<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ.ปลื้มติดอันดับดาวโจนส์ 5 ปีซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปตท.สผ.ปลื้มรับคัดเลือดติดอันดับดาวโจนส์ ต่อเนื่องปีที่ 5 สะท้อนพันธกิจองค์กร ที่มุ่งเน้นการพัฒนาสังคม-สิ่งแวดล้อม ไร้คอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2561 - นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าบริษัทได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ระดับโลกในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ประเภทธุรกิจขั้นต้นและธุรกิจครบวงจร (World Oil and Gas Upstream &amp;amp; Integrated Industry) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปตท.สผ. และพนักงานทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร และเดินไปตามแนวทางที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยเฉพาะการต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ เนื่องจากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ เป็นดัชนีประเมินความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ซึ่งใช้วัดประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ 2,500 บริษัทชั้นนำทั่วโลก โดยการคัดเลือกสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI จะพิจารณาจากผลประกอบการที่ดี ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ DJSI เป็นดัชนีหลักซึ่งกองทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนจะอ้างอิงถึงเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17495</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซ, น้ำมัน, ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, สมพร ว่องวุฒิพรชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addc4d0ed44b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.ปรับขึ้นราคาขายปลีกเอ็นจีวีอีก 62 สตางค์/กก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบง.ไฟเขียวเพิ่มราคาขายปลีกเอ็นจีวีในรถสาธารณะ 62 สตางค์/กก. สะท้อนการปรับปรุงคุณภาพก๊าซส่งผลค่าความร้อนที่เพิ่มขึ้น เริ่ม 16 พ.ค. นี้ พร้อมสั่งเร่งใช้ B20 ในรถบรรทุก หวังใช้ไบโอดีเซลเพิ่ม 1 ล้านลิตร ดูดซับน้ำมันปาล์มดิบปาล์มเพิ่ม 2.5 แสนตัน/ปี พคุยคลังช่วยลดภาษีสรรพสามิต 82 สตางค์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ค. 2561 - นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ในวันที่ 2 พ.ค. 2561 ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการปรับราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติเพื่อรถยนต์(เอ็นจีวี) สำหรับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะเพิ่มขึ้นอีก 0.62 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้สะท้อนการปรับปรุงคุณภาพก๊าซเอ็นจีวีตามแผนการบริหารจัดการคุณภาพเอ็นจีวี ที่ส่งผลให้มีค่าเพิ่มความร้อนที่เพิ่มขึ้นผู้ประกอบการสามารถทำระยะทางได้มากกว่าเดิม โดยจะเริ่มปรับราคาในวันที่ 16 พ.ค. 2561 นี้ และตรึงราคาไปอีก 1 ปีจนถึงวันที่ 1 ก.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การปรับราคาขึ้นของเอ็นจีวีสำหรับรถโดยสารสาธารณะอีก 62 สตางค์ จากปัจจุบันที่มีการตรึงราคาอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) เป็น 10.62 บาทต่อกก. เพื่อสะท้อนการปรับปรุงคุณภาพก๊าซ ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลงยังอยู่ที่ 1 บาทต่อกก.เท่าเดิม แต่ค่าความร้อนนั้นสูงขึ้น ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น ขณะที่รถยนต์ทั่วไปไม่มีมติปรับ ยังราคาเท่าเดิมอยู่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 13.57 บาทต่อกก.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุม กบง.ยังเร่งให้ส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 20% หรือ B20 ในรถบรรทุก และรถขนาดใหญ่ เพื่อดูดซับการใช้น้ำมันปาล์มดิบ(ซีพีโอ)ในตลาด โดยตั้งเป้าจะเพิ่มการใช้อีก 1 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 6.5 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะเป็นการช่วยดูดซับซีพีโอได้ 250,000 ตันต่อปี โดยเบื้องต้นได้ส่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) ออกเชิญชวนผู้ประกอบการเพื่อให้เข้ามาศึกษาการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้สามารถรองรับการใช้ B20 ได้ ทั้งนี้คาดว่าในเดือน ก.ค. 61 นี้จะสามารถนำออกขายสู่ตลาดได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันได้หารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตของน้ำมัน B20 โดยคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนลดภาษีดังกล่าวอีก 82 สตางค์ รวมถึงจะสร้างแรงจูงใจทางด้านราคาให้ผู้ประกอบการเข้ามาใช้ โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 3,000 ล้านบาทโดยในช่วงเริ่มต้น เพื่อกำหนดให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B20 ถูกกว่าน้ำมันดีเซล B7 ประมาณ 3 บาทต่อลิตร ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ที่ 1.5 ล้านลิตรต่อวัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8367</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., ก๊าซ, ก๊าซธรรมชาติ, ก๊าซเอ็นจีวี, ทวารัฐ สูตะบุตร, รถสาธารณะ, เอ็นจีวี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180130/image_big_5a7098a9cde82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 20:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการห่วงเลื่อนประมูลปิโตรเลียมสูญ4.5แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
นักวิชาการห่วงผลกระทบหากเลื่อนประมูลเอราวัณ-บงกช หวั่นทำความเสียหายต่อด้านพลังงานกว่า 4.5 แสนล้านบาท/ปี ส่งผลต่อเนื่องถึงการลงทุนในอนาคตและปัญหาการตกงานเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 เม.ย.61- แหล่งข่าวจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผยว่า มีความเป็นห่วงการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุ หากมีการเลื่อนการประมูลโดยเฉพาะในแหล่งเอราวัณ-บงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ออกไป จะทำให้เกิดมูลค่าที่เสียหายสูงกว่า 450,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะรายได้ของรัฐบาลที่จะหายไปด้านค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และรายได้อื่น ๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังส่งผลเรื่องก๊าซธรรมชาติทีเดิมมีการขุดเจาะได้จะหายไป 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน(เทียบเท่าโรงไฟฟ้าขนาด 1,200 เมกะวัตต์ จำนวน 10 โรง หรือมากกว่า 50% ของโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซทั้งหมด) &amp;nbsp;ซึ่งจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)มาทดแทน ส่งผลต่อเนื่องถึงค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 18 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อเทียบกับราคาแอลเอ็นจีที่ 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่เพียงพอต่อการนำเข้าแอลเอ็นจีที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล นอกจากนี้ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจต่อเนื่องมีต้นทุนสูงขึ้นจากการที่ต้องนำเข้าสารตั้งต้นมาทดแทน ส่งผลให้เกิดมูลค่าความเสียหายรวม ๆ กว่า 230,000 ล้านบาทต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แหล่งข่าวกล่าวว่าธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจะได้รับผลกระทบในส่วนนี้ด้วย และอาจจะหยุดการลงทุน ส่งผลให้เงินลงทุนจะหายไปจากผู้รับสัมปทานและบริษัทที่รับจ้างบริการต่าง ๆ รวมกว่า 160,000 ล้านบาทต่อปี และทำให้มีคนตกงานกว่า 10,000 คน อย่างไรก็ตามหากการประมูลล่าช้า ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้รายเดิมยิ่งได้เปรียบในการประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวที่กระทบหลัก ๆ ก็จะเป็นเรื่องค่าภาคหลวงที่รัฐจะต้องสูญเสียไป และการนำเข้าแอลเอ็นจีที่จะใช้เงินมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันราคาน้ำมันจะลดต่ำลงแล้วส่งผลให้ค่าภาคหลวงลดลงนิดหน่อย แต่เมื่อคิดจากกำลังการผลิตของแหล่งบงกชและเอราวัณก็ยังเป็นเงินที่สูงมากอยู่ดี&amp;rdquo;แหล่งข่าวระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6298</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซ, ก๊าซธรรมชาติ, ค่าไฟ, บงกช, ปิโตรเลียม, สัมปทาน, เอราวัณ, แอลเอ็นจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac2307515cff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5718</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2018 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2018 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กฟผ. พร้อมรับมือการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นช่วงฤดูร้อนนี้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

กฟผ. เตรียมแผนรองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และแผนการหยุดจ่ายก๊าซฯ เพื่อซ่อมบำรุงประจำปีของ ปตท. ในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยเตรียมแผนการบริหารจัดการกำลังผลิตไฟฟ้า การใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และเตรียมมาตรการรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์ประหยัดการใช้ไฟฟ้าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค. 61- นายพิพัฒน์ วรคุณพิเศษ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูร้อนนี้ นับตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมคาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศ ในปี 2561 อยู่ที่ 29,943 เมกะวัตต์ ประกอบกับมีแผนการหยุดซ่อมบำรุงรักษาแหล่งก๊าซธรรมชาติของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำปี 2561 ของ ปตท. ในช่วงระหว่างวันที่ 13 - 23 เมษายน 2561 ซึ่งจะมีการหยุดจ่ายก๊าซฯ ฝั่งตะวันตกบางส่วน เพื่อบำรุงรักษาประจำปีและการติดตั้งอุปกรณ์ ในแหล่งยาดานาและแหล่งเยตากุน ตามลำดับ ซึ่ง กฟผ. ได้ประสานงานกับ ปตท. เพื่อเตรียมมาตรการรองรับแผนการหยุดจ่ายก๊าซฯ ดังกล่าว นอกจากนั้น กฟผ. ยังได้เตรียมการบริหารจัดการกำลังผลิตและเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้า เพิ่มการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงอื่น ๆ เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงก๊าซฯ ฝั่งตะวันตกที่ลดลง อีกทั้งเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในเขตนครหลวงให้พร้อมใช้งาน และงดการทำงานบำรุงรักษาระบบส่งที่ส่งผลกระทบต่อความมั่งคงในเขตนครหลวงในช่วงที่ลดการจ่ายก๊าซฯ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดช่วงฤดูร้อน กฟผ. ได้ประสานงานกับ ปตท. กฟภ. และ กฟน. เพื่อรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยสามารถจ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามระดับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งปรับแผนบำรุงรักษาสถานีไฟฟ้าและอุปกรณ์ในระบบส่งที่มีความสำคัญ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและประชาชนทุกคนร่วมกันรณรงค์ประหยัดไฟฟ้า เพื่อให้การใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย&amp;rdquo; นายพิพัฒน์ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5718</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ก๊าซ, ซ่อมบำรุง, พิพัฒน์ วรคุณพิเศษ, ฤดูร้อน, โรงไฟฟ้า, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab70fcc551c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2018 13:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2018 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้ฤกษ์เปิดประมูลแหล่งก๊าซ &#039;เอราวัณ-บงกช&#039; เดือนหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้รับทราบหลักการ การบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ และ บงกช ซึ่งสัมปทานจะสิ้นอายุ ในปี 2565-2666 เข้าตามหลักเกณฑ์การใช้สัญญาแบ่งปันผลผลิตในการบริหารจัดการหลังจากสัมปทานปัจจุบันสิ้นอายุลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังรับทราบหลักการข้อเสนอของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในการกำหนดเงื่อนไขที่ให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่จะส่งมอบให้รัฐตามสัญญาสัมปทานตามสัดส่วนของทรัพยากรปิโตรเลียมที่ได้ผลิตไปแล้ว และที่คงเหลือหลังการส่งมอบ และยังระบุให้แหล่งเอราวัณตามสัญญาสัมปทาน เลขที่ 1/2515/5 และ เลขที่ 2/2515/6 ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 23 เม.ย.2565 รวมเป็นแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะบริหารภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต 1 สัญญา (แปลง G1/61) และให้เสนอปริมาณการผลิตขั้นต่ำที่ 800 ล้านลูกบาศก์(ลบ.) ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการประมูลแหล่งบงกชตามสัญญาสัมปทาน เลขที่ 5/2515/9 ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 23 เม.ย.2565 และสัญญาสัมปทาน เลขที่ 3/2515/7 ซึ่งจะสิ้นอายุสัมปทานวันที่ 7 มี.ค.2566 รวมเป็นแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะบริหารภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต 1 สัญญา (แปลง G2/61) และให้เสนอปริมาณการผลิตขั้นต่ำที่ 700 ล้าน ลบ. ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมประมูลเสนอสัดส่วนการแบ่งกำไรให้แก่รัฐ ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 50% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มประกาศเชิญชวนในเดือนเม.ย. และคาดว่าจะสามารถลงนามสัญญากับผู้ชนะการประมูลได้ภายในเดือนก.พ.2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4600</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซ, ปิโตรเลียม, พลังงาน, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, เอราวัณ บงกช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa15c031022f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
