<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนธิรัตน์เคลียร์ปมLNG 1.5 ล้านตัน ยืนนโยบายเปิดเสรีให้กฟผ.เป็นผู้นำเข้าเช่นเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;สนธิรัตน์&amp;quot; แจงสร.กฟผ. กรณีปมประมูลนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตัน เหตุมีข้อบกพร่องกระทบต้นทุนค่าไฟ สถานการณ์การใช้ก๊าซฯเปลี่ยน ยันพร้อมเคลียร์ปิโตรนาสฯและปตท.กรณีค่าเช่าคลัง ไม่กระทบ กฟผ. พร้อมยืนนโยบายเปิดเสรีและให้กฟผ.เป็นผู้นำเข้าเช่นเดิม สร.กฟผ.พอใจส่ง&amp;quot;กุลิศ&amp;quot;นั่งประธานบอร์ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 62- &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังการหารือร่วมกับตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(สร.กฟผ.) วานนี้(6ก.ย.) ว่า &amp;nbsp;ได้ชี้แจงกับสร.กฟผ.ถึงมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่ให้ยกเลิกแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) 1.5 ล้านตัน/ปีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)และให้นำเข้ารูปแบบราคาจร(Spot)เพื่อทดสอบระบบจำนวน 2 ลำเรือ(ลำละ90,000 ตัน) เนื่องจากการดำเนินงานที่ผ่านมามีจุดบกพร่องที่ปล่อยไว้จะส่งผลกระทบค่าไฟฟ้า ประกอบกับสถานการณ์การใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศเปลี่ยนไปจึงจำเป็นต้องมาพิจารณาปริมาณการนำเข้าที่เหมาะสมใหม่ อย่างไรก็ตามได้ยืนยันว่ากรณีดังกล่าวจะไม่มีความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้นเกิดกับกฟผ.และจะไม่เกิดการฟ้องร้องเพราะกระทรวงพลังงานจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆทั้งหมดโดยเร็ว และมอบหมายให้นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กฟผ.ได้คัดเลือกปิโตรนาส แอลเอ็นจี เป็นผู้ชนะประมูลนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตัน/ปีกำหนดจะต้องลงนามในสัญญาภายในเดือนก.ย.นี้ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการลงนามแต่อย่างใด ดังนั้นล่าสุดตนได้หารือเบื้องต้นกับรัฐมนตรีพลังงานของมาเลเซียในเวทีประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนครั้งที่ 37 (AMEM)แล้วยืนยันว่าจะไม่กระทบใดๆทั้งสิ้น เช่นเดียวกรณีค่าเช่าคลังแอลเอ็นจีกับบริษัทในกลุ่มบมจ.ปตท.ที่กฟผ.ได้เซ็นสัญญาไปแล้วที่กระทรวงพลังงานจะมีการเจรจาเพื่อยกเลิกเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาค่าเช่าตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ได้ยืนยันต่อสร.กฟผ.ว่านโยบายการเปิดเสรีก๊าซฯเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาค(ฮับ)ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเพียงแต่จะต้องดูรายละเอียดต่างๆให้เหมาะสม เพื่อทำให้เกิดการนำเข้าต่อไปเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของโลกและนำไปสู่ต้นทุนค่าไฟกับประชาชนที่ถูกลง และกฟผ.จะเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าแอลเอ็นจีต่อไป ซึ่งจะมีการหารือถึงปริมาณที่เหมาะสมเพื่อที่จะดำเนินการให้เกิดขึ้นโดยเร็วอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสร.กฟผ. กล่าวว่า &amp;nbsp;สิ่งที่สร.กฟผ.กังวลมากสุดคือความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของตัวกฟผ.ในฐานะรัฐวิสาหกิจระดับประเทศที่ได้ประมูลและได้ปิโตรนามาส แอลเอ็นจี เป็นผู้ชนะประมูลซึ่งเป็นบริษัทมาเลซียซึ่งมีชื่อเสียง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาได้มีการเซ็นสัญญาเช่าคลังแอลเอ็นจีกับบริษัทในเครือบมจ.ปตท.ไปแล้วโดยจะเช่าเดือนละ 190 ล้านบาทเป็นระยะเวลา 33 ปีคิดเป็นมูลค่า 7.5 หมื่นล้านบาทจึงเกรงว่าหากไปยกเลิกสัญญาจะได้รับผลกระทบโดยทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวทางรมว.พลังงานได้รับปากที่จะแก้ไขให้ทั้งหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ยืนยันว่าการนำเข้าแอลเอ็นจีครั้งนี้ของกฟผ. 1.5 ล้านตัน/ปีเพื่อเป็นการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.เองไม่ได้นำมาขายแต่อย่างใดโดยมีสัญญา 8 ปี ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานได้ชี้แจงว่ามีข้อบกพร่องในอดีต 3-4 ปีที่ผ่านมาจึงต้องกลับมาแก้ไขและทบทวนใหม่และพร้อมจะให้กฟผ.มีการนำเข้าต่อไปซึ่งได้รับปากว่าจะเร่งเคลียร์เรื่องนี้ทั้งหมดภายใน 2-3 เดือนนี้และยืนยันว่าจะให้โควตากฟผ.นำเข้าแอลเอ็นจี 15%ของการใช้กฟผ.ที่มีทั้งหมด 8 ล้านตัน/ปี ซึ่งจากการเข้ามาพบครั้งนี้ก็พอใจกับกระทรวงพลังงาน &amp;quot;นายศิริชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อกังวลต่อกรณีที่กีระทรวงพลังงานจะแต่งตั้งบุคคลาภายนอกมานั่งเป็นคณะกรรมการบริหารกฟผ.(บอร์ด)ซึ่งก่อนหน้านี้มีการลาออกไป 2 คนได้แก่ นายดิสทัต โหตระกิตย์ ประธานบอร์ดกฟผ.และนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ บอร์ดกฟผ. นั้นทางรมว.พลังงานได้แจ้งว่าในส่วนของประธานบอร์ดจะให้นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานเข้ามารับตำแหน่งเป็นประธานบอร์ดกฟผ.เพื่อให้มารับภารกิจในการพัฒนาองค์กรกฟผ.ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนกรรมการอีก 1 คนอยู่ระหว่างการสรรหาซึ่งจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้า ซึ่งสร.กฟผ.ก็มีความยินดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45136</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ก๊าซธรรมชาติ, พลังงาน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, แอลเอ็นจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d72274aded2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2019 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2019 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ.เฮ! พบก๊าซธรรมชาติ นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย. 62 นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าได้แจ้งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรับทราบแล้ว กรณีที่บริษัท PTTEP HK Offshore Limited (Malaysian Branch) หรือ PTTEP HKO บริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้ค้นพบก๊าซธรรมชาติใน ลัง เลอบาห์-1อาร์ดีอาร์2(Lang Lebah-1RDR2 )ซึ่งเป็นหลุมสำรวจแรกของโครงการซาราวักเอสเค 410 บี ที่ตั้งอยู่บริเวณนอกชายฝั่งรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย

บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการเจาะหลุมสำรวจ Lang Lebah-1RDR2 ในเดือนมีนาคม 2562 โดยมีเป้าหมายการเจาะสำรวจก๊าชธรรมชาติในชั้นหินปูนยุคไมโอซีนกลาง ชั้นหินลำดับที่ 4 และ 5 ถึงระดับความลึกสุดท้ายที่ 3,810 เมตร และได้พบแหล่งกักเก็บก๊าซธรรมชาติสุทธิหนา 252 เมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ (multi-TCF gas discovery) โดยได้ทำการทดสอบอัตราการไหลพบว่ามีอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติสูงสุดเฉลี่ยวันละประมาณ 41.3 ล้านลูกบาศก์ฟุต อัตราการไหลของคอนเดนเสทสูงสุดเฉลี่ยวันละประมาณ 246 บาร์เรล ซึ่งการทดสอบอัตราการไหลสูงสุดมีข้อจำกัดของท่อกรุขนาด 2-7/8 นิ้วและวาล์วควบคุมการไหลขนาด 40/64 นิ้ว

ทั้งนี้ผลการเจาะสำรวจหลุม Lang Lebah-1RDR2 ในครั้งนี้นับเป็นการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จตามแผนกลยุทธ์ในการเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมจากกิจกรรมการสำรวจ ทั้งนี้ โครงการมีแผนการเจาะหลุมเพิ่มเติม เพื่อยืนยันศักยภาพทางปิโตรเลียมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการซาราวักเอสเค 410 บี ตั้งอยู่บริเวณน้ำตื้น นอกชายฝั่งรัฐซาราวักประมาณ 90 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 1,870 ตารางกิโลเมตร โดยมี PTTEP HKO ถือสัดส่วนร้อยละ 42.5 และเป็นผู้ดำเนินการ และมีกลุ่มผู้ร่วมทุนอื่นประกอบด้วย KUFPEC และ PETRONAS Carigali Sdn. Bhd ในสัดส่วนร้อยละ 42.5 และร้อยละ 15 ตามลำดับ
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39580</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซธรรมชาติ, ปตท.สผ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b230ea9621.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บ้านปูปลื้มQ1/62โกยกำไร916ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านปูฯ ปลื้มผลประกอบการไตรมาส 1/62 ทำกำไร 916 ล้านบาท สะท้อนทุกธุรกิจกำลังสดใส รุกกลยุทธ์ส่งเสริมพลังงานสะอาด เดินหน้าลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ด้านบ้านปู เพาเวอร์ฯ โชว์กำไรโต 167%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค.2562- นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2562 ของบริษัทฯ ว่า มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) 7,302 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 916 ล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงานมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากการนำมาตรการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตรวมถึงการสร้างมูลค่าเหมืองในระยะยาวมาใช้อย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงานสะท้อนถึงการบริหารการผลิตไฟฟ้าให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ครบตามสัญญารองรับความต้องการใช้พลังงานตามฤดูกาลได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ธุรกิจถ่านหินมีปริมาณขายเพิ่มขึ้น 33% แต่ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยในตลาดลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นต่อเนื่อง โดยมี EBITDA อยู่ที่ 885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2.1 เหรียญสหรัฐต่อพันล้านลูกบาศก์ฟุต หรือเพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ภายใต้กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงานของบ้านปูฯ ยังคงสดใสต่อเนื่อง แนวโน้มอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ด้วยอัตราการเติบโตของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมีความต้องการนำก๊าซธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่หลากหลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2562 ของบริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 1,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว กำไรสุทธิรวม 1,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 784 ล้านบาท หรือ 167% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหนึ่งมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีซึ่งมีประสิทธิภาพการจ่ายไฟถึง 100% เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าหงสาที่แม้จะมีการหยุดเดินเครื่องเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ แต่ยังรักษาประสิทธิภาพการจ่ายไฟอยู่ที่ 81% ส่วนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมซ็อกจัง กำลังผลิตรวม 80 เมกะวัตต์ ในประเทศเวียดนาม คืบหน้าตามแผนที่วางไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่งนี้สะท้อนถึงสถานะการเงินที่มั่นคง ซึ่งจะส่งเสริมให้การพัฒนาโครงการที่มีอยู่ลุล่วงเป็นไปตามแผน สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมซ็อกจัง ระยะที่ 1 กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ บริษัทฯ ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้แล้วเสร็จ รวมไปถึงการทำประชาพิจารณ์กับชุมชนโดยรอบทั้งในส่วนพื้นที่พัฒนาโครงการและพื้นที่ก่อสร้างสายส่งซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชุมชน จึงเชื่อมั่นว่าการพัฒนาโครงการในลำดับต่อไปจะราบรื่นและสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามกำหนด&amp;rdquo;นายสุธี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35734</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซธรรมชาติ, ธุรกิจถ่านหิน, บ้านปู, พลังงาน, สมฤดี ชัยมงคล, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190324/image_big_5c9792bd5bd4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ. จับมือ อสมท. เปิดตัว “แสงแรก” สารคดีท่องเที่ยวแนวใหม่เข้าใจคุณค่าพลังงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กกพ. ร่วมกับ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; ผลิต &amp;ldquo;แสงแรก&amp;rdquo; สารคดีท่องเที่ยวแนวใหม่ จำนวนทั้งหมด 16 ตอน ผ่านเรื่องราวความงดงามธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชนรอบแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า 4 ภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพลังงานที่เป็นเรื่องใกล้ตัว และมีทัศนคติเรื่องพลังงานไฟฟ้าอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; เริ่มออกอากาศวันที่ 16 มีนาคม 2562 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00น. ทาง MCOT HD ช่อง&amp;nbsp; 30 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ทีผ่านมาณ ตึกอำนวยการ 1 อสมท. สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน&amp;nbsp; (กกพ.)ร่วมกับบริษัท อสมมท.จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;แนะนำสารคดีท่องเทียวแนวใหม่ชุด &amp;ldquo;แสงแรก&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายกิตติพงษ์&amp;nbsp; ภิญโญตระกูล&amp;nbsp; รองเลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า&amp;nbsp; กกพ. เป็นหน่วยงานของรัฐตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550&amp;nbsp; มีหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน ในด้านกิจการไฟฟ้า&amp;nbsp; ก๊าซธรรมชาติ และระบบโครงข่ายพลังงาน อีกทั้งยังมีเป้าหมาย ในการสื่อสารและส่งเสริมให้ประชาชนไทยมีความเข้าใจข้อมูลด้านพลังงานไฟฟ้าที่ถูกต้อง เพื่อจะได้ช่วยกันอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ กกพ.ทำการผลิตสารคดีท่องเที่ยวแนวใหม่ &amp;ldquo;แสงแรก&amp;rdquo;ที่จะชวนผู้ชมร่วมค้นหาประสบการณ์กับการเดินทางชมธรรมชาติอันงดงามที่ซ่อนอยู่ตามแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าต่างๆ ทั้ง 4 ภูมิภาค รวมถึงชุมชนรายรอบที่ล้วนแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่หลายคนอาจไม่รู้จักและไม่เคยไป เพื่อให้เห็นว่าเรื่องโรงไฟฟ้าไม่ใช่มีเพียงด้านลบ แต่สามารถพึ่งพาเกื้อกูลกับชุมชนได้เป็นอย่างดี และมีการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับพลังงานที่มีความสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงคุณค่าของพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้านนายเขมทัตต์ พลเดช&amp;nbsp; กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน ) กล่าวว่า จุดเด่นของสารคดีแสงแรกคือ ความเป็นสารคดีสมัยใหม่ มีภาพสวยงาม&amp;nbsp; ของสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นจุดกำเนิดพลังงานให้กับประเทศไทย เช่น เขื่อน&amp;nbsp; โรงไฟฟ้า แหล่งขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ โรงงานไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ผลผลิตจากการเกษตรมาผลิตพลังงาน โรงไฟฟ้าขยะ ฯลฯ&amp;nbsp; ดึงดูดให้คนเดินทางไปท่องเที่ยวและบอกต่อ เกิดประโยชน์ต่อชุมชน มีการสอดแทรกเรื่องพลังงานได้อย่างน่าสนใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้ความรู้สึกที่ว่า &amp;ldquo;สถานที่ที่คิดว่าไม่&amp;nbsp; เมื่อไปแล้วกลับใช่&amp;quot; &amp;nbsp;ซึ่งสิ่งแวดล้อมของสถานที่เหล่านี้สร้างความสำคัญและมูลค่าเพิ่มให้ชุมชนโดยรอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนับเป็นครั้งแรกที่กกพ. มอบหมายให้อสมท.เป็นผู้ผลิตรายการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คอนเซ็ปต์คำว่า &amp;quot;แสงแรก&amp;quot; &amp;nbsp;คือ พลังงาน ซึ่งแสงแรกทุกครั้งคือการได้รับพลังงานและเป็นภารกิจของกกพ. ในการให้ประชาชนคนไทยได้รับแสงแรก อีกทั้งมีความรู้ความเข้าใจเรื่องพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านั้นอาจมาพร้อมกับความไม่เข้าใจ หรือมีความขัดแย้งในพื้นที่ สารคดีชุดนี้จึงต้องการสื่อสารว่า เรามีความเกี่ยวข้องกับพลังงานตั้งแต่เกิดจนชีวิตดับสูญ กกพ.มีภารกิจการกำกับดูให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากพลังงานอย่างคุ้มค่าและมีความสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานที่ต่างๆเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อาจไม่มีใครทราบมาก่อนว่าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้ชมจะได้พบกับพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้ง 4 ภูมิภาค ที่มีความสวยงามและได้ความรู้ 4 ด้านคือ 1.ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและพลังงาน&amp;nbsp; 2. สิ่งที่กกพ. ดำเนินการให้ชุมชน 3.ความมั่นใจด้านศักยภาพพลังงานของประเทศไทย 4.ความสุขจากการที่รัฐสนับสนุนชุมชนให้เกิดความยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คนนำเรื่องคือ ดาราและพิธีกรซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะนำไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่งดงามมีคุณค่าด้านพลังงาน ประกอบด้วย แสงที่ 1 ตัวแทนวัยรุ่น ปาณิสรา&amp;nbsp; ปริญญารักษ์ (ตูน) ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;แสงแรกของวัยรุ่น คือแสงแรกของอนาคต&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แสงที่ 2&amp;nbsp; ตัวแทนครอบครัวยุคใหม่ ณปภา ตันตระกูล (แพท) และน้องเรซซิ่ง ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;แสงแรกจากธรรมชาติ คือ พลังงานที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; แสงที่ 3&amp;nbsp; เศรษฐพงศ์ เพียงพอ (เต๋า AF8)ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;การเรียนรู้พลังธรรมชาติ คือ การเติมเต็มแสงของพลังชีวิต&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แสงที่ 4 ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาไล (บุ๊คโกะ) ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;อยากไปมาก เที่ยวแบบชาร์จแบตชีวิตแบบนี้อะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายธนัชพันธ์ บูรณาชีวาไล หรือ &amp;ldquo;บุ๊คโกะ&amp;rdquo; กล่าวว่า &amp;nbsp;ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอเรื่องราวของโรงไฟฟ้าภาคใต้ เช่น โรงไฟฟ้าขนอม ซึ่งเป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สถานที่สวยงาม มีกังหันผลิตกระแสไฟฟ้าและปัจจุบันโซเชียลมีเดียมีความสำคัญสามารถสื่อสารได้ทั่วโลก จึงตั้งใจว่าจะเชิญชวนคนไทยและชาวต่างชาติให้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นแสงแรกของพื้นที่ภาคใต้ในที่ต่างๆ โดยจะติดแฮชแท็กสถานที่ท่องเที่ยวที่นำเสนอด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางสาวปาณิสรา&amp;nbsp; ปริญญารักษ์ หรือ &amp;ldquo;ตูน&amp;rdquo; กล่าวว่า&amp;nbsp; เป็นผู้นำเที่ยวโรงไฟฟ้า 4 จังหวัดภาคเหนือซึ่งมีสิ่งน่าสนใจหลายอย่าง ช่วยสร้างรายได้ชุมชน เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตและให้ความรู้เรื่องไฟฟ้า สถานที่ที่ประทับใจคือจังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;มีการนำชานอ้อยจากโรงงานผลิตน้ำตาลมาผลิตกระแสไฟฟ้าโครงการชีวมวล และทำปุ๋ยได้ ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่น่าสนใจมาก&amp;nbsp; รวมทั้งพาไปเที่ยวบ้านนาต้นจั่นโฮมสเตย์ที่สวยงาม ดำเนินการโดยกลุ่มชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านได้พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างรายได้มากขึ้นไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่อื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สารคดีแสงแรกเริ่มออกอากาศวันที่ 16 มีนาคม 2562 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00น. ทาง MCOT HD ช่อง&amp;nbsp; 30 มีจำนวนทั้งหมด 16 ตอน &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30807</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., กิตติพงษ์  ภิญโญตระกูล, ก๊าซธรรมชาติ, พลังงาน, สารคดีแสงแรก, อสมท., โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190308/image_big_5c81e3b2ad686.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27899</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 17:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะลึก ‘เชื้อเพลิง’ ผลิตไฟฟ้า ต้องดูให้ครบทุกด้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ไฟฟ้า&amp;rsquo; ได้กลายเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศทั่วโลก การบริหารจัดการไฟฟ้าจึงเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในแต่ละประเทศให้ความสำคัญ เพราะนั่นหมายถึง &amp;lsquo;ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาเป็นไฟฟ้าให้เราได้ใช้กันอย่างวันนี้ จำเป็นต้องวางแผนการใช้ &amp;ldquo;เชื้อเพลิง&amp;rdquo; ให้เหมาะสม &amp;lsquo;ตามบริบทของแต่ละประเทศ&amp;rsquo; ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ สภาพภูมิศาสตร์ และความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดนโยบายให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มีคุณภาพที่ดี มีราคาที่เป็นธรรม ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นแล้ว ต้องคำนึงถึงข้อดี-ข้อจำกัดของแต่ละเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอย่างรอบด้านและครบทุกมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ความมั่นคงในระบบไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตของเรานั้นผูกติดอยู่กับไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าต้องมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การเลือกเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตไฟฟ้า จึงต้องคำนึงถึงด้านเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน และเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบัน &amp;lsquo;ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และนิวเคลียร์&amp;rsquo; (รวมไปถึงชีวมวล และขยะ หากมีปริมาณเพียงพอ) ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงหลักที่หลายประเทศเลือกใช้ เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ประเทศชั้นนำของโลกต่างคำนึงถึงเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงและแข่งขันได้ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างประเทศเยอรมนี เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้กำลังผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนจะมีมากถึง 53.3% ของกำลังการผลิตทั้งหมด แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่า เชื้อเพลิงที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ยังคงเป็น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน นิวเคลียร์ น้ำมัน และชีวมวล ที่ครองสัดส่วนในการผลิตถึง 67.8%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กำลังผลิตติดตั้งของประเทศเยอรมนี(https://www.energy-charts.de/power_inst.htm) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของเยอรมนี ปี 2561
(https://www.energy-charts.de/energy.htm?source=all-sources&amp;amp;period=annual&amp;amp;year=2018) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ด้วยต้นทุนที่ลดต่ำลงและมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น และไม่ปล่อยมลสารในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ทว่า ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศซึ่งไม่มีความแน่นอน จึงไม่สามารถเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าได้ ยกเว้นจะนำแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเข้ามาใช้ควบคู่ในการผลิตไฟฟ้า จึงจะสามารถสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานยังคงมีต้นทุนสูงหากนำเข้ามาใช้ในปริมาณที่มากและรวดเร็วเกินไป จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;เชื้อเพลิงและที่ตั้งของโรงไฟฟ้าต้องมีความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการเลือกใช้เชื้อเพลิง คือ สถานที่ตั้งของโรงฟ้าแต่ละประเภทที่จะต้อง มองให้ครบทุกมิติ อาทิ การขนส่งเชื้อเพลิงต้องสะดวกและเข้าถึงโรงไฟฟ้าได้ง่าย ต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าและระบบหล่อเย็น ต้องอยู่ไม่ไกลจากระบบส่งไฟฟ้าหลักหรือสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่สามารถรองรับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ รวมทั้งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ เชื้อเพลิงแต่ละประเภทยังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันไป อาทิ ชีวมวล ขยะ และนิวเคลียร์ ต้องอยู่ไกลจากแหล่งชุมชน พลังงานลมต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีความเร็วลมพอเหมาะ พลังงานแสงอาทิตย์ต้องมีความเข้มแสงที่เหมาะสม ตลอดจนถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ มีความจำเป็นต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำและต้องขนส่งสะดวก เข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงได้ง่าย ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยลดปัญหาในชุมชน และเพิ่มศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าให้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ต้องใส่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต่างได้หันมาให้ความสนใจอย่างมีนัยสำคัญ ภาคพลังงานจึงต้องมีการกำหนดนโยบายและแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยหนึ่งในแนวทางนั้น คือการหันมาใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเชื้อเพลิงจากฟอสซิลจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมสูงกว่าพลังงานหมุนเวียน แต่เชื้อเพลิงประเภทนี้มีราคาถูกและมีความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูง คือใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าน้อยแต่ให้ค่าพลังงานสูง ในขณะเดียวกันสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีค่าการปล่อยมลสารที่ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าแบบ Ultra Supercritical: USC ซึ่งเป็นเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ที่ทันสมัยที่สุดในโลก มีการปล่อยมลสารที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนอื่นๆ ทำให้โรงไฟฟ้าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ในขณะเดียวกัน เชื้อเพลิงจากขยะ แม้จะเป็นการบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่การควบคุมปัญหาด้านกลิ่นไม่ให้รบกวนกับชุมชนโดยรอบตลอดจนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เช่นเดียวกับแผงโซลลาร์เซลล์ ที่แม้กระบวนการผลิตไฟฟ้าจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษ แต่กระบวนการกำจัดแผงโซลลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานอย่างผิดวิธีจะก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ดังนั้นควรมีการออกกฎหมายควบคุมและมีมาตรการป้องกันอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:15.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;มองให้รอบทั้งข้อดี ข้อจำกัด ในบริบทของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;การบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่ได้สมดุล ทั้งในทางเศรษฐศาสตร์ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้บริบทของประเทศ จึงเป็นโจทย์ใหญ่และโจทย์สำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศให้สอดรับกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ต้องสามารถดึงดูดการลงทุนในภาคธุรกิจได้ และสอดคล้องกับความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ทั้งในแง่ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม และแง่ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27899</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., ก๊าซธรรมชาติ, ผลิตไฟฟ้า, รัฐบาล, เชื้อเพลิง, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c5180b701386.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 20:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 20:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานสั่งอพยพเจ้าหน้าที่ 2,635 คนขึ้นฝั่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลังงานสั่งอพยพเจ้าหน้าที่ 2,635 คนขึ้นฝั่ง ตั้งศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน &amp;nbsp;ยันการผลิตก๊าซธรรมชาติ-น้ำมันดิบ ไม่มีหยุดผลิตเพิ่มเติม &amp;nbsp;ด้านกฟผ.แจงมีมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์ทั้งสถานีผลิตและระบบส่ง พร้อมสำรองจากเชื้อเพลิงอื่นเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 ม.ค. 62 - นายกุลิศ สมบัติศิริ. ปลัดกระทรวงพลังงานรายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ต่อการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ว่า ปัจจุบันมีการอพยพเจ้าหน้าที่แล้ว 2,635 คน และเหลือปฏิบัติหน้าที่อยู่ 246 คน การอพยพของเจ้าหน้าที่แต่ละบริษัทเป็นไปโดยสวัสดิภาพ โดยพายุอยู่ห่างจากแท่นบงกชประมาณ 500 km คาดว่าจะผ่านแท่นในเวลา 04:00 น. ของวันที่ 4 ม.ค.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ขณะนี้ยังไม่มีการหยุดผลิตเพิ่มเติม ข้อมูลล่าสุด ก๊าซธรรมชาติลดลงในปริมาณเท่าเดิมที่ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันจากการหยุดผลิตของแหล่งบงกชเหนือ (แหล่งบงกชใต้ หยุดซ่อมบำรุงตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม) &amp;nbsp; และน้ำมันดิบลดลงอยู่ที่ 27,000 บาร์เรล/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแหล่งก๊าซธรรมชาติไพลินเหนือสามารถกลับมาผลิตได้อีกครั้งเร็วกว่าแผนหลังจากหยุดซ่อมบำรุง ทำให้มีก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเข้าระบบมากขึ้น รวมถึงในส่วนของก๊าซ LNG มีความพร้อมจ่ายได้สูงสุด 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และในวันนี้เรือขนส่ง LNG ได้เข้าเทียบท่าแล้ว ซึ่งจะสามารถส่งก๊าซ LNG เข้าระบบได้ เมื่อรวมกับ Inventory มีปริมาณ 10,800 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ทั้งนี้เรือลำถัดไปจะเทียบท่าในวันที่ 7 ม.ค. 62) ทำให้ปริมาณสำรอง LNG มีมากเพียงพอในการรองรับสถานการณ์การหยุดผลิตจากพายุ รวมถึงสามารถจัดสรรก๊าซธรรมชาติให้กับภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และ NGV ได้ตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์ทั้งในส่วนของสถานีผลิตไฟฟ้าและระบบส่ง และสำรองจากเชื้อเพลิงอื่นเพิ่มมากขึ้น ทั้งน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตาเพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ในปริมาณสูงสุด นอกจากนี้ได้มีการประสานกับประเทศมาเลเซียเพื่อขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน และจัดเตรียมอุปกรณ์หนักสำหรับแก้ไขปัญหาหากระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าได้รับความเสียหายจากพายุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมัน สำรองน้ำมันและจัดส่งให้เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พายุ ในส่วนของก๊าซหุงต้มมีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้ของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้จัดตั้ง ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน โดยจะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25695</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, กุลิศ สมบัติศิริ, ก๊าซธรรมชาติ, น้ำมัน, น้ำมันดิบ, บงกช, ผลิตปิโตรเลียม, พลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2e08ff941a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/01/2019 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/01/2019 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ปาบึก&quot; ทำพิษกระทบก๊าซอ่าวไทย ก.พลังงาน สั่งปตท. ดูแล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพลังงานเผยพายุปาบึกทำพิษกระทบการจัดหาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลง พร้อมสั่งการ ปตท. ป้อนแอบเอ็นจีเข้าระบบเพิ่มขึ้นลดผลกระทบประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ม.ค. 2562 - รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานจากเหตุการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) บริเวณอ่าวไทย ในวันที่ 2 ม.ค. 2562 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ซึ่งทางกระทรวงได้ประสานข้อมูล สั่งการและติดตามร่วมกับบริษัทผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยทั้ง 8 กลุ่มบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้ได้มีการถอนตัวเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นในการผลิตกลับขึ้นฝั่ง ณ จังหวัดสงขลาและจังหวัดชลบุรีโดยเรือและเฮลิคอปเตอร์ เรียบร้อยแล้วอย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลจากพายุโซนร้อนครั้งนี้ บริษัทผู้ประกอบการจำเป็นต้องหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบบางส่วนเพื่อความปลอดภัย ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงจากการที่แหล่งบงกชเหนือหยุดการผลิตประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจากปริมาณการผลิตทั้งหมดในอ่าวไทยจำนวน 2,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สำหรับน้ำมันดิบหยุดการผลิตประมาณ 27,000 บาร์เรลต่อวันจากปริมาณการผลิตปัจจุบัน 100,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในส่วนการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงนั้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ในประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกระทรวงได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยในการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาตินั้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เข้าระบบเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ลดลง ในส่วนการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้สำรองจากเชื้อเพลิงอื่นมากขึ้น โดยได้สำรองน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตาทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าอย่างเพียงพอหากจำเป็น รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25615</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, ก๊าซธรรมชาติ, น้ำมันดิบ, ปาบึก, พายุปาบึก, อ่าวไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190102/image_big_5c2c9bff58a75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
