ผิดปกติรอบ30ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อธิบดีกรมอุตุฯ เผย &amp;quot;ปาบึก&amp;quot; เป็นพายุโซนร้อนลูกแรกในรอบกว่า 30 ปี ที่พัดเข้าอ่าวไทยในช่วงเดือนมกราคม ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ความแรงเทียบเท่าพายุโซนร้อนแฮเรียตเมื่อปี 2505 ที่เคยพัดเข้าแหลมตะลุมพุก แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะกรมอุตุฯ มีระบบการเตือนภัยที่ทันสมัยและรวดเร็วกว่าอดีต ชี้ช่วง 1-2 เดือนนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังพายุลูกใหม่ที่ก่อตัวอยู่นอกฝั่งฟิลิปปินส์ แต่คาดการณ์เบื้องต้นเชื่อว่าไม่กระทบต่อไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเวลา 17.00 น. ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา &amp;quot;พายุ&amp;quot; ปาบึก&amp;rdquo; (PABUK)&amp;quot; ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 2 มกราคม 2562 ความว่า พายุโซนร้อน &amp;ldquo;ปาบึก&amp;rdquo; (PABUK) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 6.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 108.0 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ &amp;nbsp;คาดว่าจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวน และเคลื่อนลงอ่าวไทยในช่วงวันที่ 2-3 มกราคม 2562 และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี ในช่วงค่ำของวันที่ 4 มกราคม 2562 โดยจะมีผลกระทบต่อภาคใต้ในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2562 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดยมีผลกระทบดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงวันที่ 3-4 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กับมีลมแรงบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงวันที่ 4-5 มกราคม 2562 บริเวณภาคใต้จะมีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กับมีลมแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากลมแรง และคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งตั้งแต่วันที่ 2-5 มกราคม 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวพยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ความแรงพอกับถล่มตะลุมพุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า พายุปาบึก เป็นพายุโซนร้อนลูกแรกในรอบกว่า 30 ปี ที่พัดเข้าอ่าวไทยในช่วงเดือนมกราคม ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ซึ่งความแรงของพายุลูกนี้เทียบเท่าพายุโซนร้อนแฮเรียตเมื่อปี 2505 ที่เคยพัดเข้าแหลมตะลุมพุก แต่ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากกรมอุตุฯ มีระบบการเตือนภัยที่ทันสมัยและรวดเร็วกว่าอดีตที่ผ่านมา จึงขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันพายุลูกนี้ ไม่มีโอกาสพัฒนาเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง หรือพายุไต้ฝุ่นอย่างแน่นอน ซึ่งในช่วง 1-2 เดือนนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังพายุลูกใหม่ที่ก่อตัวอยู่นอกฝั่งฟิลิปปินส์ แต่คาดการณ์เบื้องต้นเชื่อว่าไม่กระทบต่อไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำชับในเรื่องพายุโซนร้อนปาบึก ที่คาดว่าจะเข้าประเทศไทยในวันที่ 3 ม.ค. โดยจะกระทบในพื้นที่ภาคใต้ระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค. ที่จะส่งผลให้มีฝนตกหนัก จึงกำชับให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ติดตามดูแลประชาชนในเรื่องการอพยพในบางพื้นที่ และให้เตรียมการรับมือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในที่ประชุม ครม.มีการแสดง แผนที่ภาพการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนปาบึกว่าจะผ่านจุดใดบ้าง ขณะที่กระทรวงพลังงานได้รายงานในที่ประชุมว่า ได้มีการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่ประจำแท่นขุดเจาะน้ำมัน ให้กลับเข้ามาอยู่ในฝั่งเรียบร้อยแล้ว จึงขอเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ติดตามและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก มีความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุดังกล่าว สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก โดยเฉพาะศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 &amp;nbsp;ประสานงานและบูรณาการกับทุกภาคส่วน เตรียมรับสถานการณ์ ป้องกันและลดผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับให้น้อยที่สุด โดยได้มีการเตรียมกำลังพล เครื่องมือ แผนการปฏิบัติ การช่วยเร่งระบายน้ำ ดำรงการติดต่อสื่อสาร ติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และแจ้งเตือนข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะหน่วยทหารในพื้นที่ภาคใต้จะตั้ง &amp;ldquo;จุดบริการประชาชนส่วนหน้า&amp;rdquo; ในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยประชาชนเตรียมรับสถานการณ์และให้การช่วยเหลือได้ทันที ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่ผู้บัญชาการทหารบกได้เคยมอบให้หน่วยทหารในทุกพื้นที่ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการบรรเทาสาธารณภัย
สั่งหน่วยแพทย์พร้อมรับมือ
​&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบกในพื้นที่ส่วนกลาง ได้เตรียมการสนับสนุนหรือส่งความช่วยเหลือเพิ่มเติมไปยังพื้นที่ประสบภัย อาทิ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พร้อมยาและเวชภัณฑ์ จากกรมแพทย์ทหารบก, เครื่องมือช่าง จากกรมการทหารช่าง, อากาศยานจากศูนย์การบินทหารบก รวมถึงยานพาหนะขนาดใหญ่ จากกรมการขนส่งทหารบก เป็นต้น เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์หรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนได้เฝ้าติดตามข่าวสาร และให้ความร่วมมือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ อาทิ การอพยพและขนย้ายสิ่งของ สำรวจความแข็งแรงของอาคารบ้านเรือน ทั้งนี้ หากมีข้อจำกัดหรือต้องการขอรับการช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่หน่วยทหารใกล้บ้าน, &amp;nbsp;ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 โทร. 0-75 38-3405 หรือศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก (ส่วนกลาง) โทร 0-2297-7648&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการเตรียมรับมือในพื้นที่พายุผ่านนั้น นายอำนาจ ผลมาตย์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี แจ้งว่าประชาชนตามแนวชายฝั่งอ่าวไทย ควรเพิ่มการเฝ้าระวัง และระมัดระวังความเสียหาย ที่เกิดจากฝนตกหนัก นอกจากนี้ พายุดังกล่าวยังสามารถทำให้เกิดคลื่นซัดฝั่งตามแนวชายฝั่งของจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ประชาชนที่อาศัยตามแนวชายฝั่งทะเลควรเพิ่มความระมัดระวัง อนึ่ง จากการประเมินสภาวะอากาศ ศูนย์กลางพายุไม่ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่จังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ผลกระทบจังหวัดปัตตานี และนราธิวาส จึงเป็นเพียงกลุ่มฝนล้อมรอบ ศูนย์กลางพายุดังกล่าวและคลื่นซัดฝั่งเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง คาดว่าพื้นที่ จ.พัทลุง จะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าครั้งที่ผ่านมาเมื่อกลางเดือนธันวาคม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่จึงได้ออกประกาศเตือนประชาชนรับมือพายุปาบึก เนื่องรุนแรงมากว่าที่ผ่านมา &amp;nbsp;โดยเฉพาะประชาชนอาศัยพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมซ้ำซาก และใกล้ทางน้ำระมัดระวังน้ำท่วมฉับพลัน ขอให้อพยพสิ่งของไว้สูงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขณะที่ประชาชนในหลายอำเภอที่อาศัยบริเวณแนวเทือกเขาบรรทัดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ให้ระมัดระวังน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประชาชนที่อาศัยบริเวณเสี่ยงภัยดินโคลนถล่มนั้น ขณะนี้ได้ให้นายอำเภอดำเนินการอพยพชาวบ้านทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกู้เกียรติยังกล่าวอีกว่า สำหรับชาวบ้านที่อาศัยบริเวณหมู่ริมทะเลสาบสงขลา และเป็นเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะกระบือจำนวนมาก และเป็นพื้นที่ราบลุ่มติดทะเลสาบนั้น ให้อพยพสัตว์เลี้ยงไว้ที่สูงทันที เพื่อป้องกันการจมน้ำตาย
นครศรีฯ เสี่ยงฝนลมดินถล่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีโทรสารด่วนที่สุด จากศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย ดินถล่ม และคลื่นลมแรงจังหวัดนครศรีธรรมราช ถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง นายอำเภอทุกอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ให้เตรียมความพร้อมในการรับมือพายุโซนร้อนปาบึก โดยจะมีผลกระทบต่อภาคใต้ในช่วงวันที่ 3-5 ม.ค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เพื่อเป็นการเน้นย้ำการปฏิบัติ และการเตรียมความพร้อมที่อาจจะสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงขอให้อำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ติดตามสถานการณ์ข่าวสารการพยากรณ์อากาศ การแจ้งเตือนภัย สภาพน้ำท่าจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ผู้ประกอบการขนส่งทางเรือให้เตรียมอุปกรณ์ชูชีพให้เพียงพอและตรวจสอบความพร้อมก่อนออกเรือ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการในการเตรียมรับสถานการณ์โดยถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากจำเป็นต้องอพยพประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าวไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนถึงความจำเป็นต้องอพยพเพื่อความปลอดภัยของประชาชนเอง โดยขอให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ ให้อำเภอบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มศักยภาพในการผลักดันน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็ว และให้อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่ อาสาสมัครองค์กรการกุศล เพื่อประสานการบูรณาการ เตรียมความพร้อมทรัพยากรเครื่องมือ อุปกรณ์กู้ชีพกู้ภัย และกำลังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบล (1 ตำบล 1 ศูนย์จัดการภัยพิบัติและอุบัติภัย) ในการช่วยเหลือประชาชน กู้ภัยและบรรเทาภัยตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีมีคลื่นลมแรงบริเวณชายฝั่ง หรือในทะเลมีคลื่นสูง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกลาดตระเวนแจ้งเตือนการเดินเรือ เรือเล็ก เรือประมง เรือท่องเที่ยว เรือข้ามฟาก ให้งดออกจากฝั่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเกิดเหตุสาธารณภัยให้แจ้งจังหวัดทราบทางโทรศัพท์หมายเลข 0-7535-8440 หรือสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวพยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25632</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์, พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, พายุปาบึก, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, ภูเวียง ประคำมินทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190102/image_big_5c2ccdd8dfcec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16557</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชูเยาวชน-ผู้สูงอายุต้นแบบ หนุนพื้นที่สร้างสรรค์ทุกมิติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่เติบโตมาคู่กับอินเทอร์เน็ตและสังคมโซเชียลมีเดียที่ไร้การควบคุม นำมาซึ่งปัญหาลอกเลียนพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น การใช้ความรุนแรง แสดงออกก้าวร้าว รวมทั้งเผยภาพยั่วเย้า ลามก อนาจาร ฉะนั้นแนวทางที่จะหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ได้คือสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ ดึงเยาวชนเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ เพิ่มปัจจัยบวก เพื่อเป็นเกาะป้องกันสิ่งยั่งยุเหล่านั้นและส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาวะดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วยนางมัทนา ถนอมพันธ์ หอมลออ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกันเปิดกิจกรรมพื้นที่นี้...ดีจัง เยาวชนพัทลุงยิ้มปีที่ 5 ตอน ปล่อยผีเสื้อให้โบยบิน ในพื้นที่ใจกลางเมืองพัทลุง จากความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง เทศบาลเมืองพัทลุง เทศบาลตำบลนาท่อม เทศบาลตำบลเขาเจียก กศน.จังหวัดพัทลุง และความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ชุมชนในพื้นที่จัดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงกล่าวว่า เด็ก เยาวชนเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ แต่ปัจจัยแวดล้อมในพื้นที่ยังไม่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี การทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์อาศัยความร่วมมือจากหลายส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา ซึ่งต้องร่วมมือร่วมใจกันจนเกิดงานพื้นที่...นี้ดีจัง เยาวชนพัทลุงยิ้ม ที่พัฒนาสภาพแวดล้อมให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ และสร้างโอกาสให้เยาวชนพัฒนาตนเองสู่ &amp;ldquo;พลเมืองและนักสื่อสารสุขภาวะที่ตื่นรู้&amp;rdquo; ที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์ &amp;ldquo;วิถีชีวิตสุขภาวะ&amp;rdquo; เกิดการรวมตัวทำกิจกรรมสร้างสรรค์กระจายตามพื้นที่ชุมชน และได้ขยายแนวคิดในพื้นที่เมืองพัทลุงปีนี้เป็นปีที่ 5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง เป็นพ่อแม่ เป็นคนที่อยู่รอบๆ ตัวเด็ก ต้องช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ในปัญหา สนับสนุน ส่งเสริมกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพ ความคิด สื่อ และสังคมอย่างจริงจัง ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย &amp;ldquo;เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน ผู้สูงอายุเป็นต้นแบบ&amp;rdquo; เห็นได้ว่าเด็ก เยาวชนจะผลิบาน สร้างสรรค์ สร้างสุข ทุกวัย ทุกพื้นที่ เกิดการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้ การมีทักษะชีวิต ความรู้เท่าทันสื่อ เป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนพัทลุงให้น่าอยู่ สู่การมีสุขภาวะที่ดีและยั่งยืนของเด็ก เยาวชน ครอบครัวและชุมชน เป็นต้นแบบขยายผลสู่การขับเคลื่อนเป็นนโยบายในระดับจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส.กล่าวว่า สสส.สนับสนุนกระบวนการและปัจจัยแวดล้อมด้านระบบสื่อเพื่อสุขภาวะ ที่เชื่อมโยงและเสริมพลังเครือข่าย รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในท้องถิ่น เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดเป้าหมายร่วมในการสร้างระบบนิเวศสื่อเพื่อสุขภาวะ โดยใช้กระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมพลังผ่านยุทธศาสตร์ 3 ดี คือ สื่อดี พื้นที่ดี และภูมิดี จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม กระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์เป็นส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชนให้มีทักษะเท่าทันสื่อ (Media Literacy) ความรอบรู้ทางสุขภาพ (Health Literacy) และความตื่นรู้ทางปัญญา เกิดกระบวนการพัฒนาเยาวชนแกนนำภาคีเครือข่ายให้เป็นนักสื่อสารสุขภาวะกว่า 5,000 คน ที่มีศักยภาพในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ และใช้สื่อเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายระดับ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการต่อยอดและขยายผลให้พื้นที่สร้างสรรค์มีความยั่งยืน เพื่อเป็นปัจจัยแวดล้อมในการสร้างเสริมสุขภาวะ ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์เด็กและเยาวชนกว่า 45 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเตือนใจ สิทธิบุรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งงานพื้นที่สร้างสรรค์ พัทลุงยิ้ม กล่าวว่า จุดเริ่มต้นงาน &amp;ldquo;พัทลุงยิ้ม&amp;rdquo; เกิดจากพื้นที่ใต้ถุนบ้าน ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านเกาะทัง และขยายพื้นที่สร้างสรรค์เพิ่มไปสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน และชุมชน ครูสามารถนำไปบูรณาการในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ นำมาใช้เป็นโมเดลการเรียนการสอน โดย &amp;ldquo;ผู้ปกครองอาสา&amp;rdquo; เข้ามามีส่วนร่วมด้วยจิตสาธารณะ ให้เด็กได้เรียนรู้ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ศาสนาของท้องถิ่น &amp;ldquo;พัทลุงยิ้ม&amp;rdquo; พัฒนารูปแบบการทำกิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชนในแต่ละตำบล สู่การมีส่วนร่วมคิด ตัดสินใจ ลงมือ และร่วมรับผิดชอบ ถือเป็นเครื่องมือเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก เยาวชน ครอบครัว และคนในชุมชน นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัวในจังหวัดพัทลุงให้ลุกขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม แสดงออกถึงความกระตือรือร้น มีจิตสำนึกสาธารณะ เป็น &amp;ldquo;ตัวเชื่อม&amp;rdquo; ระหว่างความเก่ากับความใหม่ได้อย่างลงตัว สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวสุนิสา ประทุมเทือง แกนนำเครือข่ายเยาวชนพื้นที่นี้...ดีจัง เยาวชนพัทลุงยิ้ม กล่าวว่า ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคน และรู้สึกดีใจที่ให้โอกาสเครือข่ายพัทลุงยิ้มได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว โดยในแต่ละปีนั้น เครือข่ายเยาวชนฯ จะหาเพื่อนภาคีเครือข่าย &amp;ldquo;ยิ้มสัญจร&amp;rdquo; ในจังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล ร่วมกันพัฒนาให้เกิดพื้นที่ นำความรู้ที่ได้รับมาจัดกิจกรรม ออกแบบผลิตสื่อของชุมชน สื่อสาร แบ่งปันสู่คนในพื้นที่ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การร่วมกันจัด &amp;ldquo;พื้นที่นี้...ดีจัง เยาวชนพัทลุงยิ้ม ปีที่ 5 ตอน ปล่อยผีเสื้อให้โบยบิน&amp;rdquo; ในใจกลางเมืองครั้งนี้ ได้ชักชวนผู้สูงอายุในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่สนใจ สร้างสรรค์การเรียนรู้ของแต่ละพื้นที่ในรูปแบบของกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้มีประสบการณ์ตรง ลงมือเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง อาทิ การแสดงละครสะท้อนปัญหาชุมชน มโนราห์เด็ก ดิเกร์ฮูลู ยิมนาสติก โขน หุ่นเงา เป็นการจุดประกายให้เด็กเยาวชนเห็นคุณค่าในตัวเอง คุณค่าของสังคม ชุมชนในพื้นที ซึ่งกระบวนการนี้เป็นการปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ดีในตัวของพวกเรา เชื่อว่าพลังของเด็ก เยาวชน เป็นพลังที่สำคัญและสามารถร่วมพัฒนาสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในพื้นที่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกิจกรรมพื้นที่ดีๆ แบบนี้ เชื่อว่าหลายชุมชนจะนำไปเป็นแบบเพิ่มศักยภาพในการสร้างสรรค์ &amp;ldquo;วิถีชีวิตสุขภาวะ&amp;rdquo; จนเกิดการรวมตัวเสริมทักษะการเรียนรู้กระจายตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16557</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์, พัทลุงยิ้ม, สุนิสา ประทุมเทือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เตือนใจ สิทธิบุรี, ไทยแลนด์ 4.0</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b8920710bd96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัทลุงเข้มใบอนุญาตครอบครองปืน เผยทั้งจังหวัดพกพาได้ 130 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ค.61 - นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า &amp;nbsp;กรณีของกลุ่มวัยรุ่นที่มีอนุญาตครอบครองอาวุธปืนและใช้ยิงในขบวนแห่ขันหมากนั้น &amp;nbsp; สำหรับการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตอาวุธปืน ต้องดูสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และความเห็นจากเจ้าหน้าที่ อัยการจังหวัด เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันกับผู้กระทำความผิดในคดีอื่น ๆ ทั้งจังหวัด และหากสำนวนของกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าเป็นการกระทำที่รุนแรง &amp;nbsp; ก็จะมีการพิจารณายึดใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกู้เกียรติ กล่าวว่า &amp;nbsp; ได้สั่งให้นายอำเภอทุกอำเภอ &amp;nbsp; ซึ่งเป็นนายทะเบียนอาวุธปืน เข้มงวด และตรวจสอบประวัติผู้ที่ขอซื้ออาวุธปืนและขออนุญาตครอบครองอาวุธปืนอย่างละเอียด ก่อนที่จะออกใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี และบุคคลที่ต้องคดีมีความผิดเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันผู้ที่ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนติดตัว หรือ ป.12 จังหวัดพัทลุง มีทั้งหมดจำนวน 130 &amp;nbsp; รายส่วนใหญ่ผู้ได้รับอนุญาตเป็นนักธุรกิจ และประกอบอาชีพส่วนตัว &amp;nbsp;จำนวน 89 &amp;nbsp; ราย &amp;nbsp;รองลงมา เป็นข้าราชการ ลูกจ้างของรัฐ &amp;nbsp;จำนวน 24 ราย นักการเมืองท้องถิ่นอีกจำนวน 14 ราย &amp;nbsp;และทนายความอีก 4 ราย &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้อาวุธปืนยิงในขบวนแห่ขันหมากไม่มีใบอนุญาตพกพา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8351</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์, พกพาอาวุธปืน, พัทลุง, อาวุธปืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae98b8052715.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
