<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. ลั่นงานพัฒนาโรงไฟฟ้าตามแผน&#039;พีดีพี&#039; คืบหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 2564 - นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 - 2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในรายภูมิภาค โดยแต่ละภาคจะต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักที่เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคเศรษฐกิจ เป็นที่พึ่งพาและสอดรับกับระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืนในอนาคต และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดคลี่คลาย ก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้น สำหรับโครงการที่ กฟผ. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าทั้ง 4 ภาค มีความคืบหน้า ดังนี้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กฟผ. มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร ขนาด 45 เมกะวัตต์ มีความคืบหน้าในภาพรวม ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2564 ที่ 93.30% และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) ประมาณปลายเดือนมิ.ย. 64 นอกจากนี้ยังมี โครงการโรงไฟฟ้าน้ำพองทดแทน ขนาดกำลังผลิต 650 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณารายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการ&amp;nbsp; จากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการภายในเดือนธ.ค. 64

ขณะที่ภาคกลาง โครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) ขนาด 2,100 เมกะวัตต์ และ โครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ระยะที่ 1 ขนาด 700 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาจากกระทรวงพลังงาน กกพ. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในเรื่องรายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการ โดยโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนฯ ครั้งที่ 3 เพื่อประกอบ
การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) และโครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ระยะที่ 1 อยู่ในขั้นตอนการเตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนฯ ครั้งที่ 2 เพื่อประกอบการจัดทำรายงานอีไอเอ

ส่วนภาคใต้ โครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1 - 2 ขนาดกำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ และ ภาคเหนือ โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ขนาดกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกพ. และ สศช. ในเรื่องรายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการ พร้อมกันนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างจัดทำรายงานอีไอเอ ของโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1 - 2 และรายงานอีเอชไอเอ โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำเสนอ กก.วล. ซึ่งคาดว่าจะเสนอ ครม. อนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ภายในเดือนพ.ย. 64 และโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1 - 2 ภายในเดือนมี.ค. 2565&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;ldquo;กฟผ. ดำเนินการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาล มีทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงควบคู่กันไป เพื่อให้ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่นและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะทำให้พลังงานหมุนเวียนเกิดความเสถียร อย่างเช่น แบตเตอรี่ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ในระหว่างนี้โรงไฟฟ้าหลักเพื่อความมั่นคงจึงต้องเป็นโรงไฟฟ้าพี่เลี้ยงไประยะหนึ่งก่อน อีกทั้งการพัฒนาโรงไฟฟ้านี้จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดคลี่คลาย ทำให้เกิดการจ้างงาน และส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย&amp;rdquo; นายประเสริฐศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101728</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ก่อสร้างโรงไฟฟ้า, แผนพีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609105191964f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกรุ๊ป ปักธงเวียดนามปิดดีลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 2563 บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าการลงทุนในประเทศเวียดนามหลังเจรจาเข้าร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Thanh Phong ขนาดกำลังการผลิต 29.70 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ สำเร็จ โดยเมื่อเร็วๆนี้ บริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จับมือกับบริษัท Asia Investment, Development and Construction Sole Co., Ltd. (AIDC) จัดตั้งบริษัท RATCH &amp;amp; AIDC Wind Energy Pte. Ltd. เพื่อเข้าลงทุนในโครงการพลังงานลม Thanh Phong โดยบริษัทฯ จะถือหุ้นโครงการดังกล่าวในสัดส่วนร้อยละ 51

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นการปักธงธุรกิจของบริษัทฯ ในเวียดนามเป็นครั้งแรก และยังเป็นการต่อยอดความร่วมมือกับ AIDC ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของบริษัทฯ ในสปป.ลาว โดยมีการลงทุนโครงการพลังงานทดแทนในเวียดนามหลายแห่ง โครงการนี้มีกำหนดจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในเดือนกันยายน ปี 2564 โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 12 เดือน

&amp;ldquo;ตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ เวียดนามเป็นเป้าหมายการลงทุนที่มีศักยภาพ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้หลายประเทศในเอเชียจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แต่เวียดนามยังสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้เพราะสามารถจำกัดการแพร่ระบาดภายในประเทศไว้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังมีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ชัดเจน รวมถึงสนับสนุนการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในรูปแบบ Public-Private Partnership ซึ่งเป็นโอกาสของบริษัทฯที่จะขยายการลงทุนในเวียดนามโดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและคุณภาพชีวิตประชาชน บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะลงทุนระยะยาวในเวียดนามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าของเวียดนาม&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าว

สำหรับโครงการ Thanh Phong เป็นโครงการพลังงานลมติดตั้งบนบก ตั้งอยู่ในจังหวัด Ben Tre อยู่ทางทิศใต้ของเมือง โฮจิมินห์ โครงการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปีกับการไฟฟ้าเวียดนาม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66862</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อสร้างโรงไฟฟ้า, ขยายการลงทุนในเวียดนาม, ราช กรุ๊ป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb58cb0f798.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2018 07:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2018 07:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กัลฟ์ดึงกฟผ.เป็นที่ปรึกษาสร้างโรงไฟ 5 พันเมกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลฟ์ ทุ่มเงิน 400 ล้านบาทจ้าง กฟผ. ให้คำปรึกษาสร้างโรงไฟฟ้าไอพีพี ตามสัญญา 5 พันเมกฯ ชี้มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน จะสามารถสร้างแล้วเสร็จตามกำหนดทั้ง 2 โรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพรทิพา ชินเวชกิจวานิชย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้กัลฟ์อยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าอิสระ (ไอพีพี) บริษัทจึงเห็นถึงความจำเป็นในการให้ผู้มีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างและพัฒนาโรงไฟฟ้าเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว กัลฟ์จึงได้มีการลงนามในสัญญางานบริการที่ปรึกษาวิศวกรรม ภาคสนาม มูลค่ารวม 400 ล้านบาท เพื่อให้ กฟผ.เข้ามาดูแลงานบริการที่ปรึกษาวิศวกรรมและก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้า 2 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 5,000 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สัญญาที่กัลฟ์และ กฟผ.ลงนามร่วมกันในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 สัญญา ประกอบไปด้วย 1.สัญญางานบริการที่ปรึกษาวิศวกรรม (ภาคสนาม) สำหรับโครงการโรงไฟฟ้า จีเอสอาร์ซี ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 2,500 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ดำเนินการโดยบริษัท กัลฟ์ เอสอาร์ซี จำกัด อายุสัญญาประมาณ 4 ปี ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2561 &amp;ndash; ต.ค.2565 และ 2.สัญญางานบริการที่ปรึกษาวิศวกรรม (ภาคสนาม) สำหรับโครงการโรงไฟฟ้า จีพีดี ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 2,500 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง &amp;nbsp;ดำเนินการโดยบริษัท กัลฟ์ พีดี จำกัด อายุสัญญาประมาณ 4ปี ตั้งแต่เดือนธ.ค.2563 &amp;ndash; ต.ค.2567 &amp;nbsp;ซึ่งทั้ง 2 บริษัท เป็นบริษัทย่อยของกัลฟ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่กัลฟ์เลือก กฟผ.เข้ามาเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าไอพีพี ทั้ง 2 แห่ง เนื่องจาก กฟผ.เป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง มีฝ่ายก่อสร้างโรงไฟฟ้า และบุคลากรที่มีคุณภาพ การที่ได้ร่วมงานกับกฟผ.ทำให้มั่นใจได้ว่างานก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามกำหนด และได้โรงไฟฟ้ามีคุณภาพ ผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายที่กัลฟ์วางไว้&amp;rdquo;นางพรทิพา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กัลฟ์ได้มอบความไว้วางใจให้ กฟผ.มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ เพื่อประโยชน์และความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตเพิ่มขึ้น จากนโยบายของภาครัฐตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อยกระดับประเทศให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน กฟผ.หวังว่าจะได้มีโอกาสร่วมพัฒนาโครงการอื่นๆ กับกัลฟ์อีกในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17605</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ก่อสร้างโรงไฟฟ้า, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), พรทิพา ชินเวชกิจวานิชย์, โรงไฟฟ้าไอพีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b150b64c25a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 08:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 08:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศิริ”โต้ไม่เอี่ยวสินบนญี่ปุ่น ไม่เกี่ยวกระทรวงพลังงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศิริ&amp;rdquo; โต้นักลงทุนญี่ปุ่นใต้โต๊ะเจ้าหน้าที่รัฐไทย ไม่เกี่ยว ก.พลังงาน ชี้เป็นการขนส่งชิ้นส่วนที่ใช้ในโรงไฟฟ้า ไม่ใช่กระบวนการประมูลและสัญญาก่อสร้าง แต่ยังสั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและให้รายงานภายใน 2 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายในกรณีที่สำนักข่าวนิเคอิ เอเซียน รีวิว นำเสนอข่าวนักลงทุนมีการจ่ายสินบน 20 ล้านบาทให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐของไทย เพื่อแลกกับการชนะประมูลการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นยืนยันว่าประเด็นที่เป็นข่าวไม่เกี่ยวข้องกับการประมูลและสัญญาก่อสร้างโรงไฟฟ้าแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการขนส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในโรงไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลในส่วนที่อาจจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงาน ว่าในช่วงเดือนส.ค.2556 ที่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวนั้น เป็นโรงไฟฟ้าใดให้มีความชัดเจนโปร่งใสมากขึ้น และสร้างความเข้าใจต่อสังคม ก่อนให้นำกลับมารายงานภายใน 1-2 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้มั่นใจว่าไม่มีความผิดที่เกี่ยวกับกระทรวงพลังงาน เพราะเป็นเรื่องของการขนส่งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการประมูลและสัญญาการก่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่ก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดเหตุ ว่าคือโรงไฟฟ้าของบริษัทใดที่มีสัญญาก่อสร้างโรงไฟฟ้าในช่วงนั้น ซึ่งในภาคใต้มีไม่กี่โรง ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบ&amp;rdquo;นายศิริ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13689</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, ก่อสร้างโรงไฟฟ้า, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, สินบนญี่ปุ่น, โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9ba6c5fd1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
