<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 18:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;SCB EIC&#039; หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 0.7% แนะกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย. 2564 นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)กล่าวว่า ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี2564 เหลือ 0.7% จากเดิมที่ 0.9% จากผลการระบาดของโควิด-19 ในประเทศระลอกที่สามที่รุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยกว่าคาด โดยได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเหลือ 1.7 แสนคน จากเดิมคาด 3 แสนคนจากความกังวลของสถานการณ์ระบาดในประเทศโดย คาดว่าสถานการณ์จะทยอยปรับดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 4/2564จากอัตราการฉีดวัคซีนครบโดสของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าในปีนี้ จะขยายตัวได้ 15% โดยการส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะมีทิศทางชะลอลงบ้างทั้งจากฐานที่ปรับสูงขึ้น และผลกระทบของการระบาดสายพันธุ์เดลตาทั่วโลกที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเกิด Supply disruption ในหลายห่วงโซ่การผลิตของภาคอุตสาหกรรมของไทยและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยรรยง กล่าวว่า ในส่วนของภาครัฐ ยังมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งจากการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาครัฐ รวมถึงมาตรการพยุงเศรษฐกิจหลายประเภท ส่วนมาตรการที่ออกมาล่าสุดยังไม่เพียงพอทั้งในมิติเชิงพื้นที่ ระยะเวลา และจำนวนเงิน โดย EIC คาดว่าภาครัฐจะออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีนี้ โดยจะเป็นการใช้เม็ดเงินในส่วนที่เหลือจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และเพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรการภาครัฐที่ช่วยเหลือเยียวยาประชาชน และภาคธุรกิจในช่วงการระบาดที่ยืดเยื้อและรุนแรงในรอบที่ 3 นี้ หากเทียบแล้วยังใช้เม็ดเงินน้อยกว่าช่วงการระบาดรอบแรก และรอบสอง ยังมีช่องว่างที่ภาครัฐจะใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ โดย พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่คาดว่าจะนำมาใช้ในปีนี้ 2 แสนล้านบาท และที่เหลือปีหน้าอีก 3 แสนล้านบาทนั้น ไม่ตอบโจทย์เพียงพอสำหรับการเยียวยา ฟื้นฟู และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ&amp;quot; นายยรรยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยรรยง กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังมีโอกาสที่จะเติบโตต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.7% ได้ หากการระบาดโควิด-19 กลับมารุนแรงอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4/2564จนทำให้รัฐบาลต้องกลับไปใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ หากการใช้จ่ายของภาครัฐตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทในปีนี้ทำได้น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสหดตัว -0.5% ได้
ทั้งนี้คาดว่ากว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปอยู่เท่ากับปี 2562 จะต้องรอถึงช่วงกลางปี 2566 ดังนั้น ภาครัฐจึงควรพิจารณากู้เงินเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยแม้ระดับหนี้สาธารณะจะปรับสูงขึ้นกว่าเพดานหนี้ที่ 60% ต่อจีดีพีแต่ยังอยู่ในวิสัยที่ภาครัฐจะสามารถบริหารจัดการได้ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ และสภาพคล่องในประเทศที่อยู่ในระดับสูง โดยภาครัฐต้องสื่อสารถึงแผนการลดระดับหนี้ในระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมได้อีก 5 แสนล้านบาท -1 ล้านล้านบาท เพื่อมาใช้เยียวยา ฟื้นฟู และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งการกู้เงินเพิ่มในระดับดังกล่าว อาจทำให้หนี้สาธารณะขึ้นไปที่ 69% สูงกว่าเพดานที่กำหนดไว้ที่ 60% ต่อจีดีพี แต่มองว่าผลลัพธ์ที่ได้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า&amp;quot; นายยรรยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนโยบายการเงิน คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2564 และ 2565 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะให้น้ำหนักกับการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านมาตรการทางการเงินต่าง ๆ เพื่อกระจายสภาพคล่องไปยังภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้มากขึ้น ควบคู่กับการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น รวมทั้งพิจารณาเข้าดูแลอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินหากเกิดความผันผวนตามภาวะการเงินโลกที่อาจตึงตัวขึ้น แต่ก็ยังยังมีโอกาส 20-30% ที่กนง.จะลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ โดยขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดโควิด และอัตราการฉีดวัคซีนที่อาจล่าช้ากว่า คาดจนทำให้เศรษฐกิจกลับมาหดตัวอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะเติบโตได้ที่ 3.4% จากการฟื้นตัวจากทั้งอุปสงค์ภายในและนอกประเทศ ตามความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนที่มากขึ้น โดยอัตราการฉีดวัคซีนที่มากขึ้นทั่วโลกในปีหน้าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเร่งขึ้นจากปีก่อน ซึ่งทำให้การส่งออกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอลงมาที่ 4.7% ขณะที่ภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศก็มีแนวโน้มฟื้นตัวเช่นกัน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นเป็น 6.3 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปี 2565 แต่ก็จะเป็นการฟื้นตัวแบบช้า ๆ เนื่องจากผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 ตัว คือ 1.แผลเป็นในภาคธุรกิจ 2.แผลเป็นในตลาดแรงงาน และ 3.แผลเป็นจากหนี้สิน โดยแผลเป็นในภาคธุรกิจ ที่การเปิดกิจการยังมีการหดตัวสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่กิจการที่เปิดใหม่มีขนาดเล็กและอยู่ในสาขาที่ลงทุนน้อยกว่า ขณะที่อัตราการว่างงานช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องที่ราว 1.9% เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากในช่วงก่อนโควิด-19 โดยสภาวะตลาดแรงงานที่ซบเซานี้ จะบั่นทอนความสามารถของภาคครัวเรือนในการหารายได้และการบริหารจัดการหนี้ ซึ่งยังเป็นหนึ่งในภาระหนักของภาคครัวเรือนไทยต่อเนื่องในระยะปานกลาง&amp;rdquo; นายยรรยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116820</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้าน, จีดีพี, ธนาคารไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049c894be6e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีต ‘รมว.คลัง’ โพสต์ไม่เห็นด้วยให้รัฐบาลชุดนี้กู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านเพราะมันจะเสียของ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค. 2564 นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว Sommai Phasee - - สมหมาย ภาษี ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลุมรายได้สุดลึกกับรัฐบาลสุดป้อแป้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้ฟังคุณเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พูดในหัวข้อ &amp;ldquo;จับอาการเศรษฐกิจ สร้างทางออกวิกฤตไทย&amp;rdquo; ในงาน Meet the Press เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยได้ชี้ให้เห็นว่าไทยถูกกระทบจากโควิด 19 หนักกว่าใครในภูมิภาค และจะฟื้นตัวช้ากว่าเขาด้วย เพราะไทยพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดในเอเชีย คือร้อยละ 11.5 ของ GDP ต้องใช้เวลาอีก 3 ปี จากนี้กว่าจะฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่ในเอเชียโดยรวมตอนนี้เขาได้ฟื้นเหนือระดับก่อนโควิดแล้ว อนิจจา ประเทศไทย !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอสรุปสาระให้ฟังอย่างสั้นๆดังนี้ว่า ผลกระทบของสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ในครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่รุนแรงมาก คือ เกิดหลุมรายได้ขนาดใหญ่และลึกในช่วงปี 2563 - 64 ประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท การจ้างงานถูกกระทบรุนแรงมาก มีผู้ว่างงานหรือเสมือนว่างงานถึง 3.4 ล้านคน บวกกับผู้ว่างงานระยะยาว 1.7 แสนคน บวกกับผู้ว่างงานที่ยังไม่เคยเข้าตลาดแรงงาน 2.9 แสนคน รวมแล้วเป็น 3.86 ล้านคน ผู้ว่างงานนี้ส่วนหนึ่ง 1.6 ล้านคน ได้ย้ายกลับไปภูมิลำเนาที่ไม่รู้จะหางานใดทำ โอ้โฮ มากอย่างไม่เคยเห็น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ภาครัฐก็ได้ใช้เงินเยียวยาให้คนยากจน คนแก่ คนพิการ ไปมากพอควร มิฉะนั้น จะยิ่งร้ายไปกว่าที่เห็น อีกอย่างแม้การส่งออกจะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่สามารถมาเติมหลุมรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านผู้ว่า ธปท. ได้พูดถึงเหตุและผลอย่างละเอียดยิบ ท่านได้สรุปแนวทางที่จะต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือเพื่อพยุงเศรษฐกิจอย่างรีบด่วน เพราะเม็ดเงินที่มีอยู่ของภาครัฐในขณะนี้ไม่เพียงพอที่จะไปกลบหลุมรายได้ให้ตื้นขึ้นพอที่จะรับได้ จึงจำเป็นต้องมีการกระตุ้นทางการคลัง เพื่อช่วยให้รายได้และฐานะทางการเงินของประชาชนและ SMEs กลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ธปท. ได้วิเคราะห์ด้านความเสี่ยงทั้งหมดที่เราควรมองและที่บริษัทจัดอันดับเครดิตจะมอง ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นจาก 60 % ของ GDP เป็น 70 % เป็นสิ่งที่พอรับได้เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่จะได้ และได้วิเคราะห์ผลได้และเสียของมาตรการเดิมที่ทำมาแล้วเกือบสองปี ซึ่งกล่าวได้ว่าครบถ้วนมากจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วท่านผู้ว่า ธปท. ก็ได้สรุปว่า &amp;ldquo;ในเบื้องต้น เม็ดเงินจากภาครัฐที่เติมเข้าไปในระบบควรมีอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของ GDP&amp;rdquo; ให้ชัดๆ สรุปได้ว่า ท่านเห็นว่าควรใช้มาตรการด้านการคลังมากกว่าด้านการเงินซึ่งเป็นมาตรการของธปท. และมาตรการด้านการคลังอีก 1 ล้านล้านบาทนี้ ไม่มีทางเลือกต้องมาจากการกู้เงินเพิ่มของรัฐบาล คือ พูดง่ายๆรัฐบาลต้องออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. เงินกู้ชุดใหญ่ออกมาอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดกันตรงๆนะครับ ผมเองเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านผู้ว่า ธปท. ที่กล่าวข้างต้นเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นแหละ คือต้องหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท ส่วนอีกครึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยมี 2 เหตุผล ดังนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 1 เห็นว่า ธปท. เอาตัวรอดมากไปหน่อยสำหรับสถานการณ์วิกฤตที่เห็นจะๆอยู่ตรงหน้า ด้วยสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่มั่นคงมาก มั่นคงขนาด ธปท. ยอมให้นักลงทุนไทยใหญ่ๆขนเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากมายได้มานานแล้ว แต่ ธปท. ยังตั้งการ์ดสูงดูคนยากคนจนทั้งประเทศดิ้นรนอยู่ได้อย่างไร ที่ ธปท. ช่วยฟื้นฟูมาแล้ว เช่น มาตรการทางการเงินที่ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ SMEs 2 ปีแรก และอื่นๆประดาที่ได้จัดไป กล่าวได้ว่า ธปท. แทบไม่ต้องควักกระเป๋าออกมาเลย ตรงกันข้าม รัฐบาลยังต้องจัดเงินไปอุดหนุนดอกเบี้ยส่วนที่ลดให้ SMEs จากงบประมาณทั้งนั้น ซึ่งต้องถือว่ารัฐบาลได้เอามาตรการทางการคลังไปช่วยมาตรการทางการเงินของ ธปท. อีกต่างหาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์เศรษฐกิจที่เลวร้ายจนเกิด &amp;ldquo;หลุมรายได้&amp;rdquo; ที่ใหญ่และลึกสุดๆ และยังได้ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย ทั้งๆที่ ธปท. รู้ดีว่าวิกฤตหนนี้ไทยได้รับผลกระทบหนักกว่าเพื่อนในภูมิภาค ซ้ำยังจะฟื้นตัวช้ากว่าเขามากด้วย จะเป็นเพราะรัฐบาลเราบริหารจัดการเชื่องช้าและซื่อบื้อก็ตาม แต่ ธปท. ที่เป็นสถาบันอิสระกำกับดูแลด้านการเงินของประเทศกลับทำตัวอยู่ในกระดอง เดินชูคอตามแนวของเพื่อนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าเราทุกย่างก้าวได้อย่างไร จะรอให้เกิดปัญหากระทบเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Reserves) แบบวิกฤตต้มยำกุ้งก่อนแล้วค่อยยื่นมือเข้ามาช่วยหรือไงครับ ผมอยากเห็น ธปท. สมัยท่านผู้ว่าป๋วย อึ๊งภากรณ์มากเลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 2 ในสถานการณ์การเมืองของไทยขณะนี้ คนไทยทุกคนต่างก็รู้ดีว่า เราไม่อาจพึ่งพานักการเมืองไทยในยามวิกฤตหนักได้เหมือนประเทศอื่น ดูประเทศมาเลเซียก็แล้วกัน นายกรัฐมนตรีเขาได้ลาออกไปแล้ว ยิ่งของไทยตอนนี้รัฐบาลของเราป้อแป้เหลือกำลัง ที่ผ่านมาร่วม 2 ปี ทั้งๆที่รู้และก็ได้กู้เงินแบบพิเศษมาใช้ 2 ครั้งแล้ว รัฐบาลเคยทำมาตรการหลักที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจนบ้างไหม ทำโครงการกระตุ้นจริงๆเป็นบ้างไหม ไม่ใช่ทำแต่โครงการกระตุ้นการบริโภคลมๆแล้งๆ เพื่อความเป็นอยู่แบบชิวๆ ในภาวะวิกฤต ส่วนการจัดเงินไปช่วยคนจนด้านสวัสดิการสังคมและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโรคร้ายนั้น ประเทศไหนเขาก็ต้องทำกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอกได้เลยว่า ถ้าขืนเอามาตรการด้านการคลังด้วยการกู้เงินมาอีก 1 ล้านล้านบาท ให้รัฐบาลที่กำลังป้อแป้นี้ใช้ มันก็จะเสียของ ไว้รอรัฐบาลใหม่เถอะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113715</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้าน, ธปท., นายสมหมาย ภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210714/image_big_60ee6c1e84283.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
