<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กิน“เต้าหู้”โปรตีนจากถั่ว ตัวช่วยป้องกันโรคหัวใจได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษาพบว่า &amp;ldquo;การกินเต้าหู้&amp;rdquo; จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลงได้ งานวิจัยใหม่ของสหรัฐอเมริกาพบว่า การกินอาหารเช่นเต้าหู้ ที่อุดมไปด้วยไอโซฟลาโวน อาจลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้การวิจัยดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด และโรงพยาบาลบริกแฮม ที่ได้ศึกษาข้อมูลจากผู้ที่เข้าร่วมทดสอบจำนวน 200,000 คน ที่ไม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ซึ่งได้บอกเหตุผลในการใช้ชีวิตที่ทำให้ปราศจากทั้ง 2 โรคดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญนั้นผู้เข้าร่วมทดสอบยังได้รับการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคอาหารของพวกเขาด้วยเช่นกัน ภายในระยะเวลา 2-4 ปี เพื่อตรวจว่าการบริโภคอาหารมีผลกระตุ้นการเป็นโรคหัวใจหรือไม่อย่างไร โดยข้อมูลดังกล่าวนั้น ฝ่ายเวชระเบียนจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ผลวิจัยที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Heart Association ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่บริโภคเต้าหู้มากกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้งนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลงได้ 18% เมื่อเทียบกับผู้บริโภคเต้าหู้เพียง 1 เดือนครั้ง ที่พบว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ 12% ที่น่าสนใจนั้นยังพบข้อมูลว่า ผู้หญิงสาวและสตรีวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมนเพศหญิง เมื่อบริโภคเต้าหู้เป็นประจำจะทำให้ร่างกายแข็งแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านตัวแทนจากทีมวิจัยข้อมูลดังกล่าวก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์ดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับสถิติจากประเทศต่างๆ เช่น จีนและญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนทั่วไปที่กินอาหารที่อุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวนสูงซึ่งพบได้ในเต้าหู้ จะมีแนวโน้มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลดน้อยลง เมื่อเทียบกับผู้ที่กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบในปริมาณสูงเช่นเดียวกับผักก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทีมนักวิจัยก็ได้กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ของสารไอไซฟลาโวนในเต้าหู้ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการวิจัยเพิ่มเติมอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และแม้ว่าการค้นพบข้อดีดังกล่าวในการบริโภคเต้าหู้ แต่ทว่ามันก็ไม่ได้มีปัจจัยเดียวที่ป้องกันโรคหัวใจได้ เพราะอันที่จริงแล้วการบริโภคอาหารครบหมู่และหลากหลายก็สามารถป้องกันการเกิดโรคได้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นเต้าหู้ก็เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของทุกคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการทดลองในมนุษย์และสัตว์เกี่ยวกับคุณสมบัติของสารไอโซฟลาโวนที่พบได้ในเต้าหู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้นั้น แม้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นเรื่องบวกที่อาหารชนิดดังกล่าวสามารถช่วยได้ แต่คุณก็ต้องให้ความใส่ใจเกี่ยวกับอาหารชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพราะหากว่าคุณยังกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เนื้อแดง เครื่องดื่มรสหวาน และข้าวขาว หรือข้าวที่ผ่านการขัดสี ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงก็จะดีที่สุด ดังนั้นการหันมาบริโภคเต้าหู้ที่เต็มไปด้วยสารไอโซฟลาโวน ถือเป็นโปรตีนชั้นเยี่ยมที่ได้จากพืชตระกูลถั่ว ซึ่งเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ นอกจากการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อให้ได้โปรตีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้สิ่งที่คนรักสุขภาพลืมไม่ได้ นั่นคือยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กระตุ้นให้คุณเป็นโรคหัวใจได้ เช่น การที่คุณมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ อีกทั้งการออกกำลังกายอย่างหักโหมที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ตลอดจนไลฟ์สไตล์อย่างการกินอยู่ที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย หรือทำให้อาการป่วยรุนแรงมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคุณสาวๆ ที่อายุยังน้อยที่มักจะมีความกระฉับกระเฉงทางร่างกาย เนื่องจากเป็นวัยหนุ่มสาวนั้น ก็มักจะให้ความใส่ใจกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ รวมถึงเต้าหู้ที่มีสารไอโซฟลาโวน แต่ทั้งนี้เมื่อทุกอย่างมีข้อดี แต่คุณก็ต้องบริโภคอย่างเหมาะสมและไม่มากไม่น้อยจนเกินไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการวิจัยพบว่า เต้าหู้สีเหลืองจะมีสารไอโซฟลาโวนในปริมาณสูง โดยเฉพาะในถั่วเหลืองทั้งเมล็ด เช่น ถั่วแระญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่เชื่อมโยงว่านมถั่วเหลืองที่มีน้ำตาลสูงจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจลงได้ สำหรับแหล่งที่มาของสารไอโซฟลาโวน ได้แก่ ถั่วชิกพี หรือถั่วลูกไก่ ถั่วปากอ้า ถั่วพิสตาชิโอ และถั่วลิสง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76954</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้อนเต้าหู้, คุณภาพชีวิต, โรคหัวใจ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58bc8ae5e5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แคลเซียม..แร่ธาตุสำคัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แร่ธาตุที่ผู้สูงอายุต้องการและมักจะขาดคือ ธาตุแคลเซียม และธาตุสังกะสี ธาตุแคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก พบมากในนม ก้อนเต้าหู้ ผักผลไม้ เมล็ดงา กระดูกสัตว์ เช่น ปลาป่นหรือปลากระป๋อง ผู้สูงอายุจึงควรรับประทานนมบ้าง แต่ควรเป็นนมพร่องไขมันเนย เพื่อลดปริมาณไขมันที่ไม่จำเป็นออกไป ส่วนธาตุสังกะสีมีความจำเป็นต่อร่างกายหลายระบบ โดยเฉพาะผิวหนัง ซึ่งมีมากในอาหารทะเล ปลา เป็นต้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10671</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระดูกสัตว์, ก้อนเต้าหู้, ธาตุสังกะสี, ธาตุแคลเซียม, นมพร่องไขมันเนย, ปลากระป๋อง, ปลาป่น, ผักผลไม้, เมล็ดงา, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
