<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯออกประกาศงดสอบใบขับขี่ใหม่ในส่วนกลางดีเดย์24 มี.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 มี.ค.63-นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า เมื่อวานที่ผ่านมาตนได้ลงนามในประกาศ &amp;nbsp;งดการสอบเพื่อออกใบอนุญาตขับขี่ใหม่ &amp;nbsp;เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 ในปัจจุบัน ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง &amp;nbsp;โดยประกาศของกรมการขนส่งทางบกดังกล่าว จะเผยแพร่ในวันนี้( 23 มี.ค.63) และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคมถึง 12 เม.ย.63 &amp;nbsp;ครอบคลุมการสอบใบอนุญาตใหม่ ของสำนักงานขนส่ง 5 พื้นที่ส่วนกลาง ของกรุงเทพมหานคร และขนส่งจังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด คือ นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้เนื่องจากการออกใบอนุญาตขับขี่ใหม่ &amp;nbsp;มีความเข้มข้นทั้งในเรื่องของการอบรมและการสอบปฏิบัติ ที่ผู้สอบต้องเข้ามาแสดงตน ปฏิบัติตามขั้นตอนการทดสอบ &amp;nbsp;ซึ่งการสอบอาจไม่สอดคล้อง กลับสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 &amp;nbsp;ที่อาจทำให้มีการพบปะผู้คนสื่อสารระหว่างกันจำนวนหนึ่ง &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องระงับการสอบไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการสอบใบอนุญาตใหม่ในพื้นที่ต่างจังหวัดอื่นๆ &amp;nbsp;จังหวัดใดจะมีการยกเลิกตามมาก็เป็นอำนาจในการออกประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัด &amp;nbsp;จะพิจารณาเห็นสมควรสอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนงานต่อใบอนุญาตสำหรับผู้ถือใบอนุญาตเดิม ขณะนี้กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมระบบออนไลน์ไว้แล้ว โดยในส่วนของประเด็นที่ต้องมีการอบรม ผู้ถือใบอนุญาตเพิ่มเติม ก็จะมีระบบ E-LEARNING เข้ามา อำนวยความสะดวก และสามารถแจ้งต่อทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ &amp;nbsp;เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ สามารถแวะเข้ามาถ่ายรูปที่สำนักงานขนส่งและรับใบอนุญาตขับขี่ที่ต่อไปได้ทันที &amp;nbsp;ดังนั้นการต่อใบอนุญาตขับขี่เดิมจึงไม่มีผลกระทบต้องหยุดให้บริการแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวถึงแผนการบริหารบุคคลในช่วงการระบาดของไวรัส COVID-19 ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้ข้าราชการบาง &amp;nbsp;ส่วนปฏิบัติงานนอกที่ตั้ง (work at home) &amp;nbsp; เพื่อลดการอยู่ร่วมกันในการปฏิบัติงานของข้าราชการ ในส่วนของกรมการขนส่งทางบก ยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าว &amp;nbsp;มีเป้าหมายว่าการหมุนเวียนการปฏิบัติงานของข้าราชการของกรมการขนส่งทางบก จะต้องไม่กระทบกับงานบริการที่ให้แก่ประชาชน โดยจะมีการหมุนเวียนในส่วนของข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสำนักงานในแต่ละวัน &amp;nbsp;และลดการเข้าปฏิบัติหน้าที่ในที่ตั้ง ของข้าราชการในแต่ละวันลงประมาณ 30% ซึ่งกรมการขนส่งทางบกได้เตรียมแผนไว้พร้อมแล้วก่อนจะมีการเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60597</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบ., งดสอบใบขับขี่, จิรุตม์ วิศาลจิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5cb387495a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเข้มรถบรรทุกไม่ติดทวิสล็อกส่งดำเนินการตามกฎหมายทุกราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 ก.ค.62-นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกเพิ่มความเข้มข้นมาตรการควบคุม กำกับ ดูแล ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ประจำรถให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการบรรทุกสินค้า การควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และการใช้อุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) เพื่อยึดตู้คอนเทนเนอร์กับตัวรถให้มั่นคงปลอดภัยตลอดระยะเวลาที่ทำการขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามกรมฯได้กำชับให้สำนักการขนส่งสินค้า กองตรวจการขนส่งทางบก และสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง เข้มงวดตรวจสอบรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ทุกคัน ตั้งแต่ที่สถานประกอบการของผู้ประกอบการ ที่สถานีขนส่งสินค้าในการกำกับดูแลของกรมการขนส่งทางบก จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑล สถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า ท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่มีรถบรรทุกสินค้าเข้าออกพื้นที่เพื่อรับ &amp;ndash; ส่งสินค้า และรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำการขนส่งผ่านเส้นทางที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดให้ลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด โดยผลการดำเนินการ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน - 12 กรกฎาคม 2562 ตรวจสอบรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 13,172 คัน พบรถที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 จำนวน 202 คัน เป็นความผิดตามมาตรา 102 (4) ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2558 (ไม่ล็อกตู้คอนเทนเนอร์) จำนวน 130 คัน ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท &amp;nbsp;และมาตรา 71 ฐานนำรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงมาใช้งานบนท้องถนน (Twist-Lock ชำรุด) จำนวน 72 คัน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ดำเนินการตามกฎหมายทุกราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพล กล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 เป็นต้นไป รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จดทะเบียนใหม่ทุกคัน ต้องติดตั้งอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) ให้มั่นคงแข็งแรงกับตัวรถและสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้โดยไม่เกิดความเสียหาย ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดคุณลักษณะ สมรรถนะ และการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้าและการให้ความเห็นชอบอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า สำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ พ.ศ. 2561 ติดตั้งไม่น้อยกว่า 4 จุด ต่อ 1 ตู้บรรทุกสินค้า และต้องอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้การกระจายน้ำหนักบรรทุกมีความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ต้องติดแผ่นสะท้อนแสงสีเหลือง/ขาว และสีแดงที่ตัวอุปกรณ์ เมื่ออุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) อยู่ในตำแหน่งการล็อก ต้องปรากฏสัญลักษณ์สีเหลืองหรือสีขาวตามแนวยาวของตัวรถ หากอุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock) อยู่ในตำแหน่งไม่ล็อก จะปรากฏสัญลักษณ์สีแดงตามแนวยาวของตัวรถอย่างชัดเจน เพื่อเป็นจุดสังเกตให้ผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมทางมองเห็นได้อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ต้องติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนในเวลากลางคืนในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร และหากเป็นรถบรรทุก ทุกลักษณะ ที่มีจำนวนเพลาล้อ กงล้อและยาง ตั้งแต่ 2 เพลา 4 ล้อ ยาง 6 เส้น ขึ้นไป (ยกเว้นรถลากจูง) ต้องติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงควบคู่กับอุปกรณ์สะท้อนแสงด้วย โดยแผ่นสะท้อนแสงต้องมีความกว้างอย่างน้อย 0.50 - 0.60 เซนติเมตร ติดตั้งสูงจากพื้นอย่างน้อย 25 - 150 เซนติเมตร ด้านท้ายรถต้องติดตั้งเป็นแนวยาวรอบขอบทุกด้านโดยใช้แผ่นสะท้อนแสงสีแดงหรือสีเหลือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนด้านข้างติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงสีขาวหรือสีเหลืองเป็นแนวยาวเฉพาะขอบด้านล่าง และติดตั้งเพิ่มเติมเฉพาะที่มุมด้านบนเพื่อแสดงระยะความสูงของรถ หรืออาจติดตั้งเป็นแนวยาวรอบขอบทุกด้านได้เช่นเดียวกัน รถที่ติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงแล้วแต่ใช้วัสดุหรือมีสีไม่เป็นไปตามกำหนดต้องแก้ไขให้ให้ถูกต้องภายในปี 2562
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41196</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบ., พีระพล ถาวรสุภเจริญ, รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก, อุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-Lock)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2e9ebeb6faa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2018 19:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2018 19:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศรีสุวรรณเตรียมนำม็อบรถตู้ร้องนายกฯ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.2561 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) คณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ และกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ มีคำสั่งให้รถตู้โดยสารสาธารณะกว่า 1,800 คันหยุดวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสาร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปเนื่องจากรถมีอายุใช้งานถึง 10 ปี ว่าเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารและผู้โดยสารเดือดร้อนกันทั่วหน้า เพราะการกำหนดนโยบายหรือมาตรการขึ้นมารองรับของหน่วยงานราชการนั้นไม่สะท้อนการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม แต่กลับเป็นไปในลักษณะของการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถมินิบัสเป็นที่ตั้ง เช่น การบังคับให้ต้องเปลี่ยนรถตู้โดยสารสาธารณะเป็นรถมินิบัส การห้ามรถที่มีอายุเกิน 10 ปีมาวิ่งบริการ และการโละรถตู้หมวด 2 (ช.) ซึ่งเป็นรถตู้ที่จัดระเบียบในยุค คสช.ให้หมดสิ้นไปนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า การใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการรังแกผู้ประกอบการที่ทำมาหากินโดยสุจริต ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองเป็นอย่างมาก แต่อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถมินิบัสโดยชัดแจ้ง ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารเดือดร้อนมากขึ้น เนื่องจากรถตู้บางสายบางเส้นทางไม่มีรถโดยสารอื่นให้บริการอยู่เลย ซึ่งก็จะทำให้ให้เกิดมีรถป้ายดำขึ้นมาอีกในอนาคต โดยที่รัฐไม่สามารถควบคุมและเรียกเก็บภาษีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และผู้ประกอบการรถตู้ทั้ง 1,800 คันจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพื่อขอให้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และเป็นที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่าย โดยจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2561 เวลา 11.00 น. ณ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สำนักนายกรัฐมนตรี ตึก กพร.เดิม&amp;rdquo;นายศรีสุวรรณระบุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18232</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, ขบ., คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศรีสุวรรณ จรรยา, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180603/image_big_5b13f42f3c6a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 23:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 23:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนรถร่วมโอดขาดทุน ชี้ค่าโดยสารควรเริ่มต้นที่ 20 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกชน โอดเป็นหนี้เพราะคิดราคาต่ำกว่าต้นทุนจริง ขสมก.ชี้รถเมล์ควรเริ่มต้นที่ 20 บาท หากต้องการให้องค์กรมีกำไรตามแผนฟื้นฟู ด้านเจ๊เกียวเตรียมขายรถเก่าให้ บขส.นับพันคัน &amp;ndash; นครชัยแอร์ชงอธิบดีขนส่งมอบสวัสดิการให้ผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะทั่วประเทศ พร้อมขอรัฐอุ้มภาษีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางภัทรวดี กล่อมจรูญ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ(รถร่วม) เปิดเผยว่าขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะนั้นภาคเอกชนอย่างรถร่วมต้องการปรับราคาให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากที่ผ่านมาเก็บราคาต่ำจนทำให้มีหนี้สินสะสมจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับราคาใหม่ที่เหมาะสมนั้นรถโดยสารปรับอากาศจะอยู่ที่ 20 บาทตลอดสายพร้อมกับขายตั๋ววันราคา 40 บาทโดยไม่จำกัดจำนวนเที่ยวในการเดินทาง จากปัจจุบันราคารถเมล์โดยสารปรับอากาศเริ่มต้นที่ 13 บาท ส่วนด้านหนี้สินสะสมที่ติดค้างกับขสมก.จำนวน 800 ล้านบาทนั้นทางสมาคมขอยืนยันว่าหนี้ก้อนที่เกิดในปี ‪2548-2550‬ จำนวน 400-500ล้านบาท ซึ่งในช่วงดังกล่าวนั้นราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว ต้นทุนผู้ประกอบการสูงมาก แต่กระทรวงคมนาคมไม่ให้ปรับค่าโดยสาร โดยให้ขสมก.ยกเว้นค่าตอบแทนเพื่อช่วยเหลือ แต่ขสมก.ไม่ดำเนินการตาม ดังนั้นจึงถือว่าหนี้ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากเจตนาทำให้เอกชนไม่สามารถชำระได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหนี้ส่วนที่เหลือนั้นสมาคมพอรับได้บางส่วนโดยต้องมาเจรจาร่วมกันระหว่างขสมก.อีกครั้งหนึ่งว่าจะมีแนวทางการชำระอย่างไร แต่ทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐบาลประนอมหนี้พร้อมปรับลดลงเพื่อให้หนี้สินของผู้ประกอบการลดลงอยู่ในระดับที่สามารถจ่ายได้ เนื่องจากผู้ประกอบการยังต้องไปลงทุนเพื่อรองรับการดำเนินกิจการภายหลังจากกรมการขนส่งทางบกปฏิรูปเส้นทางครบ 269 เส้นทางต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวีระพงศ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) กล่าวว่าปัจจุบันรถเมล์ขสมก.เก็บค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุนจนทำให้องค์กรมีหนี้สินสะสมมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ดังนั้นตามแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อลดการขาดทุนนั้น ขสมก.จำเป็นต้องปรับราคารถโดยสารธรรมดา(รถเมล์ร้อน) ไปอยู่ที่ 15 บาท ส่วนด้านรถโดยสารปรับอากาศ(รถเมล์เย็น) ควรจะเริ่มต้นที่ 20 บาท ซึ่งอัตราค่าโดยสารดังกล่าวนั้นเป็นเรทที่ทำให้องค์กรหยุดขาดทุนแต่ยังไม่สามารถมีกำไรได้ ถ้าหากต้องการมีกำไรจำเป็นต้องปรับราคาดังกล่าวให้สูงขึ้นอีก จากปัจจุบันที่คิดราคาค่าโดยสารรถเมล์ร้อนเริ่มต้นที่ 6.5 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางสุจินดา เชิดชัย หรือ เจ๊เกียว นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ(รถร่วม) บขส. กล่าวว่าการปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้ได้เรียกร้องให้ปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร 10 สตางค์ต่อกิโลเมตร และผ่อนผันการเก็บค่าเที่ยววิ่ง (ค่าขา) โดยขอให้คิดตามจริง ทั้งนี้หากรัฐบาลไม่สามารถขึ้นราคาได้ เอกชนคงต้องลดเที่ยววิ่งลงเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะนี้ บขส.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือโดยเสนอรับซื้อรถบัสเก่าที่ไมได้ใช้งานจำนวนนับพันคันไปดูแลเพื่อลดภาระของผู้ประกอบการรถร่วมบขส. ส่วนตัวเลขเรื่องจำนวนที่แน่ชัดในการขายครั้งนี้รวมถึงราคาค่าใช้จ่ายนั้นขอเวลาอีกราว 1 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด กล่าวว่าแผนการปรับโรงสร้างราคาค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะใหม่ของภาครัฐบาลนั้นหากไม่สามารถปรับขึ้นค่าโดยสารให้กับผู้ประกอบการได้ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่ได้เพื่อรับใช้ประชาชนร่วมกันต่อไป โดยเริ่มจากการยกเว้นภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะเพราะเป็นงานบริการประชาชน ตลอดจนภาษียิบย่อยอย่างภาษีค่าน้ำมัน ภาษียานพาหนะ ภาษีท้องถิ่นรวมถึงภาษีป้าย เนื่องจากเป็นต้นทุนที่ภาครัฐสามารถสนับสนุนได้เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเม็ดเงินไปพัฒนาคุณภาพงานบริการให้ประชาชนได้ใช้บริการอย่างสะดวกสบายมากที่สุด ทั้งนี้ตนมองว่าวิธีดังกล่าวเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (Win-Win Situation) คือ ลดภาระผู้ประกอบการไปพร้อมกับเพิ่มคุณภาพบริการให้ผู้โดยสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามตนได้ทำหนังสือไปยังนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เพื่อขอให้พิจารณาเพิ่มสวัสดิการให้อาชีพผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะทั่วประเทศ อาทิ ยกเว้นภาษีรายได้ให้ผู้ขับขี่ สวัวดิการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สวัสดิการบ้านพักอาศัยรวมถึงสวัสดิการด้านการศึกษาสำหรับบุตร เพราะตนมองว่าเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มคุณภาพบริการ หากผู้ขับขี่มีความสุขก็จะส่งต่อความรู่สึกดีไปยังผู้โดยสารและผู้คนบนท้องถนนจนไม่เกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10691</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ขบ., ค่าโดยสาร, ภัทรวดี กล่อมจรูญ, รถร่วมขสมก., สนิท พรหมวงษ์, สมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b1564e9e8c15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดตัวแท็กซี่เบนซ์ 2กม.แรก 150บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขนส่งฯ เตรียมเปิดตัวแท็กซี่วีไอพี 30 พ.ค.นี้ โชว์หรูส่งเบนซ์วิ่งให้บริการ ราคาเริ่มต้น 2 กม.แรก 150 บาท ตั้งเป้ามีแท็กซี่วีไอพี 5 พันคันภายในปีนี้ ด้านออลไทยทุ่มกว่า 300 ล้าน ลงทุนนำแท็กซี่วีไอพีเบนซ์ 100 คันให้บริการผู้โดยสารย่านธุรกิจ-โรงแรม-สนามบิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประกาศกฎกระทรวงได้มีโครงการรถแท็กซี่แบบพิเศษ หรือแท็กซี่วีไอพี (TAXI VIP) ที่มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 9 พ.ย.60 นั้น ในวันที่ 30 พ.ค.นี้ ขบ.เตรียมเปิดตัว &amp;quot;แท็กซี่วีไอพี&amp;quot; ของ &amp;quot;ออลไทยแท็กซี่&amp;quot; เพื่อยกระดับการให้บริการรถแท็กซี่ รวมถึงเป็นการเพิ่มทางเลือกและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ทั้งนี้ ในระยะแรกออลไทยแท็กซี่จะนำรถมาวิ่งให้บริการ 100 คัน โดยเลือกใช้เบนซ์ C Class ซึ่งจะต้องเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ALL THAI TAXI และเตรียมจัดจุดจอดเพื่อรองรับไว้ อาทิ สนามบิน เป็นต้น ในส่วนของรถที่จะนำมาให้บริการนั้น จะเป็นไปตามระเบียบที่ ขบ.รับรองไว้แล้ว อาทิ การกำหนดให้ดำเนินการรูปแบบนิติบุคคล จำนวนรถไม่ตํ่ากว่า 20 คัน ตัวรถติดตั้งระบบไอทีทันสมัยที่ได้กำหนดไว้ เช่น ติดตั้งระบบ GPS Tracking ระบบรูดบัตรเครดิต ติดตั้ง CCTV 360 องศา ปุ่มฉุกเฉิน มิเตอร์เชื่อมโยงกับระบบกับส่วนกลาง จอรับ-ส่งงานกับศูนย์ควบคุมบริการ ซึ่งได้กำหนดคุณสมบัติสูงกว่าแท็กซี่โอเคทั่วไป ส่วนกล่องป้ายบนหลังคาจะระบุชัดเจนว่า &amp;quot;แท็กซี่วีไอพี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนิทกล่าวต่อว่า สำหรับโครงการแท็กซี่วีไอพีนั้น นอกเหนือจาก &amp;quot;ออลไทยแท็กซี่&amp;quot; แล้ว ในขณะนี้มีผู้ประกอบการอีก 1 รายที่ติดต่อมายัง ขบ.เพื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว คือ Eco Society ที่จะใช้รถยนต์ประหยัดเชื้อเพลิงมาให้บริการ เบื้องต้นแจ้งความประสงค์จดทะเบียนรถ 500 คัน และคาดว่าจะจดทะเบียนรถ 100 คันแรก ภายในช่วง มิ.ย.-ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายในปีนี้จะต้องมีรถแท็กซี่วีไอพี 5,000 คัน สามารถรองรับผู้โดยสารได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะปัจจุบันมีหลายผู้ประกอบการให้ความสนใจ แต่ยังติดเรื่องตัวรถที่นำมาใช้ เพราะบางรุ่น บางยี่ห้อเข้าเงื่อนไขตามคุณสมบัติที่ ขบ.กำหนดจริง แต่ยังมีเรื่องตัวแทนจัดจำหน่ายยังเป็นเชิงธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรายงานข่าวจากบริษัท ออลไทยแท็กซี่ จำกัด แจ้งว่า บริษัทมีแผนให้บริการรถแท็กซี่วีไอพี 100 คัน ใช้เงินลงทุนประมาณกว่า 300 ล้านบาท ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างติดตั้งอุปกรณ์ส่วนครบรถแท็กซี่วีไอพี 15 คัน ซึ่งการติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบเหมือนกับแท็กซี่โอเค ประกอบด้วย การติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถจีพีเอสแทร็กกิ้ง พร้อมอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับรถ มาตรค่าโดยสาร ปุ่มฉุกเฉินสำหรับผู้โดยสารอย่างน้อย 1 จุด ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้และใช้งานสะดวก และกล้องบันทึกภาพภายในรถแบบ Snap Shot โดยอุปกรณ์ทั้งหมดต้องเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ เพื่อส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการสื่อสารรถยนต์รับจ้าง (แท็กซี่) ของผู้ประกอบการทั้งที่เป็นนิติบุคคล สหกรณ์ ศูนย์วิทยุแท็กซี่ เมื่อติดตั้งแล้วเสร็จจะนำรถมาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ก่อนจะนำมาเปิดตัวที่ ขบ.ประมาณ 15 คัน ในวันที่ 30 พ.ค.นี้ หลังจากนั้นวิ่งให้บริการทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ส่วนรถที่เหลืออีก 85 คัน จะทยอยนำรถมาจดทะเบียนเดือนละ 15-20 คัน จนครบทั้งหมดภายใน ส.ค.นี้ ส่วนอัตราค่าโดยสาร 2 กม. แรกเริ่มต้นที่ 150 บาท ส่วน กม.ต่อไป กม.ละ 16 บาท สำหรับรถแท็กซี่วีไอพีนี้ บริษัทได้เลือกใช้รถยี่ห้อเบนซ์มาให้บริการ เนื่องจากมีสมรรถนะสูงและได้มาตรฐานตามที่ ขบ.กำหนดแล้ว ยังตอบโจทย์กลุ่มผู้โดยสารที่ใช้บริการ หากใช้บริการแท็กซี่วีไอพีต้องดูหรูและผู้โดยสารกลุ่มนี้สามารถจ่ายได้กับการใช้บริการ ส่วนต้นทุนรถเบนซ์ตกคันละ 3 ล้านบาท ขณะที่ค่าติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบเฉลี่ย 30,000-40,000 บาท หลังจากเปิดให้บริการจะประเมินความพึงพอใจของผู้โดยสาร เพื่อนำมาปรับใช้ให้บริการต่อไป เบื้องต้นจะนำรถให้บริการในพื้นที่เป็นย่านเศรษฐกิจ เช่น ธนาคาร โรงแรม และสนามบิน ซึ่งผู้โดยสารกลุ่มนี้มีกำลังที่จ่ายได้ ส่วนความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานที่ ขบ.กำหนดไว้อยู่แล้ว ทั้งนี้ ในช่วงที่ให้บริการเริ่มแรกยังกังวลเรื่องจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการ เนื่องจากมีอัตราค่าโดยสารเริ่มต้นราคาสูง ทำให้ผู้โดยสารยังไม่กล้าใช้บริการ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากได้รับความนิยมจากผู้โดยสาร บริษัทก็มีแผนจะเพิ่มรถแท็กซี่วีไอพีต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9748</URL_LINK>
                <HASHTAG>TAXI VIP, ขบ., สนามบิน, สนิท พรหมวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ออลไทยแท็กซี่, เบนซ์ C Class, แท็กซี่, แท็กซี่วีไอพี, โรงแรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b04155941ba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2018 12:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2018 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งฯเผยคนแห่จดทะเบียนรถจักรยานยนต์สูงสุดถึง1.6แสนคัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนส่งฯ เผยรถจดทะเบียนป้ายแดง ม.ค.61 รวมทั่วประเทศ 2.6แสนคัน รถจักรยานยนต์ครองสถิติจดทะเบียนใหม่สูงสุด 1.6แสนคัน ทั่วประเทศรวมกว่า 20 ล้านคัน &amp;nbsp;สั่งเข้มรถป้ายแดงต้องจดทะเบียนรถภายใน 30 วัน นับจากวันรับรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ก.พ.61-นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยถึงสถิติรถจดทะเบียนใหม่ป้ายแดง เฉพาะเดือนมกราคม 2561 พบว่ามีผู้นำรถใหม่ป้ายแดงมาจดทะเบียนกับสำนักงานขนส่งทั่วประเทศ รวม 268,989 คัน โดยรถจักรยานยนต์มีสถิติการจดทะเบียนใหม่สูงที่สุด จำนวน 167,039 คัน รองลงมาคือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) มีสถิติการจดทะเบียนใหม่จำนวน 63,646 คัน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถกระบะ) มีสถิติการจดทะเบียนใหม่จำนวน 24,117 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน มีสถิติการจดทะเบียนใหม่จำนวน 1,129 คัน รถโดยสารประจำทางจดทะเบียนใหม่จำนวน 939 คัน รถโดยสารไม่ประจำทางจดทะเบียนใหม่จำนวน 724 คัน ส่วนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ จำนวน 5,731 คัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากจำนวนการจดทะเบียนรถใหม่ป้ายแดงดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.61) มีจำนวนทั้งสิ้น 38,428,304 คัน ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์จำนวน 20,548,178 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน จำนวน 8,796,543 คัน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจำนวน 6,451,730 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน จำนวน 424,922 คัน ส่วนรถโดยสารประจำทางรวมจำนวนทั้งสิ้น 78,390 คัน ในขณะที่รถโดยสารไม่ประจำทางสะสมจำนวน 68,015 คัน และรถบรรทุกจำนวน 1,090,765 คัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้เข้มงวดกวดขันการใช้ป้ายแดงเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสและเป็นช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพนำรถไปใช้ก่อปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและยากต่อการควบคุมกำกับดูแลการใช้รถใช้ถนน โดยกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้ใช้ป้ายแดงได้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 30 วัน นับจากวันรับรถ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับให้เจ้าของรถดำเนินการจดทะเบียนรถให้เรียบร้อย หากพบผู้ฝ่าฝืนใช้รถป้ายแดงเกินระยะเวลาที่กำหนด มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 ฐานใช้รถที่ยังไม่จดทะเบียน มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3802</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมล บูรณพงศ์, ขนส่งทางบก, ขบ., ป้ายแดง, รถจักรยานยนต์, รถยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180224/image_big_5a90efba0e94b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
