<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 07:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 07:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> หนี้ท่วมหัว เอาตัวให้รอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลของประเทศส่วนใหญ่ในโลกพร้อมใจกันใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล โดยเร่งระดมการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบของโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างฉับพลันและรุนแรง ทำให้ภาครัฐต้องกู้ยืมเป็นจำนวนเงินมโหฬาร เป็นผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายรวมกันมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับประมาณ 140% ของ GDP แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลไทยก็ใช้นโยบาย &amp;quot;เจ้าบุญทุ่ม&amp;quot; เพื่อบรรเทาปัญหาโควิด-19 เช่นเดียวกันกับหลายประเทศ โดยต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นที่วิตกกันว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นในระดับที่เกิน 60% ของ GDP ซึ่งในปัจจุบันถือเป็น &amp;quot;เพดานหนี้&amp;quot; ที่รัฐบาลกำหนดไว้เป็นเกณฑ์สำหรับการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเชื่อว่า &amp;quot;เพดานหนี้&amp;quot; เป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลควรใช้เป็นเกณฑ์ในการรักษาวินัยการคลัง มูลค่าหนี้สาธารณะที่สะสมรวมกันต้องไม่เกินเพดานหนี้ เพราะหากกู้มาจนทะลุเพดานหนี้ ก็จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้หนี้คืนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คือจะมีลักษณะ &amp;quot;หนี้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าเพดานหนี้นี้ควรเป็นเท่าใด (ส่วนใหญ่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP) การคำนวณเพดานหนี้คือการนำเอาส่วนที่เป็นภาระหนี้มาเทียบกับส่วนที่เป็นรายได้ภาษีที่รัฐแบ่งมาใช้ชำระหนี้ โดยมีคำอธิบายดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของหนี้ เรากำหนดให้ D คือมูลค่าหนี้สาธารณะทั้งหมดของภาครัฐ และ a คืออัตราดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะ ดังนั้น ถ้า S เป็นภาระดอกเบี้ยที่ภาครัฐต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ในแต่ละปี S ก็จะเท่ากับ a คูณกับ D หรือ S = aD กำหนดให้ f เป็นสัดส่วนของหนี้ที่จะต้องชำระคืนในส่วนที่เป็นเงินต้น และให้ P เป็นภาระเงินต้นที่ภาครัฐต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ในแต่ละปี ดังนั้น P ก็จะเท่ากับ f คูณกับ D หรือ P = fD ภาระหนี้ที่จะต้องชำระคืน (ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นรวมกัน) คือ S + P = aD + fD = (a + f) D&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของรายได้ของรัฐที่เก็บจากภาษีนั้น รายได้ภาษีที่ภาครัฐสามารถเก็บได้ในแต่ละปีน่าจะเป็นสัดส่วนกับ GDP ของประเทศ คือเก็บภาษีได้สูงเมื่อประเทศมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี และเก็บภาษีได้น้อยในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ถ้าเรากำหนดให้ C เป็นรายได้ภาษี และ Y เป็น GDP เราก็จะเขียนสมการได้ว่า C = bY โดย b คือสัดส่วนของ GDP ที่ภาครัฐสามารถเก็บมาเป็นรายได้ภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายได้ภาษีทั้งหมด ภาครัฐอาจกันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการชำระคืนหนี้ในแต่ละปี สมมุติให้สัดส่วนที่กันไว้เป็น h ดังนั้นรายได้ภาษีที่กันไว้ชำระหนี้ (เรียกว่า R) ก็จะเท่ากับ h คูณด้วย C หรือ R = hC หรือ (เมื่อแทนค่า C ด้วย bY)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;R = hbY เงื่อนไขที่ทำให้ภาครัฐสามารถชำระหนี้ได้อย่างครบถ้วนตามกำหนดในแต่ละปีก็คือ รายได้ภาษีที่กันไว้ชำระหนี้ (R) จะต้องมากกว่าหรือเท่ากับภาระหนี้ที่จะต้องชำระคืน (S + P) หรือเขียนเงื่อนไขนี้เป็นสมการทางคณิตศาสตร์ได้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;R &amp;gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;(S + P)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือhbY &amp;gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;(a + f) D หรือhb หารด้วย (a + f)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;D หารด้วย Y หรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;hb / (a + f)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;gt; D / Y&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นเงื่อนไขที่ทำให้ภาครัฐสามารถชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืนคือ การที่ก้อนหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนของ GDP (คือ D / Y) จะต้องไม่เกิน hb / (a + f)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อคำนวณค่าของ hb / (a + f) ออกมา ผลก็คือ &amp;quot;เพดานหนี้&amp;quot; คิดเป็นสัดส่วนของ GDP นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อใช้เงื่อนไขตามสูตรสมการข้างบนแล้ว เพดานหนี้ที่กำหนดตามกฎหมายไว้ 60% ของ GDP มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ ตารางข้างล่างแสดงผลการคำนวณตามสูตรสมการดังกล่าวโดยใช้ตัวเลขที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับกรณีของไทย คอลัมน์ที่เรียกว่า Realistic แสดงตัวเลขที่น่าจะเป็นจริงมากที่สุดสำหรับไทย เช่น รายได้ภาษีในปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 25% ของ GDP และภาครัฐมักจะกันเงินไว้เพื่อชำระคืนหนี้ในแต่ละปีประมาณ 12% ของรายได้ภาษีทั้งหมด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐในปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 2.5% ต่อปี และอายุเฉลี่ยของหนี้ภาครัฐน่าจะอยู่ประมาณ 25 ปี ซึ่งหมายความว่ามีกำหนดชำระคืนปีละประมาณ 4% ของเงินต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อคำนวณตามสูตรสมการข้างบนแล้ว ปรากฏว่าเพดานหนี้ของไทยที่ควรจะเป็นตามสภาพปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 46% ของ GDP ซึ่งก็ต่ำกว่าหนี้สาธารณะทั้งหมดของไทยในปัจจุบัน (สิ้นเดือนกันยายนปีที่แล้ว หนี้สาธารณะอยู่ที่ 49.3% ของ GDP) แสดงว่าตามสภาพความเป็นจริงแล้ว ภาครัฐมีหนี้โดยรวมมากเกินไป คือเกินกว่าเงื่อนไขที่จะทำให้สามารถชำระหนี้คืนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอนาคต รัฐบาลไทยยังมีแผนที่จะใช้งบประมาณขาดดุลมากขึ้น ทำให้ต้องกู้ยืมมากขึ้น และจำนวนหนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นด้วย โดยคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หนี้โดยรวมจะสูงขึ้นเป็นเกือบเท่ากับ 60% ของ GDP ซึ่งก็ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สูตรสมการข้างบนชี้ให้เห็นว่า หากจะให้เพดานหนี้ของไทยเท่ากับ 60% ของ GDP ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขบางอย่าง เช่น ความสามารถในการเก็บภาษีของรัฐจะต้องดีขึ้น หรือเศรษฐกิจจะเติบโตได้เร็วขึ้น และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐอยู่ในระดับที่ต่ำลงไปอีก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ Optimistic ในตารางแสดงให้เห็นว่า หากรัฐสามารถเก็บภาษีให้ได้เป็นสัดส่วนถึง 30% ของ GDP และเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีที่กันไว้เพื่อชำระคืนหนี้เป็น 13% ก็จะทำให้เพดานหนี้เท่ากับ 60% ของ GDP พอดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงๆ แล้ว หากมีเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากขึ้น เช่น อัตราดอกเบี้ยน้อยลง และระยะเวลาการชำระหนี้สูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เพดานหนี้ที่คำนวณได้มีสัดส่วนที่สูงขึ้นดังแสดงในคอลัมน์ High ของตาราง แต่ตัวเลขเพดานหนี้ที่มากกว่า 80% ของ GDP ดูจะยังสูงเกินไปสำหรับไทยในภาวการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงเป็นที่ยอมรับว่า ในปัจจุบันรัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มการใช้จ่ายอย่างมหาศาลเพื่อชดเชยความเสียหายและฟื้นฟูเศรษฐกิจอันเป็นผลจากโรคระบาดโควิด-19 และต้องใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล ทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คำอธิบายข้างบนเกี่ยวกับเพดานหนี้ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้โดยนิตินัย รัฐบาลไทยจะสามารถรักษาวินัยการกู้ยืมให้อยู่ในกรอบตามกฎหมายได้ แต่โดยพฤตินัยและแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ภาวะหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าสู่ขีดอันตราย โดยเฉพาะเมื่อหนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้แค่ไหนอย่างไร อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะยังอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระดับต่ำเช่นในปัจจุบันไปอีกนานเท่าใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งรัฐบาลควรทำคือ การลดภาระการเงินการคลังในด้านอื่นๆ ลงให้มากที่สุด โดยการลด/เลื่อน/เลิกโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐที่ดูจะยังไม่มีความจำเป็นอยู่ในขณะนี้หรือในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการขยายสนามบิน การขยายท่าเรือ รถไฟฟ้าความเร็วสูง โรงไฟฟ้า เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ หรือแม้กระทั่ง.......การส่งคนไปเหยียบผิวดวงจันทร์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์ นโยบายสาธารณะ:&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91823</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบความยั่งยืนการคลัง, ก่อหนี้ท่วมหัว, ตัวเลขหนี้สาธารณะ, พรายพล คุ้มทรัพย์, เพดานหนี้สาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec24ae8c35f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกแบงก์-จนมุม รับก่อหนี้ท่วมหัว สิ้นปัญญาใช้คืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จับหนุ่มพนักงานบริษัทชิปปิ้งควงปืนบุกเดี่ยวชิงเงินแสนแบงก์ ธ.ก.ส. สารภาพเอาเงินบริษัทมาถลุงเที่ยวเตร่ 3 แสนแล้วไม่รู้จะหาที่ไหนมาใช้คืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สน.ประเวศ วันที่ 22 เมษายนนี้ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรามัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.4, พ.ต.อ.สมโภช สุวรรณจรัส ผกก.สน.ประเวศ ตำรวจ กก.สส.บก.น.4 และตำรวจ สน.ประเวศ ร่วมกันแถลงจับกุมนายวัชระ ไทยเที่ยง อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ลงวันที่ 21 เมษายน 2563 ในข้อหา ชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน, โดยใช้ยานพาหนะ และข้อหาที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก 125 ไอ ทะเบียน 5 กก 2827 กทม. เสื้อผ้าที่ใส่ในวันก่อเหตุ และกระเป๋าเป้สะพายข้างสีดำ โดยจับกุมตัวได้ที่บ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า 2 ถนนเคหะร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ หลังก่อเหตุใช้อาวุธปืนชิงเงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) สาขาเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ได้เงินไปจำนวน 106,550 บาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวนนายวัชระให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่าได้ก่อเหตุครั้งแรก และก่อเหตุคนเดียว โดยขี่รถจักรยานยนต์วนดูธนาคาร 4-5 แห่ง แต่มาตัดสินใจก่อเหตุธนาคารนี้เนื่องจากไม่มี รปภ. สาเหตุที่ทำเพราะเอาเงินของบริษัทชิปปิ้งย่านสาทรที่ตนทำงานอยู่มาใช้จ่ายเที่ยวเตร่แล้วไม่มีเงินคืน รวมแล้วประมาณ 300,000 บาท โดยเงินที่ได้จากการก่อเหตุครั้งนี้ได้นำไปใช้คืนบริษัทบางส่วน อีกส่วนนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ส่วนอาวุธปืนนั้นได้ซื้อมาตั้งแต่สมัยเรียน ปวช.ที่โรงเรียนช่างฝีมือแห่งหนึ่งย่านปทุมธานี เมื่อปี 2543&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ประเวศดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63959</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อหนี้ท่วมหัว, ธ.ก.ส., บุกเดี่ยวชิงเงินแสน, พนักงานบริษัทชิปปิ้ง, เอาเงินบริษัทมาถลุงเที่ยวเตร่, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แบงก์ ธ.ก.ส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5ea0381c670fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
