<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 18:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดอินโดนีเซียใกล้หายนะ รัสเซียดับเป็นสถิติอีก ออสซี่ล็อกดาวน์เพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหพันธ์กาชาดเตือนสถานการณ์โควิด-19 ของอินโดนีเซียหมิ่นเหม่กับความหายนะแล้ว เดลตาแพร่หนักเตียงโรงพยาบาลใกล้เต็ม ฟิลิปปินส์ยืดมาตรการคุมเมืองหลวงและปริมณฑลถึงกลางเดือน ก.ค. รัสเซียดับเป็นสถิติวันละ 652 คน ออสเตรเลียขยายล็อกดาวน์คลุม 4 เมืองใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดันประตูรั้วศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ขณะชาวบ้านออกันอยู่ด้านนอก ที่เมืองตังเกรัง ชานกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 (Photo by FAJRIN RAHARJO/AFP via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่วันละมากกว่า 20,000 คนในช่วงหลายวันที่ผ่านมา คลื่นการแพร่เชื้อรอบใหม่นี้มีปัจจัยหนุนจากไวรัสสายพันธุ์ที่แพร่เชื้อง่ายขึ้นและการเคลื่้อนย้ายของผู้คนหลังเทศกาลวันหยุดเดือนรอมฎอน ถึงขณะนี้อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อสะสม 2.13 ล้านคน เสียชีวิต 57,561 คน รายงานของรอยเตอร์เมื่อวันอังคารที่ 29 มิถุนายน กล่าวว่า โรงพยาบาลหลายแห่งใน &amp;quot;พื้นที่สีแดง&amp;quot; รายงานว่ามีคนไข้ล้นแล้ว รวมถึงที่กรุงจาการ์ตาที่มีอัตราการครองเตียงแยกโรค 93% ถึงวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แจน เกลแฟนด์ หัวหน้าผู้แทนสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (ไอเอฟอาร์ซี) ประจำอินโดนีเซีย กล่าวเตือนว่า ทุกๆ วันเราเห็นว่าสายพันธุ์เดลตากำลังผลักดันอินโดนีเซียเข้าใกล้ขอบเหวของหายนะโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสิตี นาเดีย ทาร์มิซี เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงสาธารณสุข กล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับการประเมินของไอเอฟอาร์ซีว่า โรงพยาบาลต่างๆ เต็มเพราะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทั้งจากการเคลื่อนย้ายของประชาชนและผ่อนคลายระเบียบด้านสาธารณสุขที่ซ้ำเติมโดยสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินโดนีเซียกำลังหวังพึ่งโครงการวัคซีน แต่ถึงตอนนี้มีประชากรเพียง 13.3 ล้านคน จากเป้าหมาย 181.5 ล้านคน ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสนับตั้งแต่เดือนมกราคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์รายงานในวันอังคารอ้างแหล่งข่าวนิรนามว่า รัฐบาลจะเพิ่มมาตรการเข้มงวดขึ้นตั้งแต่วันพุธนี้ รวมถึงห้ามรับประทานที่ร้านอาหารและผู้โดยสารเที่ยวบินในประเทศต้องมีผลตรวจเชื้อเป็นลบ ขณะที่นาเดียปฏิเสธจะยืนยันข่าวนี้ แต่บอกให้รอคำประกาศอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านฟิลิปปินส์ เพื่อนบ้านร่วมภูมิภาค ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต สั่งขยายเวลาการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการดำเนินธุรกิจในกรุงมะนิลาและจังหวัดปริมณฑลออกไปถึงกลางเดือนกรกฎาคม ส่วนพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ยังคงอยู่ภายใต้มาตรการเข้มงวดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คำสั่งห้ามเที่ยวบินต่างประเทศได้ขยายรวมถึงโอมาน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจากเอเชียใต้เกือบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์มีประชากรรับวัคซีนครบแล้วเพียง 2.5 ล้านคน หรือ 3.6% ของประชากรเป้าหมาย 70 ล้านคนที่ต้องฉีดในปีนี้ ฟิลิปปินส์ได้รับวัคซีนแล้ว 17.5 ล้านโดส ส่วนใหญ่เป็นของซิโนแวค ประเทศนี้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1.4 ล้านคน เสียชีวิต 24,456 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฝั่งยุโรป รัสเซียกำลังเผชิญการแพร่ระบาดรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะจากสายพันธุ์เดลตา เอเอฟพีรายงานว่า วันอังคารทางการรัสเซียรายงานว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิต 652 คนในรอบ 24 ชั่วโมง ถือเป็นสถิติสูงสุดของรัสเซียแทนที่สถิติเดิมของเดือนธันวาคมปีที่แล้ว นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่เป็นสถานที่จัดแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้ายวันศุกร์นี้ มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากถึง 119 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 20,616 คนในวันเดียวกัน ยอดรวมใกล้ 5.5 ล้านคนแล้ว สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ส่วนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 134,545 คน มากที่สุดในยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ออสเตรเลีย เมืองบริสเบน เมืองหลวงของรัฐนอร์เทิร์นควีนส์แลนด์ เป็นเมืองใหญ่เมืองที่ 4 ที่ใช้การล็อกดาวน์ โดยเริ่มบังคับใช้ทันทีในเมืองนี้และภูมิภาคใกล้กันตั้งแต่เย็นวันอังคารเป็นเวลา 3 วัน ส่วนเมืองเพิร์ธ เมืองหลวงของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เริ่มล็อกดาวน์ตั้งแต่เช้าวันอังคารนาน 4 วัน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้นครซิดนีย์ เมืองหลวงของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ล็อกดาวน์นาน 2 สัปดาห์ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม ส่วนเมืองดาร์วิน เมืองหลวงของรัฐนอร์เทิร์นเทอร์ริทอรี ขอให้ประชาชนอยู่บ้านจนถึงวันศุกร์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ออสเตรเลียควบคุมการแพร่ระบาดได้เกือบสิ้นเชิงมานานหลายเดือน กระทั่งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่คนขับรถรับส่งลูกเรือเที่ยวบินต่างประเทศติดไวรัสสายพันธุ์เดลตา และทำให้ขณะนี้พบสายพันธุ์นี้แล้วใน 5 รัฐจาก 8 รัฐและดินแดน รอยเตอร์กล่าวว่า ความวิตกต่อสายพันธุ์เดลตาที่นำไปสู่การล็อกดาวน์ 4 เมืองใหญ่และมาตรการควบคุมในพื้นที่ต่างๆ ถึงขณะนี้ส่งผลกระทบต่อชาวออสเตรเลียแล้วมากกว่า 20 ล้านคน หรือ 80% ของประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันอังคาร ออสเตรเลียมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 30,500 คน เสียชีวิต 910 คน แต่มีประชากรไม่ถึง 5% ที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108061</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายล็อกดาวน์, ดับเป็นสถิติ, บริสเบน, ฟิลิปปินส์, รัสเซีย, สายพันธุ์เดลตา, ออสเตรเลีย, อินโดนีเซียใกล้หายนะ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dafd2390d38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 00:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2021 00:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังกดยอดติดเชื้อไม่ลง มาเลเซียขยายล็อกดาวน์ทั้งประเทศ2 สัปดาห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลมาเลเซียประกาศขยายมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-9 เพิ่มอีก 2 สัปดาห์ จาก 15 มิถุนายน เป็น 28 มิถุนายน หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อยังสูงเกินวันละ 5,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สภาพท้องถนนโล่งในย่านใกล้ศูนย์การค้ากลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ระหว่างการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2564 (Photo by Wong Fok Loy/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของแชนเนลนิวส์เอเชียกล่าวว่า อิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ รัฐมนตรีกลาโหมอาวุโสของมาเลเซีย ประกาศผ่านแถลงการณ์ภายหลังร่วมการประชุมของสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลตัดสินใจขยายการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ หรือที่เรียกว่ามาตรการควบคุมการเดินทางของประชาชน (เอ็มโอซี 3.0) เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันนั้นยังคงมีมากกว่า 5,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากมาตรการนี้ กิจกรรมที่ได้รับอนุญาตและต้องห้าม รวมถึงระเบียบวิธีดำเนินการมาตรฐานสำหรับภาคการผลิต, ธุรกิจ และกิจกรรมภาคอุตสาหกรรม จะยังคงเดิมตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลมาเลเซียประกาศใช้เอ็มโอซีทั่วประเทศครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ช่วงที่ประเทศเผชิญคลื่นการระบาดลูกที่ 3 ตามมาตรการเอ็มโอซี 3.0 นี้ ภาคเศรษฐกิจทั้งหมดได้รับอนุญาตให้ดำเนินงานได้ แต่ห้ามการเดินทางข้ามเขตและข้ามรัฐ รวมถึงห้ามกิจกรรมทางสังคม, กีฬาและการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลได้ประกาศข้อบังคับทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มงวดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม สำนักงานนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การพบไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ถ่วงให้ความพยายามควบคุมการแพร่เชื้อทำได้ช้าลง แล้วจากนั้น 1 สัปดาห์ ต่อมานายกฯ มูห์ยิดดิน ยัสซิน จึงประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศนาน 14 วัน เริ่มตั้งแต่ 1 มิถุนายน โดยอนุญาตให้ภาคเศรษฐกิจและบริการที่จำเป็นเท่านั้นดำเนินงานต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันของมาเลเซียเคยทะลุ 9,000 ราย ก่อนที่มาตรการล็อกดาวน์จะทำให้ยอดติดเชื้อลดลงทีละน้อย โดยในวันศุกร์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,846 คน ส่วนยอดผู้ติดเชื้อของมาเลเซียเพิ่มเป็น 646,411 คน เสียชีวิต 3,768 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106086</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายล็อกดาวน์, มาเลเซีย, ล็อกดาวน์ทั่วประเทศ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c39b57425d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2020 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2020 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระ&#039;เตือนอุณหภูมิเย็นลงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดจะรุนแรงมากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ต.ค.63 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ความเห็นรายงาน สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก 30 ตุลาคม 2563...มีรายละเอียดดังนี้
เกิน 45 ล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อัตราการติดเชื้อสูงขึ้นเร็วมาก มากกว่าหนึ่งล้านคนในสองวัน
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่มสูงถึง 572,096 คน รวมแล้วตอนนี้ 45,269,102 คน ตายเพิ่มอีก 7,192 คน ยอดตายรวม 1,184,988 คน
อเมริกา ติดเพิ่ม 94,183 คน รวม 9,198,880 คน ตายเพิ่มเกินพันคนต่อวัน ขณะนี้ตายไปแล้ว 234,035 คน
อินเดีย ติดเพิ่ม 49,281 คน รวม 8,088,046 คน
บราซิล ติดเพิ่ม 26,106 คน รวม 5,494,376 คน
รัสเซีย ติดเพิ่ม 17,717 คน รวม 1,581,693 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อันดับ 5-10 ตอนนี้ ฝรั่งเศส สเปน อาร์เจนตินา โคลอมเบีย สหราชอาณาจักร และเม็กซิโก ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่นต่อวัน
พรุ่งนี้สหราชอาณาจักรจะติดเชื้อรวมเกินล้านคนเป็นประเทศที่ 9
อิตาลี เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ สวีเดน แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเมียนมาร์ ติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลายหมื่น
หลายต่อหลายประเทศในยุโรป ก็ยังติดกันหลักร้อยถึงหลักพัน
ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ติดเพิ่มกันหลายร้อย ส่วนจีน และออสเตรเลีย ติดเพิ่มกันหลักสิบ ในขณะที่สิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม และนิวซีแลนด์ยังมีติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ
...สถานการณ์ในเมียนมาร์ ทะลุห้าหมื่นคนไปแล้ว เมื่อวานติดเพิ่มอีก 1,331 คน ตายเพิ่มอีก 27 คน ตอนนี้ยอดรวม 50,403 คน ตายไป 1,199 คน อัตราตายตอนนี้ 2.4%
ในช่วงเวลาถัดจากนี้ไป อุณหภูมิเย็นลง การแพร่ระบาดของไวรัสโรค COVID-19 จะรุนแรงมากขึ้น
เราจะสังเกตได้ว่า ก่อนหน้านี้หลายประเทศในยุโรปยืนกรานว่าจะเน้นการเปิดประเทศให้มีการทำมาค้าขายและเดินทางกันมากขึ้น เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นคืนมา และประกาศทำนองว่าหัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ล็อคดาวน์ประเทศอย่างแน่นอน เพราะกลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ
แต่สุดท้ายแล้ว มาตรการการเปิดการเดินทางระหว่างกัน ก็ทำให้เกิดการระบาดซ้ำอย่างรุนแรง นานกว่าเดิม 1.5 เท่า และแรงกว่าเดิมโดยยอดสูงสุดต่อวันพุ่งไปถึง 7 เท่าโดยเฉลี่ย บางประเทศมากกว่าเดิมเกิน 20 เท่า
เดิมมีประเทศที่หนักหนา ติดเกินล้านคนแค่อเมริกา อินเดีย บราซิล และรัสเซีย แต่สุดท้ายเพียงไม่นาน ก็มีเกินล้านมาอีกหลายประเทศ ทั้งฝรั่งเศส สเปน อาร์เจนตินา โคลอมเบีย
ความมั่นใจของใครต่อใครว่า &amp;quot;ฉันมั่นใจในระบบของฉัน ฉันจะทำการตรวจคัดกรอง และรีบติดตามคนที่ติดเชื้อที่เข้ามาในประเทศให้ได้โดยเร็ว และฉันจะควบคุมการระบาดให้ได้โดยจะทำการจัดการเฉพาะจุด&amp;quot; นั้นใช้ไม่ได้ผลกับการจัดการการระบาดซ้ำของโรค COVID-19 ครับ
หนึ่ง เพราะธรรมชาติของโรคมันมีคุณสมบัติที่แพร่ง่าย และเกิดจากการพบปะติดต่อกัน พอเปิดเกมส์ให้ติดต่อกันมากมายทั้งจากการเปิดประเทศและมุ่งเน้นการท่องเที่ยว ก็เข้าทางไวรัสแน่นอน
สอง โรคนี้มันดันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และยารักษามีจำกัดมาก ทำให้เวลาคนติดเชื้อจำนวนมาก รักษาก็ไม่ค่อยได้ และป้องกันได้แต่การรณรงค์ใส่หน้ากาก ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ทำไม่ได้ อยู่ห่างก็ไม่ได้แล้วเพราะคนเยอะ ล้างมือก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง จึงเห็นปรากฏการณ์เอวังด้วยประการฉะนี้
สาม พอระบาดซ้ำ ธรรมชาติของการระบาดระลอกใหม่ดันต่างจากระลอกแรก เพราะมักจะโผล่มาแบบไม่รู้ตัว พอเห็นเคสนึง ก็มักมีคนติดเชื้อไปแล้วจำนวนมาก เดินทางกระจายไปทั่ว ทำให้เห็นปรากฏการณ์แบบดาวกระจาย การจัดการเฉพาะจุดจึงมักไม่ได้ผล ระยะเวลาในการจัดการก็จะนานขึ้นเป็นเงาตามตัว
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เราจึงเห็นหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ออกมาประกาศว่าจำเป็นต้องล็อคดาวน์อีกครั้ง ระยะเวลาเป็นเดือน แถมประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังยอมรับว่า มันรุนแรงเกินกว่าฉากที่แย่ที่สุดที่เคยคาดการณ์ไว้
ทั้งนี้เพราะการคาดการณ์ฉากต่างๆ จากการทำโมเดลนั้น คนทำส่วนใหญ่มักตั้งสมมติฐานที่ไม่ได้ยืนบนพื้นฐานข้อมูลที่ตรงกับสถานการณ์จริง ยิ่งหากเป็นการระบาดของโรคใหม่แบบโควิดนี้ การตั้งสมมติฐานและนำมาคาดการณ์นั้นจึงมักได้ผลไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก
แนวทางการคาดการณ์ที่น่าจะใกล้เคียงกว่าคือการเฝ้าสังเกต เรียนรู้จากประเทศต่างๆ ที่เผชิญเหตุการณ์ระบาดซ้ำมาก่อนเรา และวิเคราะห์ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ เพื่อนำมาวางแผนรับมือ
นายกรัฐมนตรีของเยอรมันออกมาประกาศเรื่องล็อคดาวน์ในเดือนพฤศจิกายน โดยตั้งความหวังว่าจะได้ผล และจะช่วยให้ประชาชนในประเทศสามารถพบปะกันได้ในช่วงคริสตมาส เชื่อว่าเราทุกคนก็ส่งกำลังใจให้เค้าสามารถจัดการได้ดังที่หวังไว้
ส่วนเมืองไทยนั้น&amp;nbsp; ประกาศเปิดประเทศหาเงินจากการท่องเที่ยวของคนต่างชาติ แถมจะลดแลกแจกแถมจูงใจด้วยสารพัดวิธี รวมถึงล่าสุดจะลดเวลากักตัวจาก 14 วันเหลือ 10 วัน และออกข่าวว่าจะลดลงไปอีก คุยว่ามั่นใจในระบบเฝ้าระวัง ติดตาม และถึงติดเชื้อเป็นพันเป็นหมื่นก็มีทรัพยากรเอาอยู่
ติดตามดูแล้วก็ได้แต่รู้สึก&amp;quot;สังเวช&amp;quot;
สถานการณ์แบบนี้ คงได้แต่เอาใจช่วยพวกเราประชาชนทุกคน ให้รักตัวเอง รักครอบครัว ป้องกันตัวให้ดี ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร พบปะคนน้อยๆสั้นๆ เลี่ยงที่แออัดหากทำได้ และคอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว ถ้าไม่สบายให้รีบไปตรวจ...
เยอรมันอาจได้สงบและพบปะกันตอนช่วงคริสตมาส
แต่ช่วงเวลานั้นของเรา อาจไม่เหมือนเค้าครับ
ด้วยรักต่อทุกคน
รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82272</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายล็อกดาวน์, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, วัคซีนป้องกันไวรัสโควิด, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05230a5ece1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 22:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 19:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดติดไวรัสรายใหม่พุ่ง เมียนมาขยายล็อกดาวน์ยะไข่ 3 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการเมียนมาประกาศขยายการใช้มาตรการล็อกดาวน์ป้องกันไวรัสโควิด-19 ครอบคลุมทั่วทั้งรัฐยะไข่ กักกันประชาชนรวมกว่า 3 ล้านไว้ในเคหสถาน ขณะจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรอบ 36 ชั่วโมงเมื่อวันพุธมากกว่า 100 คน เป็นสถิติสูงสุดนับแต่พบผู้ป่วยรายแรกเมื่อเดือนมีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2563 กล่าวว่า เมียนมาพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่อีกมากกว่า 100 รายภายในเวลา 36 ชั่วโมง ทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสะสมในเมียนมาเพิ่มเป็น 580 ราย โดยรัฐยะไข่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือเป็นที่ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุด ส่วนผู้เสียชีวิตยังจำนวนคงเดิมที่ 6 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมืองซิตตเวที่เป็นเมืองเอกของรัฐนี้อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวยามวิกาลมาตั้งแต่สุดสัปดาห์ แต่เมื่อวันพุธ ทางการรัฐยะไข่มีคำสั่งให้ขยายการล็อกดาวน์ครอบคลุมอีก 4 เมือง ได้แก่ เจาะพยู, อ้าน, ตองโกบ และตานตเว &amp;quot;ประชาชนจาก 4 เมืองที่กล่าวถึงนี้ต้องอยู่บ้านเท่านั้น&amp;quot; คำสั่งที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์โกลบอลนิวไลต์ออฟเมียนมาของทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาช่วงค่ำวันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาออกแถลงการณ์ว่า สืบเนื่องจากการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นมาก ประชาชนในทุกเมืองของรัฐยะไข่ต้องอยู่กับบ้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่เชื้อ เท่ากับมาตรการล็อกดาวน์นี้ส่งผลต่อประชากร 3 ล้านคนของทั้งรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาตรการนี้จะอนุญาตให้เฉพาะยานพาหนะสำหรับการขนส่งเท่านั้น และยกเว้นให้แค่รถของข้าราชการและแรงงานโรงงาน นอกจากนี้แต่ละครอบครัวจะได้รับอนุญาตให้ออกไปจับจ่ายซื้อข้าวของได้เพียงคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก่อความวิตกว่าจะส่งผลถึงกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาวันที่ 8 พฤศจิกายนหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากสำมะโนประชากรปี 2557 ซิตตเวมีประชากรที่เป็นชาวยะไข่มากกว่า 318,000 คน ส่วนอีก 4 เมืองนี้มีประชากรรวมกันประมาณ 560,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวยะไข่เช่นกัน โดยยังไม่นับรวมชาวมุสลิมโรฮีนจาตามค่ายต่างๆ ทางตอนเหนือของยะไข่ยังเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกองทัพอาระกันกับกองทัพเมียนมาที่ทำให้ชาวบ้านนับหมื่นๆ คนทิ้งถิ่นฐานไปอยู่ในค่ายอพยพหลายแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ องค์การสหประชาชาติประกาศว่า เจ้าหน้าที่ของตนบางคนที่ทำงานในรัฐยะไข่และในค่ายผู้อพยพเหล่านี้ ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเมียนมากล่าวกันว่า ไวรัสที่พบในผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่งตรวจพบเมื่อไม่นานมานี้เป็นไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดียวกับที่พบในมาเลเซีย และเคยพบในยุโรป, อเมริกาเหนือ และหลายพื้นที่ของเอเชีย และเชื่อว่ากันแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในภูมิภาคอาเซียน ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุดที่ 202,361 ราย โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวันพุธอีก 5,277 ราย และมีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่ม 99 ราย ยอดรวมผู้เสียชีวิตเป็น 3,137 ราย ส่วนอินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อมากรองลงมาที่ 160,165 ราย โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 2,306 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 86 ราย ยอดรวมผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มเป็น 6,944 ราย สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับสามของอาเซียนที่ 56,495 ราย โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียง 60 รายในวันพุธ และมีผู้เสียชีวิต 27 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75638</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายล็อกดาวน์, รัฐยะไข่, เมียนมา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9b427aa8b1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2020 15:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2020 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟิลิปปินส์ขยายล็อกดาวน์กรุงมะนิลายาวไปถึงมิถุนายน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลฟิลิปปินส์ตัดสินใจขยายมาตรการล็อกดาวน์ในกรุงมะนิลาต่อไปอีก 2 สัปดาห์ถึงเดือนมิถุนายน รวมแล้วนานกว่าการปิดเมืองอู่ฮั่นของจีน แต่จะผ่อนคลายข้อจำกัดในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศที่ความเสี่ยงต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนด้านนอกห้างสรรพสินค้า มอลล์ออฟเอเชีย ในกรุงมะนิลาร้างรถยนต์และผู้คนสัญจรระหว่างการล็อกดาวน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำประกาศของรัฐบาลฟิลิปปินส์เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2563 สวนทางกับแนวโน้มของหลายประเทศทั่วโลก ที่กำลังผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 กับการกลับสู่ภาวะปกติเพื่อจำกัดความเสียหายทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์กล่าวว่า ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต กล่าวถึงการขยายเวลาล็อกดาวน์ &amp;quot;บางพื้นที่&amp;quot; ระหว่างการประชุมคณะทำงานโควิด-19 ที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร แต่เขาไม่ได้ระบุว่าจะขยายการบังคับใช้ที่ใดบ้าง หรือนานเท่าใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา แฮร์รี โรเก โฆษกของดูเตร์เต ชี้แจงว่า มาตรการนี้จะบังคับต่อไปอีก 2 สัปดาห์ ที่เมืองใหญ่สุดของฟิลิปปินส์คือ กรุงมะนิลา และเมืองเซบู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขยายเวลานี้จะทำให้เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อราว 2 ใน 3 ของประเทศ และมีผู้เสียชีวิตถึง 72% ของทั้งประเทศ อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ยาวนาน 11 สัปดาห์ หรือ 80 วัน นานกว่าการล็อกดาวน์เมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางการแพร่เชื้อของจีน ที่ล็อกดาวน์นาน 76 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรเกกล่าวว่า รัฐบาลจะผ่อนคลายข้อบังคับในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จำเป็นบางอย่างในกรุงมะนิลาจะได้รับอนุญาตให้เปิดได้ เพื่อเริ่มพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังรุดสู่ภาวะถดถอยเพราะการบริโภคภายในประเทศลดลงอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้วมากกว่า 11,000 คน เสียชีวิตอย่างน้อย 726 คนจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่คงที่ระหว่าง 150-300 คนมานานหลายสัปดาห์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูเตร์เตกล่าวเตือนด้วยว่า แม้บางพื้นที่จะผ่อนคลายมาตรการแล้ว แต่ประชาชนยังต้องระมัดระวังและต้องสวมหน้ากากอนามัย &amp;quot;จำไว้ว่าการผ่อนคลายข้อจำกัดไม่ได้หมายถึงไม่มีโควิดอีกแล้ว&amp;quot; เขากล่าว &amp;quot;เราไม่อาจปล่อยให้มีการระบาดระลอกที่ 2 หรือ 3 ขึ้นอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่สั่งห้ามเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจากจีน ภายหลังพบนักท่องเที่ยวชาวจีน 3 รายติดเชื้อไวรัส และยังเป็นประเทศที่ 3 ในโลกที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์กักกันประชาชนไว้ในเคหสถาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการล็อกดาวน์กรุงมะนิลาที่ใช้มาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม กำหนดห้ามประชาชนออกจากเคหสถาน โดยอนุญาตให้สมาชิกผู้ใหญ่ครัวเรือนละ 1 รายออกไปซื้ออาหาร ยา หรือพบแพทย์ได้, สั่งจำกัดการเคลื่อนย้าย การอพยพและการทำกิจกรรมนอกบ้าน และให้เว้นระยะห่างทางสังคม แต่ยังอนุญาตให้ธุรกิจที่มีความจำเป็นดำเนินกิจการได้อย่างจำกัด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65727</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงมะนิลา, ขยายล็อกดาวน์, ฟิลิปปินส์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba5a712d6f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
