<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2021 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTT Station - EVLOMO ร่วมนำร่องสร้างเครือข่าย EV Station ใน อีอีซี รองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในโครงการพัฒนา EV City บ้านฉาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และ นางสาวนิโคล หวู่ กรรมการบริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด หรือ EVLOMO ร่วมเยี่ยมชมการดำเนินงาน EV Station ณ PTT Station สาขาระยอง - บ้านฉาง กม.192 (ขาเข้า) โดยมี นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม นายอำเภอบ้านฉาง ร่วมงาน โดย EV Station แห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง OR และ EVLOMO ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้าน EV Charging Solution ครบวงจร เพื่อร่วมสร้างเครือข่าย EV Station รองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าทั้งภาคขนส่งและภาคประชาชน สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) ในโครงการพัฒนา EV City บ้านฉาง เพื่อให้ อีอีซี ก้าวสู่พื้นที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ของภาคอุตสาหกรรมแห่งแรกในภูมิภาค ส่งเสริมการลดมลพิษในเขตอุตสาหกรรมและท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยได้ทดลองติดตั้งเครื่องชาร์จความเร็วสูง (Quick Charge) ขนาด 75 กิโลวัตต์ (kW) ที่ PTT Station 2 แห่ง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมการให้บริการ ได้แก่ PTT Station สาขาระยอง - บ้านฉาง กม.192 (ขาเข้า) และ PTT Station สาขาแยกหาดจอมเทียนซึ่งเป็นการติดตั้งเพิ่มอีก 1 ตัวจากที่มีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ปัจจุบัน OR เปิดให้บริการ EV Station ใน PTT Station รวมทั้งสิ้น 30 แห่งทั่วประเทศ และได้พัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;EV Station&amp;rdquo; เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ อาทิ การค้นหาและนำทางสถานีชาร์จไฟฟ้า การจองช่วงเวลาชาร์จ และการสั่งเปิดปิดการชาร์จ เป็นต้น อีกทั้งยังมุ่งมั่นขยายเครือข่าย EV Station ให้ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมแสวงหาและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างระบบนิเวศการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้สมบูรณ์ และตอบโจทย์ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทให้ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางมากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99462</URL_LINK>
                <HASHTAG>BCG Model, Bio-Circular-Green Economy :BCG, EEC, EV Charging Solution, EV Station, EVLOMO, Net Zero Emission, OR, PTT Station, ก๊าซเรือนกระจก, นางสาวนิโคล หวู่, นายบุญมา พนธนกรกุล, นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม, บริษัท ปตท., บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด, ปตท., สถานีชาร์จไฟฟ้า, อำเภอบ้านฉาง, โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210414/image_big_607683179b2a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แผนสุดท้าทาย &quot;เปลี่ยนผ่าน&quot;พลังงาน-คมนาคม สู่คาร์บอนฯเป็นศูนย์      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิทรรศการนำเสนอแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเทศไทย ภาคพลังงานเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก &amp;nbsp;43% ภาคขนส่ง27% รวมแล้ว 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ปัญหา คือ พลังงานที่ใช้ในบ้านเรามาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ภาคการขนส่งเองก็เผชิญปัญหา เพราะทุกวันนี้ 99.95% &amp;nbsp;ของยานพาหนะทั้งหมดในไทยเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันซึ่งเป็นที่มาของฝุ่นพิษ PM2.5

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ สภาพการจราจรที่ติดขัดติดติดอันดับ 10 ของโลก จากความหนาแน่นของจำนวนรถยนต์ ทุกวันนี้มีรถยนต์จดทะเบียนสะสมมากกว่า &amp;nbsp;10 ล้านคัน ทุกปีคนเมืองเสียเวลาไปกับนั่งแช่บนท้องถนน 8 วัน กับอีก 15 ชั่วโมง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากถึง 11 พันล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่กล่าวมาล้วนเป็นที่มาของปัญหามลพิษ PM2.5และสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ที่ทำให้ไทยติดอันดีบด้านความเสี่ยงและความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &amp;nbsp;ในอันดับ 9 ของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานทั้งภาคการผลิตและเพื่อการขนส่งจากน้ำมัน หรือพลังงานฟอสซิล &amp;nbsp;มาเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีเป้าหมายคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ถือเป็นเครื่องมือต่อสู้และบรรเทาผลกระทบจากภาวะ&amp;quot;โลกร้อน&amp;quot; ซึ่งนับวันส่งผลกระทบชัดเจน ในรูปของภัยแล้งที่เกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้น รวมทั้ง ไฟป่าที่เป็นผลพวงจากภัยแล้ง &amp;nbsp;หรือการเกิดอุทกภัยถี่ขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 จาก 115 ประเทศ ที่มีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่วนสวีเดนครองแชมป์มีประสิทธิภาพสูงสุด &amp;nbsp; แต่ในด้านเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกในอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับ 6 ร่วมกับเวียดนาม ยังตามหลังฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์และกัมพูชา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เหตุนี้ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม จับมือกับสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เสนอการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและคมนาคมขนส่งของประเทศไทยจากปัจจุบันไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนผ่านงาน &amp;rdquo;พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต&amp;rdquo; ซึ่งเปิดให้คนรักโลกเข้าชมตั้งแต่วันที่ 12-18 มี.ค.นี้ ที่ลานกิจกรรรมชั้น 3 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไฮไลต์มีการนำเสนอแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2564-2573 &amp;nbsp;ซึ่งมีเป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซในภาคขนส่งราว 35% &amp;nbsp;ภายในปี 73 &amp;nbsp; ในแผนมีการนำเสนอแนวทาง&amp;rdquo;ลด-เปลี่ยน-ปรับปรุง&amp;rdquo; ดังนี้ 1.ลดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทาง เช่น วางแผนพื้นที่เมืองแบบกระชับ &amp;nbsp;การสนับสนุนการทำงานจากบ้าน และการพัฒนาพื้นที่รอบระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้คนสามารถเดินทางด้วยระบบบขนส่งสาธารณะได้สะดวกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า&amp;nbsp;หนึ่งในคมนาคมแบบใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.เปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง โดยสนับสนุนให้เกิดการใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว และการเดินทางด้วยรูปแบบที่ไม่ปล่อยมลพิษ เช่น การเดิน หรือการปั่นจักรยาน &amp;nbsp; ซึ่งลดปัญหารถติด ลดฝุ่นละอองขนาดเล็กในเวลาเดียวกัน 3.ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในยานยนต์ &amp;nbsp;โดยพัฒนาเทคโนโลยีระบบการจัดการจราจรอัจฉริยะ เทคโนโลยีประหยัดพลังงานในยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรพงศ์&amp;nbsp;ไพฑูรย์พงษ์&amp;nbsp;รองปลัดกระทรวงคมนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ไทยต้องมีแผนและนโยบายเพื่อรักษาอุณหภูมิโลกตามข้อตกลงปารีส &amp;nbsp;ซึ่งเป็นข้อตกลงนานาชาติ ทางกระทรวงคมนาคมอยู่ในระหว่างดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีมาตรการการต่างๆ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ และเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่วนหนึ่งมาจากจราจรที่ติดขัดในเขตเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบขนส่งทางราง ช่วยลดก๊าชเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การขนส่งสาธารณะในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ขณะนี้เริ่มใช้เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งภายใต้แผนการฟื้นฟูองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี กำลังวางแผนจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 2,511 คัน &amp;nbsp;เพื่อให้บริการประชาชนได้ใช้ภายในปลายปีนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากสำเร็จจะทำให้เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่วนระบบรางมีการผลักดันต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 57 จนถึงปัจุบัน &amp;nbsp;เปิดให้บริการรถไฟฟ้าระยะทางมากกว่า 170 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 160 กิโลเมตร อีกไม่กี่ปีข้างหน้า กทม.จะเป็นศูนย์กลางพัฒนาระบบขนส่งทางราง นอกจากนี้ จะมีรถไฟฟ้าถึง 14 สาย รวม 553 กิโลเมตร โดยเชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ที่กำลังก่อสร้าง ระยะทาง 600 กิโลเมตร เชื่อมกับ 3 สนามบิน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รองปลัดคมนาคม กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสำคัญ &amp;nbsp;คมนาคมกำลังกำลังเร่งศึกษาโครงการรถไฟทางไกล จะมีการเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นพลังงานไฮโดรเจน และการใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้า โดยจะผลักดันในเขตเมืองใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และขยายในเมืองอื่นต่อไป นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกจะร่วมลดมลภาวะอากาศ กำลังหารือเรื่องการลดภาษีรถยนต์ประจำปีสำหรับรถยนต์อีวี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ใช้งานรถอีวีแพร่หลายในไทย &amp;nbsp;ซึ่งตามแผนปฏิบัติการคมนาคมแบบใหม่นี้ จะเปลี่ยนวิถีของคน จะทยอยเปลี่ยนผ่านพลังงานในหมวดต่างๆต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ทุกโครงการตั้งอยู่บนหลักขนส่งปลอดภัย เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ทำการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ สร้างการเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเท่าเทียม มุ่งสู่การเดินทางในเมืองระยะใกล้และระยะไกลโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ตัวการโลกร้อน&amp;quot;รองปลัดฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พูลพัฒน์&amp;nbsp;ลีสมบัติไพบูลย์&amp;nbsp;ผอ.กองการต่างประเทศสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเดินหน้่าเปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยลดปล่อยก๊าซคาร์บอน &amp;nbsp;เพื่อเป็นไปตามคำมั่นข้อตกลงปารีส โดยตั้งเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ 20% &amp;nbsp;ในกรณีปกติ ภายในปี 2573 &amp;nbsp; ในฐานะกลไกอีกตัวที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไปสู่พลังงานสะอาด ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า &amp;nbsp;ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2561-2580 &amp;nbsp;กำหนดให้มีสัดส่วนพลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้าราว 30% &amp;nbsp;ภายในปี 80 แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2561-2580 &amp;nbsp;กำหนดให้ลดความเข้มข้นการใช้พลังงานลง 30% &amp;nbsp;ภายในปี 80 เช่นกัน นอกจากนี้ จะใช้เทคโนโลยีดูแลระบบพลังงาน ลดคาร์บอนให้ได้มากสุด เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;และระบบพลังงานต้องกระจายตัวเกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น รวมถึงจะปรับปรุงกฎระเบียบให้ตอบสนองการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทย-เยอรมันจัดงาน&amp;rdquo;พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต&amp;rdquo;&amp;nbsp;เสนอแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด &amp;nbsp;โดยในส่วนพลังงานหมุนเวียน ผลผลิตทางการเกษตรชาวบ้านนำมาสู่เชื้อเพลิงโรงงาน โดยได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม อีกส่วนใช้ไบโอดีเซลเพิ่มความมั่นคงพลังงานไทย รวมถึงใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในเขตเมืองมุ่งเน้นการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ระดับครัวเรือน กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างจัดทำแผนพลังงานแห่งชาติ มุ่งเน้นแนวคิดเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงพลังงาน โดยแผนนี้จะเปลี่ยนภาคพลังงานให้สะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงนวัตกรรมด้านพลังงานจะเป็นกุญแจสำคัญ ทำให้ไทยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ในปี 2565 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ภายใต้แนวคิด โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว &amp;nbsp;หรือ BCG เน้นที่นำทรัพยากรด้านพลังงานของไทยมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร แปรสภาพขยะเกิดประโยชน์ทางพลังงาน &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.พูลพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96021</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซเรือนกระจก, คาร์บอนไดออกไซด์, ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์, ภาวะโลกร้อน, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เ, ”พลังงานสะอาดขับเคลื่อนอนาคต”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210314/image_big_604dba0e89cc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2021 22:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2021 22:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อีลอน มัสก์&#039;ควัก100ล้าน$ ตั้งรางวัลเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เศรษฐีใจป้ำ อีลอน มัสก์ ผู้บริหารบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า เทสลา ประกาศผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาจะมอบเงินรางวัล 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,000 ล้านบาท) แก่ผู้ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีดักจับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ &amp;quot;ดีที่สุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า การดักจับก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของแผนการมากมายในการควบคุมสภาพภูมิอากาศโลก แต่ถึงขณะนี้เทคโนโลยีดังกล่าวมีความคืบหน้าน้อยมาก โดยความพยายามในการต่อสู้โลกร้อนหันไปมุ่งเน้นด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าการกำจัดก๊าซคาร์บอนนี้ออกจากอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศเคยกล่าวไว้เมื่อปีที่แล้วว่า การใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนมีความจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากประเทศต่างๆ อยากบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือศูนย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กำลังบริจาคเงิน 100 ล้าน$ เป็นรางวัลสำหรับเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนที่ดีที่สุด&amp;quot; มัสก์ทวีตในทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของเขา พร้อมกับทวีตตามมาอีกข้อความว่า &amp;quot;รายละเอียดในสัปดาห์หน้า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของเทสลายังไม่ให้ทัศนะตอบคำขอข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90708</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซเรือนกระจก, คาร์บอนไดออกไซด์, อีลอน มัสก์, เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน, ให้รางวัล100ล้าน$</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200510/image_big_5eb8050a58dfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 12:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2020 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เต็ดตรา แพ้ค ประกาศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะเป็นบริษัท ผู้นำของโลกในด้านกระบวนการผลิตและบรรจุอาหาร ทำให้เต็ดตรา แพ้ค ได้ตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และยึดตามคำขวัญที่ว่า&amp;quot; ปกป้อง ทุกคุณค่า&amp;trade;&amp;rdquo; (PROTECTS WHAT&amp;rsquo;S GOOD&amp;trade;) ล่าสุด บริษัทได้ประกาศจุดยืน &amp;nbsp;มุ่งสู่การเป็นบริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิตลอดทั้งห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 เพื่อต่อยอดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในการดำเนินงานของบริษัทเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2573 บริษัทยังได้กำหนดเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับนโยบายการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามแผนงานของ Science Based Targets (SBT) โดยจะครอบคลุมทั้งขอบเขตการดำเนินงานที่ 1 2 และ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มร. ลาร์ส ฮอล์มควิสต์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายโซลูชั่นบรรจุภัณฑ์และการดำเนินงานฝ่ายขาย บริษัท เต็ดตรา แพ้ค กล่าวว่า เราบรรลุเป้าหมายการปกป้องสภาพภูมิอากาศมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มกำหนดเป้าหมายแรกในปี 2545 และอีกครั้งในปี2548 และเรากำลังจะบรรลุเป้าหมายในปี2563 ที่ตั้งเอาไว้ โดยในปี2560 ที่ผ่านมา เราเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ที่กำหนดเป้าหมายลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งได้รับการอนุมัติโดยแผนงาน Science Based Targets (SBT) เมื่อเร็ว ๆ นี้ และยังได้เข้าร่วมกับองค์กร European Alliance for Green Recovery ซึ่งเป็นแผนงานแรกของขบวนการรวมกลุ่มยุโรป (pan-European) ที่ครอบคลุมทั่วทวีปยุโรปในการขับเคลื่อนโซลูชั่นการลงทุนเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหลังภาวะวิกฤต วันนี้จึงนับเป็นอีกครั้งที่เราก้าวมาเป็นผู้นำในการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันการเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนการผลิตขององค์กรและห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรของเราทั้งหมด เพราะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ ต้องการความทุ่มเท ร่วมมือกันอย่างเต็มที่จากพวกเราทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามแผนลดก๊าซเรือนกระจก เต็ดตรา แพ้ค ได้จัดลำดับความสำคัญกับการทำงานหลัก 4 ตั้งเป้าปี 2573 การปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิต้องเป็นศูนย์ ภายใต้ในการดำเนินงานทั้งหมดของบริษัท &amp;nbsp;และมุ่งสู่เป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ตลอดทั้งห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรภายในปี 2593 ผ่านการใช้วิธีการต่าง ๆ &amp;nbsp;ทั้งการลดการปล่อยก๊าซที่เกิดจากการใช้พลังงาน การจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ถือประโยชน์ภาคส่วนต่างๆ ในห่วงโซ่มูลค่า เพื่อลดอัตราการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ การเร่งพัฒนาระบบเครื่องจักรและกลุ่มบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการพัฒนาวงจรของกระบวนการรีไซเคิลอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อ 10 ปีก่อน เราได้ตั้งเป้าหมายเพื่อรับมือปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกในปี 2563 โดยการปรับการทำงานตลอดห่วงโซ่การดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรของเรานับตั้งแต่ปี 2553 ไปพร้อมๆ กับการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งเป้าหมายนี้ทำให้เราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 12 ล้านตันจนถึงวันนี้ เราเชื่อว่าความสามารถในการกำหนดเป้าหมาย การนำเสนอความก้าวหน้าที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์และสังคม รวมถึงการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือของเรากับทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่ของการดำเนินธุรกิจ ทำให้เราดำเนินงานอยู่บนแนวทางที่ถูกต้องเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายใหม่ของเราได้&amp;rdquo; มร.ลาร์ส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านมร. เบิร์ท ยาน โพสท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เต็ดตรา แพ้ค ประเทศไทย เข้าร่วมในเป้าหมายระดับโลกนี้ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เรายังมีส่วนร่วมในแผนงานอื่น ๆ อีกมากมายในการเพิ่มอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน รวมถึงการจัดซื้อพลังงานจากหน่วยงานที่ได้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียนนานาชาติ (International Renewable Energy Certificates: I-RECs) โดยเต็ดตรา แพ้ค เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ได้รับโกลด์สแตนดาร์ด (Gold-Standard) จาก I-RECs โรงงานการผลิตของเราในจังหวัดระยองได้ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงานทั้ง 4 หลัง ซึ่งสร้างพลังงานไฟฟ้าทดแทนได้ถึง 1,350 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ในแต่ละปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71123</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม, ก๊าซเรือนกระจก, เด็ดตรา แพ้ค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200711/image_big_5f094d6e64636.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟ้นหาผู้นำเยาวชนทั่วไทยร่วมขับเคลื่อน &#039;เมืองคาร์บอนต่ำ&#039; เผยปี 63 บรรลุเป้าหมายลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 14%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.63 -&amp;nbsp;ที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเสริมศักยภาพและการขับเคลื่อนเครือข่ายเยาวชนพลเมืองคาร์บอนต่ำและการจัดกิจกรรม ACE Youth Camp 2020 ระหว่าง กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ผ่านโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme; UNDP) เพื่อเติมเต็มศักยภาพผู้นำเยาวชนในการร่วมขับเคลื่อน ขยายเครือข่ายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลเมืองคาร์บอนต่ำ สู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและสิ่งแวดล้อมทั้งโลกในทุกด้าน โดยในปี 2563 ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ร้อยละ 14 จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ ร้อยละ 7-20 อย่างไรก็ตาม เพื่อความท้าทายในก้าวต่อไป ได้เสนอเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 โดยมุ่งเน้นไปที่ภาคพลังงานและคมนาคมขนส่ง การจัดการขยะ และอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ให้เป็นหน่วยประสานงานกลางของประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Action for Climate Empowerment หรือ ACE&amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์คือ ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการประชุมประจำปีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 25 หรือ COP25 (The 25th Conference of the Parties) ณ เมืองมาดริด ราชอาณาจักรสเปน เมื่อเดือน ธ.ค. 2562 ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะภาคการศึกษาและเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินผู้เยี่ยมชมนิทรรศการการแสดงผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ที่พบว่า ภาคการศึกษาและกิจกรรมของเยาวชนเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นลำดับต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง เติมเต็ม และต่อยอดขีดความสามารถของผู้นำเยาวชน เกิดเครือข่ายเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ร่วมกันพัฒนาแนวทางการปรับพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมจะรับผิดชอบด้านการคัดเลือกผู้นำเยาวชนและสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายผู้นำเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพิจารณาประเด็นและความต้องการเติมเต็มและต่อยอดขีดความสามารถของผู้นำเยาวชน ตลอดจนการจัดกิจกรรม ACE Youth Camp 2020 สนับสนุนการขยายเครือข่ายเยาวชนฯ พัฒนาแนวทางการปรับพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 10 เดือน ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2563 - เมษายน 2564 ในรูปแบบภาคีร่วมพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ดำเนินโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืนด้วยการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก(Global Environment Facility: GEF) ผ่านโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ&amp;nbsp;โดยจะให้การสนับสนุนด้านวิชาการและประสบการณ์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนแนวทางการขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำอย่างรอบด้าน รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณ ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรในการเสริมศักยภาพและการขับเคลื่อนเครือข่ายเยาวชน พลเมืองคาร์บอนต่ำ และการจัดกิจกรรม ACE Youth Camp 2020 ตลอดจนร่วมกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเพื่อนำมาวิเคราะห์และขยายผลการดำเนินงานร่วมกันต่อไป ด้วยเชื่อว่า ภาคการศึกษาและเยาวชน เป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมสามารถเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ Mr. Renaud Meyer UNDP Resident Representative in Thailand เน้นย้ำว่า ความเข้าใจ ความตระหนัก และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งสำคัญ จึงมีแผนในการสนับสนุนการดำเนินการ ACE กับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในการส่งเสริมความร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71035</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, ก๊าซเรือนกระจก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200710/image_big_5f080d2d97d9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟุ้งเปิดใช้ท่อภาคเหนือราคาน้ำมันลดลง30 สตางค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
พลังงานเปิดใช้ระบบท่องส่งน้ำมันภาคเหนือ ฟุ้งราคาน้ำมันลดลง 20-30 สตางค์ต่อลิตร &amp;nbsp;พร้อมลดอุบัติเหตุและก๊าซเรือนกระจก ด้าน&amp;quot;ศิริ&amp;quot; สั่งกรมธุรกิจพลังงานศึกษาส่วนขยายไปแพร่และเชียงใหม่เพิ่มกำหนด1 ปีต้องแล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค.62 -นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือ ระยะที่ 1 (บางปะอิน-กำแพงเพชร-พิจิตร) ว่า &amp;nbsp;โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยบริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ เอฟพีที ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนค่าขนส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันภาคตะวันออกมาภาคเหนือลดลง 50% &amp;nbsp;ทำใหhราคาน้ำมันขายปลีกหน้าสถานีบริการลดลง 20-30 สตางค์ต่อลิตร &amp;nbsp;ซึ่งในเร็วๆนี้จะเรียกประชุมผู้ค้าน้ำมันมาตรา7 ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ปรับลดราคาจำหน่ายหน้าสถานีบริการลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการนี้ยังช่วยให้ลดอุบัติเหตุจากการขนส่งน้ำมันด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ &amp;nbsp;ลดความเหลื่อมล้ำของราคาน้ำมันทำให้ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือมีโอกาสใช้น้ำมันในราคาใกล้เคียงกรุงเทพฯ อีกทั้งยังช่วยลดมลภาวะที่เกิดขึ้นจากการขนส่งน้ำมันโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ต่ำกว่า 30,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และลดการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากการขนส่งน้ำมันด้วยรถบรรทุกน้ำมัน&amp;quot;นายศิริกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระยะที่ 2 จากสถานีเพิ่มแรงดันและแยกระบบท่อกำแพงเพชรไปยังคลังน้ำมันนครลำปาง อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง (กำแพงเพชร-ลำปาง) ระยะทาง 209 กม.รวมระยะทางทั้งสิ้น 576 กม. และมีความสามารถในการขนส่งน้ำมันได้ 9,000 ล้านลิตรต่อปีโดยโครงการระยะที่ 2 มีกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริกล่าวว่า &amp;nbsp;ระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งพลังงานของประเทศที่สำคัญซึ่งจะรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยท่อขนส่งน้ำมันสามารถต่อขยายเพื่อขนส่งน้ำมันอากาศยานไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่อีกทั้งคลังน้ำมันของระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือนอกจากจะเป็นศูนย์กลางการจ่ายน้ำมันในพื้นที่ภาคเหนือแล้วนั้น ยังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ และที่สามารถรองรับการขนส่งน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในเร็วๆนี้จะสั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานไปศึกษาความเป็นไปได้ของการขยายท่อส่งน้ำมันไปที่จังหวัดแพร่และเชียงใหม่ คาดจะใช้เวลาในการศึกษา 1 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32375</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซเรือนกระจก, ท่อน้ำมัน, น้ำมัน, พลังงาน, ภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b306f937b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2019 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2019 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดการพลังงานภาคขนส่ง &#039;ลดฝุ่นจิ๋ว-ก๊าซเรือนกระจก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ฝุ่นพิษทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังไม่คลี่คลาย ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนเมือง จะเกินมาตรฐานหรือลดลงขึ้นกับสภาพอากาศหรือลมพัดแรงในแต่ละวัน คนเมืองต้องทนรับสภาพกันต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหาแนวทางแก้ปัญหา ปรับสารพัดมาตรการเพื่อไล่ฝุ่นพิษให้ได้มากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝุ่นละอองขนาดจิ๋วตัวอันตรายในอากาศ ส่วนใหญ่มาจากภาคขนส่ง รถยนต์จำนวนมากที่ใช้เดินทางบนท้องถนนในกรุงเทพฯ การเผาผลาญที่ไม่สมบูรณ์จากเครื่องยนต์รถ จราจรติดขัด ปลดปล่อยฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง ภาคขนส่งนอกจากปล่อยไอเสีย พ่นฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังเป็นตัวการก่อภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ ฉะนั้น การรับมือฝุ่นและโลกร้อน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องผลักดันการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างระบบการขนส่งที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ประเทศไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศร้อยละ 20 ภายในปี 2573 รวมทั้งสิ้น 115 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ใน 4 สาขา ตามแผนปฏิบัติการนี้ภาคคมนาคมขนส่งจะช่วยลด 35 ล้านตันคาร์บอนฯ ผ่านมาตรการหลีกเลี่ยง ลดการเดินทาง เปลี่ยนรูปแบบเดินทาง และยกเครื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานในยานยนต์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เวทีถอดบทเรียน&amp;quot;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพฯ&amp;quot;โดย สนข. และ GIZ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเวทีถอดบทเรียนโครงการ &amp;quot;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน&amp;quot; จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดำเนินงานลดการใช้น้ำมันของยานพาหนะและลดการปล่อยมลพิษจากภาคขนส่ง ตลอดจนทางออกระยะยาวของปัญหา PM 2.5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุตินธร มั่นคง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน สนข. กล่าวว่า จากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กทำให้ประชาชนตื่นตัวปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคขนส่ง ยิ่งเดินทางมาก ยิ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก ปล่อย PM 2.5 มาก ปัจจุบันการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคขนส่งสูงถึง 60 ล้านตันคาร์บอนฯ เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 19 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของไทย ส่งผลต่อโลกร้อน ในปี 2573 ตั้งเป้าลดภาคขนส่ง 35 ล้านตันคาร์บอนฯ เทียบเท่า ในจำนวน 10 ล้านตันคาร์บอนฯ เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชุตินธร มั่นคง หน.กลุ่มส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน สนข.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาคขนส่งชูมาตรการลดการเดินทาง เปลี่ยนรูปแบบเดินทาง ไม่เน้นเดินทางโดยรถยนต์ แต่ใช้เดิน ปั่นจักรยาน และระบบขนส่งสาธารณะ ชุตินธรระบุว่า หากเอาแผนคมนาคมมากาง หมวดแรก ลดระยะการเดินทาง มีทั้งมาตรการจัดเก็บภาษี การห้ามรถเข้าพื้นที่ ช่วยลดทั้งก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นควัน ถัดมาเปลี่ยนการเดินทาง หากสร้างรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รถรางคู่เสร็จ ช่วยลดก๊าซคาร์บอนฯ เพราะจะเปลี่ยนการขนส่งสินค้าจากรถบรรทุกเป็นรถไฟแทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; อีกหมวดพัฒนารถโดยสาร รถเมล์ ใช้พลังงานทางเลือก ใช้รถโดยสาร NGV และรถโดยสารไฮบริดมากขึ้น แทนน้ำมันดีเซล ไม่ใช้รถเก่า แต่มาตรการเหล่านี้รวมแล้วลดได้ 18 ล้านตันคาร์บอนฯ ยังไม่ถึงเป้าของภาคขนส่ง&amp;nbsp; เหตุนี้ กระทรวงคมนาคมจึงออกมาตรการเพิ่มเติมและมีความเข้มข้นยิ่งขึ้น จะช่วยลดได้อีก 16 ล้านตัน จะทำให้ลดมลพิษทางอากาศ และชีวิตในเมืองน่าอยู่มากขึ้น ปัญหาหมอกควันคลุมกรุงเทพฯ จะเบาลงอย่างแน่นอน&amp;quot; ชุตินธร กล่าวถึงแผนลดมลพิษภาคขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการประหยัดเชื้อเพลิง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กล่าวว่า โครงการ &amp;quot;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพฯ&amp;quot; ที่ สนข.ร่วมกับ GIZ ผลักดัน นำมาสู่การปรับปรุงมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแทนที่จะดูขนาดเครื่องยนต์ ส่งผลให้ผู้ผลิตปรับตัวลดขนาดเครื่องยนต์ ช่วยลดการใช้น้ำมันเหลือเพียง 6.75 ลิตรต่อ 100 กม. ในปี 2560 อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการผลักดันให้ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องยนต์เพิ่มเติม โดยลดขนาดเครื่องยนต์ในรถบรรทุกที่จะผลิตใหม่ นอกจากรถยนต์ส่วนบุคคล เพราะรถบรรทุกเก่าสร้างปัญหาควันดำ ก่อมลพิษ ปล่อยฝุ่นจิ๋วในเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; แต่ละปีมีรถใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.3 ล้านคัน หากรถประหยัดพลังงานช่วยลดฝุ่นจิ๋ว ลดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ จากการสำรวจอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน เมื่อเทียบปี 56 กับปี 61 รถประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น 4% นอกจากมาตรการเข้มข้น จะต้องมีมิติการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป หากภาครัฐและภาคเอกชนเดินไปพร้อมกันจะลดก๊าซคาร์บอนและแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศของประเทศไทยให้ดีขึ้น&amp;quot; ดร.นุวงศ์ เน้นย้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้เชี่ยวชาญนโยบายประหยัดเชื้อเพลิง MTEC&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถยนต์ไฟฟ้าความหวังหยุดวิกฤติฝุ่นควันพิษ ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า&amp;nbsp; ไทยควรส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังเพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและบรรเทามลพิษภาคขนส่ง ซึ่งก็มีแนวโน้มที่ดี เมื่อกระทรวงพลังงานมีแผนลดใช้พลังงาน ตั้งเป้าปี 2579 ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ประเภทเสียบปลั๊กได้ จำนวน 1.2 ล้านคัน เริ่มดำเนินการเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เริ่มเห็นรถปลั๊กอินไฮบริดในผู้ผลิตหลายค่าย อาคารที่จอดรถตามสถานที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม มีสถานีชาร์จ รวมถึงคอนโดฯ ใหม่ ซึ่งเพิ่มบริการนี้สร้างจุดขาย ขณะที่สมาคมเร่งผลักดันให้มีสถานีประจุไฟฟ้า 100 จุดทั่วกรุงเทพฯ ปัจจุบันมี 80 จุดแล้ว ไม่นับภาคเอกชนที่ทำไปแล้วมากกว่า 200 สถานี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้ากว่าหมื่นคัน ขณะที่บีโอไอส่งเสริมการลงทุนให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีก 20 ราย คาดการณ์ว่า 2-3 ปีข้างหน้า จะเห็นโมเดลรถออกมามากขึ้น และมีราคาเหมาะสม จับต้องได้ ปัจจุบันเผชิญปัญหาเมืองในหมอกควันพิษ เพราะบ้านเราใช้รถดีเซลจำนวนมาก หากขยับมาตรฐานการใช้รถ และลดใช้น้ำมันดีเซล ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในมาตรการหัวใจสำคัญ &amp;quot; ดร.ยศพงศ์จี้รัฐบาลต้องยกระดับความสำคัญรถไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในท้ายนี้ ดร.ยศพงษ์ให้ภาพการควบคุมคุณภาพอากาศของประเทศต่างๆ ในโลกว่า จากปัญหามลพิษอากาศ นอร์เวย์ประกาศห้ามขายรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ในปี 2568 ส่วนเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ปี 2573 ขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสตั้งไว้ปี 2583 หันมาประเทศจีนที่เผชิญหมอกควันพิษรุนแรง มีนโยบายหนุนรถยนต์ไฟฟ้าชัดเจน แต่บ้านเรามีเพียงมาตรการส่งเสียง แต่ไม่ได้เน้นให้มีการลงทุนหรือผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยสถานการณ์ฝุ่นจิ๋วที่พบอยู่ปัจจุบัน ต้องทำหลายมาตรการควบคู่กัน ด้วยมีจุดดีและด้อยต่างกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; รัฐตั้งเป้ารถยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน ปี 79 วิกฤติฝุ่นควันปัจจุบันอาจต้องปรับแผนเร่งให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเร็วกว่าเดิม เป็นระยะ 5 ปี หรือ 10 ปี เพราะเป็นยานพาหนะที่ไม่มีมลพิษขณะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แต่มีในขั้นตอนการผลิตรถ ซึ่งสามารถลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิดที่โรงงานได้ จัดการง่ายกว่าปล่อยให้รถดีเซล รถเก่ามาวิ่งพ่นควันเสีย แล้วมาแก้ที่ปลายเหตุ&amp;quot; นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเสนอแนะถึงรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27598</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซเรือนกระจก, ฝุ่นพิษ, ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5, ภาวะโลกร้อน, มลพิษทางอากาศ, ลดก๊าซเรือนกระจก, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), หมอกคลุมกรุงเทพ, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190127/image_big_5c4d38859b6fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
