<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 สมุนไพรพื้นบ้านช่วยต้านโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยต่อยอดสมุนไพรไทยจนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สมุนไพรไทยนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถใช้บรรเทาอาการเบื้องต้นของไข้หวัดได้ ซึ่งนายธีระ เชื้อประทุม แพทย์แผนไทยประยุกต์ ประจำบริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด &amp;nbsp;(ไทยเฮิร์บ) บริษัทร่วมทุนขององค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า &amp;nbsp;สมุนไพรไทยนั้นเป็นจุดแข็งของประเทศไทย มีการใช้กันมาอย่างยาวนาน และเป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ไทยเฮิร์บจึงขอแนะนำสมุนไพรพื้นบ้านที่เป็นประโยชน์และแนะนำให้ใช้ 5 ชนิด ดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ฟ้าทะลายโจร มีการศึกษาวิจัยกันอย่างแพร่หลาย ทั้ง จีน สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย และได้มีการนำเสนอผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยที่ได้รับการรับรองแล้วพบว่า กลไกต้านไวรัสของฟ้าทะลายโจรป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์ ลดการแบ่งตัวไวรัสภายในเซลล์ เพิ่มภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับไวรัส รวมถึงลดอาการการอักเสบที่ปอดจากการติดเชื้อไวรัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ขิง ซึ่งมีรสเผ็ดร้อน มีคุณสมบัติอุ่น พบฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยทั่วไปแล้วมักนำมากินแก้หวัด ซึ่งขิงนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ (anti&amp;ndash;oxidant) และสารต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) อยู่มากมาย เช่น Gingerol, Shogoal และ Paradoal &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มะขามป้อม เป็นยาแก้ไอ ละลายเสมหะ โดยพื้นบ้านใช้รักษาหลอดลมอักเสบ วัณโรคปอด หอบหืด ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยสารสำคัญในมะขามป้อมสามารถจับกับขาโปรตีนของไวรัสโควิด-19 และตัวรับ ACE2 ซึ่งมีบทบาทการผ่านเข้าเซลล์ปอด และยังเข้าจับกับเชื้อในหลายตำแหน่งที่มีผลต่อการยับยั้งการสร้างและการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ขมิ้นชัน จากการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ ในการป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าเซลล์ ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส และช่วยยับยั้งการหลั่งสารอักเสบ ทั้งนี้จากการจำลองภาพสามมิติในคอมพิวเตอร์ พบว่าสารสำคัญของขมิ้นชัน และ demethoxycurcumine สามารถแย่งจับกับตำแหน่งของไวรัสโควิด-19 ที่มีผลยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.กระเทียม มีฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน สาร allicin ในกระเทียม มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ป้องกันการหลั่งสาร cytokine ที่ทำให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มแอนติบอดี้ ชนิด immunoglobulin A (IgA) ซึ่งเป็นด่านแรกของภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยพบมากที่ระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร ตามเยื่อเมือกต่างๆ และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของ B-cell lymphocyte รวมทั้งกระตุ้นการหลั่งของสาร interferon ซึ่งเป็นสารที่สร้างในระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต้านไวรัส จากการจำลองภาพสามมิติในคอมพิวเตอร์ พบว่า สารสำคัญ quercetin และ allicin ที่พบสามารถแย่งจับกับตำแหน่ง main protease ที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโควิด-19 ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปัจจุบันมีการทำวิจัยและต่อยอดสมุนไพรไทย โดยได้แปรรูปสมุนไพรไทยมาเป็นในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ชนิดแคปซูล ชาผง เพื่อการเข้าถึงที่ง่าย พกพาสะดวก และง่ายต่อการรับประทาน มีวางจำหน่ายตามร้านขายยา โมเดิร์นเทรด และโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 60 สาขาทั่วประเทศแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91780</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระเทียม, ขมิ้นชัน, ขิง, คุณภาพชีวิต, ธีระ เชื้อประทุม, บริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด, ฟ้าทะลายโจร, มะขามป้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210202/image_big_60192dfc73009.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ขมิ้นชัน&quot;ของขวัญจากธรรมชาติ วิจัยพบยับยั้งเซลล์มะเร็งในสตรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; ถือเป็นขุมทรัพย์ในดินแห่งเอเชียซึ่งมีคุณประโยชน์ นอกจากจะนิยมใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหารแล้ว ยังถือเป็นสมุนไพรโบราณที่คนเอเชียนำมาใช้เป็นยารักษาโรคและแก้อาการเจ็บปวดต่างๆ ได้อย่างอัศจรรย์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลจาก &amp;ldquo;กิฟฟารีน&amp;rdquo; ระบุว่า &amp;ldquo;มีงานวิจัยมากมายจากทั่วโลกค้นพบตรงกันว่า &amp;ldquo;สารเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชัน&amp;rdquo; มีคุณประโยชน์มากมายสารพัด ตั้งแต่บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยต้านการอักเสบ บรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ปกป้องตับจากสารพิษ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงป้องกันอัลไซเมอร์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และมะเร็งที่อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง ซึ่งเป็นมัจจุราชร้ายอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตสตรีไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงไม่เป็นการเกินเลยไปหากจะกล่าวว่า &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; คือของขวัญจากธรรมชาติสำหรับผู้หญิง เนื่องจากสมุนไพรโบราณชนิดนี้มีสรรพคุณในการลดขนาดของเนื้องอกในมดลูก ยับยั้งเซลล์มะเร็งรังไข่ ยับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก และยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากงานวิจัยคุณสมบัติของ &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;การลดขนาดของเนื้องอกในมดลูก&amp;rdquo; ซึ่งศึกษาในกลุ่มคนไข้เนื้องอกในมดลูก ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 35 คน โดยให้รับประทานขมิ้นชัน 1,200 มก.ต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน พร้อมทำการวัดขนาดเนื้องอกด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ก่อนการทดสอบ และวัดซ้ำที่ระยะเวลา 3 และ 6 เดือน พบว่าการได้รับขมิ้นชันช่วยลดขนาดของเนื้องอกมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญโดยไม่พบผลข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่งานวิจัยคุณสมบัติของ &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;การยับยั้งเซลล์มะเร็งรังไข่&amp;rdquo; ซึ่งศึกษาในหลอดทดลองพบว่า &amp;ldquo;สารเคอร์คูมิน&amp;rdquo; ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและกระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็งรังไข่ได้ เช่นเดียวกับการศึกษาใน &amp;ldquo;เซลล์เยื่อบุปากมดลูก&amp;rdquo; โดยให้สารเคอร์คูมินเข้มข้น 100 ไมโครโมล ในช่วงเวลา 15 นาที ถึง 24 ชั่วโมง ก็พบว่า &amp;ldquo;สารเคอร์คูมิน&amp;rdquo; ช่วยลดการลุกลามของเซลล์มะเร็งปากมดลูก ระยะแพร่กระจาย และลดการกลายพันธุ์เซลล์เยื่อบุปากมดลูกที่ผิดปกติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;ldquo;ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม&amp;rdquo; มีรายงานการวิจัยพบว่า &amp;ldquo;สารเคอร์คูมิน&amp;rdquo; ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกเต้านมในหลอดทดลอง โดยไปยับยั้งเซลล์ที่ผิดปกติ ก่อนเข้าสู่ระยะสังเคราะห์ดีเอ็นเอ และกลายเป็นมะเร็ง จึงสรุปได้ว่า &amp;ldquo;เคอร์คูมิน&amp;rdquo; มีฤทธิ์เป็นสารต้านมะเร็งเต้านมได้ ทั้งนี้การจะใช้ &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; ในการรักษาโรคและแก้อาการเจ็บปวดต่างๆ ต้องระมัดระวังให้ดี เนื่องจากสารสกัดขมิ้นชันทั่วไปมีข้อจำกัดเรื่องการดูดซึม ที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีคุณสมบัติไม่คงตัว  ไม่ละลายในทางเดินอาหาร และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบกับนวัตกรรมทางการแพทย์ที่รุดหน้าไปไกล และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มีการค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมของ &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; โดยหนึ่งในนั้นคือ การคิดค้นเทคโนโลยีล่าสุด PNS (Polar and Non-Polar Sandwiching) ด้วยการจัดเรียงโมเลกุลใหม่ ให้เคอร์คูมินอยู่ตรงกลาง แล้วถูกประกบด้วยส่วนที่มีขั้วและไม่มีขั้ว ซึ่งมีลักษณะคล้ายแซนด์วิช ส่งผลให้ &amp;ldquo;สารสกัดขมิ้นชัน&amp;rdquo; ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี PNS มีความคงตัวไม่สลายตัวได้ง่าย สามารถละลายในทางเดินอาหารได้ดี และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85533</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิฟฟารีน, ขมิ้นชัน, คุณภาพชีวิต, สารเคอร์คูมินอยด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201130/image_big_5fc4ded368ccb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเชื่อกับความหลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามีการสำรวจกันว่าในห้องไลน์ของเหล่า สว. หรือสังคมคนเปราะบาง นางส่งข้อความอะไรกันมากที่สุดนั้น แน่นอนต้องยกให้การทักทาย &amp;quot;สวัสดีตอนเช้า&amp;quot; มาเป็นอันดับหนึ่ง เพียงแต่รูปแบบอาจจะแตกต่างกันไป ได้แก่ ดอกไม้สีประจำวัน ภาพพระพุทธรูปที่มีพื้นสีด้านหลังเป็นสีประจำวัน เป็นอาทิ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สูสีไม่แพ้กันก็น่าจะเป็นกลวิธีต่างๆ หรือไม่ก็เคล็ดลับทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ซึ่งมีทั้งโหมดของการออกกำลังกาย โหมดอาหารเพื่อสุขภาพ โหมดของการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ แล้วที่มากันสม่ำเสมอก็ไม่พ้นเรื่องราวสมุนไพรที่จะป้องกันและรักษาโรคนั้นโรคนี้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งนี่แหละมาเยอะมาแรงที่สุด เพราะมีความเชื่อกันว่ามะเร็งเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่ได้ ใครเป็นแล้วจะตายทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว คนไม่ได้เป็นมะเร็งตายนั้นอาจจะมีมากกว่าคนเป็นมะเร็งเสียอีก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงไม่แปลกใจอะไรที่หลายครั้งหลายคราว กรมการแพทย์เอย หมอตามโรงพยาบาลต่างๆ ต้องออกมาอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจให้ถูกต้องว่า ข้อแนะนำที่ส่งต่อๆ กันทางโซเชียลออนไลน์นั้น มิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด กระแสการดื่มน้ำขมิ้นชันเพื่อช่วยป้องกันมะเร็งกำลังขายดิบขายดีกันเลยทีเดียว เดือดร้อนให้อธิบดีกรมการแพทย์ต้องออกมาทำความเข้าใจว่า ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) เป็นพืชสมุนไพรนิยมใช้เป็นเครื่องเทศสำหรับแต่งรสและสีผสมอาหาร ขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและอาจมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งผิวหนัง ซึ่งผลการศึกษานี้เป็นเพียงผลวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานวิจัยที่ทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าสารนี้ช่วยป้องกันหรือรักษามะเร็ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้การดื่มน้ำขมิ้นชันอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการป้องกันมะเร็ง หากประชาชนยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือรับประทานอาหารที่อาจปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้แต่ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติก็ระบุว่า แม้ผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เหง้าสด เหง้าแห้ง ผง แคปซูล ยาเม็ด ยาทาผิวหนัง และเครื่องดื่มชาขมิ้นชัน จะเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนรับประทาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงอยากจะบอกว่า ความเชื่อกับความหลงเชื่อนั้นมีเส้นบางๆ คาบเกี่ยวกันอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี และเหมาะสมกับสภาพของแต่ละบุคคล มิเช่นนั้น เราคงจะไม่มีศาสตร์เรื่องเกี่ยวกับ &amp;quot;ธาตุ&amp;quot; ในเรือนกายของแต่ละคนว่ามันแตกต่างกัน ซึ่งหมายถึงว่า ขมิ้นชันอาจจะถูกกับธาตุของนายเดช แต่มิได้หมายความว่านายฤทธิ์กินขมิ้นชันแล้วผลลัพธ์จะดีเท่าๆ กับนายเดช..นะจ๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญความพอดี ไม่น้อยไม่มากเกินไป ก็เป็นองค์ประกอบการทำให้สุขภาพแข็งแรงด้วย ฉะนั้นกินน้ำขมิ้นชันทุกวันโดยไม่หยุดสัก 1 เดือน อาจจะกลายเป็นคนหน้าเหลืองแบบดีซ่านก็ได้นา.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73410</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขมิ้นชัน, ป้าเอง, มองมุมสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขมิ้นชัน..ยันโรคตับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่ได้ชื่อว่ามีส่วนผสมของ เคอร์คูมิน ที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ จึงเหมาะกับการรับประทานเพื่อดูแลรักษาตับของคุณอย่างมากที่สุด อาจะไม่ต้องกินเป็นเม็ดทุกวี่วันจนรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ใช้วิธีผสมในอาหารของคุณนั่นแหละจะง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้าวใส่ขมิ้นชัน แกง หรือเมนูสตูก็เหมาะมากค่ะ. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31072</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขมิ้นชัน, เล็กน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2018 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 20:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ลุยซื้อ&quot;ขมิ้นชัน&quot; 5กลุ่มเกษตรกรอินทรีย์  เผยต่างประเทศสนใจต้องการมาก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อภ.ลุยซื้อ&amp;quot;ขมิ้นชัน&amp;quot;ชั้นดี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;5กลุ่มเกษตรกรอินทรีย์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่างชาติต้องการมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;อภ.ทำสัญญาซื้อขาย &amp;quot;ขมิ้นชัน&amp;quot; กับเกษตรกร5 กลุ่มจาก 3 จังหวัด ลพบุรี ตาก และยะลา รวมกว่า 45 ตันต่อปี สร้างรายได้กว่า 5.4 ล้านบาทต่อปีให้แก่เกษตรกร เผยต่างประเทศสนใจ มีความต้องการซื้ออีกมาก แต่ไทยต้องปรับปรุงให้ได้มาตรฐานสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค.61- ที่โรงแรมลพบุรีอินน์ รีสอร์ท จ.ลพบุรี &amp;nbsp;มีการลงนามสัญญาจะซื้อขายขมิ้นชันคุณภาพกับกลุ่มเกษตรกร 3 จังหวัด 3 ภาค คือ ลพบุรี ตาก และยะลา รวม 5 กลุ่มเกษตรกร ตามโครงการส่งเสริมการปลูกและการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพเพื่อผลิตสารสกัดขมิ้นชัน โดยมีนพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) พร้อมด้วย นายวีระชัย นาคมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานการลงนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โสภณ กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยทางคลินิกพบว่า &amp;quot;สารสกัดขมิ้นชันแคปซูล&amp;quot; สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ โดยใช้บรรเทาอาการปวดในโรคข้อเข้าเสื่อม ของผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อ ข้อฝืดได้ไม่ต่างจากยาต้านการอักเสบไอบูโพรเฟน ไม่มีผลข้างเคียงกับระบบทางเดินอาหาร และช่วยลดอาการเส้นเลือดแข็งตัวในผู้ป่วยเบาหวานโดยผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันแคปซูลของ อภ. ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาพัฒนาจากสมุนไพรแผนปัจจุบันรายแรกของประเทศ และรับรางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2561 เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันแคปซูลและขยายตลาดสู่ต่างประเทศ อภ.จึงลงนามสัญญาจะซื้อขายขมิ้นชันคุณภาพที่มีสารสำคัญทางยา &amp;quot;เคอร์คูมินอยด์&amp;quot; สูงกว่าร้อยละ 9 สำหรับนำไปผลิตเป็นสารสกัดขมิ้นชันและผลิตภัณฑ์ต่างๆโดยในเบื้องต้น อภ.ต้องการใช้ขมิ้นชันตากแห้งปีละ 90 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.โสภณ กล่าวว่า ซึ่งการลงนามในครั้งนี้ เกษตรกร 5 กลุ่ม จะขายขมิ้นชันตากแห้งให้แก่ อภ.ปีละประมาณ 45 ตัน ราคาตันละ 1.2 แสนบาท หรือกิโลกรัมละ 120 บาท จะทำให้เกษตรกรทั้ง 5 กลุ่มมีรายได้ต่อปีรวมราว 5.4 ล้านบาท ที่เหลืออีก 45 ตัน อภ.จะจัดซื้อตามปกติจากแหล่งปลูกขมิ้นชันคุณภาพทั่วประเทศ นอกจากนี้จะมีการให้ความรู้เกษตรกรทั้ง 3 จังหวัด เรื่องมาตรฐานการปลูกและการแปรรูปสมุนไพรและมอบพันธุ์ขมิ้นชัน ซึ่งพัฒนาโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีสารสำคัญสูง ซคาดว่าจะได้ในช่วงปี 2562 และจะเฝ้าการติดตามพื้นที่การปลูกและจัดซื้อวัตถุดิบขมิ้นชันที่มีคุณภาพ และจะขยายพื้นที่ส่งเสริมการปลูกขมิ้นชันและแปรรูปสมุนไพร ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.โสภณ กล่าวว่า หากเกษตรกรมีการรวมกลุ่มปลูกขมิ้นชันที่มีคุณภาพตามที่ อภ.กำหนด ก็ยินดีจะรับซื้อตามนโยบายของรัฐบาลในราคาที่เหมาะสม เพื่อกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรพื้นที่อื่นๆ อีก 5.4 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงทางยาโดยการปลูกสมุนไพร อย่างไรก็ตามในต่างประเทศมีความสนใจในตัวขมิ้นชันอย่างมาก บางแห่งนำไปเป็นชาดื่ม เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรืออย่างเยอรมนีก็สนใจที่จะนำไปจำหน่าย แต่เราต้องผลิตให้ได้ตามเกณฑ์ ซึ่งอนาคตของขมิ้นชันยังไปได้ไกล แต่ต้องวิจัยให้มั่นใจว่าดีจริงๆ ซึ่งเยอรมนีนั้น ยาสมุนไพรจะแพงกว่ายาเคมี เพราะมั่นใจว่าปลอดภัยกว่า แต่คนไทยเชื่อยาเคมีมากกว่าสมุนไพร กลัวอันตรายตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยวปนเปื้อนเชื้อราหรือไม่ ซึ่งการทำสัญญาในครั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดการปลูกที่มีคุณภาพ คนใช้ยามั่นใจ โดยเริ่มตั้งแต่ต้นทางโดยอนาคตจะมียาตัวอื่นๆ อีก เช่น กัญชา ที่ตอนนี้คนไทยอยากใช้มากแ ต่ยังติดเรื่องกฎหมายอยู่ ซึ่ง อภ.ก็ได้รับมอบหมายให้นำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวีระชัย กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรที่จะทำสัญญาในวันนี้ ผ่านการคัดเลือกว่าเป็นขมิ้นชันที่มีคุณภาพ คือ มีสารสำคัญที่หายาก เคอร์คูมินอยด์สูงกว่าร้อยละ 9 &amp;nbsp;ทั้งยังมีการปลูกในรูปแบบเกษตรอินทรีย์หรือออแกนิก &amp;nbsp;ในส่วนของลพบุรีมีผู้ทำสัญญาจาก 3 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.พัฒนานิคม แะ อ.ลำสนธิ โดยพื้นที่ อ.เมือง คือ ต.นิคมสร้างตนเองหรือไร่ทหารสานประชา ซึ่งได้รับการรับรองแล้วว่า เป็นหมู่บ้านออร์แกนิกวิลเลจ 1 ใน 8 แห่งของประเทศไทย และที่ อ.ลำสนธิ มีภูมิประเทศล้อมรอบด้วยขุนเขา จึงเหมาะที่จะพัฒนาเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกซิตี้ต่อไป ส่วนที่ อ.พัฒนานิคมอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนให้เป็นพื้นที่ต้นแบบสมุนไพรเพื่อชุมชนหรือ เฮอร์เบิลคอมมูนิตี เชื่อว่าทั้ง 3 อำเภอ รวมถึงพื้นที่ยะลา และตาก มีศักยภาพที่จะเป้นแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ยสของประเทศไทยมีคุณภาพมาตรฐานที่ดียิ่งขึ้นต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14173</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขมิ้นชัน, จังหวัดลพบุรี, นพ.โสภณ เมฆธน, นายวีระชัย นาคมาศ ร, ลพบุรี ตาก และยะลา, องค์การเภสัชกรรม, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b59cb0343477.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้านสมองเสื่อม..ด้วยขมิ้นชัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นำเหง้าแก่สดของขมิ้นชันยาวประมาณ 2 นิ้วมาขูดเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียด เติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำ กินครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง หรือกินแบบแคปซูล วันละ 1,000 มิลลิกรัม มีการศึกษาพบว่า ในกลุ่มคนเอเชียที่กินขมิ้นชันเป็นประจำทุกวัน จะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์น้อยกว่าคนในแถบยุโรปที่ไม่ได้กินขมิ้นชันเกือบ 5 เท่า นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณต้านมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13661</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขมิ้นชัน, ต้านมะเร็ง, ป้องกันโรคหัวใจ, อัลไซเมอร์, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมุนไพรฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทางเลือกดูแลดวงตาวัยเกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผักที่มีวิตามินเอสูง อาทิ ผักบุ้ง ตำลึง ฟักทอง สามารถป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืนในผู้สูงวัยได้)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การดูแล ป้องกันและเซฟสุขภาพของดวงตาของผู้สูงอายุจากสารพัดโรคที่ถามหาเมื่ออายุมากขึ้นมีอยู่หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือ &amp;ldquo;การบริโภคอาหารกลุ่มของวิตามินแร่ธาตุ&amp;rdquo; ที่ช่วยป้องกันโรคตา รวมไปถึงการรับประทาน &amp;ldquo;สมุนไพรไทย&amp;rdquo; ที่มีสรรพคุณดูแลอวัยวะ ช่วยในการมองเห็นของคุณตาคุณยายได้เช่นเดียวกัน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มาให้คำแนะนำเกี่ยวกับดูแลสุขภาพดวงตา ไม่ว่าจะเป็นโรคต้อกระจก, โรคตาบอดตอนกลางคืน กระทั่งอาการตาแห้ง ฯลฯ จากศาสตร์ &amp;ldquo;การบริโภคอาหารและสมุนไพรให้เป็นยา&amp;rdquo; ไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหมอต้อม-ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ศาสตร์การดูแลสุขภาพดวงตาของผู้สูงอายุค่อนข้างที่จะมีหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการ &amp;ldquo;บริโภคกลุ่มอาหารที่มีแร่ธาตุดูแลดวงตา&amp;rdquo; เริ่มจากอาหารที่มี &amp;ldquo;วิตามินอี&amp;rdquo; ได้แก่ น้ำมันรำข้าว, ถั่ว, ปลา, ไข่แดง ที่สามารถช่วยชะลอ &amp;ldquo;โรคต้อกระจก&amp;rdquo; ในผู้สูงวัยได้ ส่วน &amp;ldquo;วิตามินเอ&amp;rdquo; ที่ได้จากผักบุ้ง, ใบตำลึง, ฟักทอง และตับ จะช่วยป้องกันโรคตาบอดกลางคืน ซึ่งเป็นกลุ่มอาการของโรคที่ผู้สูงอายุนอนหลับพักผ่อนช่วงกลางคืนและตื่นขึ้นมาทำให้มองไม่เห็น &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในกลุ่มของ &amp;ldquo;สมุนไพรไทย&amp;rdquo; เริ่มที่ &amp;ldquo;ดอกดาวเรือง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นทั้งพืชประดับและสมุนไพรดูแลสุขภาพ จะอุดมไปด้วย &amp;ldquo;สารลูทีน&amp;rdquo; ที่ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ อีกทั้งช่วยกรองแสงซึ่งเป็นสาเหตุของโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงวัยและคนทั่วไป อีกทั้งยังช่วยปัญหาสายตาเสียในกลุ่มของผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวาน อันเนื่องมาจากเบาหวานขึ้นตา ที่สามารถบริโภคเป็นชาดอกดาวเรือง ถัดมาเป็น &amp;ldquo;ขมิ้นชัน&amp;rdquo; ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน และมี &amp;ldquo;สารลูทีน&amp;rdquo; ที่ช่วยชะลอโรคทางสุขภาพตา และบำรุงสุขภาพดวงตาให้กับคนสูงวัย ซึ่งสามารถบริโภคได้ในรูปแบบของแคปซูลขมิ้นชัน เพื่อช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาเมื่อมีอายุมากขึ้น...รู้แล้วอย่ามองข้ามค่ะ.)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ลืมไม่ได้คือสมุนไพรในกลุ่มที่มีสีม่วง ได้แก่ &amp;ldquo;ดอกอัญชัน&amp;rdquo; ซึ่งมี &amp;ldquo;สารแอนโทไซยานิน&amp;rdquo; ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ทั้งมีสรรพคุณช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต บำรุงโลหิต ที่สำคัญยังช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม ป้องกันโรคต้อหิน อีกทั้งลดอาการตาแฉะ ตาฟาง รวมถึงแก้ตาอักเสบ ทั้งนี้ ให้รับประทานเป็นน้ำดอกอัญชัน ปิดท้ายกันที่สมุนไพรที่หลายคนคุ้นเคยกันดี ที่นอกจากสรรพคุณช่วยแก้ร้อนใน ลดอาการฟกช้ำแล้ว &amp;ldquo;ใบบัวบก&amp;rdquo; ถือเป็นสมุนไพรที่มี &amp;ldquo;วิตามินเอ&amp;rdquo; สูง ซึ่งเป็นวิตามินที่มีประโยชน์กับสายตา ในแง่ของการช่วยเรื่องการมองเห็นที่ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยป้องกันผู้สูงอายุเกิดภาวะสายตาฝ้าฟางจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นได้เช่นเดียวกันค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การดูแลสุขภาพดวงตาด้วยการบริโภคกลุ่มอาหารและสมุนไพรที่มีสรรพคุณดูแลอวัยวะในการมองเห็นแล้ว การป้องกันแต่เนิ่นๆ ด้วยการใส่แว่นกันแดดเมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ตลอดจนการใช้แสงไฟที่พอเหมาะ สำหรับทำงาน กระทั่งการอ่านหนังสือ ก็ถือเป็นตัวช่วยป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาเมื่อมีอายุมากขึ้น...รู้แล้วอย่ามองข้ามค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13068</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขมิ้นชัน, คุณภาพชีวิต, ดอกดาวเรือง, ดอกอัญชัน, ป้องกันโรคต้อหิน, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, สมุนไพรไทย, โรคตาบอดตอนกลางคืน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180709/image_big_5b434e5ed7285.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
