<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2020 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหาการขนส่งก๊าซเอ็นจีวี สร้างมาตรฐานตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19 นั้น รัฐบาลได้มีการประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และขอความร่วมมือประชาชนไม่เคลื่อนย้ายเดินทางไปต่างถิ่น เพื่อไม่ให้การแพร่กระจายของเชื้อไปในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศได้ จึงได้ส่งผลกระทบในแง่ลบให้กับประเทศ โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการเดินทางลดลง และส่งผลต่อเนื่องไปยังการใช้เชื้อเพลิงที่ลดลงตามมาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจากข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่าภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันรวม 7 เดือนของปี 2563 (มกราคม &amp;ndash; กรกฎาคม) ลดลง 13.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มเบนซิน ลดลง 5.4% กลุ่มดีเซล ลดลง 4.5% และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ลดลง 31.7% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์ในประเทศได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าปริมาณการใช้พลังงานจะมีแนวโน้มที่ลดลง แต่การเตรียมความพร้อมในการจัดหาและผลิตพลังงานยังต้องทำอยู่เสมอเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในประเทศได้อย่างดีที่สุด เพราะว่าการใช้ที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการใช้เลย ยังมีการใช้งานของเชื้อเพลิงกระจายไปอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้นการมีเชื้อเพลิงที่เพียงพอและมีสำรองในช่วงเวลาฉุกเฉิน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการจัดหาแหล่งพลังงานให้เพียงพอจะมีความสำคัญแล้ว การกระจายพลังงานไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการนั้นก็สำคัญเช่นกัน เพราะที่ผ่านมา เมื่อมีการหยุดซ่อมบำรุงประจำปีของแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบางแหล่ง จะเกิดปัญหาพลังงานที่ไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซเอ็นจีวี ที่ให้บริการในสถานีบริการที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งผลิตก๊าซฯ ซึ่งมีอุปสรรคในการขนส่งก๊าซฯ จากแหล่งอื่นทดแทน ทำให้การจ่ายก๊าซฯ อาจเกิดการหยุดชะงักหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้รับผิดชอบจะต้องเข้ามาแก้ไขในส่วนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) โดยสายงานก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ได้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงมีแนวคิดในการแก้ปัญหาในส่วนนี้ จากเดิมที่ต้องอาศัยการจัดส่งก๊าซเอ็นจีวีในรูปแบบก๊าซด้วยรถขนส่ง ซึ่งการขนส่งในแต่ละเที่ยว สามารถบรรจุก๊าซได้ปริมาณน้อย ต้องอาศัยการขนส่งหลายเที่ยวเพื่อให้ได้ปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ ได้ปรับเปลี่ยนเป็นการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เพื่อนำมาแปรสภาพเป็นก๊าซ และป้อนให้กับสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวีแทน ซึ่งสามารถขนส่งได้มากกว่าในรูปของก๊าซกว่า 3 เท่า ต่อ 1 เที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแนวคิดดังกล่าว ปตท. ได้พัฒนาชุดอุปกรณ์กักเก็บ และแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas Storage and Regasification Mobile Unit (LNG-SRM) ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยชุดอุปกรณ์ ประกอบด้วย ถังเก็บและจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Storage Tank) ที่สามารถเก็บแอลเอ็นจี ที่อุณหภูมิ -161 องศาเซลเซียส และชุดอุปกรณ์แปรสภาพก๊าซ (Regasification Unit) เพื่อแปลงสถานะแอลเอ็นจี จากของเหลวให้กลายเป็นไอ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลักการบริหารจัดการก๊าซด้วยชุดอุปกรณ์ LNG-SRM มีดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ปตท. รับก๊าซแอลเอ็นจี จากคลังรับเก็บจ่ายแอลเอ็นจี (LNG Terminal) ต.มาบตาพุด จ.ระยอง และขนส่งด้วยรถขนส่งแอลเอ็นจีในรูปของเหลว ไปยังสถานีก๊าซธรรมชาติหลัก ปตท. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เมื่อขนส่งถึงสถานีฯ หลัก รถขนส่งจะสูบถ่ายแอลเอ็นจีไปจัดเก็บในถังเก็บ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.หลังจากนั้นก๊าซแอลเอ็นจีจะถูกส่งเข้าชุดอุปกรณ์แปรสภาพก๊าซ เพื่อเปลี่ยนสถานะของแอลเอ็นจีให้เป็นก๊าซก่อนสูบอัดเพื่อผลิตเป็นก๊าซเอ็นจีวี พร้อมจัดส่งไปยังสถานีบริการตามกระบวนการปกติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากการที่ ปตท. ได้นำชุดอุปกรณ์ LNG-SRM มาทดลองใช้ในการบริหารจัดการก๊าซเอ็นจีวี ตั้งแต่ปี 2562 ในช่วงแหล่งก๊าซธรรมชาติ JDA A-18 และแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อมหยุดซ่อมบำรุงตามวาระ ซึ่งผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ส่งผลให้ก๊าซเอ็นจีวีมีเพียงพอตลอดช่วงการหยุดซ่อมบำรุง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินงานที่เกิดความต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก จากความมุ่งมั่นของ ปตท. ที่ต้องการรักษาความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยี LNG-SRM นี้ ถือเป็นนวัตกรรมชิ้นสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภาคขนส่งของประเทศ อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้คนไทยใช้เชื้อเพลิงทางเลือกที่ลดมลพิษทางอากาศอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77671</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซเอ็นจีวี, บมจ.ปตท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200916/image_big_5f62177fc9fce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 09:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.พร้อมหนุนNGV ให้รถสาธารณะต่อแต่มีเงื่อนไขต้องลดค่าโดยสารให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 2563 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน&amp;nbsp;เปิดเผยถึงความคืบหน้านโยบายการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์&amp;nbsp;(เอ็นจีวี)&amp;nbsp;ในระยะยาว หลังจากบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ต้องรับภาระส่วนต่างราคามากว่า 10 ปีว่า ได้ประชุมนัดแรกร่วมกับนายชัยวัฒน์&amp;nbsp;ทองคำคูณ&amp;nbsp;ปลักระทรวงคมนาคม นายจิรุตน์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร&amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. เบื้องต้นได้ข้อสรุปเห็นตรงกันว่า การพิจารณาช่วยสนับสนุนส่วนต่างราคาเอ็นจีวี ในส่วนของรถโดยสารสาธารณะของ ปตท.ต่อไป จะต้องมีเงื่อนไขมาช่วยลดราคาค่าโดยสารให้กับประชาชน เนื่องจากผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ&amp;nbsp;มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงลดลงแล้ว

ส่วนราคาก๊าซเอ็นจีวี สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล และรถบรรทุกนั้น จะปรับโครงสร้างราคาด้วยเช่นกัน ในราคาที่เหมาะสม และเป็นธรรม โดยปัจจุบันสัดส่วนการใช้ก๊าซเอ็นจีวีของรถยนต์&amp;nbsp;รถส่วนบุคคล และรถบรรทุก มีสัดส่วนการใช้ รวมกัน 70%&amp;nbsp;อีก 30%&amp;nbsp;เป็นรถโดยสาธารณะ เช่น&amp;nbsp;รถแท๊กซี่&amp;nbsp;ตุ๊กตุ๊ก รถตู้ร่วมขสมก. รถโดยสารมินิบัส สองแถวร่วมขสมก. รถตู้ร่วมบขส. ซึ่งรถใช้ก๊าซเอ็นจีวี มีส่วนช่วยลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM 2.5)ได้ และราคาใช้ในปัจจุบัน หากเป็นกลุ่มรถบรรทุก ที่เติมก๊าซฯ ตามแนวท่อ จะได้รับราคาพิเศษอยู่แล้ว เพราะปตท.ไม่ต้องลงทุนสร้างปั๊ม&amp;nbsp;หรือต้องขนส่งก๊าซฯ ไปบริเวณปั๊มแนวนอกท่อก๊าซฯ ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมากกว่า

&amp;quot;ทุกฝ่ายเห็นตรงกันหมดว่า ต่อไปถ้าปตท.ช่วยส่วนต่างราคาค่าก๊าซเอ็นจีวีรถโดยสารสาธารณะ จะต้องนำมาลดค่าโดยสารให้ผู้โดยสารด้วย ไม่ใช้ให้ปตท.ช่วยส่วนต่างราคาอย่างเดียวแล้ว&amp;nbsp;แต่ไม่ได้นำมาลดค่าโดยสาร ซึ่งหลังจากนี้ทาง ปตท.จะกลับไปคิดสูตรผูกต้นทุนราคามาว่าจะเป็นอย่างไร และจะนำกลับมาหารือร่วมกับคณะทำงานฯ ต่อไป หากได้ข้อสรุปทั้งหมดแล้ว จะมีการเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมกาบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อเห็นชอบ รายละเอียดทั้งหมดจะเสร็จภายใน&amp;nbsp;3 เดือน ตามนโยบายนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เชื่อว่า ราคาก๊าซเอ็นจวี ที่ปรับโครงสร้างใหม่ทั้งระบบหมด จะเหมาะสม และสร้างความเป็นกับทุกฝ่ายอย่างแน่นอน&amp;rdquo;นายกุลิศ&amp;nbsp;กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61414</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลิศ  สมบัติศิริ, ก๊าซเอ็นจีวี, รถโดยสารประจำทาง, ลดราคา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2ee4d5a96c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.ปรับขึ้นราคาขายปลีกเอ็นจีวีอีก 62 สตางค์/กก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบง.ไฟเขียวเพิ่มราคาขายปลีกเอ็นจีวีในรถสาธารณะ 62 สตางค์/กก. สะท้อนการปรับปรุงคุณภาพก๊าซส่งผลค่าความร้อนที่เพิ่มขึ้น เริ่ม 16 พ.ค. นี้ พร้อมสั่งเร่งใช้ B20 ในรถบรรทุก หวังใช้ไบโอดีเซลเพิ่ม 1 ล้านลิตร ดูดซับน้ำมันปาล์มดิบปาล์มเพิ่ม 2.5 แสนตัน/ปี พคุยคลังช่วยลดภาษีสรรพสามิต 82 สตางค์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ค. 2561 - นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ในวันที่ 2 พ.ค. 2561 ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการปรับราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติเพื่อรถยนต์(เอ็นจีวี) สำหรับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะเพิ่มขึ้นอีก 0.62 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้สะท้อนการปรับปรุงคุณภาพก๊าซเอ็นจีวีตามแผนการบริหารจัดการคุณภาพเอ็นจีวี ที่ส่งผลให้มีค่าเพิ่มความร้อนที่เพิ่มขึ้นผู้ประกอบการสามารถทำระยะทางได้มากกว่าเดิม โดยจะเริ่มปรับราคาในวันที่ 16 พ.ค. 2561 นี้ และตรึงราคาไปอีก 1 ปีจนถึงวันที่ 1 ก.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การปรับราคาขึ้นของเอ็นจีวีสำหรับรถโดยสารสาธารณะอีก 62 สตางค์ จากปัจจุบันที่มีการตรึงราคาอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) เป็น 10.62 บาทต่อกก. เพื่อสะท้อนการปรับปรุงคุณภาพก๊าซ ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลงยังอยู่ที่ 1 บาทต่อกก.เท่าเดิม แต่ค่าความร้อนนั้นสูงขึ้น ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น ขณะที่รถยนต์ทั่วไปไม่มีมติปรับ ยังราคาเท่าเดิมอยู่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 13.57 บาทต่อกก.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุม กบง.ยังเร่งให้ส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 20% หรือ B20 ในรถบรรทุก และรถขนาดใหญ่ เพื่อดูดซับการใช้น้ำมันปาล์มดิบ(ซีพีโอ)ในตลาด โดยตั้งเป้าจะเพิ่มการใช้อีก 1 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 6.5 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะเป็นการช่วยดูดซับซีพีโอได้ 250,000 ตันต่อปี โดยเบื้องต้นได้ส่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) ออกเชิญชวนผู้ประกอบการเพื่อให้เข้ามาศึกษาการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้สามารถรองรับการใช้ B20 ได้ ทั้งนี้คาดว่าในเดือน ก.ค. 61 นี้จะสามารถนำออกขายสู่ตลาดได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันได้หารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตของน้ำมัน B20 โดยคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนลดภาษีดังกล่าวอีก 82 สตางค์ รวมถึงจะสร้างแรงจูงใจทางด้านราคาให้ผู้ประกอบการเข้ามาใช้ โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 3,000 ล้านบาทโดยในช่วงเริ่มต้น เพื่อกำหนดให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B20 ถูกกว่าน้ำมันดีเซล B7 ประมาณ 3 บาทต่อลิตร ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ที่ 1.5 ล้านลิตรต่อวัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8367</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., ก๊าซ, ก๊าซธรรมชาติ, ก๊าซเอ็นจีวี, ทวารัฐ สูตะบุตร, รถสาธารณะ, เอ็นจีวี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180130/image_big_5a7098a9cde82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
