<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลื้มขีดแข่งขันไทยขยับที่25</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ปลื้มผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขยับ 5 อันดับ จาก 30 มาอยู่ที่ 25 ก้าวกระโดดในรอบกว่า 10 ปี ชี้ยังมีภารกิจท้าทายที่ต้องพัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) แถลงถึงผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development (ไอเอ็มดี) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2562 ซึ่งจัดอันดับทั้งหมด 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก พบว่าเขตเศรษฐกิจที่อันดับสูงสุด 5 อันดับแรกคือ สิงคโปร์ เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 แทนที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งลดลงไปเป็นที่ 3 รองลงมาคือ ฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามลำดับ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวอีกว่า เขตเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนที่จัดอันดับ 5 เขตเศรษฐกิจอันดับดีขึ้นเกือบทั้งหมด สิงคโปร์อันดับ 1 มาเลเซียอันดับคงที่ 22 เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ส่วนประเทศไทยอันดับสูงขึ้น 5 อันดับ จากอันดับ 30 มาอยู่ที่อันดับ 25 ซึ่งการจัดอันดับแบ่งเป็น 4 ด้าน ประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น 3 ด้าน ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ประสิทธิภาพของธุรกิจลดลง 2 อันดับ จากการจัดอันดับ 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ส่วนอินโดนีเซียอันดับดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากอันดับที่ 43 เป็น 32 และฟิลิปปินส์ จากอันดับที่ 50 เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 46&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวต่อว่า สมรรถนะทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของภาครัฐของไทยดีขึ้น 2 อันดับ โดยด้านเศรษฐกิจการลงทุนจากต่างประเทศมีอันดับดีขึ้นมาก ขณะที่การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจก็ส่งผลให้อันดับด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้นถึง 4 อันดับ นับว่าเป็นผลจากการที่รัฐบาลมีแนวทางดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการปรับกฎระเบียบให้ทันสมัยคล่องตัว และส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในการให้บริการรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแก้ปัญหาปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างทุกด้าน และกำลังผลักดันให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและในวงกว้างมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวอีกว่า สศช.ยังดำเนินโครงการที่เรียกว่าการสร้างอนาคตประเทศไทย หรือ Futurising Thailand ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท 101 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโครงการทำหน้าที่สื่อสารสาธารณะในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสาธารณชน โดยเฉพาะหลักนโยบายที่จะยกระดับขีดความสามารถทั้งในเรื่องทุนมนุษย์ กฎระเบียบและการพัฒนาในระดับพื้นที่ที่จะพัฒนาขีดความสามารถให้ความสามารถให้มีความทั่วถึงในระดับพื้นที่ รวมทั้งรัฐบาลเร่งรัดให้หน่วยดำเนินแผนงานโครงการที่จะส่งผลต่อการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.วรรณวีรา รัชฎาวงศ์ คณะกรรมการศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน และกรรมการบริหารทีเอ็มเอ กล่าวว่า ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น 5 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 25 ปีนี้ จากปีที่ผ่านมาอยู่อันดับที่ 30 ซึ่งเป็นอันดับที่สูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ผลการจัดอันดับดีขึ้น ยังมีประเด็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่เป็นรากฐานของการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวก็มีอันดับสูงขึ้นถึง 4 อันดับจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะผลจากภาคเอกชนที่ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาคิดเป็น 0.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พอใจผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยประจำปี 2562 ซึ่งประเมินโดยไอเอ็มดี ที่ไทยมีอันดับดีขึ้นถึง 5 อันดับ จากอันดับที่ 30 เป็น 25 ซึ่งนับเป็นอันดับที่ดีที่สุดในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โดยผลการจัดอันดับดีขึ้น 3 ด้าน จากทั้งหมด 4 ด้าน คือ สภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนประสิทธิภาพของภาคธุรกิจยังเป็นประเด็นท้าทายที่ไทยต้องพัฒนาต่อไป&amp;nbsp;
พล.ท.วีรชนกล่าวต่อว่า นายกฯ ย้ำว่าความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย และท้ายที่สุดคนไทยและประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งรัฐบาลจะเร่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้อันดับเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศดีขึ้นมาก เช่นเดียวกับการปรับปรุงกระบวนการอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจผ่านระบบดิจิทัล ทำให้การบริการรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศอย่างก้าวกระโดด
&amp;ldquo;นายกฯ ระบุว่าสิ่งสำคัญคือการสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้ทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมมือกันยกระดับการทำงานของตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศ โดยรัฐบาลเร่งส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ และพัฒนาคนให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน&amp;rdquo;พล.ท.วีรชนกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวกระโดดในรอบกว่า 10 ปี, ผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190529/image_big_5cee9f34a4b2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
