<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BTS ลุ้นมท.ชงครม.ขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย. 2563 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และ กรรมการบริหาร บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) กล่าวว่า ขณะนี้การขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวอยู่ระหว่างรอให้กระทรวงมหาดไทยนำคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้พิจารณาอนุมัติ หลังจาก ครม. เมื่อ 17 พ.ย.นี้รับทราบในหลักการถึงผลเจรจาระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ชี้แจงหลังจากมีการแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่ได้เป็นการตีกลับของ ครม. ทั้งนี้ หากกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ ครม.อนุมัติร่างสัญญาฯดังกล่าวแล้วก็จะสามารถเดินตามสัญญาใหม่ได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่มีประเด็นอัตราค่าโดยสารที่จะมีการจัดเก็บใหม่ในอัตราเที่ยวละไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย นายสุรพงษ์ ชี้แจงว่า อัตราค่าโดยสารที่จะใช้กับรถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดเส้นทางที่มีส่วนต่อขยายทั้งหมดรวมระยะทาง 67 กม.จำนวน 58 สถานี แต่ไม่สามารถเทียบกับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินที่มีอัตราสูงสุด 42 บาท/เที่ยว เพราะระยะทางไม่เท่ากัน โดยสายสีน้ำเงินมีระยะทาง 48 กม. จำนวน 38 สถานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากได้รับการขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งตามเงื่อนไข BTS ต้องแบกรับภาระหนี้ของกรุงเทพมหานคร 1 แสนล้านบาท แลกกับการขยายเวลาสัมปทานออกไปอีก 30 ปี จากเดิมสิ้นสุดปี 2572 เป็นสิ้นสุดปี 2602 ส่วนบริษัทก็จะนำหนี้ที่ทาง กทม.ติดค้างค่าจ้างเดินรถในส่วนต่อขยาย วงเงินกว่า 8 พันล้านบาท และรับหนี้ของ กทม.ที่รับโอนทรัพย์สินและภาระทางการเงินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต &amp;ndash; สะพานใหม่ &amp;ndash; คูคต และช่วงแบริ่ง &amp;ndash; สมุทรปราการ จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รวมวงเงินราว 1 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง กทม.ได้ว่าจ้าง BTSC เดินรถไฟฟ้าดังนี้ 1.ส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้ (แบริ่ง-สำโรง) 2.ส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ (หมอชิต-คูคต) ที่เปิดเดินรถสถานีหมอชิต-วัดพระศรีมหาธาตุ 3. ส่วนต่อขยาย สายสีลม สะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และ &amp;nbsp;4.ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84341</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสัญญาสัมปทาน, บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC), สุรพงษ์ เลาหะอัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de5f1ecda590.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58812</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 01:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 01:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เท่ห์ อุเทน&#039;เข้าไกล่เกลี่ยเพจดัง หลังทำเสียชื่อเสียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักร้องหนุ่ม เท่ห์-อุเทน พรหมมินทร์ &amp;nbsp;และ เพจเจ๊มอย108 พร้อมด้วย หนุงหนิง สาวที่เป็นต้นเหตุ จากกรณีที่โพสต์ข้อความถึง &amp;quot;นักร้องเสียงละมุน&amp;quot; ลงในเพจเจ๊มอย108 จนเป็นเหตุให้ลูกเพจเข้ามาแสดงความคิดเห็น และทำให้เท่ห์และครอบครัวได้รับความเสียหาย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในวันนี้จึงได้เข้ามาไกล่เกลี่ย โดยทางนักร้องดังไม่ติดใจเอาความ เเละอยากให้เป็นกรณีศึกษา สำหรับผู้ที่ชอบพิมพ์ข้อความผ่านโซเซี่ยล ให้มีความระมัดระวัง และไม่ทำให้ตนเองและคนอื่นเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเทห์ อุเทน เผยว่า &amp;ldquo;วันนี้มาทำการตกลง แล้วก็ไกล่เกลี่ยกับน้องๆ ทั้ง 2 ท่าน ก็คือเพจเจ๊มอย 108 และทางน้องหนุงหนิง นี่ก็เดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ มาทำข้อตกลงไกล่เกลี่ยต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ ปอท. ก็เป็นไปในทิศทางที่ดีครับ ก็คือทางเพจจะมีการลงขอโทษที่เป็นกิจจะลักษณะ ทางน้องก็ได้มาขอโทษต่อหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยครับ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ ไม่ต้องมีอะไรให้บาดหมางกัน ยังไงก็เป็นคนไทยด้วยกันอยู่แล้ว อันไหนที่มันตกลงกันได้ก็น่าจะดีกว่า ตอนนี้การเจรจาเรียบร้อย ยุติการขัดแย้ง ตัวผมก็แฮปปี้ สบายใจที่ทางเพจเจ๊มอยจะดำเนินการขอโทษอย่างเป็นกิจจะลักษณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมก็อยากจะฝากว่า ต่อไปให้มีการระมัดระวังทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นน้องหนุงหนิงเอง ที่ต่อไปนี้จะทำอะไรลงเฟซบุ๊กก็ต้องระมัดระวัง มีความรอบคอบมากขึ้น มันทำให้เกิดความเสียหาย คิดให้เยอะๆ กว่านี้ ส่วนทางเพจก็ฝากถึงความละเอียดนิดนึง ต่อไปนี้จะลงอะไรให้มันมีหลักฐานที่มันแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นก่อน ไม่งั้นมันจะมีความเสียหายที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ผมจะพูดเสมอเลยว่าถ้าเหตุการณ์นี้ถ้าเกิดขึ้นกับคนที่ไม่หนักแน่นแบบผม แบบบ้านผม หรือเป็นคนที่คิดมาก ถ้าเกิดการฆ่าตัวตายมาหรืออะไรก็ตามมันไม่สามารถเอาอะไรกลับมาได้เลย บางคนอ่อนไหวกับเรื่องนี้มาก ถ้าเป็นไบโพล่าร์สามารถฆ่าตัวตายได้เลย ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย ก็ขอฝากไว้ด้วยครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58812</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสัญญาสัมปทาน, ปอท., เทห์ อุเทน, เพจเจ๊มอย108</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200304/image_big_5e5ea245db084.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2019 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2019 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศักดิ์สยาม”ลุยชงครม.ให้คมนาคมมีอำนาจตัดสินใจข้อพิพาททางด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ย.62-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องค่าชดเชยทางด่วนกับเอกชนว่า ภายหลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) มีมติเห็นชอบให้รัฐบาลขยายสัญญาทางด่วนให้กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM ระยะเวลา 30 ปีแบ่งเป็นสองสัญญาได้แก่ สัญญาที่ 1 ขยายสัมปทาน 15 ปีแลกกับยกเลิกข้อพิพาทค่าชดเชยมูลค่า 100,000 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขให้เอกชนแบ่งรายได้ให้กทพ. 60% ของรายได้ทั้งหมดและสามารถปรับค่าผ่านทางได้ทุก 10 ปี

ส่วนด้านสัญญาที่ 2 ขยายสัมปทาน 15 ปี พร้อมเงื่อนให้เอกชนลงทุนก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 (Double Deck) ระยะทาง 17 กม. มูลค่า 32,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามตนยังไม่มั่นใจเรื่องการมอบสัญญาที่ 2 ให้เอกชนขยายสัมปทานอีก 15 ปีเพื่อแลกกับการลงทุนเพิ่มนั้นจะคุ้มค่าหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) มาชี้แจงข้อมูลว่าเหมาะสมกับตัวเลขมากน้อยแค่ไหน รายละเอียดการศึกษาเรื่องนี้เป็นอย่างไร ส่วนสัญญาที่ 1 ดูเหมาะสมแล้ว

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่าในวันอังคารที่ 10 ก.ย. นี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เรื่องการขอแก้มติ ครม.เดิมที่ให้อำนาจผู้ดำเนินการเรื่องค่าชดเชยค่าทางด่วน ได้แก่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีมนรัฐบาลชุดเก่า เนื่องจากปัจจุบันเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว ทำให้อำนาจในการดำเนินการเรื่องนี้ไม่สามารถไปต่อได้ตามแนวทางบริหารงานราชการ ดังนั้นต้องแก้ไขเปลี่ยนเป็นมอบอำนาจให้กระทรวงคมนาคมดูแลเรื่องนี้ แต่ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมก็ยังคงไม่มีอำนาจจัดการลงนามสัญญากับเอกชนเพราะต้องรอไฟเขียวจากรัฐบาลและการเห็นชอบของครม.เสียก่อน

แหล่งข่าวจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)ระบุว่าการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 นั้นเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผล เนื่องจากปัจจุบันสภาพการจราจรบนทางด่วนในชั่วโมงเร่งด่วนหนาแน่นมากบางวันถึงขั้นวิกฤติ ดังนั้นการก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 (Double Deck) พร้อมจุด-ขึ้นลง 7 แห่ง จะสามารถบรรเทาการจราจรได้แบบในต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่มีการเก็บค่าผ่านทางเพิ่มอีกด้วย เพื่อกระจายความหนาแน่นของรถบนทางด่วน สำหรับจุดที่มีปัญหาจราจรในขณะนี้มีอยู่ 7 จุด ได้แก่ 1.ช่วงหมอชิตขาเข้า 2.ช่วงงามวงศ์วาน-ด่านประชาชื่น 3.ต่างระดับพญาไท 4.ช่วงอโศกมนตรี 5.ช่วงอนุสาวรีย์ 6.ช่วงพระราม 9 และ7.ช่วงแยกไปบึงมักกะสัน

อย่างไรก็ตามสำหรับเงื่อนไขในการต่อสัญญาที่ 2 ซึ่งมีการก่อสร้าง Double Deck นั้น กทพ.จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)​ให้ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เสียก่อนจึงจะลงนามสัญญาที่ 2 ได้ หากไม่ได้รับความเห็นชอบ EIA เรื่องนี้ก็จะมีผลแค่สัญญาที่ 1 คือการต่อขยายสัมปทานแค่ 15 ปีแลกกับข้อพิพาททั้งหมด แต่จะไม่ได้ Double Deck เพื่อแก้รถติดบนทางด่วน
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45207</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ขยายสัญญาสัมปทาน, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190907/image_big_5d735485155e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2019 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2019 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEM ยืนกรานขยายสัมปทานทางด่วนจบข้อพิพาทค่าโง่  ย้ำรัฐได้ประโยชน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 2562 นายพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล กรรมการบริหาร บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าข้อพิพาทค่าชดเชยทางด่วนมูลค่า 100,000 ล้านบาทนั้นเกิดกรณีการทางพิเศษ(กทพ.)ไม่ปรับค่าผ่านทางให้ตามสัญญาและไม่มีการเยียวยากรณีสร้างทางแข่งขันดอนเมืองโทลล์เวย์ ดังนั้นจึงเกิดข้อพิพาทกันตั้งแต่ชั้นอนุญาโตตุลาการไปจนถึงชั้นศาลสูงสุด ซึ่งปัจจุบันถือว่าการเจรจาคืบหน้าไปมากแล้ว ถือว่าได้ข้อสรุปครบแล้วเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามซึ่งทางออกที่มีขณะนี้เชื่อว่าดีที่สุดสำหรับฝ่ายรัฐบาล ประชาชนไม่เสียประโยชน์ แม้ว่าฝ่ายเอกชนเองจะเสียประโยชน์ไปบ้างแต่ก็ถือว่าทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ค่อนข้างมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่จะไม่เปลี่ยนเงื่อนไขการเจรจาที่มีมาตลอด 1 ปี เนื่องจากหากจะต่อสู้คดีต่อไปนั้นกทพ.อาจต้องชดเชยค่าเสียหายมากถึง 326,000 ล้านบาทแบ่งเป็นกรณีข้อพิพาทการแข่งขัน 210,000 ล้านบาท และข้อพิพาทเรื่องปรับค่าผ่านทาง 116,000 ล้านบาท ทว่าข้อสรุปที่ตกลงกันได้นั้นคิดเป็นมูลหนี้เพียง 58,873 ล้านบาท ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลหนี้ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์สฤษดิ์ กล่าวต่อว่าสำหรับเงื่อนไขการเจรจาเพื่อจบข้อพิพาททั้งหมดนั้นคือการต่อขยายสัมปทานทางด่วน 3 เส้นทางไปอีก 30 ปี พร้อมกับเอกชนลงทุนก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 (Double Deck) และทางหลีก Bypass วงเงินลงทุนรวม32,000 ล้านบาท แบ่งเป็น สัญญาที่ 1 คือ การยกเลิกข้อพิพาททั้งหมดพร้อมต่อขยายสัมปทาน 15 ปี โดยหมดอายุสัมปทานทุกเส้นทางพร้อมกันที่ 31 ต.ค. 2578 และต้องแบ่งรายได้ให้กทพ.ไม่น้อยกว่าเดิมคือ 60% ของรายได้ทั้งหมดพร้อมกับเงื่อนไขปรับค่าผ่านทางได้ทุก 10 ปี สัญญาที่ 2 คือต่อขยายสัมปทานเพิ่มอีก 15 ปีพร้อมลงทุนก่อสร้าง Double Deck ก่อสร้าง ByPass ก่อสร้างจุดขึ้น-ลงที่สถานีกลางบางซื่อ และก่อสร้างด่านเก็บเงินเพิ่มอีก 2 จุดที่ด่านอโศกและด่านประชาชื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจะลงนามสัญญาที่ 2 ได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ภายใน 2 ปีหรือมากกว่านั้น ดังนั้นหากกทพ.พยายามจนสุดความสามารถแล้วยังไม่สามารถเสนอรายงาน EIA ให้ผ่านเพื่อก่อสร้างโครงการได้ก็จะถือให้ยึดการต่อสัมปทานในสัญญาที่ 1เป็นหลักหรือเท่ากับว่าข้อพิพาททั้งหมดจบลงแล้วเมื่อลงนามสัญญาที่ 1 ซึ่งเอกชนก็ยินดีแต่ก็เชื่อว่ากทพ.จะสามารถผลักดันเรื่อง EIA ให้ผ่านได้ เนื่องจากการจราจรบนทางด่วนทุกวันนี้เกิดปัญหารถติดเป็นอย่างมากดังนั้นรัฐบาลผู้เป็นเจ้าของโครงการจึงต้องพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ทั้งนี้ปัจจุบัน BEM มีรายได้จากการเก็บค่าทางด่วนปีละ 7,000-8,000 ล้านบาทด้วยอัตราการเติบโตรายได้เฉลี่ย 1-3% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์สฤษดิ์ กล่าวถึงนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ต้องการให้ลดค่าทางด่วน 5-10 บาทว่าสำหรับนโยบายดังกล่าวเห็นว่าเป็นเรื่องยากเพราะเป็นคนละเรื่องกับข้อพิพาทต้องมาเจรจากันอีก ทั้งนี้ที่ผ่านม BEM ก็ช่วยรัฐบาลสุดความสามารถแล้ว ถือว่าช่วยกันเยอะแล้วในเรื่องของข้อพิพาททางด่วนนี้ เพราะหากยึดตามมูลหนี้จริงรัฐบาลอาจเสียค่าชดเชยมากกว่า 300,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในปีนี้นั้นมองว่าผลประกอบการทางด่วนยังคงเติบโตอยู่ที่ 1% รวมรายได้เฉพาะค่าทางด่วนทั้งปี 8,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินทั้งปีจะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้รถไฟฟ้า 30% และทางด่วน 70% ดังนั้นในอนาคต 5 ปี ตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้เป็น 40% โดยมีปัจจัยหนุนจากการเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามการเปิดเดินรถส่วนต่อขยายเฟสแรกช่วงหัวลำโพง-หลักสองนั้นจะยังไม่รับรู้รายได้ในปีนี้เนื่องจากเปิดให้ใช่บริการฟรี ดังนั้นจะรับรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจนในปีหน้าภายหลังจากเปิดเต็มเฟส ช่วง หัวลำโพง-หลักสองและท่าพระ-บางซื่อ ทำให้การรับรู้รายได้รถไฟฟ้าในปี 2563 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หรือรวมรายได้ตลอดปีมากกว่า 3,300 บาท โดยมีประมาณการผู้โดยสารราว 500,000 คนต่อวัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43491</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, ขยายสัญญาสัมปทาน, ค่าโง่ทางด่วน, พงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190815/image_big_5d54c36d283b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
