<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เคาะแผนบริหารหนี้ปีงบ65 จ่อกู้สู้โควิดอีก3.55 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 2564 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ได้อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยในการจัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2565 ได้คำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่องและรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นของมาตรการและการบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายลงโดยเร็ว โดยแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังในการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจัยในการกำหนดกรอบในการจัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะได้พิจารณาถึงนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพคล่องของตลาดการเงินภายในประเทศเพื่อรองรับการกู้เงินตามแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2565 รวมถึงการกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารหนี้สาธารณะระยะปานกลาง (Medium-Term Debt Management Strategy: MTDS) สำหรับปีงบประมาณ 2565 &amp;ndash; 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการกู้เงินที่เพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ และสภาวะตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูง เพื่อกำกับการบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2565 คือ 1.แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงินรวม 1.34ล้านล้านบาท ประกอบด้วย แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล วงเงิน 1.2 ล้านล้านบาท ได้แก่ รัฐบาลกู้มาใช้โดยตรง วงเงินรวม 7.36 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1.เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 7 แสนล้านบาท และ 2.เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ตามมาตรา 22 และ 23 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ วงเงินรวม 3.62 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และรัฐบาลกู้มาเพื่อดำเนินแผนงานหรือโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยกระทรวงการคลังได้บรรจุวงเงินดังกล่าวในแผนบริหารหนี้ ปีงบประมาณ 2564 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท และมีผลการกู้เงิน จำนวน 1.44 แสนล้านบาท คงเหลือวงเงิน 5.83 พันล้านบาท จึงนำวงเงินคงเหลือมาบรรจุในปีงบประมาณ 2565 รวมเป็นวงเงิน 3.55 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อ วงเงินรวม 6.63 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้ต่อ (โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ &amp;ndash; มีนบุรี (สุวินทวงศ์)) วงเงินรวม 1.08 หมื่นล้านบาท 2. การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้ต่อ (โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ - นครราชสีมา) และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 6 สายทาง) วงเงินรวม 5.54 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลกู้มาเพื่อบริหารสภาพคล่องของเงินคงคลัง วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ มีรัฐวิสาหกิจ 16 แห่ง วงเงินรวม 1.41 แสนล้านบาท ประกอบด้วย แผนเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา มีรัฐวิสาหกิจ 10 แห่ง วงเงินรวม 6.1 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการจัดหารถจักรพร้อมอะไหล่ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง โครงก่อสร้างปรับปรุงขยาย กปภ. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า โครงการขยายเขตไฟฟ้า แผนงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น และแผนเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการ หรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการทั่วไป มีรัฐวิสาหกิจ 14 แห่ง วงเงินรวม 8 หมื่นล้านบาท และแผนการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ วงเงิน 350ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แผนการบริหารหนี้เดิม วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 1. แผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐบาล วงเงิน 1.37 ล้านล้านบาท และ 2.แผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 1.34 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. แผนการชำระหนี้ วงเงินรวม 3.39 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1.แผนการชำระหนี้ของรัฐบาลและหนี้หน่วยงานของรัฐจากงบประมาณรายจ่ายปีงบ2565 วงเงิน 2.97 แสนล้านบาท และ 2. แผนการชำระหนี้หน่วยงานของรัฐจากแหล่งเงินอื่นๆ วงเงิน 4.16 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว คลังคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2565 จะอยู่ที่ 62.69% ซึ่งคลังประเมินว่าการลงทุนในแผนงาน โครงการต่าง ๆ ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะจะช่วยเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มคลี่คลาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118115</URL_LINK>
                <HASHTAG>3.55 แสนล้าน, กู้เงินโควิด-19, ตัวเลขหนี้สาธารณะ, แผนบริหารหนี้สาธารณะปี 65</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟุ้งจีดีพีไตรมาส4โตสุดปัง คลังกู้เงินอีก4.5หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;อาคม&amp;quot; ฟุ้งจีดีพีไตรมาส 4 โตแบบสุดปัง อานิสงส์คลายล็อกดาวน์-กระตุ้นใช้จ่ายดันทั้งปีโตติดลบน้อยกว่า 7.7% ส่วนปี 2564 พลิกโตบวกที่ 4% ขณะที่สภาพัฒน์เผยจีดีพีไตรมาส 3/63 ติดลบ 6.4% พร้อมปรับประมาณการทั้งปีติดลบน้อยลงเหลือ -6% &amp;quot;คลัง&amp;quot; เดินเครื่องกู้เงินโควิด-19 อีก 4.5&amp;nbsp; หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า&amp;nbsp; จากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อมั่นว่าภาพรวมเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 4/2563 จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 3/2563 หลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศจีดีพีในไตรมาส 3 ติดลบ 6.4% ซึ่งดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2/2563 แสดงว่าภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากรัฐบาลเดินหน้าคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเดินได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเติบโตของจีดีพีในปี 2563 นั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะมีการประเมินใหม่ โดยยอมรับว่าปีนี้จีดีพีติดลบแน่นอน แต่เบื้องต้นหากมองจากปัจจัยบวกและเครื่องชี้เศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ดีขึ้น เป็นไปได้ว่าปีนี้จีดีพีจะเติบโตติดลบน้อยกว่า 7.7% ส่วนปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเป็นบวกได้ที่ระดับ 4% โดยยังต้องจับตาภาคการท่องเที่ยว หากสามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือ การใช้จ่ายของประชาชนในไตรมาส 3/2563 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าพลิกกลับมาเป็นบวกที่ 6.3% แต่ยังติดลบ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การลงทุนภาครัฐเป็นบวกที่ 18% เป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี และช่วงที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ก็เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นการป้องกันไว้ก่อน&amp;nbsp; เมื่อถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่าไม่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศ รัฐบาลก็ทยอยคลายมาตรการล็อกดาวน์และใช้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังใช้ความพยายาม ใช้ความสามารถอย่างที่สุดในการดำเนินการ เพราะการใช้เงินกระตุ้นการใช้จ่ายตรงนี้จะทำให้เกิดผลทวีคูณกลับมา&amp;quot; นายอาคม กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.เปิดเผยถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจและรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3/2563 ว่า ไตรมาสที่ 3/63 จีดีพีของไทยหดตัว -6.4% ถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์มาก และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ซึ่งจีดีพีติดลบ 12.1% ด้านจีดีพีช่วง 9 เดือนเศรษฐกิจไทยติดลบ 6.7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยหนุนการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 3 เนื่องจากมาตรการคลายล็อกดาวน์ที่ส่งผลให้กิจกรรมกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกไตรมาส 3 ฟื้นตัวขึ้นหลังจากติดลบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาส 2/63
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สศช.ได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2563 ดีขึ้นเป็นติดลบ 6% จากเดิมที่คาดไว้ในช่วงเดือนสิงหาคมว่าจะติดลบ 7.5% และเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเป็นบวกได้ในปี 64 ที่ 3.5-4.5%&amp;nbsp; จากปัจจัยการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐ การเปิดสเปเชียลทัวริสต์วีซ่า และการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย ขณะที่การเบิกจ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 70% ของเงินกู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงคือ อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง สศช.ยังติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเพื่อหามาตรการรองรับ, สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2564 ที่ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ, การระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 ในต่างประเทศที่ส่งผลให้มีการปิดเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทย รวมทั้งความเสี่ยงในเรื่องประสิทธิภาพและการขนส่งวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะมีวัคซีนใช้ทั่วโลกในช่วงไตรมาส 3/64 ขณะที่ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3/63 พบว่ามีผู้ว่างงาน 740,000&amp;nbsp; คน คิดเป็นอัตราการว่างงานเท่ากับ 1.90% ใกล้เคียงกับ 1.95% จากไตรมาส 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว โดยสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนไตรมาส 2/63&amp;nbsp; มีมูลค่า 13.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ซึ่งชะลอลงจาก 4.1% ในไตรมาส 1/63 โดยมีสาเหตุจากการหดตัวรุนแรงของเศรษฐกิจ ความเปราะบางทางการเงินครัวเรือนเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมคุณภาพสินเชื่อยังมีความเสี่ยงและต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สศช.ได้แนะนำแนวทางการบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2563-2564 เช่น การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ การส่งเสริมการลงทุนในประเทศโดยใช้จุดแข็งของประเทศไทย รักษาบรรยากาศการลงทุนในประเทศเพื่อรักษาความเชื่อมั่นให้นักลงทุน การเตรียมความพร้อมรองรับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้าหากการแพร่ระบาดยาวนานออกไป&amp;nbsp; รวมถึงเริ่มปรับโครงสร้างผลิตในประเทศ และดูแลเรื่องภัยแล้งที่อาจกระทบกับผลผลิตและกำลังซื้อในภาคเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังลงนามสัญญาความร่วมมือทางด้านการเงินระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ในโครงการ COVID-19&amp;nbsp; Active Response and Expenditure Support Program วงเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือ 45,000 ล้านบาท ว่าการกู้เงินดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 (พ.ร.ก.โควิด-19) วงเงิน 1 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เอดีบีได้จัดเตรียมมาตรการทางการเงิน วงเงินรวม 20,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้การสนับสนุนแก่ประเทศสมาชิกในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขเงินกู้แบบผ่อนปรน ซึ่งสามารถนำไปสนับสนุนด้านงบประมาณให้แก่รัฐบาลของกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อดำเนินนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการกู้เงินจากเอดีบีดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.โควิด-19 ใน 3 เรื่อง ได้แก่&amp;nbsp; 1.แผนงานหรือโครงการทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 และ 2.เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ 3.เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งการเบิกจ่ายเงินจะทยอยเบิกจ่ายตามความต้องการใช้เงิน โดยดูเวลาและจังหวะที่เหมาะสมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ภาพรวมการกู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ขณะนี้มีการกู้เงินไปแล้ว 3.38 แสนล้านบาท โดยการใช้เงินจะทยอยเบิกจ่ายตามความต้องการและโครงการต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84050</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นใช้จ่าย, กู้เงินโควิด-19, คลายล็อกดาวน์, จีดีพี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb28a1dc1b48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
