<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 10:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตฯ ย้ำไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มีใครย้ายหนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมียอดการส่งออกมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท มีการจ้างแรงงานกว่า 1 ล้านคน รวมถึงยอดขอตั้งประกอบโรงงานใหม่และขยายกิจการโรงงานประเภทไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อเทียบ 5 เดือนแรกของปี 62 กับปี 63 พบว่าเพิ่มขึ้นจาก 43 โรงงาน เป็น 53 โรงงาน และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น จาก 9,372 คน เป็น 29,064 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสอบถามนักลงทุนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 นักลงทุนชื่นชมการรับมือรัฐบาลไทยสามารถรับมือกับโควิดได้ดี ส่งผลเอื้อประโยชน์ให้ภาคอุตสาหกรรมกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มียอดการส่งออกเพิ่มมากขึ้น 5-10% นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนที่ทำธุรกิจภายในประเทศอยู่แล้วมีแผนจะขยายการลงทุนภายในปีนี้เพิ่มขึ้นอาทิเช่น ซัมซุง มิตซูบิชิ โตชิบา ซีเกต ไซโจเด็นกิ เป็นต้น ส่วนกิจการที่มีการย้ายฐานการผลิตนั้น การการตรวจสอบพบว่าเป็นการปรับแผนทางธุรกิจที่วางไว้เดิมอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่ยังยืนยันยึดไทยเป็นฐานการผลิตและมีแนวโน้มที่จะขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และยังคงมีการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่าตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน บริษัทต่างชาติและไทยที่ได้รับส่งเสริมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจริยะ อาทิ &amp;nbsp;ซัมซุง (เกาหลี) &amp;nbsp;โตชิบา ( ญี่ปุ่น / จีน) &amp;nbsp;ไมเดีย ( จีน) &amp;nbsp;มิตซูบิชิ ( ญี่ปุ่น) &amp;nbsp;อิเล็กโทรลักส์ ( สวีเดน) &amp;nbsp;แอลไลแอนส์ ลอนดรี้ ( สหรัฐ) แดยู ( เกาหลี) และ ซัยโจ เด็นกิ (ไทย) โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย อาทิ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ตู้แช่ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับ 5 เดือนแรกของปี 2562 โดย 5 เดือนแรกของปี 2563 มียอดคำขอ 62 โครงการ มูลค่ากว่า 26,764 ล้านบาท ประกอบด้วยอุตสาหกรรมประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้า ในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบสมาร์ท เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น หมวดผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วงจรรวม หรือ IC และแผงวงจรพิมพ์ หรือ PCBA เซลล์แสงอาทิตย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67249</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายการลงทุน, อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200430/image_big_5eaa99631de7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2019 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2019 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“กบข.” อ้อนคลังขอขยับเพดานลงทุนนอกเพิ่มชี้เสี่ยงต่ำผลตอบแทนสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค. 2562 นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.จะเสนอให้กระทรวงการคลังอนุมัติออกกฎกระทรวงให้สามารถเพิ่มเพดานการลงทุนในต่างประเทศได้เป็น 40% จากปัจจุบันที่ 30% ของสินทรัพย์รวม ในกลางเดือนนี้ หากได้รับอนุมติ กบข.จะปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศให้ได้อย่างน้อย 37-38% โดยจะเน้นกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกต่างประเทศมากขึ้นอีก จากปัจจุบันที่ลงทุนอยู่ที่ 4% ของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นเป็นหลัก โดยการลงทุนในหุ้นยังคงให้น้ำหนักในหุ้นสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นอยู่ เพราะผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทยอยู่มาก และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตได้ และเห็นโอกาสการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจน้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เชื่อว่ากระทรวงการคลังจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะการให้ กบข.ไปลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น จะทำให้นักลงทุนประเภทสถาบันเห็นว่าขนาด กบข.ยังไปลงทุนต่างประเทศ ก็จะทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ออกไปลงทุนตาม ก็จะเป็นส่วนหนึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง&amp;rdquo; นายวิทัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศขณะนี้ให้ผลตอบแทนที่ดี และมีความเสี่ยงต่ำ เพราะจากข้อมูลการลงทุนของ กบข.ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า การลงทุนในประเทศให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.87% ต่ำกว่าการลงทุนในประเทศควบคู่การลงทุนในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทน 5.14% แต่การลงทุนในประเทศกลับมีความผันผวนทำให้เกิดความเสี่ยงจากการลงทุนถึง 3.10% สูงกว่าการลงทุนในประเทศควบคู่การลงทุนในต่างประเทศที่มีความเสี่ยงเพียง 2.50% เท่านั้น
นายวิทัย กล่าวอีกว่า การปรับพอร์ตการลงทุน โดยเน้นในสินทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้นนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการบริหารการลงทุน จากเดิมที่ต้องได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น มาเป็นการให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและหวือหวาลดลง โดยเฉลี่ยต้องให้ผลตอบแทน 4% ในระยะ 3 ปีข้างหน้าให้ได้ ซึ่งจะทำให้สมาชิกได้มีเงินออมยามเกษียณอายุ 80% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย และไม่น้อยกว่า 70% ของรายได้พึงมียามเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลตอบแทนการลงทุนของ กบข. ณ วันที่30 พ.ย.2562 เฉลี่ยอยู่ที่ 5% โดยได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 16.83% ตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ 12.41% ในกองทุน Absolute Return Fund 11.65% ลงทุนในหุ้นนอกตลาด(Global Private Equity) 10.17% พันธบัตรรัฐบาลไทย 5.17% และหุ้นไทย 3.80% ทั้งนี้ปัจจุบันกบข.มีมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนรวมประมาณ 940,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินทรัพย์ของสมาชิก 400,000 ล้านบาท และเงินสำรองของรัฐบาล 540,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51910</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบข., ขยายการลงทุน, วิทัย รัตนากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191206/image_big_5de9cf7e2fb3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;แม็คโคร&quot; ชมเปาะพาณิชย์เอาจริงหนุนโชห่วยกางแผนปี 62 ทุ่ม 8,500 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เมษายน 2562 &amp;nbsp;นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO เปิดเผยว่า ภาพรวมกำลังซื้อไตรมาศมาศแรกของปี 2562 มองว่าค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนนโยบายของภาครัฐที่มองว่าเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการโชห่วยนั้นดีเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มีความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเข้ามาช่วยยกระดับผู้ประกอบการโชห่วยให่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงอยากให้มีการสานต่อในส่วนนี้ รวมถึงนโยบายเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งนับเป็นเม็ดเงินมหาศาลส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารปลอดภัย ความปลอดภัย และความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้จะมุ่งเน้นการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;จากปัจจุบันแม็คโครมีสาขารวมทั้งหมด 129 สาขา แบ่งเป็น ศูนย์จำหน่ายสินค้าแม็คโคร รูปแบบคลาสสิค จำนวน 79 สาขา, เป็นแม็คโครฟูดเซอร์วิส จำนวน 25 สาขา, เป็นอีโค พลัส จำนวน 13 สาขา, เป็นแม็คโคร ฟูดช้อป จำนวน 5 สาขา และเป็นสยามโฟรเซ่น จำนวน 7 สาขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2562 บริษัทตั้งงบลงทุนรวมที่ 8,500 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายสาขาเพิ่ม 7-8 สาขาภายในประเทศไทย ปรับปรุงสาขาเดิมภายในประเทศ และลงทุนระบบสารสนเทศหรือไอทีประมาณ 5,800 ล้านบาท และใช้ลงทุนขยายสาขาในต่างประเทศประมาณ 2,700 ล้านบาท ซึ่งในปี 2562 บริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ในประเทศจีน ประมาณ 1-2 สาขา คาดจะเริ่มเห็นตั้งแต่ไตรมาส 3/2562 และจะเปิดสาขาแรกในประเทศเมียนมาจำนวน 1 สาขา โดยปัจจุบันบริษัทมีสาขาในต่างประเทศแล้วจำนวน 5 สาขาใน 2 ประเทศ ได้แก่ ในประเทศกัมพูชาจำนวน 2 สาขา และในประเทศอินเดียจำนวน 3 สาขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ บริษัทเน้นขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ผ่านเป้าหมายหลักในการทำธุรกิจ 6 ประการ ได้แก่ 1.การเป็นแหล่งอ้างอิงด้านอาหารปลอดภัย 2.ส่งเสริมการคัดสรรผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน 3.ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 4.เป็นที่รักในท้องถิ่น 5.สร้างความเจริญเติบโตทางธุรกิจให้กับลูกค้า และ6.เป็นองค์กรที่คนทุกรุ่นอยากเข้ามาร่วมงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 20% ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศต่ำกว่า 4% ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จาก 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย รายได้จากกลุ่มแม็คโคร มีสัดส่วน 96% ส่วนอีก 4% เป็นสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ และกลุ่มฟูดเซอร์วิส&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33423</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำลังซื้อ, ขยายการลงทุน, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), สุชาดา อิทธิจารุกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190411/image_big_5caeb1353c8d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
