<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียวนำเข้าวัคซีน บิ๊กตู่เปิดช่องเอกชนแต่ต้องขึ้นทะเบียน&#039;อย.&#039;ก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในหลวง-พระราชินี&amp;quot; พระราชทานรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษเคลื่อนที่ต้นแบบ คัดกรองโควิดเชิงรุก &amp;quot;ศบค.&amp;quot; พบผู้ติดเชื้อใหม่ 198 ราย เศร้า! หญิงไทยวัย &amp;nbsp;73 ชาวสมุทรสาครเสียชีวิตอีกราย ลุ้นคลายล็อกเปิดเรียนต้น ก.พ. &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ไม่ปิดกั้นเอกชนนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ขอให้ขึ้นทะเบียนกับ อย.เพื่อมั่นใจว่าปลอดภัย &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; ปัดเปิดสัญญาแอสตร้าเซนเนก้ากับสยามไบโอไซเอนซ์ แจงเป็นเรื่องระหว่างเอกชน &amp;quot;ทว.&amp;quot; วุ่น ตร.ติดโควิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 ม.ค. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ &amp;nbsp;พระบรมราชินี ที่ทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างใกล้ชิด ซึ่งได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก และทรงคำนึงถึงความยากลำบากของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารและในพื้นที่แออัด และเพื่อให้สามารถเข้ารับบริการตรวจหาโควิด-19 ได้รวดเร็ว &amp;nbsp;ซึ่งกลับมาแพร่ระบาดรอบใหม่อีกครั้ง จึงมีพระราชดำริให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีมผู้เชี่ยวชาญสร้างและพระราชทาน รถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษเคลื่อนที่ต้นแบบ ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิทยาศาสตร์ฯ แล้ว โดยจะใช้งานคู่กับรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย ค้นหาเชิงรุกแบบเบ็ดเสร็จในพื้นที่และทราบผลรวดเร็ว ซึ่งได้นำมาใช้ครั้งแรกในการค้นหาเชิงรุกกรณีพบผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (NBT) ติดเชื้อโควิด-19 ในวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ตรวจจำนวน 222 ตัวอย่าง &amp;nbsp;ได้ผลที่รวดเร็วตามที่คาดหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของรถพระราชทานนี้ เพื่อเสริมการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านสาธารณสุข &amp;nbsp;ให้สามารถเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลการตรวจในพื้นที่ที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีความปลอดภัยต่อบุคลากรทางการแพทย์สูงสุด อันเป็นการลดปัญหาความล่าช้าในการขนส่งสิ่งส่งตรวจกลับมาตรวจที่หน่วยงาน ที่โดดเด่นคือสามารถนำไปใช้วิเคราะห์เชื้ออื่นๆ ที่วิเคราะห์ด้วยเทคนิคการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดีเอ็นเอด้วยปฏิกิริยาโพลิเมอเรส &amp;nbsp;(Real Time Polymerase Chain Reaction (PCR)) โดยใช้เวลาวิเคราะห์เพียง 3 ชั่วโมง และวิเคราะห์ได้ 70 ตัวอย่างต่อ 1 รอบต่อเครื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ เป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอย 16.8 ตารางเมตร ภายในมี 3 ห้องหลัก ได้แก่ ห้องสกัดสารพันธุกรรม, ห้องเตรียมน้ำยาวิเคราะห์ และห้องวิเคราะห์ผลด้วยเทคนิคการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดีเอ็นเอด้วยปฏิกิริยาโพลิเมอเรส ให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถตรวจวิเคราะห์ผลได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ &amp;nbsp;สะดวกและปลอดภัย มีห้องบัฟเฟอร์เพื่อควบคุมและป้องกันการรั่วไหลของเชื้อโรค พร้อมเครื่องมือที่ติดตั้งภายในรถ ได้แก่ ตู้ปลอดเชื้อ, ตู้ปฏิบัติงานพีซีอาร์ (PCR &amp;nbsp;cabinet), เครื่องสกัดสารพันธุกรรมอัตโนมัติ, เครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมดีเอ็นเอด้วยปฏิกิริยาโพลิเมอเรส &amp;nbsp;(Real-Time PCR), ตู้แช่แข็ง -20 องซาเซลเซียส, ตู้ทำความเย็น 4 องศาเซลเซียส, ช่องส่งตัวอย่าง, เครื่องเขย่าผสมสาร, เครื่องปั่นเหวี่ยงตกตะกอน, ไมโครปิเปต, ระบบยูวีฆ่าเชื้อ, ระบบสื่อสารสองทาง, ระบบกล้องวงจรปิด และเครื่องล้างมือแอลกอฮอล์อัตโนมัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น หาที่สุดมิได้ โดยตั้งแต่ที่ได้พระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย จนถึงปัจจุบัน รถพระราชทานเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนส่งต่อน้ำพระราชหฤทัย เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คนไทยทั่วประเทศ ด้วยปฏิบัติการตรวจบุคคลทั่วไปและกลุ่มเสี่ยงแบบเชิงรุก รวมกว่า 80,000 ราย &amp;nbsp;เข้าถึงชุมชน ควบคุมการแพร่ระบาดได้รวดเร็ว อยู่ระหว่างจัดสร้างรถชีวนิรภัยเพิ่มอีก 7 คัน รวมเป็น 20 คัน เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้ในระบบเฝ้าระวังและค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกทั่วประเทศ&amp;quot; อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว&amp;nbsp;
ลุ้นเปิดโรงเรียนต้น ก.พ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 198 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 191 ราย โดยเป็นผู้ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 118 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 73 &amp;nbsp;ราย ในจำนวนนี้มาจาก จ.สมุทรสาคร 72 ราย สัญชาติไทย &amp;nbsp;2 ราย และแรงงานเพื่อนบ้าน 70 ราย และค้นหาเชิงรุกที่ &amp;nbsp;จ.ระยอง 1 ราย นอกจากนี้เดินทางมาจากต่างประเทศ 7 &amp;nbsp;ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 13,500 ราย หายป่วยสะสม 10,567 ราย อยู่ระหว่างรักษา 2,860 ราย เสียชีวิตเพิ่มเติม 1 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ในส่วนผู้เสียชีวิตเป็นหญิงไทยจาก จ.สมุทรสาคร อายุ 73 ปี มีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม ลมชัก มีประวัติสัมผัสบุคคลในครอบครัวที่ติดเชื้อ มีอาการไอ มีเสมหะ อ่อนเพลียตั้งแต่วันที่ 4 &amp;nbsp;ม.ค.และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสมุทรสาคร จากนั้นวันที่ 7 ม.ค.ตรวจหาเชื้อโควิด-19 และมีผลยืนยันว่าติดเชื้อวันที่ 9 ม.ค. ต่อมาผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยมากขึ้น ปอดอักเสบรุนแรง จนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลตากสิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นวันที่ 9-20 ม.ค.มีอาการดีขึ้น เอาเครื่องช่วยหายใจออกได้ แต่ยังมีเสมหะเหนียวข้น ต้องใช้เครื่องดูดเสมหะ กระทั่งวันที่ 23 ม.ค.เรียกแล้วไม่รู้สึกตัว หัวใจหยุดเต้น แพทย์ใช้เวลากู้ชีพ 30 นาที แต่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 73 &amp;nbsp;ราย ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสมใกล้ถึงร้อยล้านรายแล้ว โดยมีผู้ติดเชื้อสะสม 99,322,604 ราย เสียชีวิต &amp;nbsp;2,130,293 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดูแนวโน้มการติดเชื้อตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.จนถึงปัจจุบันกราฟขึ้นๆ ลงๆ แต่ยังไว้วางใจไม่ได้ และถ้าดูตัวเลขติดเชื้อรายสัปดาห์ สัปดาห์ที่หนึ่งของปี 64 มีจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อ 39 จังหวัด สัปดาห์ที่สองมีจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อ 30 &amp;nbsp;จังหวัด สัปดาห์ที่สามมีจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อ 24 จังหวัด และวันที่ 24 ม.ค.ซึ่งเป็นวันแรกของสัปดาห์ที่สี่ มีการติดเชื้อ 7 &amp;nbsp;จังหวัด จึงอยากให้ทุกจังหวัดช่วยกันเฝ้าระวัง&amp;quot; พญ.อภิสมัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กได้พูดถึงการค้นหาเชิงรุกใน จ.สมุทรสาคร โดยตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;19-24 ม.ค. ผ่านไป 5 วันมีการตรวจเชื้อไปแล้ว 60,000-70,000 ราย พบผู้ติดเชื้อ 5,532 ราย หรือคิดเป็นประมาณ &amp;nbsp;7% ยกตัวอย่างตรวจ 100 คนเจอ 7 คน แต่นี่เป็นการประมาณการเพื่อจะกำหนดมาตรการ ตัวเลขจริงอาจจะน้อยกว่าก็ได้ แต่ถ้าเป็นไปตามตัวเลขที่ประมาณการ อีก 5 &amp;nbsp;วันถัดไปในสัปดาห์หน้าจะพบผู้ติดเชื้อ 2,000-3,000 ราย &amp;nbsp;เราจะได้เตรียมพร้อมในการรักษา ซึ่งใน จ.สมุทรสาคร พยายามตรวจเชิงรุกอย่างเต็มที่ ตั้งเป้าตรวจให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์เพื่อให้ จ.สมุทรสาครมีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการเข้มข้นดังกล่าวจะนำไปสู่การวางแผนลดหย่อนมาตรการ เนื่องจากมีคนถามเข้ามาว่าโรงเรียน &amp;nbsp;ตลาดกุ้ง และร้านอาหารต่างๆ จะมีการผ่อนคลายหรือไม่ &amp;nbsp;ทั้งนี้เราตั้งเป้าจะทำให้สำเร็จทั้งจังหวัดภายในสัปดาห์หน้า &amp;nbsp;และวันที่ 1-7 ก.พ.จะมีการเก็บรายละเอียดในพื้นที่เสี่ยง &amp;nbsp;เพื่อวันที่ 8-15 ก.พ.การติดเชื้อจะเบาบางลง เพื่อการผ่อนคลาย ซึ่งสมุทรสาครจะเป็นตัวอย่างให้ทั้งประเทศที่จะทำควบคู่กันไป อย่างไรก็ตามสัปดาห์หน้าจะเข้มข้นมาตรการที่สุด ถ้าตัวเลขดีต่อเนื่องภายในต้นเดือน ก.พ.อาจมีสถานศึกษาเปิดการเรียนการสอนได้ในบางพื้นที่ และถ้าตัวเลขดีเช่นนี้คาดว่าในสัปดาห์หน้าก็จะได้ยินข่าวดีมีมาตรการผ่อนคลายในหลายจุด&amp;quot; ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าว&amp;nbsp;
เอกชนนำเข้าวัคซีนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีนโยบายให้เอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ได้ โดยขอให้ยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนวัคซีนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ถูกต้อง ทั้งนี้ อย.จะพิจารณาตรวจสอบวัคซีนที่จะขอนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย ซึ่งจะต้องได้รับการประเมินก่อนนำไปใช้จริง โดย อย.จะประเมินทั้งในด้านคุณภาพ ด้านความปลอดภัย และด้านประสิทธิผลของวัคซีนว่าเหมาะสมกับคนไทยหรือไม่ โดยผู้ที่ต้องการขึ้นทะเบียนจะต้องแสดงข้อมูลเอกสารหลักฐาน &amp;nbsp;เพื่อประเมินคุณสมบัติของวัคซีนทั้ง 3 ด้านดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย.ได้ปรับการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 อย่างเต็มที่ ด้วยการระดมเพิ่มผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในและภายนอกมาร่วมพิจารณา เพื่อให้สามารถอนุมัติวัคซีนได้โดยเร็วที่สุด แต่ยังคงไม่สามารถผ่อนคลายกฎเกณฑ์หรือลดหย่อนการกำกับดูแล เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน&amp;quot; นายอนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า การจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ภายใต้สถานการณ์ที่มีความต้องการใช้สูงทั่วโลก อีกทั้งวัคซีนที่มีอยู่เพิ่งเสร็จจากงานวิจัยเข้าสู่กระบวนการผลิตของแต่ละบริษัท ดังนั้นการนำเข้าวัคซีนต้องมั่นใจว่าเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย มีคุณภาพมาตรฐาน และมีประสิทธิผล &amp;nbsp;เนื่องจากวัคซีนที่ อย.รับขึ้นทะเบียนเป็นวัคซีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน ที่จะต้องมีระบบการกำกับติดตาม เฝ้าระวังความปลอดภัยจากการใช้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีขอบคุณและเป็นกำลังใจให้คณะแพทย์ เจ้าหน้าที่ บุคลากรสาธารณสุข ฝ่ายปกครอง &amp;nbsp;ทหาร ตำรวจ ตลอดจนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการทำงานอย่างหนักเพื่อป้องกันยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา หลังจากเกิดกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมากที่ตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.63 ซึ่งหลายภาคส่วนได้เสียสละทำงานอย่างไม่มีวันหยุดเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลยังต้องขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันลดความเสี่ยงการติดโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการงดการเดินทางโดยไม่จำเป็น งดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง งดการรวมกลุ่ม &amp;nbsp;สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ ติดตั้งแอปพลิเคชันหมอชนะ ฯลฯ และขอบคุณประชาชนที่ให้ความมือเป็นอย่างดีเสมอมา โดยหลังจากนี้จะมีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ตามลำดับ แต่ต้องไม่ประมาท การ์ดไม่ตก&amp;quot; รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ชี้แจงกรณีมีการระบุการจัดซื้อวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ล่าช้าว่า การดำเนินการไม่ได้ล่าช้ากว่าประเทศอื่น แต่ต้องยึดหลักความปลอดภัยและคุณภาพของวัคซีน ซึ่งการจัดซื้อมีขั้นตอน ไม่ใช่สั่งซื้อแล้วจะได้ของทันที อีกทั้งการจัดซื้อวัคซีนยังติดเงื่อนไขของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ที่การจ่ายเงินซื้อจะต้องมีสินค้าอยู่จริง ซึ่งแตกต่างกับบางประเทศที่ยอมเสี่ยงจ่ายเงินไปก่อน โดยยังไม่ทราบว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะหากเกิดความเสียหายเงินที่จ่ายไปก็จะสูญเปล่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงเรื่องที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เรียกร้องให้เปิดสัญญาการจัดซื้อวัคซีนที่ทำกับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กับบริษัท &amp;nbsp;สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด นายอนุทินกล่าวว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากคู่สัญญาเป็นเอกชนทั้งคู่และอยู่เหนือการควบคุมของรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอยืนยันไม่ใช่วัคซีนผูกขาด เพราะมีการเจรจาซื้อหลายบริษัท ซึ่งเรื่องวัคซีนคนที่รู้ดีที่สุดคือหมอและคณะกรรมการวิชาการที่ตั้งขึ้นมาศึกษาการใช้วัคซีนโดยเฉพาะ &amp;nbsp;รัฐมนตรีมีหน้าที่เห็นชอบตามที่คณะกรรมการวิชาการเสนอเรื่องมา ซึ่งข้อมูลที่นายธนาธรนำมาเปิดเผยปราศจากข้อเท็จจริง&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักถึงเรื่องที่ไม่มีบริษัทผลิตวัคซีนอื่นมาขอจดทะเบียนกับ อย.ไทย รองนายกฯ และ รมว.สธ.กล่าวว่า &amp;nbsp;เราไม่ได้ปิดกั้น แต่การจดทะเบียนช่วงนี้เป็นการใช้ตามสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ EUA ไม่ใช่การจดทะเบียนเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น
ตำรวจ ทว.ติดเชื้อโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร.กล่าวว่า ได้รับรายงานมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองทะเบียนประวัติอาชญากร (ทว.) ติดเชื้อโควิดจำนวน 1 &amp;nbsp;ราย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งตัวตำรวจรายดังกล่าวเข้ากักตัวและทำการรักษาแล้ว ส่วนสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.) นั้น พล.ต.ท.วิเชียร ตันตะวิริยะ &amp;nbsp;ผบช.สพฐ.ได้สั่งการให้ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณอาคารที่ทำการของ สพฐ.และ ทว.ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 25 ม.ค.นี้จะได้ดำเนินการสอบสวนโรคกลุ่มผู้สุ่มเสี่ยง และดำเนินการตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) อย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนของมาตรการเวิร์กฟรอมโฮม ก็ให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติตามแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดไว้แล้ว และขอฝากความห่วงใยไปถึงพี่น้องประชาชน และพี่น้องข้าราชการตำรวจรวมถึงครอบครัว &amp;nbsp;โดยขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อช่วยกันหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโดยเร็ว&amp;quot; โฆษก ตร.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทว.ที่ติดโควิดเป็นตำรวจระดับสารวัตร และเป็นลูกชายอดีตตำรวจระดับนายพล ซึ่งคาดว่าติดเชื้อมาจากกลุ่มของดีเจมะตูม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สงขลา นายกิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ์ ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ ในฐานะรักษาการนายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ กล่าวถึงการจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ว่า &amp;nbsp;เทศบาลนครหาดใหญ่มีศักยภาพที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อวัคซีนโควิด-19 มาฉีดให้บริการประชาชนในเขตพื้นที่บริการ 1 แสนคน หากคณะรัฐมนตรีและ อย.รับรองเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นดำเนินการ ทั้งด้านงบประมาณและบุคลากรสาธารณสุขพร้อม คาดว่าทำงานได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เทศบาลนครหาดใหญ่สามารถนำงบสะสมที่มีอยู่มาใช้เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ประมาณ 200 ล้านบาท หากไม่เพียงพอจะขอใช้เพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้บริการประชาชนในเขตบริการทันที ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทางด้านจิตวิทยา ประชาชนจะคลายความวิตกกังวล และเป็นอีกตัวหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเมืองหาดใหญ่ให้เดินไปข้างหน้า ถึงแม้จะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม&amp;quot; นายกิตติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับนายสมศักดิ์ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรี เทศบาลนครสงขลา กล่าวว่า หาก ครม.เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการซื้อวัคซีนป้องกันโควิดได้ เทศบาลนครสงขลาจะสามารถนำงบสะสมออกมาใช้ได้ทันทีประมาณ 30 ล้านบาท เพราะมีเจ้าหน้าที่ อสม.พร้อมเข้าไปยังกลุ่มเป้าหมาย หากงบไม่เพียงพอกับความต้องการของจำนวนประชากรในเขตพื้นที่ ก็สามารถเจียดงบจากส่วนอื่นที่ไม่ขัดกับระเบียบมาใช้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ตรัง นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา พร้อม นพ.บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง, นายอำเภอเมืองตรัง, เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม ลงพื้นที่สถานีรถไฟและสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดตรัง เพื่อ ตรวจดูขั้นตอนประชาชนเดินทางเข้าและออกจังหวัดตรัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายขจรศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของผู้ติดเชื้อโควิดจากเดิม 2 ราย เพิ่มอีก 3 รายเป็น 5 ราย ซึ่งการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์การแพร่ระบาดของพื้นที่ และได้เพิ่มมาตรการเข้มข้นขึ้นในช่วงที่มีประชาชนเดินทางเข้ามาในจังหวัด โดยทางอากาศที่ท่าอากาศยานตรังได้มีมาตรการเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดอีก 6 จังหวัด จากเดิมที่เข้มข้นอยู่แล้ว 5 จังหวัด เป็น 11 จังหวัด ซึ่งเป็น 11 จังหวัดที่มีบุคคลเดินทางเข้ามาที่จังหวัดตรัง มีมาตรการในการทำประวัติคัดกรองและมีการประเมินบุคคล ว่าถ้ามีความเสี่ยงสูงเราต้องบังคับให้กักตัวที่ LQ ของเรา ส่วนที่มีความเสี่ยงต่ำอยู่ที่บ้าน รวมถึงช่องทางอื่นที่จะเข้าสู่จังหวัดตรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ก็มีจุดตรวจจุดสกัดอยู่ 4 จุด. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90889</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ์, ขจรศักดิ์ เจริญโสภา, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นพ.บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์, นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์, สมศักดิ์ ตันติเศรณี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา บูรพชัยศรี, อนุทิน ชาญวีรกูล, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d8b2786f9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นครศรีฯอ่วมหนัก ฝนถล่มจมบาดาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝนถล่มภาคใต้ข้ามวันข้ามคืน นครศรีธรรมราชอ่วมหนัก 15 อำเภอเจิ่งน้ำ หลายพื้นที่ถูกตัดขาด ผู้ว่าฯ สั่งทุกหน่วยเร่งช่วยเหลือประชาชน เผยหนักสุดในรอบ 10 ปี พัทลุง สงขลา นราธิวาส สุราษฎร์ธานี ตรัง ปัตตานี ก็ยังไม่คลี่คลาย นายกฯ เป็นห่วงผู้ประสบภัย อุตุฯ เตือนยังคงมีฝนหนักถึง 4 ธ.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้เข้าสู่ระดับวิกฤติในหลายจังหวัด เมื่อวันพุธที่ผ่านมายังเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้น้ำท่วมพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชสูงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยน้ำจากเทือกเขาหลวงใน อ.ลานสกา ไหลลงมาถึงเมืองนครศรีธรรมราช จนประชาชนต้องรีบขนย้ายข้าวของหนีน้ำกันวุ่นวายโกลาหล โดยเฉพาะตัวหมู่บ้านธารริน หมู่ 8 ถนนเทวบุรี ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมืองนครศรีธรรมราช กระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากเข้าท่วมบ้านเรือนอย่างรวดเร็ว ถนนริมคลองป่ามะพร้าวทางเข้าหมู่บ้านทั้งด้านหน้าและหลังถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ตัดขาดจากโลกภายนอกไปโดยปริยาย นอกจากนี้ บริเวณสี่แยกศาลาหมูปาน หน้า อบจ.และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำท่วมสูง 50 ซม. ส่วนถนนเลียบทางรถไฟ น้ำท่วมสูงกว่า 60 ซม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ถนนกะโรม ย่านตลาดหัวอิฐ และ บขส.นครศรีธรรมราช น้ำท่วมสูง 30-50 ซม. ทำให้การสัญจรไปมาเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะฝั่งขาออกเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้ามืดวันเดียวกัน ร.ต.อ.อมร มาศชู รอง สวป.สภ.ทุ่งใหญ่ รับแจ้งเหตุรถทัวร์พลิกคว่ำ มีผู้โดยสารเต็มคันและได้รับบาดเจ็บหลายคน &amp;nbsp;บนถนนสายเอเชีย บ้านควนลำภู หมู่ 7 ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ขาล่องใต้ ไปตรวจสอบพบรถ บขส. ทะเบียน 15-5617 กรุงเทพฯ ตกลงไปในร่องน้ำกลางถนน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน นำส่ง รพ.ทุ่งใหญ่ สาเหตุจากถนนลื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในจุดเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งกำชับ ปภ.จังหวัด และ ปภ.สาขา ติดตามสถานการณ์ ประสานงานในพื้นที่และเข้าช่วยเหลือผู้ประชาชนทันทีที่มีการร้องขอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัย 15 อำเภอ รวม 78 ตำบล 351 หมู่บ้าน 7 ชุมชน ประกอบด้วย พื้นที่อำเภอชะอวด, จุฬาภรณ์,ทุ่งสง, เมืองนครศรีธรรมราช, พระพรหม, ร่อนพิบูลย์, ท่าศาลา, พิปูน, นาบอน, ลานสกา, สิชล, เฉลิมพระเกียรติ, เชียรใหญ่, นบพิตำ และอำเภอขนอม ประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 47,939 คน 16,709 ครัวเรือน บ้านพักเสียหายบางส่วน จำนวน 8 หลัง (อ.นาบอน 1 หลัง, อ.ท่าศาลา 7 หลัง) สถานศึกษาได้รับผลกระทบ 15 แห่ง ประกาศหยุดการเรียนการสอน 6 แห่ง วัด/มัสยิด/โบสถ์อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย พื้นที่การเกษตรประสบภัย 291,156 ไร่ แบ่งเป็น นาข้าว 28,278 ไร่ พืชไร่ 9,415 ไร่ (ข้าวโพดหวาน พริกขี้หนู มะเขือ ฟักเขียว มันแกว ถั่วลิงสง ถั่วฝักยาว) และพืชสวน 253,463 ไร่ (ปาล์มน้ำมัน ยางพารา) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีผู้เผยแพร่เฟซบุ๊กโพสต์คลิปมวลน้ำป่าเทือกเขาหลวง คีรีวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ที่ไหลทะลักอย่างบ้าคลั่งลงสู่เบื้องล่าง โดยมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากติดอยู่ในหมู่บ้านคีรีวง และคาดภายใน 6-8 ชม. น้ำจะบ่าเข้าสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งถือเป็นสถานการณ์หนักสุดในรอบ 10 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอำเภอทุ่งสง ได้เกิดฝนตกหนักติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมทุกตำบล นอกจากนี้ยังไหลเข้าท่วมย่านการค้าตลาด อ.ทุ่งสง ความสูงไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ทำให้บ้านเรือนและตลาด อ.ทุ่งสง จมอยู่ใต้บาดาลในพริบตา ขณะที่โรงเรียนในเขต อ.ทุ่งสง และใกล้เคียง ประกาศปิดการเรียนจนถึงวันที่ 3 ธ.ค.&amp;nbsp;นอกจากนี้ ถนนสายเอเชีย 41 ช่วง อ.ทุ่งสง-สุราษฎร์ธานี ถูกน้ำท่วมหลายจุด รถไม่สามารถผ่านไปมาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เครื่องบินยังขึ้นลงได้ปกติ แม้จะมีภาพแชร์ทางโซเชียลมีเดียว่ามีน้ำท่วมขังสนามบิน ล่าสุดตนได้สั่งการรายงานสถานการณ์ทุกชั่วโมง โดยได้รับรายงานว่า ตอนนี้เครื่องสูบน้ำ 2 ชุด 8 เครื่อง เดินเครื่องภายในสนามบิน ส่วนที่ลานจอดเครื่องบินกับอาคารมีน้ำระบายไม่ทันเพราะฝนตกหนักมาก&amp;nbsp;
สงขลาเฝ้าระวัง 4 อำเภอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พัทลุง แม้ฝนจะเบาบางลงบ้าง แต่น้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัดก็ได้หลากเข้าท่วมอำเภอเมือง เขาชัยสน บางแก้ว ควนขนุน และอำเภอปากพะยูน โดยเฉพาะอำเภอเมือง บ้านควนกุฏิ หมู่ที่ 15 ต.ควนมะพร้าว ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 150 ซม. ชาวบ้าน 80 ครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนต้องอพยพไปพักชั่วคราวที่โรงเรียนบ้านควนกุฏิ และค่ายตำรวจตระเวนชายแดนที่ 343 พัทลุง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลุง กล่าวว่า หลังลงพื้นที่ตรวจสภาพน้ำท่วมที่บ้านควนกุฏิ พบว่า ระดับน้ำท่วมสูง ชาวบ้านหลายครัวเรือนต้องอพยพทั้งสิ่งของและสัตว์เลี้ยง เบื้องต้นได้สั่งให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อระบายน้ำลงสู่คลองลำเบ็ด พร้อมกันนั้นได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตั้งศูนย์ช่วยเหลือชั่วคราวในจุดดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สงขลา พื้นที่ ต.คูขุด อ.สทิงพระ ทั้ง 9 หมู่บ้านที่อยู่ติดริมทะเลสาบสงขลา ถูกน้ำในทะเลสาบสงขลาเอ่อล้นเข้าท่วมทั้งถนนในหมู่บ้านและบ้านเรือนของชาวบ้าน บางจุดระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ต้องใช้เรือเข้าออก ส่วนภาพรวมพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลาขณะนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะเสี่ยงถูกน้ำท่วมทั้ง 4 อำเภอ ตั้งแต่ อ.ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พันโทพีรวัจน์ จันทร์แก้ว ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 ได้สั่งการให้จัดกำลังพลจิตอาสาภัยพิบัติ และกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัย เดินทางเข้าพื้นที่ ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่มีบ้านเรือนอยู่ติดกับบริเวณทะเลสาบสงขลา หลังได้รับการร้องขอ เนื่องจากในช่วงนี้มีฝนตกลงมาสะสมเป็นจำนวนมาก และสภาพพื้นที่อยู่ติดกับทะเลสาบสงขลา &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผวจ.สงขลา เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายอำเภอทุกอำเภอ โดยเฉพาะใน 5 อำเภอที่น้ำท่วมหนักอย่าง อ.เมือง สิงหนคร รัตภูมิ ควนเนียง หาดใหญ่ ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย ส่วนการช่วยเหลือระยะต่อไปต้องมีการสำรวจความเสียหายอีกครั้ง &amp;nbsp;
สุราษฎร์ฯ อพยพประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุราษฎร์ธานี ฝนยังตกหนักเกือบทุกพื้นที่ เกิดน้ำท่วมพื้นที่ ต.ท่าอุแท ต.คลองสระ อ.กาญจนดิษฐ์ ต.ชลคราม ต.ปากแพรก อ.ดอนสัก เป็นพื้นที่รอยต่อกับจังหวัดนครศรีธรรมราช มีมวลน้ำป่าจำนวนมากจากเทือกเขาในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกสี่ขีดไหลหลากลงมา บางจุดน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัย อพยพจากพื้นที่เสี่ยงไปอยู่ที่ปลอดภัยเป็นการด่วน นอกจากนั้นยังมีพื้นที่เสี่ยงอีกหลายอำเภอที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อ.บ้านนาเดิม บ้านนาสาร พุนพิน เคียนซา พระแสง เวียงสระ ท่าชนะ ไชยา ชัยบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรัง นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผวจ.ตรัง ลงพื้นที่ประสบอุทกภัยที่หมู่ 7 ต.นาโยงใต้ อ.เมืองตรัง หลังมีการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน &amp;nbsp;เนื่องจากท่อของกรมทางหลวงไปชนกับที่เอกชน และทางเอกชนมีการปิดปากท่อสนิทเพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าสวนปาล์มน้ำมัน น้ำจึงออกไม่ได้ โดยได้หารือกับหัวหน้าส่วนราชการทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกและแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และวาตภัย ในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด 58 อำเภอ 240 ตำบล 1,480 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 67,070 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังใน 7 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา นราธิวาส สุราษฎร์ธานี ตรัง และปัตตานี&amp;nbsp;
นายกฯ ติดตามสถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้สั่งให้หน่วยงานสนธิกำลังให้ความช่วยเหลือ บรรเทาสถานการณ์ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และกระทรวงต่างๆ ตามแนวปฏิบัติที่ได้ดำเนินการมาในหลายพื้นที่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่น้ำท่วมขัง 7 จังหวัด ยกเว้นสตูลและยะลา ที่สถานการณ์ผ่อนคลายลงแล้ว อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยังคงเป็นห่วงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สั่งทุกฝ่าย ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ และหน่วยแพทย์ดูแล ให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน ส่วนประชาชนหากต้องการความช่วยเหลือให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งให้กำลังใจประชาชนที่กำลังประสบปัญหาจากอุทกภัยในครั้งนี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรียังให้หน่วยงานเร่งเตือนประชาชนให้ได้รับรู้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และการรับมือในสถานการณ์ รวมทั้งรายงานผลการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยให้นายกรัฐมนตรีทราบทุกระยะด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 4 ธ.ค.2563)&amp;quot; ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 02 ธันวาคม 2563 ความว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย และจะเคลื่อนตัวทางตะวันตกเข้าสู่ทะเลอันดามันต่อไป (วันที่ 3 ธ.ค. 63) ทำให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่างๆ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก มีดังนี้ ในช่วงวันที่ 2 ธันวาคม 2563 มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ภาคใต้:&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันที่ 3 ธันวาคม 2563 มีฝนตกหนักบางแห่ง ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 4 ธ.ค.63.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85775</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขจรศักดิ์ เจริญโสภา, ถาวร เสนเนียม, ร.ต.อ.อมร มาศชู, วิชวุทย์ จินโต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา บูรพชัยศรี, ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc78848f3af0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85429</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 01:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน12จว.ใต้ ฝนหนักน้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุตุฯ ประกาศเตือน 12 จังหวัดภาคใต้ รับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในช่วง 30 พ.ย.-3 ธ.ค.นี้ ขณะที่ทะเลมีคลื่นลมแรง เหนือ อีสาน อุณหภูมิลดลงอีก ได้เห็นแน่น้ำค้างแข็ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง &amp;quot;ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.2563 จนถึงวันที่ 3 ธ.ค.2563)&amp;quot; ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ความว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงวันที่ 30 พ.ย.63-3 ธ.ค.63 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างหรือทางด้านหน้าเกาะบอร์เนียวมีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนเข้าปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันเวลาดังกล่าวไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายลักษณะอากาศด้วยว่า ในช่วงวันที่ 29 พ.ย.-5 ธ.ค.63 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นถึงหนาว กับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ยังคงมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 30 พ.ย.-3 ธ.ค.63 ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยากรณ์อากาศ ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรงตลอดช่วง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 14-20 องศา บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 5-10 องศาเซลเซียส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรงตลอดช่วง และอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศา บริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-14 องศาเซลเซียส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออก อากาศเย็นกับมีลมแรง ตลอดช่วง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ในช่วงวันที่ 30 พ.ย.-3 ธ.ค.63 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 4-5 ธ.ค.63 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วง กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ในช่วงวันที่ 2-4 ธ.ค.63 ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง ตลอดช่วง อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปภ.ได้ประสาน 12 จังหวัดภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งและคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 30 พฤศจิกายน -3 ธันวาคม 2563 โดยพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์คลื่นลมแรง 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมถึงสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผวจ.ตรัง เปิดเผยว่า จังหวัดตรังเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอห้วยยอด, รัษฎา, นาโยงและอำเภอเมือง แม้ฝนจะหยุดตกตั้งแต่เมื่อคืนวันเสาร์ แต่ปริมาณน้ำสะสมยังคงไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ราบลุ่มหลายหมู่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว จึงได้ทำหนังสือประสานไปยังหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ขอความร่วมมือปิดน้ำตกทั้ง 6 แห่งใน จ.ตรัง ได้แก่ น้ำตกกะช่อง, น้ำตกโตนเต๊ะ, น้ำตกโตนตก, น้ำตกสายรุ้ง, น้ำตกไพรสวรรค์และน้ำตกลำปลอก ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอนาโยง ย่านตาขาว และปะเหลียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สงขลา สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.รัตภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ ระดับน้ำในพื้นที่หมู่ 1 และหมู่ 3 ต.กำแพงเพชร ลดลงเกือบเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เหลือเพียงน้ำท่วมขังบนถนนเส้นทางเข้าหมู่บ้านบริเวณวัดห้วยหลาดเท่านั้น ซึ่งจุดนี้ระดับน้ำสูงสุดเกือบ 1 เมตร รถทุกชนิดสามารถเข้า-ออกได้แล้ว ในขณะที่สภาพน้ำในคลองภูมีตอนนี้ก็ลงลงต่ำกว่าตลิ่งกว่า 1 เมตร จนอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม โรงเรียนบ้านชายคลอง แม้น้ำจะลดลงแล้ว แต่อาจจะไม่สามารถเปิดเทอมได้ตามเวลา เพราะห้องเรียนและสื่อการเรียนการสอนถูกน้ำท่วม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สงขลา มีน้ำท่วม 8 อำเภอ ประกอบด้วย อ.สะเดา หาดใหญ่ นาหม่อม ควนเนียง สิงหนคร จะนะ รัตภูมิ และ อ.เมือง รวม 31 ตำบล 135 หมู่บ้าน และมีผู้เสียชีวิต 1 คน คือ นายปกรณ์ อินทสระ อายุ 42 ปี ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 7 ต.ทำนบ อ.สิงหนคร ที่ลงไปช่วยขุดลอกคลองและจมน้ำหายไปเมื่อวันเสาร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยะลา เจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองสะเตงนอก อ.เมืองยะลา ยังคงเดินเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว เพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่บ้านเปาะยานิออกจากบ้านเรือนประชาชนและถนนภายในหมู่บ้าน นายภูวนัย มะดอลอ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 บ้านเปาะยานิ ระบุว่า จากฝนที่ตกหนักหลายวัน ทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่บ้านเปาะยานิ บ้านเรือนประชาชนได้รับความเดือดร้อน 20 ครัวเรือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85429</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขจรศักดิ์ เจริญโสภา, บุญธรรม เลิศสุขีเกษม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc39798a919f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
