<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.ขยายเวลาเดินรถสาธารณะเป็น 4 ทุ่ม ลุ้นอีก2สัปดาห์ตัวเลขไม่เพิ่มได้ผ่อนคลายแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.64 -ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า&amp;nbsp; หลังจากประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 32 ให้ประชาชนใช้บริการร้านอาหาร ตัดผม หรือเดินห้าง แต่พบว่าการอรถขนส่งสาธารณะมีความแออัด ขอให้กำชับมาตรการไม่ให้มีความเสี่ยงติดเชื้อ ซึ่งเราอนุญาตให้มีผู้โดยสาร 75% ถ้ามีผู้โดยสารยืนแสดงว่าเกิน 100% จึงให้กระทรวงคมนาคมเพิ่มจำนวนรถให้เพียงพอต่อจำนวนประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรณีร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ต้องปิดในเวลา 20.00 น. แต่พนักงานยังต้องปิดร้าน ทำความสะอาด อาจกลับบ้านไม่ทัน ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กจึงอนุญาตขยายเวลาเดินรถได้ถึงเวลา 22.00 น. มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. แต่ยังไม่ใช่เป็นการผ่อนคลาย ประชาชนทั่วไปขอให้วางแผนการเดินทาง อย่าไปแออัดพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเราร่วมมือกันดำเนินการมาตรการเข้มข้น ในอีก 2 สัปดาห์แล้วตัวเลขไม่เพิ่ม การผ่อนคลายก็จะเกิดขึ้นแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115501</URL_LINK>
                <HASHTAG>การผ่อนคลายมาตรการ Lock Down, ขนส่งสาธารณะ, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110e3223932d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่านหน้าขนส่งสาธารณะตบเท้าฉีดวัคซีน ร่วมเดินหน้าฝ่าวิกฤติโควิด-19 ขณะ “แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.” ยังค้างสภาพัฒน์ รอลุ้นรถเมล์ใหม่-ชีวิตวิถีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ (Central Vaccination Center)&amp;rdquo; ณ สถานีกลางบางซื่อ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ มีกลุ่มเป้าหมายฉีดให้กับบุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง ผู้ให้บริการขนส่ง รถรับจ้างสาธารณะและผู้เกี่ยวข้องซึ่งทั้งประเทศมีจำนวน 3.5 แสนคน โดยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 1.3 แสนคน โดยเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันแรก สามารถฉีดได้ 5,000 กว่าคน ขณะที่ภาพรวม 5 วัน 24 -28 พ.ค. 2564 สามารถฉีดไปแล้วกว่า 4 หมื่นคน มีทั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายบุคลากรในระบบคมนาคมขนส่ง และกลุ่ม On Site 4,460 คน และในบางชั่วโมงสามารถฉีดได้ถึง 1,300 คน ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะตามศักยภาพเป้าหมายตั้งจากสมมุติฐาน 900 คน/ชม. ยิ่งในวันที่ 28 พ.ค. นั้น สามารถฉีดได้เกินกว่า 1 หมื่นคน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ต่อวัน โดย&amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีเป้าหมายในการนัดวัคซีนเข็มที่สอง หลังจากนี้ประมาณ 14 วัน ทำให้คาดว่าจะฉีดกลุ่มเป้าหมายบุคลากรด้านคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครบ 1.3 แสนคน ทั้ง 2 เข็ม ภายใน 1 เดือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;ldquo;ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ&amp;rdquo; มีสถานที่กว้างขวางและมีการจัดระบบค่อนข้างดี ทำให้สามารถบริการผู้มารับการฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็นบุคลากรด้านการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการรถโดยสาธารณะที่พร้อมใจกันมารับการฉีดวัคซีนจำนวนมาก จากการสอบถามบางส่วนพบว่าเหตุผลที่รีบลงทะเบียนตอบรับมาฉีดวัคซีนเมื่อศูนย์ฯ นี้เปิด เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวของพนักงาน ขสมก. ติดเชื้อแทบทุกวัน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลายคนหวาดกลัวเกรงติดเชื้อ ประชาชนทั่วไปที่ใช้บริการก็มีความกังวลการใช้บริการรถ ขสมก.&amp;nbsp; จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศปูพรมฉีดให้ด่านหน้ากลุ่มขนส่งสาธารณะก็รีบมาฉีดกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ตัวเองและคนรอบข้างรวมถึงผู้โดยสารด้วย&amp;nbsp; โดยนโยบายส่วนไหนที่ช่วยสนับสนุนและพัฒนา ส่งเสริมสวัสดิภาพในการประกอบอาชีพก็ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ หากมีจัดการอย่างรวดเร็วฉับไวมองเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักแบบนี้ก็จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น อย่างตอนนี้ก็รอกันว่าจะมีความชัดเจนเรื่อง &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; ว่าจะเป็นอย่างไรแน่ เฉพาะทุกคนต้องก้าวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ที่จำเป็นต้องมีการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็น &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ปฏิรูปรถเมล์&amp;rdquo; นั้น ข้อมูลล่าสุดขณะนี้เรื่องยังค้างอยู่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; ที่ทุกฝ่ายต่างก็รอความชัดเจน โดยจากการเปิดเผยรายละเอียดใน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; มีการปรับแผนจากการซื้อรถเมล์ใหม่ เปลี่ยนเป็นการจัดเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าแทน และให้บริการวิ่งในเส้นทางเดินรถที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางตามที่กรมการขนส่งทางบกแบ่งใหม่ เป็นของ ขสมก. 108 เส้นทาง และของเอกชนอีก 54 เส้นทาง รวมระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นการจ่ายค่าจ้างตามกิโลเมตรที่วิ่งให้บริการจริง ในอัตราที่ ขสมก. กำหนด และยังมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว (Single Price) ในอัตรา 30 บาท/คน/วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับค่าโดยสารแบบเที่ยวเดียวไว้ให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน มีการปรับจำนวนเที่ยวการเดินรถ จัดการเดินรถตามความจำเป็น ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งรถโดยสารทุกประเภท ในช่วงเวลาการให้บริการปกติ ทั้งรถโดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศฯ และสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน (Work From Home) และสถานศึกษาหลายแห่ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ ขณะที่การให้บริการของ ขสมก. ก็ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 อย่างเคร่งครัด อาทิ การให้พนักงานประจำรถและผู้ใช้บริการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะใช้บริการ การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ภายในรถ ก่อนนำรถออกวิ่ง การติดตั้งขวดเจลแอลกอฮอล์ สำหรับล้างมือบนรถโดยสาร และเพื่อให้การป้องกันการแพร่ระบาด เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้บริการงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบนรถโดยสาร เพื่อลดความเสี่ยงการเเพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการสร้างความมั่นใจต่อการปฏิบัติงานโดยการให้พนักงานของ ขสมก. ทยอยฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานนี้จึงได้แต่ลุ้นให้ &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; จะผ่าน &amp;ldquo;สภาพัฒน์&amp;rdquo; โดยเร็ว ส่งให้ ครม. อนุมัติให้ได้เร็วเท่าที่จะเป็นได้ เพราะบุคลากรผู้ให้บริการพร้อมเต็มที่กับ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ที่จะให้ประชาชนได้ใช้รถเมล์ใหม่ระบบพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังลดการวิ่งในเส้นทางที่ซ้ำซ้อน ไม่ต้องรอรถนาน จากจำนวนรถน้อยและสภาพเก่าทรุดโทรม และยังมีรถควันดำเป็นมลพิษด้วย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าเร่งผลักดัน &amp;ldquo;แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.&amp;rdquo; อย่างเต็มที่เพราะตระหนักว่านี่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง รอแต่ว่าผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อไหร่เท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104751</URL_LINK>
                <HASHTAG>Single Price, กระทรวงคมนาคม, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ขนส่งสาธารณะ, ขสมก., ค่าโดยสารเป็นอัตราเดียว, ฉีดวัคซีน, ชีวิตวิถีใหม่, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, บุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง, ปฏิรูปรถเมล์, ฝ่าวิกฤติโควิด-19, รถเมล์ใหม่, รฟท., ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ, สภาพัฒน์, สศช., สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b44e1a81711.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมเปิดตัวเลขคนเดินทางใช้ขนส่งสาธารณะช่วงสงกรานต์ทะลุ 7.35 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17เม.ย.64-รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมรายงานผลการอำนวยความสะดวก ปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชน ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 2564 โดยข้อมูลสะสมของวันที่ 10 - 17 เมษายน 2564 มีผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะกว่า 7.53 ล้านคน ต่ำกว่าประมาณการ 39.36% มีปริมาณการจราจรเข้า - ออกกรุงเทพฯ กว่า 13.26 ล้านคัน ต่ำกว่าประมาณการ 25.68% ในขณะที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายของกระทรวงฯ จำนวน 1,335 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 166 ราย บาดเจ็บ 1,312 ราย สาเหตุหลักของอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงฯ ได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 2564 ตามมาตรการของกระทรวงฯ &amp;ldquo;เดินทางสะดวก ปลอดภัย ห่างไกล COVID&amp;rdquo; เน้นย้ำให้ใส่ใจตนเอง ใส่ใจผู้อื่น และใส่ใจประชาชน รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและผู้โดยสารปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยข้อมูลสะสมของวันที่ 10 - 17 เมษายน 2564 สรุปดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 6,531,522 คน - เที่ยว ต่ำกว่าประมาณการ 39.36% สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2563 คิดเป็น 50.83% โดยเป็นการเดินทางภายในกรุงเทพฯ 5,253,363 คน - เที่ยว การเดินทางระหว่างจังหวัด 1,162,942 คน - เที่ยว การเดินทางภายในจังหวัด 1,102,448 คน - เที่ยว และการเดินทางระหว่างประเทศ 12,769 คน - เที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปริมาณการจราจรเข้า - ออกกรุงเทพฯ จำนวน 13,265,650 คัน ต่ำกว่าประมาณการ 25.68% สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2563 คิดเป็น 22.83% โดยเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลมากที่สุด 12,528,733 คัน คิดเป็น 94.44% ของปริมาณการจราจรเข้า - ออกกรุงเทพฯ ทั้งหมด สำหรับปริมาณการจราจรผ่าน 10 จุดสำรวจบนถนนทางหลวง 6,469,748 คัน ต่ำกว่าประมาณการ 12.21% และปริมาณการจราจรบนทางด่วน 6,795,902 คัน ต่ำกว่าประมาณการ 35.16%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ ณ จุดตรวจความพร้อม 207 จุด จำนวน 74,966 คัน พบข้อบกพร่อง 5 คัน สั่งแก้ไข 2 คัน เปลี่ยนยานพาหนะ 3 คัน ส่วนความพร้อมของท่าเรือ/แพ 163 แห่ง ไม่พบข้อบกพร่อง สำหรับการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่รถไฟ รถไฟฟ้า และผู้ประจำเรือไม่พบว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. อุบัติเหตุบนโครงข่ายทางถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.1 เกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายทางถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงฯ 1,330 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 164 ราย บาดเจ็บ 1,309 ราย บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรง 76.51% สาเหตุหลักเกิดจากขับรถเร็วเกินกำหนด 63.84% รถจักรยานยนต์เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด 34.06% เกิดที่จังหวัดนครราชสีมามากที่สุด 51 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.2 รถโดยสารสาธารณะเกิดอุบัติเหตุ 4 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย รถบรรทุกเกิดอุบัติเหตุ 18 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 14 ราย ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99783</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่งสาธารณะ, สงกรานต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607adfb3a112b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2021 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2021 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมสรุปตัวเลขคนใช้บริการขนส่งสาธารณะช่วงปีใหม่เหลือ6ล้านคนต่ำกว่าคาดการณ์40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค.64-รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมรายงานผลการอำนวยความสะดวก ปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2564 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2563 &amp;ndash; 2 มกราคม 2564 (ข้อมูลวันที่ 3 มกราคม 2564 เวลา 08.30 น.) พบว่า มีผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะกว่า 6 ล้านคน ต่ำกว่าประมาณการ 40.18% ปริมาณการจราจรเข้า &amp;ndash; ออกกรุงเทพฯ กว่า 9 ล้านคัน ต่ำกว่าประมาณการ 24.14%

สำหรับสถานการณ์อุบัติเหตุ พบว่า จำนวนอุบัติเหตุทางถนน จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บลดลงมากกว่า 5% โดยเกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายของกระทรวงคมนาคม 1,262 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 195 ราย ได้รับบาดเจ็บ 1,309 ราย สาเหตุหลักของอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด&amp;nbsp;

ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานในสังกัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 อย่างมีความสุข สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตามนโยบาย &amp;ldquo;คมนาคมใส่ใจกำลังสาม เดินทางอุ่นใจตลอดปีใหม่&amp;rdquo; ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร วางแผนการเดินทางล่วงหน้า รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างเคร่งครัด

โดยข้อมูลสะสมระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2563 &amp;ndash; 2 มกราคม 2564 (ข้อมูลวันที่ 3 มกราคม 2564 เวลา 08.30 น.) สรุปได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ มีประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 6,946,426 คน-เที่ยว ต่ำกว่าประมาณการ 40.18% โดยมีปริมาณการจราจรเข้า &amp;ndash; ออกกรุงเทพฯ 9,538,928 คัน ต่ำกว่าประมาณการ 24.14% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 9,085,789 คัน คิดเป็น 95.25% ของปริมาณการจราจรเข้า &amp;ndash; ออกกรุงเทพฯ ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) การตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ ณ จุดตรวจความพร้อม 206 แห่งทั่วประเทศ โดยเริ่มตรวจฯ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 จำนวน 52,126 คัน พบข้อบกพร่องและสั่งให้เปลี่ยนรถ จำนวน 1 คัน ส่วนท่าเรือ/แพ จำนวน 173 แห่ง ไม่พบข้อบกพร่อง และได้พ่นห้ามใช้เรือ จำนวน 1 ลำ ด้านการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่รถไฟ รถไฟฟ้า และผู้ประจำเรือ ไม่พบว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) สถานการณ์อุบัติเหตุ เกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายทางถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม 1,262 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 195 ราย บาดเจ็บ 1,309 ราย บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรง คิดเป็น 71.63% สาเหตุสำคัญเกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด คิดเป็น 62.20% รถที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ รถจักรยานยนต์ 52.30% จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ สุพรรณบุรี จำนวน 47 ครั้ง รองลงมาคือ นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด คือ อุดรธานี และนครราชสีมา

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในระบบขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัดทั้งการดำเนินมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) เว้นระยะนั่งหรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร ตรวจวัดอุณหภูมิของผู้โดยสารไม่ให้เกิน 37.5 องศาเซลเซียส ควบคุมการสวมหน้ากากอนามัย ให้ผู้ใช้บริการสแกนแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ไทยชนะ&amp;rdquo; และจัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือไว้ให้บริการ โดยประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88661</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจราจรปีใหม่, การเดินทาง, ขนส่งสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210103/image_big_5ff15caee74c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดระบบขนส่ง บิ๊กตู่ขู่ถ้าสถานการณ์ยังไมดี่ขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้ติดเชื้อในไทยเพิ่มอีก 127 ราย ทำยอดรวมอยู่ที่ 1,651 ราย &amp;ldquo;กทม.-นนทบุรี&amp;rdquo; มีผู้ป่วยสูงสุด ตามด้วยภาคใต้ ศบค.บอกยังไม่มีล็อกดาวน์เพิ่ม แต่วอนเอกชนคำนึงเรื่องทำงานที่บ้าน-เหลื่อมเวลา &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ติดหนวดให้มหาดไทยปิดทุกพื้นที่ พร้อมให้คมนาคมไปส่องเรื่องขนส่งสาธารณะในเมืองกรุงหลังพบยังใช้บริการหนาแน่น จ่อลดเที่ยวก่อนซัตดาวน์บริการหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ปลัด สธ.รับห่วงปัญหาขนส่งอาหาร-วินมอเตอร์ไซค์แพร่เชื้อ กำชับเว้นระยะห่าง หมอสุขุมเปิด 19 จังหวัดปลอดผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยใช้ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นครั้งที่ 2 ตรงนี้ทำให้เห็นภาพว่าท่านเองปรับเปลี่ยนวิธีการ สร้างระยะห่างทางบุคคล เพราะทำเนียบฯ มีคนจำนวนมากต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ โดยนายกฯ ยังขอบคุณประชาชนที่สร้างปรากฏการณ์ปรบมือให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังแถลงถึงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยว่า มีผู้ป่วยเพิ่ม 127 ราย ซึ่งกลุ่มใหญ่ 62 รายมาจากสนามมวย สถานบันเทิง และสัมผัสผู้ใกล้ชิด รวมทั้งผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 49 ราย เป็นคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และคนต่างชาติ โดยมีกลุ่มอาชีพเสี่ยง รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 3 ราย ซึ่งเกี่ยวโยงกับสัมผัสผู้ป่วย ซึ่ง สธ.จะหามาตรการป้องกันส่วนนี้ และอีก 16 คนรอสอบสวนโรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอดผู้ป่วยสะสม 1,651 ราย กระจายใน 61 จังหวัด เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน เป็นผู้ป่วยชาย อายุ 48 ปี เป็นนักดนตรีทำงานใน กทม. มีโรคเบาหวานและมะเร็ง เริ่มป่วยตั้งแต่ 20 มี.ค. มีอาการไอ มีไข้ หลังกลับจาก กทม.ไปต่างจังหวัด โดยมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนระบบหายใจล้มเหลว รวมยอดผู้เสียชีวิต 10 ราย ส่วนตัวเลขผู้ป่วยใน กทม.และนนทบุรียังเป็นตัวเลขที่สูงอยู่ 869 ราย ภาคตะวันออกเฉียง 77 ราย ภาคเหนือ 55 ราย ภาคกลาง 172 ราย ภาคใต้ 206 ราย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หลังจากประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 7 วัน หากร่วมมือดี ตัวเลขติดเชื้อใหม่ควรลดลง สำหรับ 3 วันนี้ที่ลดลงต่อเนื่อง นายกฯ พอใจในระดับหนึ่ง แต่ไม่นิ่งนอนใจ ยังไม่สามารถไว้วางใจสถานการณ์ทั้งหมดได้ ยังต้องติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด และสั่งให้ปลัด สธ.ติดตามตัวเลขและรายงานสม่ำเสมอ โดยการปรับเปลี่ยนมาตรการอะไรจะเป็นไปตามข้อมูลของ สธ. ถ้าประชาชนให้ความร่วมมือ ตัวเลขลดลง จะไม่เพิ่มมาตรการ แต่ถ้าตัวเลขเพิ่มขึ้นมาตรการก็ต้องเข้มขึ้น เพื่อคุมให้เป็นศูนย์ให้หมด โดยตอนนี้ขอร้องให้งดเว้นไม่ให้มีการร่วมสังสรรค์หรือทำกิจกรรมบันเทิงทั้งสิ้น ส่วนการขอความร่วมมือถ่ายทอดสดมวย แข่งเรือเจ็ตสกี และกองถ่ายละคร เป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ย้ำว่าเป็นการขอความร่วมมือ แต่ถ้าท่านยังทำอยู่ถือว่ามีความเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องการใช้จ่ายงบกลางที่นำมาแก้ไขปัญหาโควิด-19 นั้น นายกฯ ให้ความสำคัญมาก โดยการจัดสรรงบกลางจะเป็นการเพิ่มค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งค่าเสี่ยงภัย ค่าล่วงเวลา และการจัดสรรอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดย สธ.ได้รับไปดำเนินการในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และเตรียมโรงพยาบาลสนาม นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้ชื่นชมเพจอีเจี๊ยบเลียบด่วน ที่ออกมาโพสต์เตือนล่วงหน้าว่า วันที่ 1 เม.ย. เป็นวัน April Fool&amp;#39;s Day หรือวันโกหก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของฝรั่ง แต่ของไทยอย่ามาโกหกในเรื่องที่เกี่ยวกับโควิด-19 เพราะจะมีความผิด โทษจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท ส่วนกระแสข่าวว่าจะชัตดาวน์หรือล็อกดาวน์ กทม.นั้น ยืนยันว่าเรายังใช้เฉพาะบางจุดตามประกาศเดิม ยังไม่มีข้อสั่งการเพิ่มเติมจากนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เอกชนที่ยังให้ลูกจ้าง พนักงานมาทำงานตามปกติ ทั้งที่บางงานสามารถทำที่บ้านได้นั้น ขอให้ประเมินว่าการนำคนมารวมกันกับการกระจายงานให้ไปทำ อันไหนเสี่ยงกว่ากัน เชื่อว่าผู้บริหารคงเข้าใจตรงนี้ และพิจารณาได้ว่าทำแบบไหนจะมีผลเสียมากกว่ากัน คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะให้ทำงานที่บ้านหรือทำงานเหลื่อมเวลา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 13.25 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านไลฟ์สดทางเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า ว่าที่ผ่านมาเป็นเวลา 7 วันแล้วที่คนใน กทม.เดินทางกลับต่างจังหวัด สถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มสูงขึ้น วันนี้อยากกราบเรียนว่า การที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ก็เป็นมาตรการที่ทำให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่ามีการตรวจสอบคัดกรองมากยิ่งขึ้น ประชาชนที่รู้ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเข้าพบแพทย์มากขึ้น ทำให้มีโอกาสตรวจพบเชื้อได้มากยิ่งขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจ ใครที่ไม่ได้ใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง หรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่ดูแลตัวเองดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตรวจ เพราะเรามีความจำเป็นต้องควบคุมการใช้จ่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อให้เพียงพอกับผู้ที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของการปรับมาตรการต่างๆ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งรับผิดชอบตามกฎหมาย ร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีอำนาจพิจารณาทั้งเรื่องการห้ามประชาชนเข้า-ออกพื้นที่ในจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น หรือพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดก็มีการปิดหลายสถานที่ ห้ามจำหน่ายสุรา ห้ามเล่นกีฬา ในเรื่องของการพนัน มีมาตรการเด็ดขาดต้องถูกลงโทษตามกฎหมายในทุกพื้นที่ โดยได้สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พลเรือน ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อย่างเต็มที่ ส่วนการเดินทางของประชาชนออกนอกเขต นอกจังหวัด วันนี้หลายคนก็เป็นห่วง อยากให้ปิด อยากให้หยุด อยากให้อะไรต่างๆ เราก็ต้องดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลายอย่างด้วย โดยเฉพาะการจับจ่ายซื้อหาสินค้า ทุกคนต้องระมัดระวังตัวเอง รัฐบาลก็เน้นให้บริการแกร็บ ไลน์แมน มีการตรวจสอบการติดเชื้อของผู้ให้บริการเหล่านี้ด้วย และอย่าไปแออัดในร้านค้าที่รับของไปส่งด้วย เพราะจะนำการแพร่เชื้อไปสู่ผู้บริโภค ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองและผู้อื่นเสมอ&amp;nbsp;
จ่อชัตดาวน์ขนส่งสาธารณะ
&amp;ldquo;การเดินทางได้ให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณา หากยังมีการเคลื่อนย้ายประชาชนเป็นจำนวนมากอยู่ ซึ่งเราก็เข้าใจถึงความสะดวก แต่บางคนก็ใช้โดยไม่จำเป็น จึงได้ให้ไปดูว่าการให้บริการขนส่งต่างๆ ของภาครัฐจะทำอย่างไร จำเป็นต้องลดจำนวนลงหรือไม่ หรือกำหนดให้บริการกี่เที่ยวต่อวัน ในเมื่อให้ทำกันเองแล้วยังไม่เรียบร้อยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ต่อไปต้องเจอสถานการณ์การลดให้บริการทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถโดยสาร หรือรถเมล์ ก็จำเป็นต้องลดเที่ยวให้บริการ จนกว่าจะเรียบร้อย ถ้ายังไม่เรียบร้อยอีกก็จะหยุดให้บริการทั้งหมด&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ส่วนการประเมินผลด้านต่างๆ หลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ได้ประเมินผลทุกสัปดาห์อยู่แล้ว ทั้งในที่ประชุม ครม.และที่ประชุมอนุกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ที่มีนายกฯ เป็นผู้นำอยู่แล้ว มีการทบทวนทุกสัปดาห์ โดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อำนาจตามกฎหมายใช้ได้ 3 เดือน แต่วันนี้ประกาศใช้ 1 เดือนก่อน หากประเมินผลแล้วถ้ายังจำเป็นก็จะประกาศต่อในเดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 โดยมาตรการเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้นเวลานี้ยังไม่มีแนวโน้มจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ทั้งนี้จะให้หน่วยงานไปพิจารณาเรื่องอะไรที่ทำแล้วได้ผลและดีขึ้น อาจผ่อนผัน แต่ถ้าอันไหนยังไม่ดีขึ้น ก็เข้มงวดมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับมาตรการควบคุมคนต่างประเทศที่เข้ามาในไทย วันนี้มีเฉพาะที่มีการทำงานในไทยอยู่แล้วเท่านั้น แต่ในส่วนอื่นๆ หากเข้ามาโดยเฉพาะจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องเข้าสู่มาตรการกักตัว 14 วัน ทั้งสถานที่ของรัฐและที่บ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแล และเมื่อสู่ภูมิลำเนาทุกคนต้องถูก สธ.บันทึกข้อมูลโดยร่วมกับ มท. ผ่านแอปพลิเคชันติดตามตัวควบคุมยังถิ่นที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ยังกล่าวว่า วันนี้ต้องขอโทษด้วยที่ขยับหน้ากาก เพราะรู้สึกหน้ากากไม่เข้ากับจมูกเท่าไหร่ ขยับอยู่เรื่อยเวลาพูด ทำให้อาจพูดเสียงดังไปนิด ต้องขอโทษด้วย จะระมัดระวังตัวเองให้มากที่สุด ขอบคุณ ด้วยความรักความห่วงใยจากนายกฯ รัฐบาล ถึงประชาชนทุกคนที่พำนักอาศัยในไทย ขอบคุณ ขอให้ดูแลซึ่งกันและกันให้ดีที่สุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯ ได้เดินกลับมายังห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า โดยระหว่างที่เดินไปทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยูส่งให้ช่างภาพกับสื่อมวลชน ที่อยู่หน้าห้องทำงานผู้สื่อข่าว 2 ติดกับประตู 1 ทางเข้าทำเนียบรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการให้เฝ้าระวังกิจกรรมที่มีลักษณะการรวมกลุ่มทุกกิจกรรม โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้มงวดในการออกอากาศรายการมวยทางโทรทัศน์ สั่งการให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (สตช.) เข้มงวดในการควบคุมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง หรือวินมอเตอร์ไซค์ สวมใส่หน้ากากอนามัย ปฏิบัติตามคำแนะนำของ สธ. พร้อมกำชับแผนการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยต่อวันในช่วง 5 วันนี้เป็นการชั่วคราว จากจำนวนการผลิตหน้ากากอนามัยที่กระทรวงพาณิชย์สามารถจัดหาได้ 2.3 ล้านชิ้นต่อวัน จากการผลิตทั้ง 11 บริษัท ให้จัดสรรให้ มท. 8 แสนชิ้น และ สธ. 1.5 ล้านชิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกเพื่อรับทราบสถานการณ์โควิด-19 โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยต้องติดสถานการณ์ และสร้างการรับรู้ความเข้าใจ การสื่อสารผ่านทางไลน์ หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) นอกจากนี้รัฐบาลได้ใช้มาตรการต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติใช้แผนพิทักษ์มาตุภูมิ โดยใช้แนวทาง จ.ชลบุรี เป็นโมเดล ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและภาคีในพื้นที่ เพื่อระดมทุนเป็นค่าใช้จ่ายให้ผู้ที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนัน โรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบล ตำรวจและทหาร ใช้ส่วนรวมในการตรวจคัดกรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงภาพรวมการตั้งด่านรอบพื้นที่รอยต่อ กทม.หลังครบสัปดาห์ ว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ประชาชนให้ความร่วมมือ ซึ่ง สตช.พยายามสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับข้าราชการตำรวจที่ออกปฏิบัติหน้าที่ใช้อย่างเพียงพอ เพราะตำรวจประจำด่านคัดกรองและตามพื้นที่ต่างๆ ต้องสัมผัสกับประชาชนจำนวนมาก ส่วนกระแสข่าวปิด กทม. หรือล็อกดาวน์นั้น ผบ.ตร.กล่าวว่า ตำรวจพร้อมปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวยังไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะการล็อกดาวน์เป็นอำนาจของรัฐบาล และผู้ว่าฯ เป็นผู้พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้วันนี้มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้สูงเกินความคาดหมาย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 8% ขณะที่ผู้ป่วยรักษาหายดีกลับบ้านได้เกือบ 100 ราย ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้แม้มีปัญหาโควิด-19 แต่คนไทยให้ความร่วมมือเว้นระยะห่างทางสังคมมากถึง 70% แต่ขอให้เพิ่มเป็น 90% ให้ได้ เพื่อให้ระบบสาธารณสุขเพียงพอรองรับผู้ป่วย โดยกราฟของไทยดูดีกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุม ปิดสถานที่เสี่ยงใน กทม.และต่างจังหวัด แต่ก็ยังวางใจไม่ได้หากเราช่วยกันปรับพฤติกรรมในช่วง 4-5 วัน &amp;nbsp;ไม่จำเป็นอย่าออกจากบ้าน อย่าจัดสังสรรค์ปาร์ตี้ เราจะไม่ไปถึงแบบสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้แม้ประชาชนให้ความร่วมมือเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ยังมีการออกนอกบ้านอยู่ถึง 50% สธ.กำลังเฝ้าดูเป็นพิเศษ ในกลุ่มคนส่งอาหารถึงบ้าน โดยขอให้ปฏิบัติตามมาตรฐานอยู่ห่างกันเกิน 2 เมตร ถ้าสถานประกอบการไม่มีการดูแลมาตรฐาน ปล่อยให้ยืนออหน้าร้าน ไม่ดูแลความสะอาด จะถูกควบคุมเพิ่มเติม หรือถูกปิดร้าน ขอให้ออกบัตรคิวให้เรียบร้อย&amp;quot; นพ.สุขุมกล่าว&amp;nbsp;
เปิด 19 จังหวัดปลอดไวรัส
ปลัด สธ.กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ในช่วง 7 วัน และ 14 วัน รวม 19 จังหวัด โดยมี 4 จังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยใน 7 วัน คือ เพชรบูรณ์, ยโสธร, ลพบุรี และสุโขทัย และจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ใน 14 วันล่าสุด คือ กำแพงเพชร, ชัยนาท, ตราด, นครนายก, น่าน, พังงา, พิจิตร, ระนอง, ลำปาง, สกลนคร, บึงกาฬ, สตูล, สมุทรสงคราม, อ่างทอง และสิงห์บุรี &amp;nbsp;โดยบางจังหวัดรักษาจนหายกลับบ้านได้ ส่วนเรื่องหน้ากากอนามัยที่กำลังมีปัญหาคือ N95 ซึ่งขาดแคลน โดยสั่งนำเข้าตั้งแต่เดือน ม.ค. จำนวน 200,000 ชิ้น ขณะนี้ได้รับมาเพียง 12,000 ชิ้น จึงได้สั่งนำเข้าจากรัฐบาลจีน 1 &amp;nbsp;ล้านชิ้น โดย สธ.ได้รับอนุมัติงบกลาง 1,500 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการคาดการสถานการณ์ว่า อย่ามองที่ตัวเลขเป็นหลัก เหตุผลที่เราทำค่าประมาณการเพื่อวางแผน เตรียมอุปกรณ์ เตียง หอผู้ป่วย และเวชภัณฑ์ คำนวณโดยนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ภายในสิ้นเดือน เม.ย. เราจะมีผู้ป่วย 20,000-25,000 ราย ซึ่งถ้าทุกคนมีการเว้นระยะห่างทางสังคม 50% จะมีผู้ป่วยเพียง 15,000-17,000 คน และถ้าทุกคนทำได้ 80% จะมีผู้ป่วยเพียง 7,000 คน ซึ่งห่างจากตัวเลขที่บอกว่าถ้าไม่ปิดเมืองไม่ ปิดประเทศ เราจะมีผู้ป่วยติดเชื้อ 350,000 คน ตาย 7,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความเป็นจริงทุกตัว ตอนนี้ยังไม่ปิดเมือง ปิดแค่สถานที่บางแห่ง ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เราต้องการให้คนออกจากบ้านน้อยลงเพื่อประคับประคองสถานการณ์ ทำให้ผู้ป่วยรายใหม่ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถามว่าการประมาณการตัวเลขให้เยอะเพื่อให้คนตกใจ ดีหรือไม่ ผมมองว่าการขู่ให้คนกลัวโรคภัยไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง พอคนกลัวจะเกิดความวิตกกังวล และจะไม่ปฏิบัติตัวอย่างมีเหตุผล รังเกียจและตีตรากัน เหมือนกรณีบางบอน คนไข้ก็ไม่ยอมเปิดตัว ปกปิดข้อมูล ยิ่งสร้างความกลัวจะเพิ่มโอกาสให้โรคแพร่ระบาด &amp;nbsp;วิธีที่ถูกต้องคือให้ความจริง ทำให้เกิดปัญญา สติและความตระหนักรู้ จะพาเราผ่านวิกฤติไปได้ ไม่ใช่ความกลัว ดังนั้นจึงต้องให้ความจริงมากที่สุด เพื่อเราก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้&amp;quot; นพ.ธนรักษ์กล่าว
ชี้กะเพราไล่โควิดมั่ว
รองธิบดีกรมควบคุมโรคยังถึงกระแสแขวนกะเพราหน้าบ้านป้องกันโควิด ว่าแขวนอะไรก็ไม่ช่วย สิ่งเดียวที่ช่วยได้คือวิธีปฏิบัติตัว หลีกเลี่ยงการเข้าไปสถานที่แออัด เครื่องรางของขลังอย่าไปหวัง ควรหวังให้เราปลอดภัยจากวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าเชื้อโควิดแพร่ระบาดจากการสวมรองเท้าเข้าบ้านนั้น การรับเชื้อโควิดเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจ จากการรับเชื้อโดยตรงจากผู้ไอจาม หรือใช้มือเปื้อนเชื้อไปสัมผัสตา จมูก และปาก แม้การใส่รองเท้าเข้าบ้านอาจเป็นตัวกลางนำเชื้อเข้าบ้าน แต่ถ้าเราล้างมือบ่อยๆ จะหยุดการแพร่ระบาดและการรับเชื้อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ สตช. พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้นำอุโมงค์ฆ่าเชื้อโควิด-19 แบบอัตโนมัติมาใช้เป็นวันแรก โดยอุโมงค์นี้ทำงานโดยระบบเซ็นเซอร์ใบหน้า เมื่อเดินเข้าภายในอุโมงค์ระบบจะพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนที่กล้องอินฟราเรดจะวัดอุณหภูมิ พร้อมแสดงผลที่หน้าจอมอนิเตอร์ หากพบมีอุณหภูมิเกิน 37.5 องศาเซลเซียส จะมีการซักประวัติ และไม่อนุญาตให้เข้าภายในอาคาร ส่วนผู้ที่ผ่านอุโมงค์ฆ่าเชื้อนี้แล้ว และอุณหภูมิไม่เกินกว่าที่กำหนด จะได้รับสติกเกอร์แสดงว่าผ่านการตรวจแล้วก่อนเข้าอาคาร และทุกคนจะต้องติดบัตรแสดงตัวตน ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้ทดลองใช้อุโมงค์ฆ่าเชื้อด้วยตนเอง และตรวจวัดอุณหภูมิได้ 36.5 องศาเซลเซียส พร้อมกล่าวว่า วันนี้มีการใช้งานอุโมงค์ฆ่าเชื้อเป็นวันแรก ส่วนจะมีการขยายใช้ไปยังอาคารอื่นอีกหรือไม่ ต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวและบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล หลังพบมีบุคลากรสาธารณสุขซึ่งเดินทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล โดยเป็นฝ่ายประสาน ศบค.ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอยู่ระหว่างสอบสวนโรคผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวนั้น โดยวันที่ 31 มี.ค. การประชุม ครม.ยังมีตามปกติ โดย พล.อ.ประยุทธ์ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง โดยที่ทำเนียบฯ มีเพียง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หลังตรวจพบมีบุคลากร สธ.ประสานงาน ศบค. ติดเชื้อโควิด-19 เบื้องต้น นายประทีป กีรติเรขา รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ในฐานะกรรมการและเลขานุการ ศบค. ได้สั่งการให้ทำความสะอาดและฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อที่ ศบค. ตึกสันติไมตรีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางนฤมลกล่าวว่า ได้มีการขอความร่วมมือไปยังบรรณาธิการข่าวแต่ละสำนักข่าวเพื่อขอความร่วมมือไม่ส่งผู้สื่อข่าวมาทำข่าวที่ทำเนียบฯ เพราะภายในทำเนียบฯ มีการแถลงข่าวหลักๆ คือ ศบค.เท่านั้น ซึ่งสามารถเกี่ยวสัญญาณจากช่อง NBT หรือเพจไทยคู่ฟ้า และทางสำนักโฆษกฯ ก็จะอำนวยความสะดวกในการส่งภาพทาง Google Drive หรือผ่านเว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาล รวมไปถึงช่องทาง LINE Group ของสื่อทำเนียบรัฐบาล เพื่อความปลอดภัยของสื่อมวลชนและผู้ที่มาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนภายในทำเนียบฯ นั้น ปรากฏว่ามีจำนวนน้อยลง บางสำนักมีมาตรการให้ทำงานที่บ้านและลดจำนวนทีมลง จากปกติที่มีสื่อจำนวนมาก โดยบางส่วนติดตามข่าวผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แทน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯ ได้จำกัดพื้นที่สื่อมากขึ้นให้อยู่เฉพาะบริเวณหน้าห้องผู้สื่อข่าวให้ติดตามการแถลงข่าวผ่านการถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊กไลฟ์ไทยคู่ฟ้าและช่องทางต่างๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61636</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ขนส่งสาธารณะ, ทำงานที่บ้าน, ปิดระบบขนส่ง, ผู้ติดเชื้อ, ศบค., สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส, สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e834fcdb492e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดทดลองรถไฟสีเขียว ‘บิ๊กตู่’เร่งทันฉลองปีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; เดินสายเปิดบริการขนส่งสาธารณะ เช้าเปิดรถไฟฟ้าสายสีเขียว บ่ายเปิดอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา เปรียบคนไทยเหมือนเส้นเลือด ถ้ายังทะเลาะกันชาติก็อ่อนแอ ให้คิดถึงอนาคตลูกหลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 4 ธันวาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินสายเป็นประธานในการเปิดบริการขนส่งสาธารณะ โดยเมื่อเวลา 11.00 น. ที่บริเวณสถานีห้าแยกลาดพร้าว เขตจตุจักร พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในพิธีเปิดทดลองให้บริการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จำนวน 4 สถานี จากสถานีห้าแยกลาดพร้าว-สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&amp;nbsp;
โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวถือเป็นโครงการสำคัญที่พัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง และต้องเร่งดำเนินการอีก 11 สถานีที่เหลือตามกรอบเวลาที่กำหนดภายในปี 2563 เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน บรรเทาจราจร และสามารถเพิ่มขีดการแข่งขันให้แก่ประเทศ ซึ่งจะพัฒนาต่อไปเพื่อให้เกิดโอกาสด้านต่างๆ ในเมืองใหญ่ รวมถึงในต่างจังหวัดหลายพื้นที่ที่กำลังเริ่มเกิดขึ้น ด้วยความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และระหว่างดำเนินการก่อสร้างขอให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ทั้งผู้ที่ก่อสร้าง แรงงาน และผู้ที่สัญจรไปมาจะต้องปลอดภัย โดยเฉพาะการจัดการปัญหาเรื่องฝุ่นละอองและเศษวัสดุก่อสร้างที่อาจมีผลกระทบ และได้ให้นโยบายว่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างส่วนใหญ่ต้องใช้ภายในประเทศ เพื่อสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลกำลังเร่งสานต่อในเรื่องเหล่านี้ ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มากกว่าจะไปสร้างปัญหาต่างๆ ที่ทำให้ทุกอย่างล่าช้า ซึ่งโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าวเปิดให้บริการทันในช่วงปีใหม่ และในช่วงปีใหม่นี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข อยากให้บ้านเมืองสงบสุข สิ่งใดก็ตามที่จะทำให้มันแย่ลง เราต้องไปดูที่ต้นตอว่าเกิดจากใคร หรือเกิดจากอะไรที่ไหน ต้องช่วยกันแก้ และทำความเข้าใจเพื่อลดอุปสรรค มันทำได้ทั้งหมดถ้าคนไทยร่วมมือกันทุกภาคส่วน&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าวและว่า นี่คือผลงาน 5 ปีที่ผ่านมา และจะดำเนินการต่อไป หากเราไม่ร่วมมือกัน ทุกอย่างไม่มีทางสำเร็จได้ ซึ่งคิดว่าทุกคนคงไม่อยากได้ ดังนั้นเราต้องแก้ปัญหาเก่าไปด้วย และเดินหน้าแก้ปัญหาใหม่ที่กำลังเผชิญหน้าในอนาคต ต้องไม่มีความเสี่ยงในเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป ต้องวางแผนให้รัดกุม รอบคอบในระยะยาว และทำต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราต้องพัฒนาทั้งทางบก น้ำ และอากาศ ต้องปรับปรุงสายการบินแห่งชาติของเรา เพราะทุกอย่างนิ่งสนิทมานานแล้ว แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราต้องเจออุปสรรคแน่นอน เนื่องจากมีความคิดต่างและความเห็นต่าง แต่ถ้าสามารถมาร่วมกันได้ทุกคนก็พร้อมทำงาน แต่สุดท้ายเราต้องจบที่ผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก วันนี้ปัญหาทุกอย่างต้องแก้ เลือกลดกันให้ได้ ลด ละ เลิก การสร้างปัญหากันบ้าง ไม่เช่นนั้นจะทำอะไรกันไม่ได้สักอย่าง ติดขัดไปหมด เศรษฐกิจก็ไม่ดีขึ้น ความเชื่อมโยงก็ไม่เกิด แล้วมาบอกว่าเศรษฐกิจมันไม่ดี มันเป็นเรื่องยาก เราต้องแก้ทั้งระบบของเราให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ได้เปิดทดลองให้ประชาชนใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินไปทางด้านทิศใต้อีก 4 สถานี คือ สถานีบางโพ บางอ้อ บางพลัด และสิรินธร โดยเปิดให้ทดลองตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค.ถึง 29 มี.ค. ช่วงเวลา 10.00-16.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา-พัทยา จ.ระยอง พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา-พัทยา โดยนายกฯ กล่าวว่า ช่วงเช้าได้ไปเปิดสถานีรถไฟ ตอนบ่ายมาเปิดสนามบิน ปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภาฯ ได้วางแผนในปี 2570 จะรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศ เป็นการสร้างโอกาส สร้างความเชื่อมโยงด้านขนส่งมวลชน นี่คืออนาคตของประเทศ ทุกคนต้องเข้าใจคำว่าอะไรคืออดีต อะไรคือปัจจุบัน อะไรคืออนาคต อะไรคือปัญหา อะไรคือวิกฤติ และอะไรคือโอกาส คำเหล่านี้คนไทยต้องสนใจ ไม่เช่นนั้นจะไปอะไรไม่ได้สักอย่าง จะติดปัญหาเดิมๆ ทำให้เดินหน้าประเทศไม่ได้ แล้วจะตอบคำถามอนาคตได้อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้เป็นนายกฯ ปัญหามาทุกเรื่อง แต่ไม่เคยทอดทิ้งสักเรื่อง การดำเนินโครงการต่างๆ ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ ว่าประเทศชาติได้อะไร ประชาชนได้อะไร และนำรายได้มาพัฒนาประเทศอย่างไร ที่ผ่านมาผมคิดแบบนี้ตลอด และต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ชี้ว่า ปัญหาของประเทศเรามีอย่างเดียว ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ บางคนเข้าใจก็ทำเป็นไม่เข้าใจ ซึ่งไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน อยากถามว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้ เมื่อ 4-5 ปี มันจะเกิดหรือไม่ในหลายๆ เรื่อง แต่ทุกอย่างคงไม่แล้วเสร็จภายในปีเดียว แต่มันก็มีแผน ซึ่งต้องมีความอ่อนตัวในการปรับแก้ โดยไม่ทิ้งหลักการเดิม เราอยู่ท่ามกลางอาเซียน เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง ดังนั้นต้องใช้ศักยภาพให้ถูกต้อง และเกิดความสมดุลกับทุกภูมิภาค ไม่ใช่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ข้างนั้นข้างนี้ไม่ได้ เพราะจะทำให้เสียโอกาสทันที และต้องเดินหน้าด้วยความระมัดระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความเชื่อมโยงด้านคมนาคมเหมือนความเชื่อมโยงของเส้นเลือดในตัวคน ซึ่งมีเส้นเลือดหลัก เส้นเลือดดำ แดง และเส้นเลือดฝอย วันนี้ทะเลาะกันบนเส้นเลือดฝอยไม่เลิกกันเสียที แล้วมันก็ไปไม่ทั่วถึง ประเทศเราก็อ่อนแอ แขนซ้าย แขนขวา ขาซ้าย ขวา ก็อ่อน แล้วมันจะไปอย่างไร ลูกหลานจะอยู่อย่างไร เราจะสู้กันจนตายหรือ ลูกหลานต้องโตต่อไปในอนาคต ไม่คิดวันนี้จะคิดเมื่อไร ทุกคนต้องเสียสละในการทำงานร่วมกัน&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนเยี่ยมชมอาคารที่พักผู้โดยสาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51820</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่งสาธารณะ, ถ้ายังทะเลาะกันชาติก็อ่อนแอ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รถไฟฟ้าสายสีเขียว, สนามบินอู่ตะเภา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาคารพักผู้โดยสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191204/image_big_5de7cbc6d1131.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 ชาติอาเซียนรับความเปลี่ยนแปลง ยอมใช้แอพพลิเคชั่นเรียกรถสาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การให้บริการรถขนส่งสาธารณะผ่านระบบแอพพลิเคชั่น&amp;nbsp; ที่ กรมขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมาย หลังจากที่เล็งเห็นว่าโลกในยุคปัจจุบัน มีความเปลี่ยนแปลงไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่น&amp;nbsp; เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตเพื่อให้เกิดความสะดวก สบาย รวดเร็ว และปลอดภัย ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาทิ ระบบการเงิน ที่มีบริการ อี- แบงค์กิ้ง เข้ามาทดแทนการให้บริการการเงินแบบเดิมๆ สามารถโอนเงิน ซื้อขายสินค้าข้ามทวีปได้ด้วยปลายนิ้ว ระบบการค้าขายสินค้าและบริการต่างๆ รวมไปถึงการให้บริการขนส่งสาธารณะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;หากศึกษาเรื่องการให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถรับส่งสาธารณะ ในภูมิภาคอาเซียน แล้วจะพบว่าในหลายประเทศมีการปรับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคเทคโนโลยีดิจิทัล ในหลายประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 รัฐสภาสิงคโปร์ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายการคมนาคมทางบก กำหนดให้ผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น&amp;nbsp; คนขับแท็กซี่แบบไม่เต็มเวลา (Private Hire Car Driver Vocational License - PDVL) โดยมีข้อกำหนดดังนี้&amp;nbsp; ต้องสอบใบอนุญาตวิชาชีพสำหรับรถรับจ้างส่วนบุคคล โดยต้องอบรมเป็นเวลา 10 ชั่วโมง , มีการต่อใบอนุญาตทุก 6 ปี , ติดสติกเกอร์ที่กระจกรถเพื่อยืนยันสถานะ , ใบอนุญาตวิชาชีพผู้ขับขี่รถรับจ้างส่วนบุคคลจะแตกต่างจากใบอนุญาตวิชาชีพผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในแง่รูปแบบการให้บริการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เนื่องจากทางการสิงคโปร์ยืนยันว่าต้องรักษาพื้นที่ทำมาหากินให้แท็กซี่ในระบบเดิม จึงไม่อนุญาตให้รับผู้โดยสารที่จุดจอดแท็กซี่ หรือโบกรถริมถนนได้ , คนขับต้องอยู่ภายใต้กฎควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัยเช่นเดียวกับแท็กซี่ในระบบเดิม มีการหักคะแนนความประพฤติหากทำผิดกฎ&amp;nbsp;&amp;nbsp; , บริษัทผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นต้องอยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น มีการรายงานข้อมูลของรถยนต์และคนขับ ข้อมูลเส้นทาง ให้ทางการรับทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางด้วยการเปิดบริการอำนวยความสะดวกคนขับที่ต้องการลงทะเบียนเต็มรูปแบบ โดยมีการผ่อนปรนข้อกำหนด จากเดิมสงวนไว้ให้พลเมืองสิงคโปร์เท่านั้นเป็นอนุญาตให้ผู้ที่มีใบอนุญาตทำงานและทำงานกับบริษัทจัดหาคนขับรถสามารถมาถือ PDVL ได้ , ไม่บังคับอายุ (เดิมผู้ขับแท็กซี่ต้องมีอายุมากกว่า 30 ปี) , ต้องลงทะเบียนและตรวจสุขภาพภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 , ยืดระยะเวลาสอบใบขับขี่สาธารณะไปอีก 1 ปีจนถึง 30 มิถุนายน 2018 (โดยระหว่างนี้สามารถขับรถได้) , คนขับต้องสามารถพูดภาษาอังกฤษเบื้องต้นได้ , หากไม่มีงานประจำอื่น จะถูกบังคับให้ส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ประเทศสิงคโปร์ยังเปิดบริการอำนวยความสะดวกคนขับ ที่ต้องการลงทะเบียนเต็มรูปแบบ โดยคนขับจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพ, อบรมการสอบใบขับขี่ช่วงวันหยุดและการสอบใบอนุญาติ รวมๆ มูลค่า 250 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2560 ขนส่งทางบกสิงคโปร์แถลงตัวเลขว่ามีใบสมัคร 39,000 คน และได้รับอนุมัติไปแล้ว 33,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2016 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เปลี่ยนท่าทีเป็นการหาทางอยู่ร่วมกันระหว่าง บริการเรียกรถผ่านระบบแอพพลิเคชั่น และแท็กซี่เดิม โดยมีลักษณะเดียวกับประเทศสิงค์โปร์&amp;nbsp; เปิดให้คนทั่วไปมาประกอบอาชีพได้ แต่ก็เพิ่มมาตรการควบคุม ได้แก่ คนขับต้องใช้ใบขับขี่สาธารณะ (public service vehicle licence - PSV) ,ทำประกันรถให้ครอบคลุม , รถที่นำมาขับต้องมีการลงทะเบียนและตรวจสภาพ , ไม่มีการติดป้ายแสดงตัวบนรถ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้รัฐบาลมาเลเซีย ได้ผ่อนปรนกฎเกณฑ์สำหรับแท็กซี่เดิม โดยการให้มีรถแท็กซี่ราคาประหยัด , มีกองทุนสนับสนุนสำหรับรถแท็กซี่ใหม่ และเปิดทางให้คนขับเดิมเป็นเจ้าของรถเองได้จากเดิมที่ต้องสังกัดบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่งผลให้ วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 รัฐสภามาเลเซีย ผ่านร่างแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่&amp;nbsp; กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกและกฎหมายว่าด้วยการออกใบอนุญาตรถยนต์สาธารณะ จากการแก้กฎหมายดังกล่าว ประเทศมาเลเซีย ได้จัดประเภทธุรกิจใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับ Ride-Hailing โดยเฉพาะ ในชื่อ Intermediation Business License ซึ่งผู้ให้บริการ แอพพลิเคชั่นเรียกรถสาธารณะ จะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจประเภทนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนในประเทศฟิลิปินส์ พบว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 นายโจเซฟ เอมิลิโอ อะบายา รัฐมนตรีกระทรวงการขนส่งและการสื่อสารของฟิลิปปินส์ ออกประกาศคำสั่งของกระทรวงฯ เกี่ยวกับการส่งเสริมการเดินทาง โดยผู้ขับขี่ ที่ต้องการรับงานจากบริษัทให้บริการเรียกแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชันและอินเทอร์เน็ตจะต้องขึ้นทะเบียนกับบริษัทเหล่านี้ และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมปีละ 12 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 405 บาท) ให้แก่สำนักงานกำกับดูแล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2560 คณะกรรมการด้านการขนส่งทางบกฟิลิปปินส์ สั่งให้ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น เรียกรถเพื่อขนส่งสาธารณะ&amp;nbsp; ส่งรายชื่อคนขับทั้งหมดให้กับขนส่งทางบก และสั่งให้หยุดรับคนขับใหม่ หลังจาก เชื่อว่ามีคนขับจำนวนมากไม่มีใบอนุญาตขับรถขนส่งสาธารณะที่ถูกต้อง&amp;nbsp; โดยเชื่อว่ามีคนขับประมาณ 42,000 คน แต่มีคนขับที่ใบอนุญาตถูกต้องเพียง 15,400 คน&amp;nbsp; บริษัทที่ให้บริการแอพพลิเคชั่น ได้ยื่นหนังสือโต้แย้งคำสั่งนี้ทั้งสองบริษัทไม่ต้องการหยุดรับคนขับเพิ่มเติม โดยถูกปรับเป็นเงินประมาณ 1 แสนเหรียญ&amp;nbsp; ฐานปล่อยให้คนขับที่ไม่มีใบอนุญาตมาวิ่งให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในเดือน สิงหาคม พ..ศ.2560คณะกรรมการด้านการขนส่งทางบกฟิลิปปินส์ สั่งระงับการให้บริการบริษัทให้บริการแอพพลิเคชั่น สำหรับการเรียกรถบริการสาธารณะ เป็นเวลา 1 เดือน และให้ชดเชยรายได้แก่คนขับทั้งหมดในช่วงระงับการให้บริการ&amp;nbsp; หลังจากพบว่ามีการแอบรับคนขับเพิ่มซึ่งละเมิดคำสั่งห้ามรับคนขับใหม่หลังแจ้งลงทะเบียนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา พบว่าในวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2560&amp;nbsp; ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถขนส่งสาธารณะระดับโลก แห่งหนึ่ง เปิดให้บริการรถยนต์ร่วมโดยสาร ที่ประเทศพม่า แต่รับเฉพาะแท็กซี่ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย&amp;nbsp; ซึ่งในย่างกุ้ง ขณะนั้นมีรถแท็กซี่ให้บริการอยู่แล้ว 70,000 คัน ทั้งที่ติดแอร์และไม่ติดแอร์ ทั้งที่มีและไม่มีเข็มขัดนิรภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เพียวมินเถ่ง มุขมนตรีภาคย่างกุ้ง กล่าวว่า &amp;quot;ผมขอต้อนรับผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีร่วมเดินทางจากสหรัฐอเมริกา ที่ขยายพื้นที่ให้บริการไปทั่วโลก รวมทั้งยังเป็นศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่ ผมเชื่อมั่นว่า บริการนี้จะช่วยให้พม่า กลายเป็นตลาดที่น่าดึงดูดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการให้บริการด้านความปลอดภัยและเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรรวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการให้บริการจากผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถขนส่งสาธารณะ จะเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและสหรัฐอเมริกา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับประเทศอินโดนีเซีย&amp;nbsp; รัฐบาลประกาศกฎควบคุมแอพเรียกรถโดยสารตั้งแต่ต้นปี 2559 และมีผลบังคับใช้เดือนเมษายน 2560 โดยเป็นข้อบังคับทั่วไป เช่น ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ ต้องนำรถไปตรวจสภาพเพิ่ม รัฐบาลท้องถิ่นกำหนดราคาขั้นต่ำและสูงของแอพเรียกรถและจำกัดปริมาณรถ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กลับมาที่เมืองไทยดัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยกล่าวถึงเรื่อง แอพพลิเคชั่นให้บริการรถรับส่งสาธารณะ เอาไว้ว่า มั่นใจว่าการเรียกรถโดยสารสาธารณะผ่านระบบแอพพลิเคชั่น จะไม่เกิดความขัดแย้งระยะยาวกับผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะที่ถูกกฎหมายอยู่แล้ว เพราะทั้ง 2 อาชีพมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นให้บริการรถรับส่งสาธารณะ&amp;nbsp; คือทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย แต่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนแท็กซี่สาธารณะ เป็นการบริการหลักเทียบจำนวนกันไม่ได้ ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ทับซ้อนกัน คนที่ทำให้เกิดความขัดแย้งคือผู้สร้างปัญหาให้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การใช้บริการ แอพพลิเคชั่นเรียกรถรับส่งสาธารณ เรานั่งอยู่กับที่แล้วมีรถมารับถึงที่ เทียบกับเราใช้บริการแท็กซี่ ต้องเดินออกไปหน้าปากซอย&amp;nbsp; ลูกค้าคนละกลุ่มแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าทำความเข้าใจจริงๆ ไม่มีอะไรที่ทับซ้อนกันเลย อีกทั้งในทางกลับกันเราต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนมีหนทางทำมาหากินมากขึ้น แก้ปัญหาปากท้องและเลี้ยงดูครอบครัวด้วยตัวเองได้&amp;rdquo; หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39338</URL_LINK>
                <HASHTAG>5 ชาติอาเซียน, กฎหมาย, ขนส่งสาธารณะ, เทคโนโลยีดิจิทัล, แอพพลิเคชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d1091bd50249.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
