<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEGA ลุยลงทุนขยายธุรกิจ ทุ่มเงินขยายโรงงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย. 2562 นายวิเวก ดาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้ บริษัทเตรียมเงินลงทุนไว้ประมาณ 1,200 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย เมียนมา และอินโดนีเซีย รองรับการขยายตัวของตลาดที่มากขึ้นในอนาคต พร้อมกับผลักดันรายได้ให้เติบโตขึ้นเป็นเท่าตัวภายในปี 2568 จากรายได้การดำเนินงานปี 2561 ที่ 10,342 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,206 ล้านบาท โดยไตรมาสแรกมีรายได้จากการดำเนินงานที่ 2,586 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.1% และกำไรสุทธิ 261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมก้าในฐานะแบรนด์ชั้นนำในตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ยา และผลิตภัณฑ์ยาจำหน่ายหน้าเคาท์เตอร์ใน 33 ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก บริการธุรกิจโลจิสติกส์และบริการกระจายสินค้าสำหรับยาและสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศเมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้โดยเฉลี่ย 12.1% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2553-2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบการลงทุนดังกล่าวบางส่วนได้เริ่มดำเนินงานไปบ้างแล้ว โดยเงินลงทุนจำนวน 600 ล้านบาท ใช้ในการก่อสร้างโรงานแห่งใหม่ที่ประเทศเมียนมา ภายใต้กิจการร่วมค้า เมก้า เอ็มเอสเอ็น คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 เพื่อผลิตยารักษาโรคใหม่ เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง ยารักษาโรคเบาหวาน และยารักษาโรคหัวใจ โดยคาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ในปี 2565-2566 นอกจากนี้ยังได้เปิดศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมา เพื่อส่งเสริมธุรกิจโลจิสติกส์และการบริการกระจายสินค้า ทำให้การบริหารสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังอยู่หว่างการก่อสร้างพื้นที่สำนักงานในประเทศเมียนมาด้วยเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 500 ล้านบาท จะใช้สำหรับลงทุนขยายโรงงานใหม่ที่บางปู ซึ่งอยู่ติดกับโรงงานปัจจุบันของบริษัทฯ โครงการนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะประกอบด้วยศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ คลังเก็บสินค้า และโรงงานผลิตยาชนิดเหลว ซึ่งเป็นการเพิ่มประเภทใหม่สำหรับยาตามใบสั่งแพทย์และสมุนไพรสำหรับเด็กไว้ในพอร์ตโฟลิโอของบริษัทฯ ด้วยซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2563
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38813</URL_LINK>
                <HASHTAG>MEGA, ขยายธุรกิจ, บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน), วิเวก ดาวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190618/image_big_5d0854ca12cf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2018 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TCP ขยายตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดสำนักงานแห่งแรกในต่างประเทศที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดสำนักงานแห่งแรกในต่างประเทศที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม พร้อมเพิ่มลงทุนใน บริษัท TCPVN อีก 4,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เสริมแกร่งด้านการตลาด การจัดจำหน่าย และR&amp;amp;D ตั้งเป้า 3 ปี ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัว เล็งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในเวียดนามอย่างน้อย 1 แบรนด์ใน 3 ปีข้างหน้า มุ่งเดินหน้าตามแผน 5 ปี ยกระดับกลุ่มธุรกิจ TCP ขึ้นชั้น &amp;ldquo;บริษัทไทยที่ยิ่งใหญ่บนเวทีโลก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์กระทิงแดง (เรดบูล) เรดดี้ โสมพลัส สปอนเซอร์ แมนซั่ม เพียวริคุ ซันสแนค และวอริเออร์ ได้เปิดสำนักงานต่างประเทศแห่งแรกที่กลุ่มธุรกิจ TCP ถือหุ้น 100% ณ ประเทศเวียดนาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า &amp;ldquo;การเปิดบริษัท TCPVN ขึ้นที่เวียดนามนี้ เป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่ต้องการเป็นองค์กรธุรกิจที่สามารถนำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศไทยในเวทีโลก ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มที่เป็นแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อเสียง และได้รับการยอมรับในระดับโลก การเปิดสำนักงานที่เวียดนามนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ 5 ปี ที่ได้ประกาศไว้เมื่อปี 2560 ที่มุ่งสร้างยอดขายของกลุ่มโตขึ้น 3 เท่าเป็น 100,000 ล้านบาท&amp;rdquo; &amp;nbsp;การเลือกมาเปิดสำนักงานที่เวียดนาม เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่ มีศักยภาพสูง และมีโอกาสที่ตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มจะเติบโตอีกมาก เนื่องจาก 1.ไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนามจะนิยมบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อใช้ในการดับกระหาย รวมถึงใช้บริโภคควบคู่ไปพร้อมกับมื้ออาหาร ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของคนที่ทำงานหนัก และต้องการพลังงานจากเครื่องดื่มชูกำลังมาช่วยเสริม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของเวียดนาม มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่องโดยปัจจุบันในภูมิภาคเอเชียเวียดนามเป็นที่สองรองจากประเทศจีนเท่านั้น 3. ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่มีจำหน่ายอยู่แล้วมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องกว่า 25% ซึ่งเป็นการเติบโตที่มากกว่าตลาดรวม &amp;nbsp;4. ตลาดเวียดนามจะให้ความไว้วางใจกับสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกทั้งในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม พรีเมี่ยม ซึ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับกลุ่มธุรกิจ TCP ในการนำผลิตภัณฑ์คุณภาพอื่นๆ เข้าสู่ตลาดเวียดนาม และ5. กลุ่มธุรกิจ TCP ยังมีรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยมีแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดเวียดนามมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานเจ้าหน้าที่บริการกลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ได้ประกาศธุรกิจ 3 ปี ของ TCP ในเวียดนาม (บริษัท TCPVNจำกัด) ด้วยการลงทุนเพิ่ม 4,000 ล้านบาทเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับ TCPVN ใน 3 ส่วนหลักคือ &amp;nbsp;1.เสริมสร้างศักยภาพของทีมงานวิจัยตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบุคคลากร และเทคโนโลยีให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มศักยภาพของทีมงาน TCPVN ให้เป็นหน่วยธุรกิจที่เชี่ยวชาญข้อมูลเชิงลึก ที่มีความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภค ไลฟ์สไตล์ และวิถีชุมชนของคนเวียดนามอย่างดีที่สุด เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ปรับปรุง หรือพัฒนาให้ &amp;nbsp; แบรนด์ของเราที่มีจำหน่ายอยู่แล้วในท้องตลาดมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้มีการคิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะตลาดได้ดีขึ้น เพื่อทำให้กลุ่มธุรกิจ TCP เป็น &amp;ldquo;เฮ้าส์ออฟแบรนด์&amp;rdquo; ที่ทรงพลังและแข็งแกร่ง โดยตั้งเป้าว่าในอีก 3 ปี เราจะมีสินค้าใหม่อย่างน้อย 1 แบรนด์วางจำหน่ายในตลาดเวียดนาม ซึ่งอาจจะเป็นสินค้าใหม่ที่คิดค้นเพื่อคนในท้องถิ่น หรืออาจจะเป็นแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว และนำมาจำหน่ายก็ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุฒิ กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;เครื่องดื่มชูกำลังอัดลมแบรนด์ &amp;ldquo;วอริเออร์&amp;rdquo; เป็นความภูมิใจของเรา และทีมงานตลาดต่างประเทศทุกคน เพราะถือว่าเป็นแบรนด์ใหม่ที่คนไทยสร้างขึ้นมาเพื่อตลาดเวียดนาม ที่สามารถฝ่าฟัน เอาชนะการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มในตลาดได้ วอริเออร์ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของทีมงานวิจัยตลาดที่เข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนเวียดนามอย่างลึกซึ้ง โดยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราพบว่ายังมีผู้บริโภคชาวเวียดนามที่ต้องการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังที่ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนดื่มน้ำอัดลม เราจึงได้วิจัยและพัฒนาจนออกมาเป็นเครื่องดื่มชูกำลังอัดลมแบรนด์วอริเออร์ และได้นำออกมาวางจำหน่ายในปี 2558 &amp;nbsp;ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มียอดขายเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยคาดว่ายอดขาย ณ สิ้นปี 2561 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงเท่าตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มุ่งมั่นบริหารจัดการด้านการตลาดและการขายอย่างเต็มประสิทธิภาพ &amp;ldquo;TCPVN ยังมีบทบาทในการบริหารจัดการด้านการตลาดและการขาย ด้วยทีมงานการตลาดมืออาชีพซึ่งเป็นคนเวียดนามที่มีประสบการณ์การทำงานกับบริษัทระดับนานาชาติ โดยจะทำงานผสานกับทีมบริหารของ TCP Group ที่เคยผ่านการทำงานระดับโลก เพื่อนำเอาทักษะที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้ในการสร้างความเจริญให้กับบริษัทของคนไทยและแบรนด์ไทย ทักษะเหล่านี้เมื่อผสานเข้ากับผลงานยอดเยี่ยมของทีมงาน TCPVN ก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างให้ระบบการทำงานด้านการตลาดมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เราหวังว่า TCPVN จะมีส่วนช่วยพัฒนาและผลักดันให้มูลค่าตลาดรวมของเครื่องดื่มพร้อมดื่มในเวียดนามสูงขึ้นเป็นอันดับที่สอง หรือใกล้เคียงกับตลาดน้ำอัดลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการช่องทางการจัดจำหน่าย นอกจากนั้น TCPVN ยังมีบทบาทในการบริหารจัดการระบบการจัดจำหน่าย เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น รวมถึงการแสวงหาช่องทางสมัยใหม่ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้แผนการลงทุนของเราใน 3 ปีข้างหน้า จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถของทีมงาน TCPVN ให้ทัดเทียมบริษัทในระดับนานาชาติด้วยโนว์-ฮาว และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และการตลาดยุคใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และบริการให้ดียิ่งขึ้นกับลูกค้าของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับยอดขายสินค้าของกลุ่มธุรกิจ TCP ในตลาดเวียดนาม คาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมียอดขายรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งการตลาดรวมทุกแบรนด์ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังราว 42%&amp;rdquo;นายสราวุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22806</URL_LINK>
                <HASHTAG>TCP, TCPVN, ขยายธุรกิจ, วอริเออร์, เครื่องดื่มชูกำลัง, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181126/image_big_5bfbb5bb0bacc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอสถสภาล้างภาพธุรกิจครอบครัว จ่อสยายปีกบุกอินโดไชน่า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอสถสภาเจนฯ 4 ทรานฟอร์มธุรกิจครอบครัวสู่โปรเฟสชั่นแนล พร้อมสปายปีกตลาดอินโดไชน่า ชู 4 กลุ่มธุรกิจ ผ่านยุทธ์ศาสตร์พอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่ง คาดราคาไอพีโอ 25 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า หลังจากธุรกิจของครอบครัวได้ดำเนินงานมายาวนานมากกว่า 127 ปี ผ่านการเป็นผู้ผลิต ทำการตลาด และผู้จัดจำหน่ายชั้นนำในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลในประเทศไทย และเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในเมียนมาร์ และ สปป.ลาว รวมถึงยังเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 25 ประเทศผ่านผู้จัดจำหน่าย ครอบคลุมไปยังธุรกิจบริการอื่นๆ เช่น บริการบริหารจัดการด้านซัพพลายเชน ได้แก่ การผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลภายนอก ภายใต้กิจการร่วมค้าและสัญญาบริการผลิตสินค้า (OEM)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากนี้เพื่อทำให้โอสถสภามีความแข็งแกร่งและดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น จึงได้เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะทำให้การงานของบริษัทก้าวเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพมากกว่าในอดีต เนื่องจากบริษัทไม่ได้ต้องการเติบโตเพียงแค่ตลาดภายในประเทศไทยหรืออาเซียนเท่านั้น แต่ยังหาจังหวะและโอกาสขยายตัวเข้าไปสู่ภูมิภาคเอเชีย และประเทศอื่นๆ อีกด้วย ผ่านกลยุทธศาสตร์มีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย หรือไม่ได้มีเพียงแค่แบรนด์เดียวในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศคิดเป็น 25% ของรายได้รวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพรธิดา บุญสา รองกรรมการผู้จัดการสายการเงิน บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า จากภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2559 มีรายได้รวม 3.3 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2560 มีรายได้มากกว่า 2.62 หมื่นล้านบาท การลดลงดังกล่าวเนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง โดยได้มีการขายและเลิกทำบางธุรกิจ แต่ไม่ได้เป็นธุรกิจหลักของบริษัท แต่หากมาดู 6 เดือนแรกของปี 2562 จะเห็นว่ามีรายได้กว่า 1.2 หมี่นล้านบาท โดยสินค้าบางกลุ่มยังมีการเติบโตมากกว่าตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบัน OSP แบ่งการดำเนินธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ประกอบด้วยเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ กาแฟพร้อมดื่มและเครื่องดื่มที่มีการเติมส่วนผสมเพื่อให้ได้คุณสมบัติเฉพาะ โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก เช่น เอ็ม-150, เอ็ม-สตอร์ม, ลิโพวิตัน-ดี, ฉลาม, ชาร์คคูลไบท์, โสมอิน-ซัม, เอ็มเกลือแร่ (M-Electrolyte), เอ็ม-เพรสโซ, และเปปทีน 2. ธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ที่ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กภายใต้ แบรนด์เบบี้มายด์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิงภายใต้แบรนด์ทเวลฟ์พลัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวรรณิภา ภักดีบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ กล่าวว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นในการรักษาและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;ldquo;พลังเพื่อเสริมสร้างชีวิต&amp;rdquo; (The Power to Enhance Life) ที่มุ่งมั่นพัฒนาบริษัทฯให้เป็นองค์กรที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้บริโภค และสังคมด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ทันสมัย สำหรับแนวทางของการทำตลาดในประเทศ บริษัทมีความแข็งแกร่งทางด้านแบรนด์สินค้าอยู่แล้ว จึงเน้นการออกสินค้าใหม่ รวมถึงการปรับตำแหน่งทางสินค้า อาทิ แบรนด์ทเวล พลัส ที่จะขยายจากกลุ่มเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยไปสู่คนเริ่มทำงานมากขึ้น หรือทำให้แบรนด์มีความทันสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังเพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยการขยายสู่ระดับพรีเมียม แต่กลุ่มที่มีโอกาสในอนาคตมากที่สุดจะเป็นฟังก์ชันนัลดริงก์ มีเปบทีนเป็นตัวหลักในการทำตลาด คาดการณ์ว่าสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันนัลดริงก์จะมีมากขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภค ส่วนการทำตลาดในต่างประเทศบริษัทเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว &amp;nbsp;ขณะนี้ระหว่างการสร้างโรงงานในเมียนมาเพื่อรองรับดีมานด์ ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์ในกัมพูชา สปป.ลาว และอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวรรณิภา กล่าวว่า บริษัทยังมองโอกาสลงทุนในเวียดนามและจีน เนื่องจากมีตลาดที่เต็มไปด้วยประชากรขนาดใหญ่ แต่ว่าการแข่งขันก็ค่อนข้างสูง จึงต้องศึกษาตลาดให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยพิจารณาดูว่าเหมาะสมกับธุรกิจและการตลาดแบบไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินร่วมและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นเบื้องต้นที่ระหว่าง 22.00-25.00 บาทต่อหุ้น โดย ณ วันจองซื้อ นักลงทุนทั่วไปจะต้องจองซื้อหุ้น IPO ที่ราคา 25.00 &amp;nbsp;บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น โดยราคาเสนอขายหุ้นสุดท้ายจะถูกกำหนดโดยนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและในต่างประเทศ โดยวิธี Bookbuilding &amp;nbsp;หากราคาเสนอขายหุ้นสุดท้ายต่ำกว่าราคา 25.00 &amp;nbsp;บาท นักลงทุนทั่วไปที่จองซื้อจะได้รับคืนเงินส่วนต่างระหว่างราคาจองซื้อหุ้น กับราคาเสนอขายหุ้นสุดท้าย จะมีการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนทั่วไป (โรดโชว์) ในวันที่ 24 ก.ย. 2561 &amp;nbsp;พร้อมเปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อในระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 4 ต.ค. 2561 นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18379</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายธุรกิจ, ขายหุ้น, ราคาไอพีโอ, ล้างภาพธุรกิจครอบครัว, เพชร โอสถานุเคราะห์, โอสถสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba99d492011d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18012</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอสถสภา จ่อขายไอพีโอ 600 ล้านหุ้น ระดมเงินขยายธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอสถสภา ยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต. เสนอขายไอพีโอ &amp;nbsp;603.75 ล้านหุ้น คาดเคาะราคาในช่วง 22-25 บาทต่อหุ้น ระดมเงินหมื่นล้าน ขยายธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บมจ.โอสถสภา ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อ ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) ไม่เกิน 603.75 ล้านหุ้น แบ่งเป็นสำหรับผู้ลงทุนในประเทศ 392.25 ล้านหุ้น คิดเป็น 65% ของหุ้นที่เสนอขาย และอีก 211.50 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 35% ของหุ้นที่เสนอขาย สำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศผ่านผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ กำหนดช่วงราคาเสนอขายต่อประชาชนที่ 22-25 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายที่ 13,282.50-15,093.75 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระยะเวลาการเสนอขาย สำหรับบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัท พนักงานของบริษัท และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัท ซึ่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท วันที่ 1 &amp;ndash; 4 ต.ค.61 และสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน วันที่ 8-10 ต.ค. 61 โดยวัตถุประสงค์การใช้เงินเป็นเงินทุนขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาปรับปรุงการผลิต การจัดจำหน่ายสินค้า การปรับปรุงประสิทธิภาพสินค้า และดำเนินธุรกิจภายในของบริษัท ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทและหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิมครั้งนี้ ผ่านการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นวิธีการสอบถามปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของผู้ลงทุนสถาบันแต่ละระดับราคา โดยตั้งช่วงราคา และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันแจ้งราคาและจำนวนหุ้นที่ประสงค์จะจองซื้อมายังผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายและผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ โดยจะพิจารณาร่วมกัน เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 ก.ย.นี้ นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท บมจ.โอสถสภา จะเปิดยุทธศาสตร์ ภายใต้ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และธุรกิจให้บริการผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า รวมถึงความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18012</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายธุรกิจ, ขายไอพีโอ, ยื่นไฟลิ่ง, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, โอสถสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180920/image_big_5ba2ffd433b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไรมอนแลนด์ โชว์แผนลงทุนกวาดซื้อสินทรัพย์จากเคพีเอ็นแลนด์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไรมอนแลนด์ โชว์แผนลงทุนซื้อสินทรัพย์กลุ่มเคพีเอ็นแลนด์ หวังต่อยอดธุรกิจ คาดใน 3-4 ปีข้างหน้ามีรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้ที่ประมาณ 18,895 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอเดรียน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไรมอนแลนด์ (RML) เปิดเผยถึงแผนการเข้าซื้อสินทรัพย์ของ บจก.เคพีเอ็น แลนด์ ว่า บริษัทได้มีเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์บางส่วนของ บริษัท เคพีเอ็น แลนด์ จำกัด (KPNL) ได้แก่ โครงการ S19 จำนวน 57% โครงการ S28 จำนวน 100% ซึ่งคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 2566 นอกจากนี้บริษัทยังได้เข้าซื้อยูนิตที่เป็นยอดขายรอโอนในโครงการ Diplomat 39 และ โครงการ Diplomat สาทร ซึ่งมีมูลค่าการทางการขายประมาณ 2,500 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจะรับรู้รายได้ภายในปี 2561 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้ง 4 โครงการของ บจก.เคพีเอ็นแลนด์ ได้แก่ โครงการ S19 โครงการ S28 โครงการ Diplomat 39 และ โครงการ Diplomat สาทร ซึ่งมีมูลค่าการทางการขายประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการหลัง บริษัทได้มีการชำระเงินแล้ว 1,500 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1,000 ล้านบาท บริษัทจะชำระเป็นหุ้นและเงินสดต่อไป ทั้งนี้จากการที่บริษัทเข้าซื้อสินทรัพย์ในครั้งนี้จะส่งผลให้บริษัทจะสามารถสร้างกำไรได้ภายในปีนี้ &amp;nbsp;และ สามารถลดหนี้สินต่อทุนได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในอนาคตบริษัทมีแผนเข้าไปซื้อสินทรัพย์อื่นๆที่จะสามารถเพิ่มศักยภาพของบริษัทให้แข็งแกร่งเพิ่มเติมอีกด้วย อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าภายใน 3-4 ปีข้างหน้าจะมียอดขายรอรับรายได้ (แบล๊กล๊อค) อยู่ที่ประมาณ 18,895 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้อยู่เกือบ 10,000 ล้านบาท สำหรับสินทรัพย์ของกลุ่มเคพีเอ็นแลนด์ที่บริษัทได้เข้าไปลงทุน ประกอบไปด้วย โครงการ S19 เป็นโครงการคอนโดมิเนียม บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนา ส่วนโครงการ S28 เป็นคอนโดมิเนียม พัฒนาบนพื้นที่กว่า 2 ไร่ โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2566&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15907</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายธุรกิจ, ซื้อโครงการ, เคพีเอ็น แลนด์, เอเดรียน ลี, ไรมอนแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180822/image_big_5b7cc73274937.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
