<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมยันพร้อมลงทุน6หมื่นล้าน3โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผย (ครม.) ว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้มีการหารือถึงข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ได้มีการรายงานความเห็นเสนอให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ไปดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ในด้านการขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ก่อน โดยการเสนอแนะความเห็นให้ ครม. พิจารณาของ ป.ป.ช.นั้น ถือเป็นอำนาจตามกฎหมาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินการนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีกครั้งของสมาคมขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ระยะเวลา 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะตรวจสอบแล้วเสร็จภายใน เม.ย. 2564 จากนั้น จะนำผลการตรวจสอบของ IATA และ ICAO เสนอไปยังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และตอบความคิดเห็นกลับมายังกระทรวงคมนาคม ก่อนเสนอไปให้ ครม. พิจารณาต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า การดำเนินการของกระทรวงคมนาคมในเรื่องดังกล่าวนั้น ได้มีการประชุมหารือมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมานั้น ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ครั้งที่ 1/2564 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการพัฒนา ทสภ.โดยก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ทิศตะวันตก (West Expansion) และทิศเหนือ (North Expansion) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ดำเนินการก่อสร้างส่วนต่อขยายทั้ง 3 ทิศดังกล่าว ตามที่กระทรวงคมนาคมพิจารณานั้น เนื่องจากในปัจจุบัน ทสภ.มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารไม่เพียงพอ หรือสามารถรองรับได้ 45 ล้านคนต่อปี จึงได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรอง(satellite) สามารถรองรับเพิ่มอีก 15 ล้านคนต่อปี สอดรับกับสภาพข้อเท็จจริงในปัจจุบันมีผู้โดยสารเดินทางกว่า 60 ล้านคนต่อปี ซึ่งหากดำเนินการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตก จะรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 30 ล้านคนต่อปี เป็น 90 ล้านคนปี และเมื่อรวมกับด้านทิศเหนือ จะทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 120 ล้านคนต่อปี โดยการดำเนินการทั้ง 3 โครงการนั้น มีวงเงินรวมทั้งหมดกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่ง ทอท.ก็มีความพร้อมในการลงทุน และมีรายได้จากการดำเนินการมาชดเชยงบประมาณปกติที่ได้ลงทุนไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้คำแนะนำว่าในเมื่อดำเนินการพัฒนาฯแล้วก็ให้ช่วยบูรณาการการบริหาร เพราะยังมีทั้งอู่ตะเภา ดอนเมือง ซึ่งจริงๆ กระทรวงคมนาคมไม่ได้ทำแค่อู่ตะเภา-สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง แต่ทำสนามบินที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทย เรื่องนี้มีอยู่ในแผนทั้งหมด รวมถึงต้องมีการบริหารเรื่องตารางเที่ยวบินด้วย ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมได้เร่งการดำเนินการทั้ง 3 ส่วนต่อขยาย ประกอบกับช่วงเวลานี้ เกิดสถานการณ์โควิด-19 และควรดำเนินการเพื่อรองรับการเดินทางที่จะกลับมาในอนาคต อีกทั้ง ตามแผนงานนั้น การก่อสร้างอาคารทั้ง 3 ส่วนต่อขยาย จะแล้วเสร็จระยะเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งในการดำเนินการในแผนจะมีการดำเนินการก่อสร้างอาคารฝั่งตะวันออกก่อนอยู่แล้ว&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจาก ทอท. ระบุว่า ตามแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรรภูมินั้น ประกอบด้วย 1.อาคารส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) รองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปี งบประมาณลงทุน 7,830 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่ 66,000 ตารางเมตร 2.อาคารส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (West Expansion) รองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปี งบประมาณลงทุน 7,830 ล้านบาทเพิ่มพื้นที่ 66,000 ตารางเมตร และ 3.โครงการส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ (North Expansion) รองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปีและขยายได้ถึง 40 ล้านคนต่อปี งบประมาณลงทุน 41,260 ล้านบาทเพิ่มพื้นที่ 348,000 ตารางเมตร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ทาง ทอท.ยังได้มีการพัฒนารันเวย์ 3 ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน จาก 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง เป็น 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง หรือรองรับปริมาณผู้โดยสารได้ 90 ล้านคนต่อปี จาก 60 ล้านคนต่อปี อย่างไรก็ตามเมื่อขีดความสามารถเพิ่มขึ้น ทอท.ก็จำเป็นต้องสร้างอาคารรองรับ เนื่องจากขีดความสามารถอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรภูมิในขณะนี้จะรองรับได้เพียง 60 ล้านคนต่อปี จากอาคารผู้โดยสารหลัก 45 ล้านคนต่อปี และอาคารเทียบเครื่องบินรอง(satellite) ที่จะเปิดให้บริการในปีหน้า รองรับเพิ่มอีก 15 ล้านคนต่อปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97042</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ, รมว.คมนาคม, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059daa02d0e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89994</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2021 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2021 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมอนุมัติ3โครงการใหญ่ขยายสุวรรณภูมิวงเงิน5.7 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ม.ค. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถของอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.)โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม ว่าที่ประชุมมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบรายละเอียดให้ดำเนินการพัฒนา ทสภ.โดยก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ทิศตะวันตก (West Expansion) และทิศเหนือ (North Expansion) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินสุวรรณภูมิให้รองรับผู้โดยสารได้ 120 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินการก่อสร้าง East -Westจะใช้เงินลงทุน แห่งละ 7 พันล้าน รวมกันประมาณ1.5 หมื่นล้าน ส่วน North จะใช้เงินก่อสร้าง 4.2 หมื่นล้าน รวมทั้งสามโครงการ 5.7 หมื่นล้านบาท สำหรับงบประมาณในการลงทุนก่อสร้างบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือ ทอท. มีความพร้อมในการลงทุน ทาง สภาพัฒน์ไม่ได้ขัดข้อง แต่ขอให้ทบทวนผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา ทสภ. ให้ชัดเจน พร้อมทั้งนำมติที่ประชุมสอบถามไปยังสำนักงานการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ด้วย ทั้งนี้ได้มอบให้ ทอท. ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นในเดือน มี.ค.64 จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) หากเห็นชอบ ทอท. จะไปดำเนินการในขั้นตอนการประกวดราคา(ประมูล) หาผู้รับจ้าง คาดว่าจะได้เอกชนผู้รับจ้างประมาณเดือน ก.ย.64 โดย North Expansion ก่อสร้าง 24 เดือน แล้วเสร็จเดือน ก.ย.66 ขณะที่ West &amp;amp; East Wings ก่อสร้าง 28 เดือน แล้วเสร็จ ม.ค.67&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากการคาดการณ์ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) มีความเห็นว่า ปริมาณผู้โดยสารของ ทสภ. จะกลับมาเท่ากับปี 2562 ประมาณ 65 ล้านคน อีกครั้งในปี 2566 ซึ่งการพัฒนา ทสภ. ก่อสร้างส่วนต่อขยายนี้จะทำให้ลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ปัจจุบัน ทสภ. อยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1 : SAT-1) และการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้ ทสภ. เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากปัจจุบัน 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ การก่อสร้าง East Expansion มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารภายในประเทศ 15 ล้านคนต่อปี วงเงินงบประมาณ 7,830 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 29 เดือน พื้นที่ 66,000 ตร.ม. และมีสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่ เคาเตอร์เช็คอิน 108 เคาเตอร์ สายพานรับกระเป๋า 6 ชุด ช่องตรวจค้น 9 ช่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การก่อสร้าง West Expansion มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ 15 ล้านคนต่อปี วงเงินงบประมาณ 7,830 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 29 เดือน พื้นที่ 66,000 ตร.ม. เคาเตอร์เช็คอิน 108 เคาเตอร์ สายพานรับกระเป๋า 6 ชุด ช่องตรวจค้น 9 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมือง ขาออก 34 ช่อง ขาเข้า 56 ช่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่าการก่อสร้าง North Expansion รองรับผู้โดยสารภายในประเทศและระหว่างประเทศ 30 ล้านคนต่อปี วงเงินงบประมาณ 41,260 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 25 เดือน พื้นที่ 348,000 ตร.ม. และมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาคารจอดรถ 3,000 คัน หลุมจอดประชิดอาคาร 14 หลุมจอด สายพานรับกระเป๋า 17 ชุด ช่องตรวจค้น 49 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมือง ขาเข้า 82 ช่อง ขาออก 66 ช่อง รถไฟฟ้าขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover : APM) ทั้ง Airside และ Landside รวมทั้งมีพื้นที่ถนนรองรับรถหน้าอาคารผู้โดยสาร (Curb Side)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89994</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคาร, ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ, อนุมัติ 3 โครงการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_600246c7ea08b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอท.ชี้แจงกรณีจอดรถไว้ที่สนามบิน8เดือนเสียค่าจอดเดือน6หมื่นบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.63-นายสุทัศน์&amp;nbsp; สุวรรณผ่องใส รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายการพาณิชย์) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีสื่อมวลชนเผยแพร่คลิปผู้ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้จอดรถค้างคืนไว้ที่อาคารจอดรถโซน 2 เป็นเวลานาน 8 เดือน จึงทำให้ต้องจ่ายเงินค่าที่จอดรถสูงเกือบ 6 หมื่นบาท ซึ่งภายหลังที่คลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไปทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ทสภ. ไม่ให้ความช่วยเหลือและลดอัตราค่าบริการที่จอดรถให้ นั้น

อย่างไรก็ตามจากกรณีนี้ ทสภ. ขอชี้แจงให้ทราบว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถ TOYOTA รุ่น RIVO สีแดง หมายเลขทะเบียน ข - 3438 ชลบุรี เจ้าของรถได้นำรถเข้ามาจอดที่อาคารจอดรถโซน 2 ทสภ. ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563 เวลา 06.07 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 19.24 น. รวมระยะเวลาจอด 239 วัน โดยผู้ที่นำรถออกไปให้นั้นเป็นเพื่อนกับเจ้าของรถ ซึ่งปัจจุบันยังคงอาศัยอยู่ต่างประเทศ เนื่องจากโดนยกเลิกเที่ยวบินจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโวรัสโควิด 19 ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ จึงได้ติดต่อให้เพื่อนมานำรถออกไป เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา โดยมียอดค่าอัตราค่าบริการจอดรถเป็นจำนวน 59,750 บาท (ซึ่งคำนวณมาจากอัตราค่าบริการจอดรถของ ทสภ. วันละ 250 บาท คูณกับจำนวนวันที่เข้าจอด)

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้บริการว่าหากมีความประสงค์จะขอลดอัตราค่าบริการจอดรถสามารถทำได้ โดยต้องนำตั๋วเครื่องบินทั้งขาไปและขากลับ รวมทั้งเอกสารการยกเลิกเที่ยวบินมาเป็นหลักฐาน แต่เพื่อนเจ้าของรถยินดีที่จะจ่ายเงินตามจำนวนจริง โดยให้เหตุผลว่าไม่ประสงค์ที่จะยื่นหลักฐานดังกล่าว เนื่องจากต้องรอเอกสารในการยื่น

นายสุทัศน์&amp;nbsp; กล่าวต่อไปว่า ทสภ. ยินดีที่จะลดอัตราค่าบริการที่จอดรถให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งต้องยื่นเอกสารได้แก่ หลักฐานตั๋วเครื่องบิน
ทั้งขาไปและขากลับ เอกสารการกักตัวจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เอกสารการยกเลิกเที่ยวบิน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีผู้ใช้บริการติดต่อขอลดอัตราค่าบริการจอดรถไปแล้วจำนวน 6 ราย

ทั้งนี้ หากผู้ใช้บริการมีข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำในการใช้บริการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการอาคารจอดรถยนต์ โทรศัพท์ 0 2132 9511 หรือติดต่อ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84226</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb4af3c3605d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2020 07:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2020 07:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยามโต้ฝ่ายค้าน ระบุขยายสุวรรณภูมิมีแผนตั้งแต่ปี 2536 ไม่ใช่เพิ่งคิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ. 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม เรื่อง ส่วนต่อขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีความจำเป็นตามแผนแม่บทสุวรรณภูมิ ที่รองรับผู้โดยสารได้เพียง 45 ล้านคนต่อปี แต่จะทะลุไปถึง 64 ล้านคนต่อปี ซึ่งตามแผนแม่บทมี Main Terminal &amp;nbsp;และมีฝั่งซ้ายขวา สองข้าง คือ ฝั่งซ้าย กับ ฝั่งขวา ของตัวอาคาร หรือเรียกว่า East และ West เป็นส่วนต่อขยาย แต่เมื่อมาดูสถิติการดำเนินการตามแผนมีความล่าช้า เป็นปัญหาประเทศซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งปรับปรุง ไม่ว่าจะเรื่องสิ่งแวดล้อม และการขออนุมัติต่างๆ ซึ่งหากไม่ปรับแผนก็จะทำให้การรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นมาไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้น จึงมีการปรับแผนไปก่อสร้างเทอร์มินอลทางด้านทิศเหนือ ซึ่งมีความเข้าใจผิดว่าเราไปนำแผนก่อสร้างเทอร์มินอลแห่งที่ 2 มาก่อสร้างทางทิศเหนือ ความจริงไม่ใช่ แผนการก่อสร้างที่ 2 กับ 3 คือ East และ West &amp;nbsp;ยังมีเหมือนเดิม แต่สาเหตุที่ทำเพราะหากดำเนินการ East และ West ที่ติดกับอาคารผู้โดยสารถ้ามีการก่อสร้างจำเป็นจะต้องมีการปิดพื้นที่บางส่วนของ Main Terminal ซึ่งจะทำให้ความสามารถรองรับผู้โดยสารลดลงไปอีก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชี้แจงว่า ส่วนข้อคำถามที่ว่านายกรัฐมนตรี ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาทำอะไรตรงนี้หรือเปล่า ท่านเข้ามาดูในเรื่องของแผนว่าสิ่งที่นำเรียนในเบื้องต้น ความสามารถรองรับผู้โดยสารมันล้น &amp;nbsp;ท่านจึงเข้ามาเปลี่ยนแปลง และมีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทอท.ได้รับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายสำนักนโยบายและแผนของกระทรวงคมนาคม สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ ไม่ว่าจะเป็นสมาคมสายการบิน สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจการบิน คณะกรรมการที่ปรึกษาท่าอากาศยาน หรือ ATC ซึ่งดำเนินการรับฟังทั้งหมด และกำลังเสนอกระทรวงคมนาคม แล้วส่งให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ระบุว่า ส่วนข้อสงสัยว่าการใช้งบประมาณมากกว่าการก่อสร้างทางด้าน East และ West นั้น หากดำเนินการก่อสร้างแค่ East และ West จะรองรับผู้โดยสารได้เพียง 30 ล้านคน ซึ่งไม่พอ เพราะเป้าหมายต้องรองรับผู้โดยสารต่างประเทศปีละ 150 ล้านคน ซึ่งใช้งบประมาณ 13,600 ล้านบาท แต่สิ่งที่ได้แค่อาคารผู้โดยสาร ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยเพียง 132,000 ตรม. รองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคน แต่โครงการที่กำลังดำเนินการ ที่เรียกว่า North Extension &amp;nbsp;ใช้งบประมาณ 42,000 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่ 169,700 ตรม. รองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคน แต่จะอาคารเทียบเครื่องบิน 125,000 ตรม. อาคารสำนักงาน 53,300 ตรม. หลุมจอดเครื่องบิน 14 หลุม มีอาคารจอดรถ 3,000 คัน ถนนหน้าอาคารผู้โดยสาร และ ถนนหน้าอาคารผู้โดยสาร &amp;nbsp;ขณะที่ East และ West นั้น ไม่มีสิ่งเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.คมนาคม ระบุว่า สำหรับวงเงินลงทุนทำไมไม่ใช่ 4.2 หมื่นล้านบาท ต้องเรียนว่า ถ้าผ่านคณะรัฐมนตรี จะใช้เพียง 41,261 .364 ล้านบาท &amp;nbsp;แต่ตัวเลขที่นำมาอภิปราย 45,520.476 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ใช้คำนวณผลตอบแทนการลงทุน ไม่ใช่ตัวเลขที่คุยใน ครม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่กำหนดพื้นที่แปลงที่ 37 เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นมาตั้งแต่ Master Plan แผนพัฒนาสุวรรณภูมิ มีตั้งแต่ฉบับที่ &amp;nbsp;1 ปี 2536 ก็กำหนดไว้อย่างนี้ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย และหากไปดูสนามบินอื่นๆ เพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร สนามบินซางฮี เขาก็ทำ Mall อยู่ในสนามบินก็ถือเป็นเรื่องปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.คมนาคม กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อการจราจร การก่อสร้างมอเตอร์เวย์ และ รถไฟความเร็วสูง นั้น เรื่องของมอเตอร์เวย์ ได้มีการศึกษามาตั้งแต่ 2551 แล้ว ในปี 2557 มีการตั้งงบประมาณเพื่อ มุ่งเน้นระบายการจราจรด้านตะวันออก ซึ่งการก่อสร้างทั้ง North East West ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย สำหรับเรื่องโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน นั้น เดิมจะเชื่อมแค่ 2 สนามบินเท่านั้น คือ ดอนเมือง และ สุวรรณภูมิ แต่นายกรัฐมนตรี ดำริให้มีโครงการ EEC จึงจำเป็นต้องขยายไปสู่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และมีการลงนามในสัญญามีมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท ไปแล้ว จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะไปเพิ่มงบประมาณใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนเรื่องการพัฒนา ระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า นั้น ครม.อนุมัติตั้งแต่ปี 2553 แต่เป็นแผนที่เรียกว่า Master Plan ที่เรียกว่า M-MAP นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในรัฐบาลที่แล้วก็เร่งรัด จะทำให้เราได้ 10 เส้นทาง 464 กิโลเมตร และ ไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ถ้าเราไม่เร่งทำแบบนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีปัญหาเรื่องจราจร มีปัญหาเรื่อง PM 2.5 เราจะมีปัญหาเรื่องพลังงาน ทุกเรื่องเวลาแก้ปัญหา ย่อมต้องมีผลกระทบ แต่เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ภายในปี 2569 จะมีการเปิดให้บริการ ขณะนี้เปิดให้บริการแล้ว 4 เส้นทาง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 7 สาย และอยู่ระหว่างหาผู้รับจ้าง &amp;nbsp;6 สาย โดยนายกรัฐมนตรีให้นโยบาย ได้ให้การดำเนินการลงทุนเป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในลักษณะ PPP ให้ว่าประชาชน จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่คิดแบบเดิมที่ให้เอกชนได้ผลประโยชน์มาก ถ้าดำเนินการเรียบร้อยประชาชนไม่ต้องใช่รถส่วนตัว มาใช้ระบบขนส่งมวลชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกส่วนคือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขสมก. ขณะนี้ได้จัดทำแผนปฏิรูปเสร็จสิ้นแล้ว หลักง่ายคือ ต่อไปนี้จะไม่มีการวิ่งทับซ้อน เส้นทางรถที่บริการ ขสมก. จะวิ่งเป็น 3 ประเภท คือ Liner และ Feeder คือจากเหนือลงใต้ ตะวันตกไปตะวันออก แล้วจะเชื่อมเป็นวงกลม 3 รอบ ลดจำนวนรถเมล์ลงจาก 6,000 เหลือ 3,000 คัน สิ่งที่สำคัญคือ รถที่จะมาดำเนินการต้องใช้พลังงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นไฟฟ้า หรือ NGV โดยที่จะไม่เป็นภาระของงบประมาณเพราะจะใช้วิธีการ &amp;ldquo;จ้างเช่าเหมาตามระยะทาง&amp;rdquo; ซึ่งเอกชนที่เข้ามาจะต้องมาเสนอราคาว่าจะคิดต่ำสุดเท่าไหร่ โดยจะเป็นรถเย็นติดแอร์ทั้งหมด ไม่มีรถร้อนแล้วครับ จะมีสตางค์ไม่มีสตางค์ก็ขึ้นได้หมด &amp;nbsp;ประชาชนที่เป็นผู้ด้อย จะมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนประชาชนทั่วไปมีค่าบริการไม่เกิน 30 บาทต่อวัน &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นกี่สาย กี่ต่อ ถ้าเป็นตั๋วเดือน ไม่เกิน 25 บาท ทั้งหมดจะเริ่มในวันที่ &amp;nbsp;1 ตุลาคม 2564 และเสร็จทั้งโครงการในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ซึ่งจะทำให้แก้ไขปัญหาเรื่องจราจร มีปัญหาเรื่อง PM 2.5 เราจะมีปัญหาเรื่องพลังงาน อะไรต่างๆ บรรเทา เบาบาง ลดลงไปได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58296</URL_LINK>
                <HASHTAG>การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200227/image_big_5e570950d7b38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51742</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2019 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2019 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สร้าง&amp;ไม่สร้างอาคารใหม่ที่สุวรรณภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อขัดแย้งในโครงการการลงทุน ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยฝ่ายหนึ่งประกอบด้วย 12 องค์กรวิชาชีพ นำโดยสมาคมสถาปนิกสยามและ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท) ที่คัดค้าน ทอท. มาเป็นเวลาย่างเข้าปีที่ 2ในการที่ &amp;nbsp;ทอท.จะใช้เงินลงทุน 42,000 บาท &amp;nbsp;สร้างอาคารหรูหรา ที่จะมีพื้นที่ ถึง348,000 ตารางเมตร ตรงหน้าก่อนถึงอาคารผู้โดยสารปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย 12 องค์กรวิชาชีพเสนอให้ทำตามแผนเดิม( Master Plan)ที่ให้ขยายปีก2 ข้างของอาคารที่เว้นเนื้อที่เผื่อการขยายตัวไว้ตั้งแต่แรกก่อสร้างเดิมซึ่งจะใช้เงินลงทุนก่อสร้างเพียง 12,000 ล้านบาท และจะลงมือก่อสร้างได้ทันที เพราะแบบก็ออกแบบเสร็จแล้ว &amp;nbsp;การขออนุมัติ เรื่องสิ่งแวดล้อม ( EIA) ซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน ก็ผ่านแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญ สภาพัฒน์ ที่ควบคุมดูแลการลงทุนของประเทศที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม &amp;nbsp;ก็เห็นด้วยกับการที่จะขยายปีกอาคารทั้ง2 ฝั่ง แทนการไปออกแบบใหม่ ซึ่งจะเสียเวลาออกแบบก่อสร้างนานกว่า และจะเสียเงินเพิ่มขึ้นถึง 30,000 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยทั้ง 2 วิธีจะได้วัตถุประสงค์หลักอันเดียวกันของทั้ง 2 ฝ่ายว่าจะเป็นวิธีที่จะแก้ไขความคับคั่งของสนามบินสุวรรณภูมิให้มีความสามารถ รับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 30 ล้านคนเท่าๆกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ตารางเปรียบเทียบ ระหว่างทางเลือกของทั้ง 2 วิธี ที่ &amp;nbsp;ทอท. ทำเผยแพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้ดูในตารางเปรียบเทียบที่ ทอท. ได้ทำเผยแพร่นี้ จึงเห็นว่า ถ้าสร้างอาคารใหม่ขึ้นเลย ที่เรียกชื่อใหม่จาก เทอร์มินอล 2 เป็น &amp;quot;ส่วนต่อขยายทางทิศเหนือ&amp;quot; นั้น จะได้พื้นที่ได้มากกว่าไปขยายอาคารเก่ามากจริงอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตารางเปรียบเทียบของ &amp;nbsp;ทอท. นี้ นอกจากพื้นที่ที่แตกต่างกันมาก จะมีข้อมูลในบรรทัดสุดท้าย &amp;nbsp; ที่เห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ก็คือ ถ้าสร้างแค่ขยายปีกออกไป 2 ข้าง &amp;nbsp;ก็จะได้พื้นที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับใช้ในการมีเคาเตอร์เช็คอิน และช่องตรวจ passport ทั้งขาเข้าและขาออกเพิ่มขึ้นสำหรับผู้โดยสารอีก 30 ล้านคนต่อปี แต่จะไม่สามารถขยายเพิ่มพื้นที่บริการความสะดวกอื่น ๆ อันทันสมัย และจะไม่มีพื้นที่โอ่โถง กว้างขวาง ที่จะส่งเสริมการขายสินค้าปลอดภาษีให้เพิ่มขึ้นอีกได้ ทอท. เรียกพื้นที่ส่วนนี้ว่า Entertainment and Retail Complex ( ส่วนสันทนาการ และส่วนจัดจำหน่ายสินค้า )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นถ้าคิดในแง่การลงทุน ถ้าได้พื้นที่ขายสินค้าปลอดภาษีเพิ่มขึ้นอีก ทอท. ก็น่าจะมีรายได้จากการประกอบกิจการให้เช่าพื้นที่เพื่อการค้าขายได้เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้มีผลกำไรส่งคืนให้รัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งในแง่การประกอบการธุรกิจ ถึงลงทุนมากกว่าแต่จะเพิ่มรายรับได้มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าคิดในเชิงการลงทุนธุรกิจแบบนี้ก็พอจะเข้าใจได้ เพราะทุกวันนี้เห็นนักท่องเที่ยวมาสนามบินที่ต่าง ๆ ก็ใช้เงินกันอย่างเต็มที่ ถ้ามีอาคารใหม่ที่มีพื้นที่จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้ใช้เงินในสนามบินเพิ่มขึ้น ทอท. ก็จะได้ส่วนแบ่งจากผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆเพิ่มขึ้นด้วย &amp;nbsp;ไม่นานก็คงคุ้มทุนเงินลงทุนมหาศาลนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เราควรต้องพิจารณาด้วยว่า การใช้งานหลักของสนามบินนั้นคืออะไร ถ้ายังเป็นเพื่อการอำนวยความสะดวกสำหรับการเดินทางเข้าออกประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ ทอท. ได้สิทธิเก็บค่าผู้โดยสารผ่านเข้าออกประเทศแต่เพียงผู้เดียว เอกชนอื่น ๆ มาแข่งขันไม่ได้ ที่ดิน 20,000 ไร่ที่มาใช้สร้างเป็นสนามบินก็ได้มาฟรีจากการเวนคืนที่ดินประชาชน งบลงทุนก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิจำนวน 45,000 ล้าน รัฐบาลก็กู้มาให้จากกองทุนของรัฐบาลญี่ปุ่น แล้ว การเพิ่มพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยเป็นหลัก มากกว่าการอำนวยความสะดวกด้านอื่น ๆ โดยเมินบทวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียที่เคยทำไว้แล้วอย่างละเอียดในแผนขยายพื้นที่หลักนั้น &amp;nbsp; จะดีกว่าสำหรับผู้ใช้บริการสนามบินและประชาชนผู้เสียภาษีจริงหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่ยังไม่พิจารณาว่า การเพิ่มพื้นที่จับจ่ายใช้สอยเพื่อเพิ่มรายได้จากการขายสินค้านั้น ผลประโยชน์ ที่แท้จริงจะไปตกอยู่ในมือใคร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทอท. และรัฐบาลไทยจะได้รับผลประโยชน์จากการเอื้อเฟื้อพื้นที่มหาศาลนี้คุ้มค่าจริงหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะที่ผ่านมาเราก็เคยได้ยินข่าวเรื่องการร้องเรียนการแบ่งผลประโยชน์พื้นที่การค้าขายที่ไม่เป็นธรรมกันบ้างอยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นสุดท้ายแล้ว นอกจากข้อเสนอต่าง ๆ ทางเทคนิคขององค์กรวิชาชีพทั้ง 12 องค์กร แล้ว ก็คงต้องพิจารณากันด้วยว่า ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นตามที่ ทอท. เสนอมานั้น จะตกสู่มือของผู้ใช้บริการและประชาชนจริงหรือไม่ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ต่อตระกูล ยมนาค
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51742</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ, ต่อตระกูล ยมนาค, สร้าง&amp;ไม่สร้างอาคารใหม่ที่สุวรรณภูมิ, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191204/image_big_5de71ad26b5d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2019 15:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2019 15:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ACTจับตาประมูลดิวตี้ฟรี-เทอร์มินอล 2 หวั่นไม่โปร่งใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 17 ก.พ. 62 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง จับตาสองโครงการใหญ่สนามบินสุวรรณภูมิ&amp;nbsp; โดยเนื้อหาแถลงการณ์ระบุว่า จากกรณีที่สองโครงการใหญ่ของสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงนี้ คือ โครงการร้านค้าปลอดภาษีและอากร หรือ ดิวตี้ฟรี&amp;nbsp; ที่เดิมมีข่าวว่าจะดำเนินการประมูลให้แล้วเสร็จในปีที่แล้วแต่ได้ล่าช้ามา และโครงการขยายอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2&amp;nbsp; ที่ยังคงเดินหน้าต่อไปตามเดิม หลังจากผู้บริหารบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)(ทอท.) ให้ข่าวว่าจะเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ โดยเป็นที่เข้าใจกันว่าทั้งสองโครงการน่าจะมีเบื้องหลังบางอย่างที่เชื่อมโยงกัน

&amp;nbsp;โครงการขยายอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2&amp;nbsp; สนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่า 6.6 พันล้านบาท ได้ถูกทักท้วงอย่างต่อเนื่องจากสภาวิชาชีพทั้งด้านวิศวกรและสถาปนิกผู้เป็นเสาหลักของประเทศในองค์ความรู้ด้านนี้ และล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) ทำหนังสือให้ความเห็นว่า&amp;nbsp; แนวทางที่ ทอท.พยายามผลักดันอยู่นั้นขาดความเหมาะสมหลายประการ ที่สำคัญ คือ ไม่เป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินที่ศึกษาไว้ในปี พ.ศ. 2546 อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงในอนาคต

&amp;nbsp;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มีความกังวลว่า ความไม่โปร่งใสจนขาดการยอมรับ และท่าทีของผู้บริหาร ทอท. ในช่วงเวลาที่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังสนใจกับการเลือกตั้ง ทำให้เป็นห่วงว่าผู้มีอำนาจจะฉวยโอกาสเร่งรัดอนุมัติเรื่องก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น

&amp;nbsp;อนึ่งความสำเร็จหรือล้มเหลวของทั้งสองโครงการจะส่งผลต่อชื่อเสียง และผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างมาก ดังนั้นรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องแสดงความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันประชาชนรวมทั้งสื่อมวลชนต้องอย่านิ่งนอนใจ และขอให้ช่วยกันจับตา เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของส่วนรวมไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29301</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ, ปมเทอร์มินัล 2, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน, เปิดประมูลดิวตี้ฟรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51953aba55f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2018 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2018 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดทอท.ไม่สนเสียงค้าน อนุมัติก่อสร้างเทอมินัล 2 สุวรรณภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ดทอท.ไฟเขียวสร้างอาคารผู้โดยสารสุวรรณภูมิ หลังไอเคโอยันทำตามแผนแม่บท เปิดช่องล้มประมูล &amp;lsquo;ดวงฤทธิ์&amp;rsquo; ส่อปรับแบบก่อสร้าง คาดรู้ผลเดือนนี้


นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด) ทอท.ได้มีมติเห็นชอบโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ตามแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิฉบับล่าสุดของทอท. หลังจากนี้จะเร่งจัดประชุมผู้มีส่วนได้เสียในโครงการและผูเอกชนผู้ให้บริการในสนามบิน อาทิ คณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน (Airline Operators Committee : AOC และ สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ(IATA) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปในประเด็นเรื่องรายละเอียดการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ว่าจะใช้ ลักษณะการก่อสร้างอาคารที่เป็นอิสระ (Stand-alone) มีชานชาลารับส่งผู้โดยสาร (Curb front)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือเป็นการก่อสร้างเป็นอาคารเชื่อมกับพื้นที่อาคาร Concourse A&amp;nbsp; หลังเดิม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อได้ข้อสรุปแล้วต้องกลับมาดูแบบของ กลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน ดีบีเอแอลพี-นิเคนเซกเก-อีเอ็มเอส-เอ็มเอชพีเอ็ม-เอ็มเอสอี-เออาร์เจ หรือ &amp;#39;กลุ่มดวงฤทธิ์&amp;#39; ซึ่งชนะการประกวดราคาว่าตรงลักษณะการก่อสร้างหรือไม่ เช่น แม่แบบเป็นอาคารอิสระ แต่คณะผู้มีส่วนได้เสียอยากได้แบบอาคารเชื่อม ก็ต้องมีการปรับแบบดังนั้นหากปรับแบบแล้วมันแตกต่างจากของเดิมหรือวงเงินลงทุนเยอะขึ้น ก็ต้องล้มประมูลงานออกแบบเพื่อเปิดประมูลใหม่พร้อมกับเยียวยาค่าเสียหายให้กับผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้


นายนิตินัยกล่าวต่อว่าสาเหตุที่บอร์ดทอท.มีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการนี้เนื่องจากสามารถตอบข้อสงสัยของสังคมได้อย่างครบถ้วน เริ่มจากประเด็นเรื่องแผนแม่บทหลักนั้น ทอท.ได้ทำหนังสือสอบถามความเหมาะสมไปยัง องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้รับคำตอบว่าการสร้างอาคารบริเวณดังกล่าวนั้นถูกต้องเป็นไปตามแผนแม่บทที่ ICAO ได้เคยศึกษาและแนะนำให้ดำเนินการไว้ ส่วนกรณีเรื่องความต้องการเร่งแผนสร้างอาคารใหม่เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ล้นสนามบินนั้น ICAO รับทราบว่าแผนแม่บทเดิมวางไว้ที่ 45 ล้านคนต่อปี แต่พอมาวันนี้ 64 ล้านคนต่อปี ผู้โดยสารล้นสนามบินนั้นเข้าใจแต่ก็เพียงแนะนำว่าให้จ้างที่ปรึกษาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นทอท.จึงเลือกใช้วิถึตั้งคณะกรรมการผู้มีส่วนได้เสียภายในสนามบินขึ้นมาเพื่อร่วมกันและได้ข้อสรุปว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการก่อสร้างอาคานหลังใหม่จึงต้องเร่งจัดประชุมให้ได้ข้อสรุปแนวทางก่อสร้างภายในเดือนนี้ก่อนลงนามสัญญาต่อไป


นายนิตินัยกล่าวอีกว่าหลังจากนี้ทอท.จะเร่งเสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อขอเร่งรัดการดำเนินงานโครงการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันตก วงเงิน 7 พันล้านบาทไปก่อนเพื่อรองรับตัวเลขการขยายตัวของนักท่องเที่ยวและลดความแออัดภายในสนามบิน

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24646</URL_LINK>
                <HASHTAG>ICAO, การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2, ขยายสนามบินสุวรรณภูมิ, นิตินัย ศิริสมรรถการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b1685d3f05d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
