<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 11:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 11:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บ้านปูฯ เข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานลมลุยลงทุนระยะยาวในเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 2563 บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าซื้อ โรงไฟฟ้าพลังงานลม El Wind Mui Dinh โดยการซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เปิดดำเนินการแล้วในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลงทุนในระยะยาวของบริษัทฯ ในเวียดนาม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตและมีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สอดคล้องกับกลยุทธ์ Greener &amp;amp; Smarter ของบ้านปูฯ ซึ่งมุ่งเน้นที่จะขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน โดยมีมูลค่าการลงทุนจำนวน 66 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเทียบเท่าประมาณ 2,065 ล้านบาท

โดยการลงทุนในครั้งนี้มาจากกระแสเงินสดของบ้านปูฯ และ บ้านปู เพาเวอร์ในสัดส่วนที่เท่ากัน ทั้งนี้การลงทุนดังกล่าวอยู่ในระหว่างการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในสัญญา และการได้รับอนุมัติจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 โดยเป็นการลงทุนผ่านบริษัท BRE Singapore Pte. Ltd. (BRES) บริษัทย่อยที่บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในอัตราร้อยละ 50 ผ่านบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด (BanpuNEXT) มีราคารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in-Tariff (FIT) ที่ 8.5 เซ็นต์สหรัฐ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงเป็นระยะเวลา 20 ปีตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity หรือ EVN)

โรงไฟฟ้าพลังงานลม El Wind Mui Dinh เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2562 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 37.6 เมกะวัตต์ จากกังหันลม 16 ตัว แต่ละตัวมีกำลังการผลิต 2.35 เมกะวัตต์ กังหันลมได้รับการออกแบบและบำรุงรักษาโดยโดยบริษัท Enercon GmbH ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าพลังงานลมและผู้ผลิตกังหันลมจากประเทศเยอรมนี บ้านปูฯ ทำสัญญาผ่าน Enercon Partner Konzept (EPK) ซึ่งครอบคลุมการบำรุงรักษาเป็นระยะเวลา 20 ปี ซึ่งสัญญานี้จะเพิ่มเสถียรภาพในการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าได้ในระยะยาว

โรงไฟฟ้าพลังงานลม El Wind Mui Dinh ตั้งอยู่ในจังหวัดนินห์ถ่วน บริเวณชายฝั่งทะเลภาคกลางตอนใต้ของเวียดนาม นอกจากสถานที่ตั้งซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะสมเนื่องจากมีความเร็วและแรงของลมแล้ว นโยบายที่สนับสนุนการลงทุนของรัฐบาลเวียดนามยังเอื้อให้ทั้งผู้พัฒนาและนักลงทุนสามารถเข้ามาสร้างโอกาสในพื้นที่จังหวัดนี้ได้ จังหวัดนินห์ถ่วน จึงกลายเป็นทำเลที่น่าจับตามองสำหรับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในประเทศเวียดนาม โดยปัจจุบัน กว่าร้อยละ 80 ของพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศมีแหล่งการผลิตมาจากจังหวัดดังกล่าว

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเวียดนามในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Greener &amp;amp; Smarter และนับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนให้กับบริษัทฯ รวมถึงเพิ่มรายได้และกระแสเงินสดจากพลังงานหมุนเวียนให้บ้านปูฯ ทั้งนี้ เวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดประเทศหนึ่ง และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ยังคงขยายตัวสวนทางกับสถานการณ์ของโลก ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมายถึงโอกาสในอนาคตที่เปิดกว้างสำหรับบ้านปูฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มอีก 7 กิกะวัตต์ ส่งผลให้ประเทศเวียดนามจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมรวมถึงเกือบ 12 กิกะวัตต์ภายในปี 2568&amp;rdquo;

&amp;ldquo;ในฐานะบริษัทที่บุกเบิกการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เข้ามาในตลาดเวียดนาม โดยเฉพาะในจังหวัดนินห์ถ่วนที่เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญ บ้านปูฯ กำลังวางรากฐานสำหรับการลงทุนในระยะยาว โดยเพิ่มโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ และเพื่อมาเสริมพอร์ตพลังงานหมุนเวียนของเรา บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน และเป็นไปในทิศทางเดียวกับเทรนด์พลังงานในระดับภูมิภาค ซึ่งก็คือการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) ด้วยกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เราสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกือบ 7 แสนตันต่อปี หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 40 ล้านต้น ในส่วนของการลงทุนในอนาคตอันใกล้ บ้านปูฯ มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและต่อเนื่อง มีผลตอบแทนสูง และให้ผลตอบแทนระยะยาวสำหรับผู้มีส่วนได้เสียของเรา&amp;rdquo; นางสมฤดีกล่าวเพิ่มเติม

กลุ่มบริษัทบ้านปูฯ ตั้งเป้าหมายที่จะสามารถผลิตไฟฟ้ารวม 6,100 เมกะวัตต์ภายในปี 2568 โดยเน้นการลงทุนในตลาดที่ความต้องการใช้พลังงานมีการเติบโต โดยมีบริษัทบ้านปูเน็กซ์มุ่งมั่นนำทัพในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน รวมถึงเทคโนโลยีด้านพลังงานต่อไป รวมโรงไฟฟ้าพลังงานลม El Wind Mui Dinh บ้านปูฯ จะมีกำลังผลิตรวมจากพลังงานหมุนเวียน 919 เมกะวัตต์
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73273</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายการลงทุนในเวียดนาม, บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), โรงไฟฟ้าพลังงานลม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f2795eec5375.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกรุ๊ป ปักธงเวียดนามปิดดีลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 2563 บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าการลงทุนในประเทศเวียดนามหลังเจรจาเข้าร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Thanh Phong ขนาดกำลังการผลิต 29.70 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ สำเร็จ โดยเมื่อเร็วๆนี้ บริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จับมือกับบริษัท Asia Investment, Development and Construction Sole Co., Ltd. (AIDC) จัดตั้งบริษัท RATCH &amp;amp; AIDC Wind Energy Pte. Ltd. เพื่อเข้าลงทุนในโครงการพลังงานลม Thanh Phong โดยบริษัทฯ จะถือหุ้นโครงการดังกล่าวในสัดส่วนร้อยละ 51

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นการปักธงธุรกิจของบริษัทฯ ในเวียดนามเป็นครั้งแรก และยังเป็นการต่อยอดความร่วมมือกับ AIDC ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของบริษัทฯ ในสปป.ลาว โดยมีการลงทุนโครงการพลังงานทดแทนในเวียดนามหลายแห่ง โครงการนี้มีกำหนดจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในเดือนกันยายน ปี 2564 โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 12 เดือน

&amp;ldquo;ตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ เวียดนามเป็นเป้าหมายการลงทุนที่มีศักยภาพ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้หลายประเทศในเอเชียจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แต่เวียดนามยังสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้เพราะสามารถจำกัดการแพร่ระบาดภายในประเทศไว้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังมีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ชัดเจน รวมถึงสนับสนุนการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในรูปแบบ Public-Private Partnership ซึ่งเป็นโอกาสของบริษัทฯที่จะขยายการลงทุนในเวียดนามโดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและคุณภาพชีวิตประชาชน บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะลงทุนระยะยาวในเวียดนามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าของเวียดนาม&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าว

สำหรับโครงการ Thanh Phong เป็นโครงการพลังงานลมติดตั้งบนบก ตั้งอยู่ในจังหวัด Ben Tre อยู่ทางทิศใต้ของเมือง โฮจิมินห์ โครงการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปีกับการไฟฟ้าเวียดนาม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66862</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อสร้างโรงไฟฟ้า, ขยายการลงทุนในเวียดนาม, ราช กรุ๊ป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb58cb0f798.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 08:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 08:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซีพีขยายธุรกิจในเวียดนามเต็มสูบตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต12%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซีพี เวียดนาม ตั้งเป้ารายได้โต 12% ลุยทุ่มงบ 20 เหรียญสหรัฐ สร้างโรงงานแปรรูปสุกรคาดแล้วเสร็จปี63 ลุ้นส่งออกกุ้งเป็นอันดับ1ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี สุวรรณโพธิ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ซีพีตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 12% จากปี 2560 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,947 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 9 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.2561) ธุรกิจของซีพีในเวียดนามทำรายได้อยู่ที่ 1,891 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31% ขณะที่ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาซีพีเวียดนามมีการลงทุนในเวียดนามไปแล้ว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนอกจากซีพีจะมีแผนลงทุนโรงงานแปรรูปไก่เพื่อการส่งออกทางภาคใต้ในปีหน้าแล้ว ยังมีแผนลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปสุกรมูลค่าการลงทุนอีก 20 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2563 และในระยะถัดไปมีแผนลงทุนโรงงานอาหารสัตว์อีกประมาณปีละ 1-2 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรีกล่าวว่า โดยในส่วนของโรงงานผลิตอาหารสัตว์เมืองหาย เยือง ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศเวียดนาม บนพื้นที่ 60 ไร่ กำลังการผลิต 60,000 หมื่นตันต่อเดือน หรือ 7.2 แสนตันต่อปี คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 19-20% เทียบกับธุรกิจอาหารสัตว์จากเกาหลีและผู้ผลิตท้องถิ่น สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของธุรกิจนี้ในเวียดนาม จากการผลิตอาหารสัตว์บก 7 โรง กำลังการผลิตรวม 4 ล้านตันต่อปี และโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำมี 3 โรง กำลังการผลิตรวม 4 แสนตันต่อปี เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้าในเขตภาคเหนือของเวียดนามในหายเยือง ฮานอย หายฝ่อง และหมันฝิ่น 55% และใช้เอง 45%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับผลผลิตจากฟาร์มในปี 2561 มีกำลังการผลิตทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ แบ่งเป็น สุกรขุน 6.5 ล้านตัว ไก่เนื้อ 66 ล้านตัว ไข่ไก่ 750 ล้านฟอง ปลา 45,800 ตัน กุ้ง 6,500 ตัน และกุ้งแช่แข็ง 11,200 ล้านตัว ซึ่งประเทศเวียดนามตั้งเป้าหมายเป็นประเทศส่งออกกุ้งเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2568 จากปีที่ผ่านมาส่งออกที่ 3.3 แสนตันต่อปี โดยซีพีตั้งเป้าหมายมีส่วนแบ่งตลาด 5 แสนตันต่อปี โดยปี 2562 มีแผนขยายโรงเพาะอีก 50,000 ล้านตัวต่อปี และขยายโรงงานผลิตอาหารกุ้งเพิ่มอีก 2 แสนตันต่อปี จากปัจจุบัน 3 แสนตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนตรี กล่าวว่า เวียดนามมีจุดเด่นที่เป็นประเทศเกษตรกรรม คนมีความขยัน กระตือรือร้น มีการบริโภคสูง เช่น เนื้อสุกร 50 ล้านตัวต่อปี แต่มีเสถียรภาพเรื่องการเมืองที่มีการบริหารโดยรัฐบาลเดียว สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเวียดนามจำนวนมาก หลังเวียดนามเปิดประเทศและมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนชัดเจน หลายประเทศจึงใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าไปตลาดทั่วโลก ดังนั้นโอกาสที่เวียดนามจะไล่แซงไทยก็ไม่ใช่เรื่องยาก ตราบใดที่การเมืองของเวียดนามยังเข้มแข็ง ทุกภาคส่วนก็มองและเดินไปในเป้าหมายที่เป็นทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เวียดนามแตกต่างจากไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากกว่าไทย โดยส่วนตัวคิดว่าเวียดนามยังจะเปิดประเทศรับนักลงทุนให้ได้มากที่สุดจากหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศภายใต้ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งไทยไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงนี้ทำให้นักลงทุนสูญเสียโอกาสการลงทุนในไทย ทางซีพีจึงใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศข้อตกลงทีพีพีขยายออกไปทั่วโลกในตลาดที่มีศักยภาพ&amp;rdquo;นายมนตรี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23697</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายการลงทุนในเวียดนาม, ซีพี เวียดนาม, สร้างโรงงานแปรรูปสุกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181207/image_big_5c09d304b920a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
