<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบข้อพิพาท ครม.ขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนให้ BEM อีกเกือบ 16 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างสัญญาระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีอีเอ็ม) กรณียุติข้อพิพาททั้งหมดที่เกิดขึ้นรวม 17 คดี เพื่อแลกกับการแก้ไขสัญญาให้บีอีเอ็มเป็นผู้รับสัมปทานบริหารและจัดเก็บค่าผ่านทางทางด่วน เป็นระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน โดยจะไปสิ้นสุดสัญญาพร้อมกันในวันที่ 31 ต.ค.2578&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี หากประเด็นของการยุติข้อพิพาทไม่ถูกนำมาพิจารณาในวันนี้ สัญญาสัมปทานเดิมก็จะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 ก.พ.2563 ซึ่งจะส่งผลให้ กทพ.จะต้องเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนเข้ามาบริหารใหม่ แม้ว่า กทพ.จะมีแนวคิดที่จะจ้างบีอีเอ็มรับบริหารไปก่อน ก่อนที่จะเจรจาสัญญาใหม่แล้วเสร็จ แต่ในแง่ของกฎหมายไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกฎหมายร่วมทุนฉบับใหม่ กำหนดไว้ว่าการร่วมทุนรัฐและเอกชนต้องประมูลใหม่อย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขั้นตอนหลังจากนี้ต้องรอมติ ครม.จากเลขา ครม.แจ้งไปที่กระทรวงคมนาคม เพื่อแจ้งไปที่คณะกรรมการ บอร์ด กพท. เมื่อบอร์ดรับทราบมติ ครม.ก็เข้าสู่กระบวนการยื่นเรื่องไปที่ศาลฯและอนุยาโตตุลาการเพื่อถอนฟ้องทุกคดีหลังจากนั้นจะนัดเซ็นสัญญาต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57597</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), ขยายสัมปทานทางด่วน, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีอีเอ็ม), รมว.คมนาคม, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200105/image_big_5e1181c095928.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบค่าโง่ทางด่วน 5.8 หมื่นล้าน BEM ยอมทุกข้อพิพาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.62-นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) กทพ. ว่าได้เชิญบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM มาเจรจาถึงแนวทางทางยุติข้อพิพาททางด่วนระหว่าง กทพ. กับBEM และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด หรือ BECL ที่มีมูลค่าความเสียหายจากการฟ้องร้องประมาณ 58,873 ล้านบาท แลกกับสัมปทาน 15 ปี 8 เดือน ภายใต้เงื่อนไขเดิม แต่ตัดสัดส่วนที่เป็นโครงการทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) จากด่านประชาชื่น-อโศก ระยะทาง 17 กม. วงเงิน 32,000 ล้านบาทออกไป

อย่างไรก็ตามภายในสัปดาห์นี้จะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการกำกับตามมาตรา 43 พิจารณาเห็นชอบการแก้ไขสัญญา จากนั้นจะส่งร่างสัญญาให้อัยการสูงสุดตรวจพิจารณา ก่อนเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา และนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาภายในเดือน ม.ค.นี้ คาดว่า กทพ.กับ BEM จะสามารถลงนามในสัญญาใหม่ และถอนฟ้องคดีที่มีอยู่ทั้งหมดภายในเดือนก.พ.63 ให้เสร็จสิ้น สัญญาจึงมีผลบังคับใช้และจึงเริ่มนับระยะเวลาสัมปทานใหม่ได้ โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค.78

&amp;ldquo;ในการเจรจาครั้งนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ทาง BEM ก็ยอมรับแนวทางยุติข้อพิพาทดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกันแล้ว รวมถึงเงื่อนไขให้ยกเว้นค่าผ่านทางในวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย&amp;rdquo;นายสุรงค์ กล่าว

อย่างไรก็ตามกรณีที่สหภาพ กทพ.ยังคงคัดค้านแนวทางยุติข้อพิพาทด้วยการแลกสัมปทาน เพราะมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนว่า หลังจากนี้คงต้องกลับไปทำความเข้าใจ และเจรจากับพนักงาน ซึ่งก็เข้าใจดีว่าพนักงานมีความเป็นห่วง โดยบอร์ดก็ได้นำเรื่องนี้มาพิจารณา แต่ก็ต้องเข้าใจบอร์ดด้วยว่า บทบาทของบอร์ดต้องดำเนินตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม และดูแลผลประโยชน์ขององค์กร ต้องทำ 2 หน้าที่ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งยืนยันว่าเราทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงความสำหรับเงื่อนไขก่อนหน้านี้ที่ได้คุยกันคือกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาแนวทางการยุติข้อพิพาทโดยการแก้ไขสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 สัญญาเพื่อการต่อขยายโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ส่วน D) และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด โดยต่อขยายระยะเวลาสัมปทานทั้ง 3 สัญญาออกไปสิ้นสุดพร้อมกัน‪ในวันที่ 31 ตุลาคม 2578‬ รวม 15 ปี 8 เดือน นับจากวันที่สัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน AB และ C สิ้นสุดลง โดยไม่มีการลงทุนปรับปรุงทางด่วน (Double Deck)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53952</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, การทางพิเศษ (กทพ.), ขยายสัมปทานทางด่วน, ยุติข้อพิพาททางด่วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180827/image_big_5b8358abae397.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยาม แจงเหตุครม.ยังไม่พิจารณากรณีขยายสัมปทานทางด่วนให้ BEM </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ธ.ค.62-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่ได้นำเสนอข้อสรุปแนวทางการยุติข้อพิพาทระหว่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด หรือ NECL โดยได้มีการรายงานข้อมูลต่อนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รับทราบถึง การต่อขยายสัญญาโครงการทางด่วน เป็นระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน แลกกับการยุติข้อพิพาททั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าที่ 58,873 ล้านบาท โดยไม่มีการลงทุนก่อสร้างปรับปรุงทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายวิษณุได้รับฟังข้อมูลแล้วไม่ได้มีข้อขัดข้องใดๆ โดยได้ให้ความเห็นว่า ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการตามมติครม. คือ ดำเนินการตามขั้นตอน ของคณะกรรมการกำกับฯ ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 และเจรจากับเอกชนให้ยุติ จากนั้นให้สรุปเรื่องนำเสนอครม.ในคราวเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคม และกทพ. รวมถึงสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ได้ทำแผนปฏิบัติการ ในการดำเนินงาน โดยภายในวันที่ 25 ธ.ค. กระทรวงคมนาคมจะส่งเรื่องให้กทพ. เพื่อดำเนินการเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) กทพ.ที่มีนายสุรงค์ บูลกุล เป็นประธาน ซึ่งคาดว่าจะประชุมในวันที่ 26 ธ.ค. จากนั้นจะนำผลไปเจรจากับเอกชน ให้ได้ข้อยุติ และนำเสนอต่อคณะกรรมการกำกับฯ ตามมาตรา 43&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จะก็ส่งร่างร่างสัญญาที่จะแก้ไขให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา เพื่อดำเนินการแก้ไขสัญญาตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 68 ของ พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ ปี 2562และส่งความเห็นมายังกระทรวงคมนาคม เพื่อนำเสนอครม.พิจารณาต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2(Double Deck) และก่อสร้างทางขึ้น-ลงเชื่อมเข้าศูนย์คมนาคมพหลโยธิน และสถานีกลางบางซื่อ เพื่อแก้ปัญหาจราจร ซึ่งทางเอกชนเสนอลงทุนเพื่อแก้ปัญหาจราจรทางด่วนทั้งระบบนั้น จะต้องแลกกับการต่อสัญญาอีก 15 ปี ซึ่งเรื่องนี้ ถือเป็นคนละเรื่องกับข้อพิพาท 17 คดี ขณะที่การดำเนินการจะเป็นในระยะต่อไป เนื่องจากจะต้องมีการดำเนินการศึกษารายละเอียดทั้งหมดก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมจะเสนอครม.ถึงแนวทางการยุติข้อพิพาทแล้ว จะเสนอครม.เพื่อขอให้ กทพ. ดำเนินการศึกษาการแก้ปัญหาจราจรทั้งระบบขนทางด่วน ซึ่งจะมีทั้งรูปแบบ การก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2,ทางเชื่อมขึ้นลง รวมถึงโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 ซึ่งมีความพร้อมในการลงทุนแล้ว ด้วยเงินจากกองทุน TFF โดยบอร์ด กทพ.จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ในเดือนม.ค. 2563 ซึ่งทางด่วน N 2 จะสามารถแบ่งเบาปริมาณจราจรจากระบบทางด่วน จากฝั่งแจ้งวัฒนะไปทางเกษตร ได้ถึง 40% และเสนอครม.ในการดำเนินการกับผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาข้อพิพาทและคดีต่างๆ จะส่งเรื่องให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53215</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสัมปทานทางด่วน, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191217/image_big_5df85a3db7433.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2019 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2019 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง ครม.ขยายสัมปทานทางด่วน 15.8 ปี แลกล้างหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค.2562 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นการหารือเพื่อหาข้อสรุปการยุติข้อพิพาททางด่วนระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ว่ากระทรวงคมนาคมได้มีการสรุปแนวทางยุติข้อพิพาทดังกล่าว โดยจะมีการขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 15 ปี 8 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของสัญญาระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ( A, B, C) ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 29 ก.พ. 2562 และทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D ที่จะสิ้นสุดวันที่ 22 เม.ย. 2570 รวมถึงโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (C+) ที่จะสิ้นสุด 27 ก.ย. 2569 เป็นให้สิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค. 2578 พร้อมมีเงื่อนไขว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องยุติข้อพิพาทและถอนฟ้องคดีทั้งหมดทั้งที่ศาลตัดสินไปแล้วและที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีแบ่งเป็น BEM ฟ้องร้อง 15 คดี และ กทพ.ฟ้องร้อง 2 คดี คิดเป็นมูลหนี้ข้อพิพาทประมาณ 137,517 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นทางเอกชนยินดีให้ความร่วมมือในการยกเว้นค่าผ่านทางทุกด่านตามประกาศวันหยุดประจำปีของสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีประมาณ 19 วันต่อปีตลอดอายุสัมปทาน ส่วนการยุติข้อพิพาทฯนั้นยังมีการกำหนดการจ่ายผลตอบแทนตามเดิมคือแบ่งสัดส่วนรายได้ให้ กทพ. 60% และ 40% ในสัญญา A B C ส่วนสัญญา C+ ทางเอกชนจะได้ค่าตอบแทนทั้งหมด และตามแนวทางการขยายอายุสัญญาสัมปทานได้กำหนดให้ BEM สามารถปรับขึ้นค่าผ่านทางได้ปีละ 1 บาท แต่จะปรับขึ้นได้เพียงครั้งเดียวคือในปี 2573 หรือขึ้นค่าผ่านทาง 10 บาท ส่วนที่อีก 5 ปี 8 เดือนไม่ให้ปรับขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนประเด็นที่ไม่มีการต่อขยายสัญญาอีก 15 ปี พร้อมลงทุนทางด่วนสองชั้น (Double Deck) นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะผลักดันโครงการดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้วย อีกทั้งยังเป็นการขัดกับมติครม.ที่กำหนดให้เจรจาเพื่อบรรเทาความเสียหายค่าชดเชยในข้อพิพาท ประกอบกับ การคำนวณโดยใช้ระบบดิจิทัลของกระทรวงคมนาคมพบว่า การต่อขยายสัมปทาน 15 ปี 8 เดือนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับรายได้ที่เอกชนเสียไปเพราะทางแข่งขันดอนเมืองโทลล์เวย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมเตรียมจะเสนอรายงานดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางดังกล่าวในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ ซึ่งหาก ครม.เห็นชอบจะมีการดำเนินการแจ้งให้กับ BEM รับทราบเพื่อนำไปเจรจาให้ได้ข้อยุติภายในบริษัทฯ หลังจากนั้นจะส่งให้คณะกรรมการตามมาตรา 43 เห็นชอบก่อนส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบร่างสัญญา และนำเสนอกลับมาที่กระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอให้ ครม.เห็นชอบต่อไป สำหรับกระบวนการทั้งหมดจะเร่งเดินหน้าให้ทันภายในเดือน ม.ค. 2563 ก่อนที่จะลงนามสัญญาภายในเดือน ก.พ. 2563 เนื่องจากสัญญาแรกจะสิ้นสุดในวันที่ 29 ก.พ. 2563 โดยหากดำเนินการไม่ทันอาจจะต้องจ้างเอกชนบริหารจัดการไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า จากข้อสรุปตามที่ปลัดกระทรวงคมนาคมระบุนั้น พิจารณามาจากข้อมูล และการคำนวณจากตัวเลขจริง ทั้งจากการรายงานของบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) และ BEM ทั้งนี้ การขยายอายุสัมปทานออกไปอีก 15 ปี 8 เดือนนั้น เกิดขึ้นหลังจากมีการหารือร่วมกับบริษัทเอกชน พร้อมทั้งดูสถิติตัวเลข จากเดิมที่กำหนดไว้ 16 ปี 9 เดือน รวมถึงการยกเว้นค่าผ่านทางทุกด่านตามประกาศวันหยุดประจำปีของสำนักนายกรัฐมนตรีตลอดอายุสัญญาสัมปทานรวม 300 กว่าวันนั้น บริษัทเอกชนจะสูญเสียรายได้ 1 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งถือเป็นการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การดำเนินการในครั้งนี้ มีการศึกษาไว้อย่างครบถ้วน อธิบายไว้อย่างชัดเจน และทำดีที่สุดแล้ว จากการใช้ระยะเวลากว่า 4 เดือน หลังจากตนเข้ามารับตำแหน่ง ในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของตน ที่จะต้องไม่มีค่าโง่เกิดขึ้นในยุคนี้ โดยในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ จะเสนอให้ ครม. พิจารณา ก่อนเข้าสู่กระบวนการ กทพ.เจรจากับกฤษฎีกา ในส่วนของบริษัทเอกชน แจ้งต่อการประชุมผู้ถือหุ้น จากนั้นจะส่งเรื่องกลับมายัง ครม. พิจารณาอนุมัติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. กล่าวว่า ในการหาแนวทางยุติข้อพิพาทดังกล่าวได้มีการชี้แจงสหภาพแรงงานฯกทพ.ไปแล้ว ซึ่งก็มีความเข้าใจในแนวทางดำเนินการตามนี้โดยเงื่อนไขรายละเอียดการต่อสัมปทานนั้นประกอบด้วย 1.ยุติข้อพิพาททั้งหมด 2.ไม่ขึ้นค่าทางด่วนจนถึงปี 2572 และมีกำหนดปรับขึ้นทุก 10 ปี ครั้งละ 10 บาท จนหมดอายุสัมปทาน 3.เอกชนแบ่งรายได้ให้ กทพ.ไม่น้อยกว่าเดิมคือ 60% ของรายได้ทั้งหมด 4.งดเว้นเก็บค่าผ่านทางด่วนทุกเส้นทางในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามที่ครม.กำหนด ตลอดสัมปทาน 15 ปี 5.ก่อสร้างด่านเก็บเงินเพิ่มอีก 2 จุดที่ด่านอโศกและด่านประชาชื่น 6.ก่อสร้างจุดขึ้น-ลงที่สถานีกลางบางซื่อ 7.การใช้เทคโนโลยีตั๋วร่วมและระบบบัตร EMV ในการคิดค่าผ่านทาง 7.อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (IRR) 15% และ8.ลดค่าผ่านทางบางด่านในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) มูลค่า 32,000 ล้านบาท นั้นจะยังไม่มีการพัฒนาในเร็วๆนี้ เพราะติดเรื่องการขออนุมัติจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 2 ปี หากมีทิศทางแน่ชัดจะมีการนำพิจารณาแนวทางผลักดันและเปิดประมูลงานก่อสร้างต่อไปเพื่อแก้ปัญหารถติดบนทางด่วน ส่วนเรื่องข้อพิพาทกับ BEM ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากการพัฒนาต้องทุบทางด่วนบางช่วงทิ้งนั้นจะมีการเจรจากันอีกครั้งหากจะผลักดันอย่างจริงจัง แต่ในขณะนี้โครงการนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และไม่ใช่โครงการข้อพิพาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53148</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), ขยายสัมปทานทางด่วน, ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM, ยุติข้อพิพาททางด่วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181013/image_big_5bc14ad69c7e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
