<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 16:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติ ททท.ก่อหนี้ผูกพันโครงการ &#039;มิชลิน ไกด์&#039; ปี 65-69 วงเงิน 135 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก่อหนี้ผูกพันในการสนับสนุนการจัดโครงการ The Michelin Guide Thailand ประจำปี 2565-2569 วงเงิน 4.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 135.3 ล้านบาท&amp;nbsp;โดยแบ่งจ่ายเป็นรายปี ปีละ 820,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 27.06 ล้านบาทให้แก่บริษัท Michelin Travel Partner France ซึ่งเป็นผู้ผลิตคู่มือแนะนำร้านอาหารที่มีชื่อเสียงระดับโลกในนาม Michelin Guide&amp;nbsp;โดยงบประมาณที่ใช้ในปี 2565&amp;nbsp;จะจัดสรรงบประมาณของททท. และในปีที่ 2-5 ททท.จะตั้งคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป

สำหรับพื้นที่ดำเนินการตามโครงการฯประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต พังงา พระนครศรีอยุธยา และจะสำรวจเพิ่มอีกอย่างน้อย&amp;nbsp; 3 จังหวัด โดยเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างน้อย 1 จังหวัด สำหรับกระบวนการดำเนินโครงการนั้น จะเริ่มจากการคัดเลือกและรวบรวมรายชื่อร้านอาหารที่อยู่ในระดับมาตรฐานของมิชลิน มีขั้นตอนตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจร้านอาหาร การตรวจสอบคุณภาพและรสชาติอาหารโดยผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกที่ผ่านการอบรมตามเกณฑ์ของมิชลิน โดยมิชลินเป็นผู้รับผิดชอบในการคัดเลือกทีมงาน และแต่งตั้งคณะผู้ตรวจสอบเพื่อดำเนินการคัดเลือกร้านอาหารและจัดอันดับร้านอาหารอย่างยุติธรรมตามระเบียบวิธีการของมิชลิน จากนั้นจะมีการพิมพ์หนังสือ The Michelin Guide Thailand ทุกปี เพื่อแนะนำร้านอาหารที่ผ่านกระบวนการประเมินผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จะมีการแถลงข่าวสร้างการรับรู้การจัดทำโครงการ The Michelin Guide Thailand ประจำปี 2565-2569 รวมถึงจัดงานมอบรางวัลให้แก่ร้านอาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากมิชลิน พร้อมดำเนินการตรวจสอบคุณภาพร้านอาหารในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี นอกจากนี้ยังมอบสิทธิรางวัล Michelin Thailand Service Award By TAT ให้แก่ททท. ซึ่งเป็นรางวัลใหม่ ที่เพิ่มขึ้นจากสิทธิประโยชน์เดิม โดยเป็นรางวัลสำหรับบุคลากรผู้ให้บริการยอดเยี่ยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รายงานว่า&amp;nbsp;โครงการ The Michelin Guide Thailand ประจำปี 2560-2563 ที่ผ่านมา ได้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมผ่านวัฒนธรรมอาหารที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่าและศักยภาพของอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึงร้านอาหารริมทาง (Street Food) ช่วยให้ร้านอาหารของไทยมีการพัฒนาและยกระดับคุณภาพเพื่อรักษามาตรฐาน ส่งเสริมภาพลักษณ์ของเชฟไทยสู่เวทีระดับสากล&amp;nbsp;ดึงดูดเชฟชั้นนำต่างประเทศให้มาทำงานในประเทศไทย และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเปิดร้านอาหารระดับ High-End มากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118836</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อหนี้ผูกพัน, คณะรัฐมนตรี, ททท., มิชลินไกด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c13bf6de01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติให้กรมราชทัณฑ์ก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าที่กำหนด 2.2 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติให้กรมราชทัณฑ์ก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 จำนวน 2,256.14 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ค่าวัสดุอาหารที่ค้างชำระ เนื่องจากจำนวนเฉลี่ยผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ที่กรมราชทัณฑ์ต้องควบคุมดูแลมีจำนวนมากกว่างบประมาณที่กรมราชทัณฑ์ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 จำนวน 4,322.28 ล้านบาท ประกอบกับกรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณของรายการอื่นที่คงเหลือเบิกจ่ายสมทบแล้ว แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อการเบิกจ่ายจริงจึงทำให้ยังคงมีหนี้ค่าวัสดุอาหารค้างจ่ายอีกจำนวน 2,256.14 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พบว่าสถิติจำนวนผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2553 มีจำนวนผู้ต้องขัง 102,210 ราย ขณะที่ปี 2563 มีจำนวน 357,968 ราย อย่างไรก็ตามครม.เคยมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ให้กระทรวงยุติธรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประเมินผลการดำเนินการตามแนวทางต่างๆในการลดจำนวนผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ และนำแนวทางที่พบว่ามีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพไปขยายผลในการปฏิบัติให้มากขึ้น รวมทั้งให้พิจารณากำหนดมาตรการการลงโทษในรูปแบบอื่นนอกจากโทษจำคุก หรือปรับปรุงมาตรการเดิมเพื่อให้สามารถลดจำนวนผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง และผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ได้มากยิ่งขึ้นและมีความยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100909</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมราชทัณฑ์, ก่อหนี้ผูกพัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_606320c194476.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวดเร่งเบิกงบปี63กระตุ้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ครม.เข็นมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 จี้ส่วนราชการลุยเบิกจ่าย สั่งก่อหนี้ผูกพันด่วนไม่เกิน พ.ค.นี้ พร้อมตั้งเป้าหมายไตรมาส 2 อัดฉีดเงินเข้าระบบ 1 ล้านล้านบาท หวังเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบรายจ่ายปีงบประมาณ 2563 เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้งบประมาณของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐได้ออกมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีเม็ดเงินช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของเป้าหมายภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2563 จากพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อยู่ที่ 54% ของงบรายจ่ายรวมทั้งหมด โดยคาดว่าเมื่อสิ้นไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2563 (ม.ค.-มี.ค.63) จะมีเม็ดเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น งบรายจ่ายประจำ จำนวน 7.7 แสนล้านบาท และรายจ่ายลงทุน อีกประมาณ 2.2 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้สำนักงบประมาณจะแจ้งแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการการใช้จ่ายงบประมาณ การอนุมัติเงินจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณแผ่นดิน โดยให้หน่วยรับงบประมาณถือปฏิบัติต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบให้มีการเร่งรัดให้หน่วยงานที่จะรับงบประมาณ ใช้จ่ายงบหรือก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยรายการผูกพันใหม่ ขอให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.นี้ เพื่อให้ทันต่อการเบิกจ่ายในเดือน ก.ย.2563 โดยเฉพาะรายการที่เป็นโครงการเพียงปีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับงบประมาณรายจ่ายที่จะต้องเบิกจ่ายโดยสำนักงานในส่วนภูมิภาคนั้น ให้หน่วยรับงบประมาณเร่งดำเนินการจัดสรรไปยังส่วนภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี การลงทุนในโครงการใหม่ที่ยังไม่เคยดำเนินการมาก่อน โดยให้หน่วยรับงบประมาณจัดส่งรายละเอียดให้สำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสมของราคา ประกอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งเห็นชอบให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณากำหนดระยะเวลาการส่งมอบงานให้รวดเร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และเหมาะสมกับสถานการณ์ สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ทันทีภายหลังจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 มีผลบังคับใช้ ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าเมื่อถึงไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 2563 (ก.ค.-ก.ย.63) จะต้องมีการใช้งบรายจ่ายประจำครบ 100% และงบรายจ่ายลงทุน 100% เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาววิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายในไตรมาส 1 ปีงบประมาณ2563 (ต.ค.-ธ.ค.62) ว่างบประมาณภาพรวมใช้จ่ายแล้ว จำนวน 7.65 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 25.52% แบ่งเป็น 1.รายจ่ายลงทุนมีการใช้จ่าย จำนวน 5.15 หมื่นล้านบาทของวงเงินงบประมาณ 5.93 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 8.73% และ 2.รายจ่ายประจำมีการใช้จ่าย จำนวน 7.13 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 29.67% สำหรับเงินงบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี มีการใช้จ่ายจำนวน 2.57 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.63 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 97.67%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เนื่องจากไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563 เป็นการใช้จ่ายงบประมาณปี 2562 ไปพลางก่อน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายรายจ่ายประจำและโครงการที่มีความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการที่เกิดขึ้นใหม่หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างไปก่อนได้ แต่จะลงนามในสัญญาต่อเมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 มีผลบังคับใช้ และได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณแล้ว&amp;rdquo; นางสาววิลาวรรณกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54576</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อหนี้ผูกพัน, งบประมาณปี 2563, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัดฉีดเงินเข้าระบบ, เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dcbd96493f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
