<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียว ขสมก.กู้เงินเสริมสภาพคล่อง 7,803 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ประจำปีงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;7,803ล้านบาท และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กำหนดวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆในการกู้เงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ขสมก.ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากผลประกอบการที่ขาดทุนและไม่ได้รับเงินชดเชยผลการขาดทุนตามจำนวนที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่ขสมก.เก็บค่าโดยสารตามอัตราที่ภาครัฐกำหนดซึ่งต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง และไม่สามารถปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นตามสภาวการณ์ปัจจุบันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวงเงินจำนวน 7,803 ล้านบาท ที่กู้มาจะแยกเป็น ดังนี้ 1.การชำระค่าเชื้อเพลิง 2,867 ล้านบาท 2.ชำระค่าเหมาซ่อมจำนวน 1,667 ล้านบาทและ3.เสริมสภาพคล่องทางการเงิน 3,269 ล้านบาท ซึ่งการกู้เงินของขสมก.ในครั้งนี้จะทำให้ประหยัดค่าดอกเบี้ย ค้างชำระได้ปีละ232 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. ฉบับปรับปรุงใหม่ อยู่ระหว่างการทบทวนตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และยังไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. จึงทำให้ในปีงบประมาณ 2565 ขสมก. มีภาระที่ต้องชำระหนี้เงินกู้เดิมที่ครบกำหนดชำระ โดย ณ วันที่ 31 ม.ค.64 ขสมก. มีหนี้สินค้างชำระรวมทั้งสิ้น 127,797.432 ล้านบาท โดย ขสมก. ได้ทำประมาณการเงินสดรับ-จ่ายในปีงบประมาณ 2565 คาดว่าจะมีเงินสดคงเหลือปลายงวดขาดมือจำนวน 32,926 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ดังนั้น ขสมก. จึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวน 32,926ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งจะนำไปชำระหนี้คืนเงินกู้เดิมที่ครบกำหนดชำระและไถ่ถอนพันธบัตรเงินกู้จำนวน 25,122ล้านบาท ซึ่ง ขสมก. ได้เสนอสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อบรรจุเข้าแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2565 แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112853</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน, ขสมก, เงินกู้เสริมสภาพคล่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e7f808cb97f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 21:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 21:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.เสรี ยิงคำถามตรงเป้า!ถ้าฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลเวลานี้ จะเอาเงินที่ไหนมาสู้วิกฤติโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 64 - ดร.เสรี วงษ์มณฑา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;อยากจะรู้จังว่าถ้าฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลอยู่ในเวลานี้ ถ้าไม่กู้จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อยา ซื้อวัคซีน ซื้อเครื่องมือแพทย์ ตั้งโรงพยาบาลสนาม เงินงบประมาณปรกติจะพอหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเอาเงินที่ไหนมาเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;nbsp;จะเอาเงินที่ไหนมาประคองธุรกิจ จะเอาเงินที่ไหนมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ เงินในงบประมาณเอามาใช้ไห้ไหม มันจะพอไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ อย่กจะพูดอยากจะด่า อยากจะด้อยค่ารัฐบาลเพื่อไล่นายกฯ มันพูดง่าย แต่ถ้าหากตัวเองจะต้องเป็นคนทำ ไม่กู้จะแก้ปัญหาอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนัดด่า ถนัดว่า ถนัดแซะ แต่จะถนัดทำหรือเปล่า ไม่แน่ใจจ้ะ เพราะเคยจะแก้ไขจราจร ก็ทำไม่ได้ จะแก้ไขความยากจนก็ทำไม่ได้ แก้ไขน้ำท่วมก็ทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าดีแต่พูด เอาแต่ด่าว่านายกฯโง่เลยนะคะ นายกไม่ได้ตัดสินคนเดียว ท่านมีหมอให้คำปรึกษาเรื่องโควิด ท่านมีนักธุรกิจให้คำปรึกษาด้านเศรษฐกิจ อย่างเก่งกว่าหมอ อย่าเก่งกว่าเจ้าสัวกันนักเลยนะคะ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105966</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c52dd64aefb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีกแล้ว!เด็กภูมิใจไทยถล่มงบเงินกู้5แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 - &amp;nbsp;นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาทว่าสิ่งที่คาดหวังจะได้เห็นจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท คือ หวังว่าจะไม่ซ้ำรอยกับการรออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีอยู่ 3 วิธีที่จะแก้ไขปัญหาได้ คือ 1.มีความจริงจังในการแก้ปัญหาสาธารณสุข การกู้เงินใน 2 ครั้งเหมือนกับปัญหาสาธารณสุขมาบังหน้ากู้เงิน การกู้เงินครั้งนี้ ระบบสาธารณสุขได้เงินแค่ 3หมื่นล้านบาท หรือ 6% คือ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุใช่หรือไม่ ถือว่าไม่เข้าใจการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.จะต้องไม่เยียวยาแบบเดิมเหมือนตอนกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ใช้เงินเยียวยาไป 7แสนล้านบาท แล้วยังจะขอกู้เงินเพื่อนำไปเยียวยาอีก 3 แสนล้านบาท ถ้าการเยียวยาได้ผลจริง วันนี้คงไม่ต้องมากู้เงินอีก วิธีแก้ปัญหาต้องไม่ใช่การแจกเงิน แต่ต้องสร้างงาน เปลี่ยนจากการเสกเงินเป็นเสกงาน สร้างอาชีพ และ 3.ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เพื่ออนาคต การกู้เงินรอบที่แล้ว มีงบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท แต่กลับถูกโอนไปใช้ในการเยียวยา เหลือเงินในการฟื้นฟูแค่ 2.5 แสนล้านบาท และยังถูกเอาใช้ในโครงการคนละครึ่งอีก 2 แสนล้านบาท เบ็ดเสร็จเหลือเงินเพื่อการฟื้นฟูไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องฟื้นฟูอย่างเอาจริงเอาจังเพื่ออนาคตประเทศ ขอบอกว่า รมว.การคลังและสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า การกู้เงินในนาทีนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ต้องกู้หน้านายกฯ และรัฐบาล และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องกู้ความเชื่อมั่น ถ้ากู้ความเชื่อมั่นกลับมาไม่ได้ ต่อให้กู้เงินอีกเท่าไรก็แก้ปัญหาไม่ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105778</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 แสนล้านบาท, กู้เงิน, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล, พรรคภูมิใจไทย, ภท., ส.ส.บัญชีรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c05d11c01cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสกสกลอีกแล้ว!เด็กภูมิใจไทยถล่มงบเงินกู้5แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 - &amp;nbsp;นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาทว่าสิ่งที่คาดหวังจะได้เห็นจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท คือ หวังว่าจะไม่ซ้ำรอยกับการรออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีอยู่ 3 วิธีที่จะแก้ไขปัญหาได้ คือ 1.มีความจริงจังในการแก้ปัญหาสาธารณสุข การกู้เงินใน 2 ครั้งเหมือนกับปัญหาสาธารณสุขมาบังหน้ากู้เงิน การกู้เงินครั้งนี้ ระบบสาธารณสุขได้เงินแค่ 3หมื่นล้านบาท หรือ 6% คือ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุใช่หรือไม่ ถือว่าไม่เข้าใจการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.จะต้องไม่เยียวยาแบบเดิมเหมือนตอนกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ใช้เงินเยียวยาไป 7แสนล้านบาท แล้วยังจะขอกู้เงินเพื่อนำไปเยียวยาอีก 3 แสนล้านบาท ถ้าการเยียวยาได้ผลจริง วันนี้คงไม่ต้องมากู้เงินอีก วิธีแก้ปัญหาต้องไม่ใช่การแจกเงิน แต่ต้องสร้างงาน เปลี่ยนจากการเสกเงินเป็นเสกงาน สร้างอาชีพ และ 3.ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เพื่ออนาคต การกู้เงินรอบที่แล้ว มีงบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท แต่กลับถูกโอนไปใช้ในการเยียวยา เหลือเงินในการฟื้นฟูแค่ 2.5 แสนล้านบาท และยังถูกเอาใช้ในโครงการคนละครึ่งอีก 2 แสนล้านบาท เบ็ดเสร็จเหลือเงินเพื่อการฟื้นฟูไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องฟื้นฟูอย่างเอาจริงเอาจังเพื่ออนาคตประเทศ ขอบอกว่า รมว.การคลังและสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า การกู้เงินในนาทีนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ต้องกู้หน้านายกฯ และรัฐบาล และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องกู้ความเชื่อมั่น ถ้ากู้ความเชื่อมั่นกลับมาไม่ได้ ต่อให้กู้เงินอีกเท่าไรก็แก้ปัญหาไม่ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105777</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 แสนล้านบาท, กู้เงิน, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล, พรรคภูมิใจไทย, ภท., ส.ส.บัญชีรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c05d11c01cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 12:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพบูลย์&#039;อวยสุดลิ่มพ.ร.ก.เงินกู้5แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 - ที่รัฐสภามีการประชุมเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ วงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อภิปรายสนับสนุน พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทว่า การที่ ครม.ตราพระราชกำหนด มีความจำเป็น การจะไปรอให้ออกเป็นพระราชบัญญัตินั้นช้าไม่ทันการณ์ การแพร่ระบาดโควิดระลอก3 ต่อเนื่องรุนแรง จึงต้องเร่งแก้ไข เยียวยาให้ประชาชนที่กำลังได้รับความทุกข์ อย่างเร่งด่วน ขอชื่นชมนายกฯ ที่กล้าตัดสินใจ เป็นนักปฏิบัติ ออก พ.ร.ก.มาช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ที่มีการตั้งข้อสังเกต ทำไมไม่รอ พ.ร.บ.งบประมาณ เพราะกว่าจะออกได้คงออกได้ในเดือนตุลาคม แต่ประชาชนรอไม่ได้ และตาม พ.ร.ก.นี้ ช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนทุกสาขาอาชีพกว่า 3 แสนล้านบาท อาจทำให้นักการเมืองบางคนเป็นห่วง นายกฯ ช่วยเหลือประชาชนแล้ว คะแนนเสียงเขาจะลดลง ขออย่าเอาการเมืองมาเกี่ยวเลย ในส่วนของวงเงินที่จะมาใช้งานทางสาธารณสุข 3 หมื่นล้านบาท นำไปเน้นทางด้านวัคซีนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตัวขอสนับสนุนการผลิตวัคซีนแอสตร้าฯ ของบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ถือเป็นการมองการณ์ไกล ตอนนี้ก็มีการจัดซื้อวัคซีน ไฟเซอร์ จอหน์สันแอนด์จอห์นสัน ตามที่ประชาชนอยากได้ เมื่อนายกฯประกาศวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ เราจะพ้นวิกฤตินี้ไปได้แน่นอน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิดของประเทศไทย นำหน้าหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้เกิดจาก นายกฯที่เป็นนักปฏิบัติ ส่วนฝ่ายโจมตีก็โจมตีไป แต่ทั้งหมดพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง ในเรื่องวัคซีน ประเทศไทย เราชนะแน่ในสงครามโควิด เรามีทั้งโรงงานผลิตวัคซีนดีเยี่ยมติดอันดับโลก ส่วนเรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1.7แสนล้านบาทนั้น จะรอจากพรบ.งบประมาณรายจ่ายไม่ได้ ทั้งนี้ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 5แสนล้านบาท และรวมกับ พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี ยังไม่เกิน60 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าต่ำมาก หากเทียบกับบางประเทศสูงไปถึง 200 เปอร์เซ็นต์ แต่ของเรายังควบคุมสัดส่วนเงินกู้ให้อยู่ในระดับปกติได้ หากเรารอ พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี เปรียบเหมือนรอน้ำไกล กว่าจะใช้ได้อีก 5 เดือน ประชาชนรอไม่ได้ ส.ส.ไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้ว่า ประชาชนล้วนรอความช่วยเหลือเม็ดเงินที่จะเป็นกำลังใจ ส่งไปให้ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ ประชาชนต่างรออยู่ ถ้าไม่มี พ.ร.ก.เงินกู้มา ประชาชนจะอยู่อย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมือง ขอให้นายกฯตระหนักว่า ประชาชนส่งกำลังใจ มีความหวัง ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากท่าน ถ้าไม่ท้อถอย มุ่งมั่นอย่างนี้ เอาความเดือดร้อนประชาชนเป็นเป้าหมายแก้ไขให้หมดสิ้นไป ท่านทำให้ประชาชน ไม่ต้องกลัวใคร คนดีทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ขอให้ส.ส.ที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ช่วยกันออกเสียงลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105766</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 แสนล้านบาท, กู้เงิน, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, พรรคพลังประชารัฐ  (พปชร.), พระราชกำหนด, รัฐสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c04867de7a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน!เพื่อไทยไม่เอาด้วยกู้5แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 - ที่รัฐสภามีการประชุมเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ วงเงิน 5แสนล้านบาท โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นคนแรกว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังขอให้สภาพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เหมือนเป็นการตีเช็คเปล่าให้นายกฯ ไปใช้ โดยไม่มีรายละเอียด ตาม 3 แผนงานหลัก ที่ระบุว่าจะนำไปใช้งานด้านสาธารณสุข การแพทย์ จำนวน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน 3 แสนล้านบาท และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1.7 แสนล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว การกู้เงินของรัฐบาล 1 ล้านล้านบาท สาธารณสุขได้รับการจัดสรรมา 3 หมื่นล้านบาท แต่ในส่วนของการบริหารจัดการอุปกรณ์การแพทย์ ยาและวัคซีน มาอย่างล่าช้า เครื่องช่วยหายใจ โรงพยาบาลที่จะรักษาไม่เพียงพอ ประชาชนที่ติดเชื้อนอนรอเตียง รอรถพยาบาลมารับไปรักษา เป็นไปอย่างล่าช้า จนเกิดความสูญเสีย สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลมีเงิน แต่กลับบริหารล้มเหลวทางการบริหารจัดการ ขณะที่วงเงินการเยียวยา 3 แสนล้านในปีที่แล้วที่ตั้งไว้ เน้นที่จะไปแจกเพียงอย่างเดียว มีใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ หากใช้เงินให้เกิดประสิทธิภาพ คนต่างจังหวัดที่เดือดร้อน ไม่เฉพาะโควิด แต่ยังเจอโรคการแพร่ระบาดในวัว โรคลัมปีสกิน ไม่มีการหาวัคซีนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร &amp;nbsp;สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม พบว่า มีการอนุมัติน้อยมาก เพียง 7.1 หมื่นล้านเป็นเพียงร้อยละ28 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่บอกจะนำไปฟื้นฟู ขอถามว่าทำไมเศรษฐกิจแย่ลง จีดีพีลดลง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธพงศ์กล่าวว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทครั้งนี้ เอาไปใช้ช่วยเหลือ 3 ด้านเหมือนปีที่แล้ว พรก.เงินกู้นั้น ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน การแพร่ะระบาดไวรัสโควิดเกิดตั้งแต่ มี.ค.2563 ปัญหายังไม่จบ จึงขอเสนอให้เปลี่ยนจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท มาเป็น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี 2564 เพื่อให้สภาตรวจสอบรายละเอียดได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ความคุ้มค่าสูงสุด เพราะการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทมานั้น ประชาชนจะต้องร่วมเป็นหนี้ ร่วมกันใช้หนี้ในอนาคต เรามี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐพ.ศ.2561 ที่ป้องกันการใช้จ่ายเงินเกินตัว นายกฯ เคยประกาศนโยบาย การเงินการคลังของรัฐการกำหนดกรอบหนี้สาธารณะ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ต้องไม่เกินร้อยละ 60 แต่สุดท้ายวันนี้ กลับมากู้เพิ่ม ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ของเดิมเงินยังเหลือ 2.9หมื่นล้านบาท ที่ยังใช้ได้ ส่วนก้อนใหม่ 5แสนล้านบาท ในสิ้นปีงบประมาณ ก.ย. คงใช้ไม่เกิน 1 แสนล้านบาท เพราะใช้ไม่ทัน ขอให้ไปเปลี่ยน พ.ร.ก.เงินกู้จาก 5 แสนล้านบาท มาเป็น พ.ร.บ.งบประมาณกลางปี2564 จะได้ให้สภาตรวจสอบ ให้เกิดความคุ้มค่าจากเม็ดเงินที่ได้ไปกู้มา รวมทั้งมีการนำงบกลางไปใช้ในเรื่องไม่จำเป็น แต่ในเรื่องจัดหาวัคซีน บอกจะมาใช้เงินกู้ จึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.เงินกู้&amp;rdquo;นายยุทธพงศ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105765</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 แสนล้านบาท, กู้เงิน, นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, พระราชกำหนด, รัฐสภา, ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c0482f32c1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขุนคลังรับถังแตก!จำเป็นต้องกู้5แสนล้านมาสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 - ที่รัฐสภามีการประชุมเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ วงเงิน 5แสนล้านบาท โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้แก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 มาต่อเนื่องผ่านแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ แต่พบว่ายังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาการระบาดในระลอกใหม่ได้ เงินทุนสำรองจ่ายที่เหลืออยู่ มีไม่เพียงพอ ขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2564 นั้น รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ปี 2564 มีข้อจำกัดและได้รับผลกระทบจากการระบาดจากเชื้อโควิด-19 หากจะรอแหล่งเงินจากงบประมาณปี 2565 จะไม่ทันต่อการแก้ไขปัญหาการระบาดระลอกใหม่ ดังนั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดเชื้อโควิด ซึ่งงบประมาณดังกล่าวไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีงบประมาณปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีจำเป็นเร่งด่วน มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลในการตราพ.ร.ก.ฉบับนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคมกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีสาระสำคัญคือ การให้อำนาจกระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ ภายในวันที่ 30 ก.ย.2565 เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายใน 3 แผนงานคือ 1.แผนงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการระบาดเชื้อโควิด-19 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน วงเงิน 3หมื่นล้านบาท 2.แผนงานที่มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชย แก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ วงเงิน 3แสนล้านบาท 3.แผนงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 วงเงิน 1.7แสนล้านบาท การตราพ.ร.ก.ฉบับนี้ รัฐบาลตระหนักถึงวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่า ความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ มีการกำหนดกรอบการใช้เงินที่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างรอบคอบรัดกุม รัฐบาลไทยและรัฐบาลทั่วโลกได้กู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้สิ้นปี2564 ระดับหนี้ภาครัฐบาลของโลกคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 92 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,760 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ตัวเลขหนี้ของไทย &amp;nbsp;สิ้นเดือน เม.ย.2564 อยู่ที่ร้อยละ 50.69 ต่อจีดีพี ยังต่ำกว่ากรอบเพดานหนี้สากล โดยระดับหนี้สาธารณะที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ ไม่มีระดับตายตัว ขึ้นอยู่กับบริบทและปัจจัยที่แตกต่างกัน ดังนั้นการกู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลมีเจตนาเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติไปให้ได้ การก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังจะทำด้วยความรอบคอบ อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105764</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 แสนล้านบาท, กู้เงิน, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, พระราชกำหนด, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รัฐสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c04845e6e75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
