<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กู้เงินด่วนที่ปั้ม &#039;ศรีสวัสดิ์&#039;ผนึก &#039;โออาร์&#039; ขยายสาขาใน พีทีที สเตชั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 ส.ค. 2564 ธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บมจ. ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ &amp;nbsp;SAWAD เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการขยายสาขาเข้าไปในสถานีบริการน้ำมันเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น โดยได้ร่วมมือกับ โออาร์ เปิดให้บริการใน พีทีที สเตชั่น เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของศรีสวัสดิ์ เป็นกลุ่มที่ใช้รถทุกประเภทและยังคงต้องเติมน้ำมัน ดังนั้นการเปิดสาขาในสถานีบริการน้ำมันโดยเฉพาะ พีทีที สเตชั่น ที่มีจำนวนสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำการบริการที่ใส่ใจทุกรายละเอียด เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยลูกค้าที่สนใจสามารถใช้บริการสินเชื่อจำนวนทะเบียนเล่ม และบริการประกันภัยรถทุกประเภท ได้เหมือนสาขาปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากบริษัทยังมีข้อเสนอ เกี่ยวกับบริการของทางศรีสวัสดิ์ สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการทุกคนจะได้รับสิทธิพิเศษจากการใช้บริการจากศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto อาทิ รับส่วนลดสำหรับน้ำมันหล่อลื่นและส่วนลดสำหรับแบตเตอรี่ทุกรุ่นที่ FIT Auto มีจำหน่ายเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามยังอยู่ในระหว่างศึกษาพฤติกรรมลูกค้า พร้อมไปกับศึกษาเรื่องพื้นที่ร่วมกันกับ โออาร์ เพื่อให้แน่ใจว่าการเปิดให้บริการในพีทีที สเตชั่น &amp;nbsp;ตอบโจทย์และตรงตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าหรือไม่ หากมีแนวโน้มไปในทางที่ดี บริษัทก็จะขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเติมอีกใน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112152</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสาขา, ณฐพล ศรีสวัสดิ์, พีทีที สเตชั่น, สถานีบริการน้ำมัน, โออาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a05231bc69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาร์ดียังมั่นใจเมืองไทยเล็งใส่งบ 2,000 ล้านขยายร้านเคเอฟซีเต็มสูบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค. 2563 นายแอนดรูว์ นอร์ตัน&amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด หรืออาร์ดี ผู้ได้รับสิทธิ์การบริหารร้านเคเอฟซีในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทกำลังจะครบรอบ 4 ปีในฐานะพันธมิตรแฟรนไชส์ของเคเอฟซี โดยที่ผ่านมาบริษัทถือเป็นแฟรนไชส์เคเอฟซีที่เติบโตเร็วที่สุดใน 3 ปีเต็มของการบริหารร้านเคเอฟซี สามารถสร้างการเติบโตของยอดขายได้ถึง 24% เทียบกับยอดขายเมื่อ 3 ปีก่อน แม้ในตอนนี้จะมีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19 เราเชื่อว่ายอดขายของเราจะยังคงเติบโตต่อไป

สำหรับการเติบโตต่อที่ผ่านมานั้น เป็นผลสำเร็จจากการลงทุนของบริษัท รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์เคเอฟซี ทำให้ปีนี้เราจะเพิ่มการลงทุนอีก 2,000 ล้านบาท เพื่อที่จะเพิ่มจำนวนสาขาภายใต้การบริหารของบริษัท รวมถึงการปรับปรุงร้านที่มีอยู่แล้วให้ใหม่ทันสมัย สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าที่เข้ามารับบริการ ใน 3 ปีที่ผ่านมาอาร์ดีเปิดร้านใหม่รวม 85 ร้าน และจะเปิดอีก 100 ร้านภายในต้นปีหน้า รวมปัจจุบันมีร้านเคเอฟซีภายใต้การบริการรวม 207 ร้าน (เดือนก.ค. 2563)

ทั้งนี้ ร้านล่าสุดคือสาขาที่ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์งานวงศ์วาน ซึ่งเป็นร้านรูปแบบใหม่ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในร้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบการสั่งอาหารออมนิแชแนล (Omni channel) ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้ทั้งจากช่องทางออนไลน์ผ่านแอพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือลูกค้า หรือจากเครื่องอัตโนมัติที่ร้าน และสามารถรอรับอาหารได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาต่อคิว นอกจากนั้นการตกแต่งร้านแบบใหม่ยังเน้นความโมเดิร์นทันสมัย มีหน้าต่างกระจกใสในส่วนครัวเคเอฟซี เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสเห็นถึงขั้นตอนการจัดเตรียมและปรุงไก่ทอดทุกชิ้นในร้านด้วยมืออย่างพิถีพิถันตามสูตรของผู้พันแซนเดอร์ที่สืบทอดมาเกือบ 80 ปี

ขณะเดียวกันการเติบโตอย่างรวดเร็วของอาร์ดี ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 1,700 ตำแหน่งในประเทศไทย ทั้งตำแหน่งงานในร้านเคเอฟซีและตำแหน่งงานในสำนักงานบริหาร อีกทั้งยังมีการส่งเสริมให้เกิดการเติบโตในหน้าที่การงานรวมถึงการเลื่อนตำแหน่งให้กับทีมงานบริหารร้านและทีมงานบริหารธุรกิจอีกกว่า 11,500 ครั้ง

&amp;ldquo;การดำเนินธุรกิจ 3 ปีที่ผ่านมาในฐานะพันธมิตรแฟรนไชส์ของเคเอฟซี ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจมากทั้งในแง่ของการสร้างยอดขาย ผลกำไร ทีมงานที่แข็งแกร่ง และการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ให้ความพึงพอใจแก่ลูกค้า เพื่อเดินหน้าต่อไปตามแผนสร้างการเติบโตของธุรกิจในสภาวะการแข่งขันที่สูง ปัจจุบัน สถานะบริษัทของเรามีความแข็งแกร่งมาก และพร้อมที่จะสร้างการเติบโตต่อไปด้วยสถานะทางการเงินในปัจจุบัน&amp;rdquo; นายแอนดรู กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ประเทศไทยมีร้านเคเอฟซีจำนวน 826 สาขา โดยในจำนวนทั้งหมดจะมีเป็นร้านแบบไดรฟ์ทรู 104 สาขา ดำเนินงานโดย เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) 283 แห่ง คิวเอสอาร์ออฟเอเชีย (QSA) 336 แห่ง และเรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ (RD) 207 แห่ง
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73569</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสาขา, เคเอฟซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2b8b7fad288.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2020 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2020 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบอร์เกอร์คิง ลุยขยายสาขาเจาะทำเลแหล่งท่องเที่ยว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ.2563 นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารจานด่วนภายใต้แบรนด์ &amp;ldquo;เบอร์เกอร์คิง&amp;rdquo; เปิดเผยว่า แนวทางการทำตลาดในปี &amp;nbsp;2563 มุ่งเน้นการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายขยายสาขาปีละประมาณ 10-15 สาขา เทียบกับปีก่อนหน้าที่ขยายสาขาใหม่ไปแล้ว 11สาขาเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โดยเน้นในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่บริการมากขึ้น รวมถึงการขยายสาขาในรูปแบบสแตนด์อโลนตามหัวเมืองหลักในแหล่งท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยสาขาร้านเบอร์เกอร์คิงกว่า 40% เป็นร้านที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ และสมุย เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ล่าสุดบริษัทได้เปิดสาขาร้านเบอร์เกอร์คิงแห่งใหม่ที่เกาะพีพี ตั้งอยู่บริเวณท่าเรืออ่าวต้นไทร จังหวัดกระบี่ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;เบอร์เกอร์หลักร้อย วิวหลักล้าน&amp;rdquo; สาขาดังกล่าวนับว่าเป็นสาขาที่มีวิวสวยที่สุดของร้านเบอร์เกอร์คิงในประเทศไทย บนพื้นที่ 210 ตร.ม. สามารถรองรับลูกค้าได้ 49 ที่นั่ง ปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ แบ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย 10% และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 90% &amp;nbsp;รวมถึงยังทำการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ที่มีกำลังซื้อและมีรสนิยมในการบริโภคแฮมเบอร์เกอร์ จากเดิมที่มีฐานลูกค้าในกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 22-45 ปี รวมถึงให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์เบอร์เกอร์คิงผ่านเมนูใหม่ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดเบอร์เกอร์ของไทยปี 2562 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 20,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันเบอร์เกอร์คิงมีส่วนแบ่งการตลาด 12% มีสาขารวมทั้งสิ้น 116 สาขา มียอดขายปี 2562 ที่ผ่านมา ที่ 2,094 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ 15% เทียบกับปีก่อน และยังมั่นใจว่าจากแผนงานในปีนี้จะทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตที่ 15-20% และหากขยายสาขาได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จะทำให้ ณ สิ้นปี 2563 มีสาขารวมทั้งสิ้น 125 สาขา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56335</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสาขา, ประพัฒน์ เสียงจันทร์, เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด, เบอร์เกอร์คิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3a323c1ab0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2019 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2019 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“กลอเรีย จีนส์” ลุยขยายสาขา รองรับผู้บริโภคไทยดื่มกาแฟพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย. 2562 นางสาวรจนา หอมสิ้น ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พรีโม ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์ &amp;nbsp;กลอเรีย จีนส์ คอฟฟี่ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าธุรกิจร้านกาแฟเมืองไทยมีการขยายตัวมากขึ้น เห็นได้จากการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแบรนด์ใหญ่และผู้ประกอบการท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการสร้างตลาดและดีมานด์มากขึ้น โดยตัวเลขอัตราการบริโภคกาแฟคนไทยเมื่อช่วงปี 2560-2561 อยู่ที่ประมาณ 200 แก้วต่อคนต่อปี นับว่ายังมีโอกาสเติบโตหากเทียบกับประเทศเอเชียด้วยกันอย่างญี่ปุ่นและเวียดนามอยู่ที่ 400 แก้วต่อคนต่อปี คาดการณ์ว่าในปี 2562 คนไทยจะบริโภคเพิ่มเป็น 300 แก้วต่อคนต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแนวโน้มดังกล่าวบวกกับบริษัทแม่ในประเทศออสเตรเลียเตรียมจะเปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่เป็น กู๊ด คัพ (Good Cup) โดยก่อนหน้าจะเปิดให้บริการภายใต้แนวคิดคอฟฟี่ เฮ้าส์ โดยภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์จะมีความทันสมัยมากขึ้น นับว่าตอบโจทย์กับตลาดในประเทศไทยที่พบว่าผู้ดื่มกาแฟมีอายุน้อยลง หรือก่อนหน้าจะเป็นคนวันทำงาน แต่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่วัยเพียง 18 ปีก็สนใจการดื่มกาแฟกันมากขึ้น เนื่องจากร้านกาแฟได้มีการพัฒนาสูตรและรสชาติที่มีความหลากหลาย อาทิ กาแฟส้ม กาแฟไข่เค็ม เป็นต้น ส่งผลให้ในปี 2562 นี้ กลอเรีย จีนส์ คอฟฟี่ ในประเทศไทย จะมีการรุกหนักมากขึ้น เพื่อรองรับการเปิดคอนเซ็ปต์ใหม่ดังกล่าวในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเฟสแรกจะเน้นไปที่การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคในวงกว้างกว่าเดิม ซึ่งแม้ว่าแบรนด์จะทำตลาดในไทยมาเป็นระยะเวลา 10 ปี แต่ว่าการขยายสาขายังอยู่ในวงจำกัด โดยหลังจากมีการปรับเปลี่ยนเจ้าของก็ได้มีการขยายตัวไปในสนามบินสุวรรณภูมิ , ดอนเมือง และภูเก็ต ล่าสุดยังได้มีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจอย่าง บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ เพื่อเปิดให้บริการเอ็กเพรสโซ่ บาย กลอเรีย จีนส์ ( EXPRESSO BY Gloria Jean&amp;rsquo;s) นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการสร้างแบรนด์ เนื่องจากพาร์ทเนอร์มีสถานีบริการน้ำมันหลายร้อยแห่ง ที่บริษัทสามารถขยายสาขาได้อย่างก้าวกระโดด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรจนา กล่าวว่า นอกเหนือจากสถานีบริการน้ำมันแล้ว บริษัทยังมองหาโอกาสขยายไปยังระบบขนส่งมวลชนให้มากขึ้น โดยเน้นเป็นจุดขนส่งขนาดใหญ่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อพัฒนาฟอร์แมตและแบรนด์ใหม่ ที่ดำเนินงานภายใต้กลอเรีย จีนส์ รวมถึงปรับระดับราคาให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น อย่างกรณีการเปิดในปั้มน้ำมันระดับราคาจะอยู่ที่ 45-60 บาท แต่สำหรับแบรนด์หลักกลอเรีย จีนส์ จะมีราคาเฉลี่ย 135-145 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี บริษัทมองว่าภาพรวมผลประกอบการจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2561 มีอัตราการเติบโตมากถึง 30% คาดการณ์ปี 2562 เติบโตขึ้น 20% เป็นผลมาจากการขยายสาขาใหม่ในปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์เป็นหลัก ส่วนแบรนด์แม่อย่างกลอเรีย จีนส์ อยู่ระหว่างการรอคอนเซ็ปต์ใหม่ปีหน้า จึงจะเปิดสาขาใหม่ไตรมาสละ 1 สาขา จากปัจจุบันเปิดให้บริการ 12 สาขา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39400</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลอเรีย จีนส์ คอฟฟี่ ประเทศไทย, ขยายสาขา, บริษัท พรีโม ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ จำกัด, รจนา หอมสิ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d1199da92ad1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัตสันปลื้มไตรมาสแรกโตเกินคาด ทุ่ม 630 ล้านบาท ปรับโฉมสาขารูปแบบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เมษายน 2562 นายพสิษฐ์ มั่นคงขันติวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป วัตสัน ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้บริษัทจะขยายสาขาในรูปแบบ จี 8 หรือ G8 (Generation 8 ) ภายใต้เงินลงทุนปี 2562 ประมาณ 630 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยรูปแบบใหม่ดังกล่าวจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น และนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้ากว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นสไตล์มี (Style Me) เทคโนโลยีเสมือนจริง ที่สามารถให้บริการแต่งหน้าเสมือนจริง รวมถึงทรายมี (Try Me) เทคโนโลยีแสดงสินค้าผ่านรูปแบบวีดีโอ และเมคอัพสตูดิโอ (Makeup Studio) &amp;nbsp;มุมแต่งหน้าและทดลองสินค้า เบื้องต้นในปีนี้จะเปิดเพิ่ม 50 สาขา ควบคู่ไปกับการปรับปรุงร้านวัตสันเดิมอีก 75 สาขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินธุรกิจในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2562 พบว่ามีอัตราการเติบโตที่กว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะการจัดโปรโมชั่นชิ้นที่ 2 แลกซื้อในราคา 1 บาท ซึ่งมีผลตอบรับดีกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจจของบริษัทยังไปได้ดี ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร แต่ผู้บริโภคยังคงจับจ่ายสินค้าความงาม หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าวัตสันประเทศไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีตลอด สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน และบริษัทแม่ยังคงมีนโยบายให้ขยายธุรกิจในไทยต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากการขยายสาขาเพิ่มขึ้นแล้ว บริษัทยังมีช่องทางอี-คอมเมิร์ซเพื่อทำให้เชื่อมต่อการช้อปปิ้งทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ โดยจากการเติบโตของสื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความตื่นตัว และเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้ผลประกอบการด้านการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของวัตสันในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 248% ซึ่งมีปัจจัยหลักจากผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย และนำเสนอโปรโมชั่นที่ดีที่ ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพสิษฐ์ กล่าวว่า การอัพเดทเทรนด์และประสบการณ์ด้านสุขภาพความงามต่างๆ ซึ่งผลักดันการจับจ่ายในร้านค้ามากขึ้นเป็น 2 เท่า โดยในปีนี้จะเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญสำหรับสินค้าตราวัตสัน จากปีที่แล้วเติบโตขึ้นกว่า 20% และสำหรับปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่นวัฒนกรรมผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นและเกาหลี และยังมุ่งมั่นที่จะเป็นมาสก์ เดสทิเนชั่น (Mask Destination) สำหรับคนที่ชื่นชอบการมาสก์หน้า เพราะวัตสันเป็นผู้นำในเรื่องมาสก์ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34343</URL_LINK>
                <HASHTAG>G8 (Generation 8 ), ขยายสาขา, ผู้จัดการทั่วไป วัตสัน ประเทศไทย, พสิษฐ์ มั่นคงขันติวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190424/image_big_5cbfdd5312a83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 11:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซานตาเฟ่ ลุยต่างประเทศ สยายปีกกัมพูชาประเทศแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ซานตาเฟ่ ลุยต่างประเทศ สยายปีกกัมพูชาประเทศแรก พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาฟิลิปปินส์ หลังพบตลาดเมืองไทยแข่งแรง ทำเลเริ่มหายาก ล่าสุดยังเปิดตัวแบรนด์ใหม่&amp;nbsp;&amp;ldquo;เหม็ง นัว นัว&amp;rdquo;&amp;nbsp;บุกร้านอาหารประเภทส้มตำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;นายสุรชัย ชาญอนุเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคที เรสทัวรองท์จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสเต๊กภายใต้แบรนด์ &amp;quot;ซานตาเฟ่ สเต็ก&amp;quot; เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ทำการเซ็นสัญญาเพื่อขายแฟรนไชส์ร้านอาหารซานตาเฟ่ สเต็ก ให้กับทางบริษัท โซเฟียร์วอร์น อินเวสเมนท์&amp;nbsp;(Sopheavorn Investment Co., LTD.)&amp;nbsp;ผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยและพื้นที่ให้เช่าในประเทศกัมพูชา เพื่อทำหน้าที่เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ เบื้องต้นจะทำการขยาย 5 สาขาภายในปี 2563 และทำเลส่วนใหญ่จะอยู่ในพนมเปญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;สำหรับปัจจัยที่เลือกประเทศกัมพูชาในการรุกต่างประเทศเป็นแห่งแรก เพราะบริษัทมองว่าการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประชากรของกัมพูชาเองก็มีความนิยมในแบรนด์ไทยอยู่เช่นเดียวกัน โดยตลาดสเต็กของกัมพูชาจะอยู่ตามโรงแรมมากกว่าห้างสรรพสินค้าหรือพื้นที่นอกโรงแรม และเป็นแบรนด์ท้องถิ่น การเข้าไปของซานตาเฟ่จะจับลูกค้ากลุ่มระดับบีบวก ราคาจะแพงกว่าเมืองไทยที่จับกลุ่มระดับบี 25%&amp;nbsp;เนื่องจากต้องนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;นอกเหนือจากประเทศดังกล่าว บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรที่ประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ประมาณไตรมาส 2 ของปี 2562 โดยปัจจัยของการเข้าไปทำตลาดในฟิลิปปินส์ เพราะมองว่าประชาชนชื่นชอบการรับประทานอาหารนอกบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;ldquo;การเปิดสาขาใหม่ในเมืองไทยยังคงดำเนินต่อไป แต่ต้องยอมรับว่าทำเลค่อนข้างหายาก พื้นที่ดีๆ ก็เต็มเกือบหมดแล้ว ทำให้เราต้องมองว่าโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ขณะเดียวกันการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารเมืองไทยก็รุนแรง โดยในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งกำลังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ บริษัทจึงหาโอกาสเข้าไป คาดว่าภายในปี 2563 น่าจะเปิดสาขาต่างประเทศได้ 7 สาขา พร้อมกับทำให้รายได้บริษัทเติบโตปีละมากกว่า 20% &amp;rdquo;&amp;nbsp;นายสุรชัย &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ส่วนการขยายสาขาในเมืองไทย เบื้องต้นวางไว้ประมาณ 15-20 สาขาต่อปี โดยปัจจุบันเป็นสาขาของบริษัท 55%&amp;nbsp;และอีก 45%&amp;nbsp;เป็นแฟรนไชส์ คาดการณ์ว่าอีก 3 ปี สัดส่วนจะเป็น 50:50&amp;nbsp;ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยภาพรวมผลการดำเนินธุรกิจช่วง 8 เดือนแรกมีอัตราการเติบโตมากกว่า 10%&amp;nbsp;นับว่าดีกว่าภาพรวมธุรกิจร้านอาหารที่เติบโตประมาณ 5%&amp;nbsp;บริษัทมองว่าจบปี 2561 จะมีรายได้เกือบ 1,900&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงเดือน ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการเปิดร้านอาหารแบรนด์ใหม่ ภายใต้ชื่อ&amp;nbsp;&amp;ldquo;เหม็ง นัว นัว&amp;rdquo;&amp;nbsp;สาขาแรกที่แฟชั่นไอส์แลนด์ ใช้เงินลงทุนไป 10 ล้านบาท เป็นอาหารประเภทส้มตำเน้นจับกลุ่มครอบครัวและพนักงาน จะเปิดปีละ 3 สาขาต่อเนื่อง เพราะมองว่าร้านส้มตำยังเป็นประเภทของอาหารที่มีการเติบโต และได้รับความนิยมจากคนไทยอยู่เสมอ หรือมีอัตราการเติบโตสองหลัก ทำให้บริษัทสนใจที่จะรุกตลาดจริงจังนับจากนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15447</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, ขยายสาขา, ซานตาเฟ่ สเต็ก, สาขาต่างประเทศ, เคที เรสทัวรองท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180130/image_big_5a6fdb06b6e5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2018 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อันเดอร์ อาร์เมอร์ ประกาศหั่นราคาสินค้า10-15% หวังขยายฐานลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันเดอร์ อาร์เมอร์ ประกาศหั่นราคาสินค้า10-15% หวังขยายฐานลูกค้า เร่งเพิ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ และลุยขยายสาขาให้ครบ 21 สาขาในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปริศนา ศิริสมถะ ผู้จัดการทั่วไป ยูเอ สปอร์ต ไทยแลนด์ ผู้ทำตลาดชุดกีฬา แบรนด์ อันเดอร์ อาร์เมอร์ เปิดเผยว่า กลยุทธ์ของบริษัทในปีนี้จะเน้นที่การขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น &amp;nbsp;โดยมีการปรับราคาสินค้าทั้งแบรนด์เฉลี่ย 10-15% เพื่อให้ลูกค้าจับต้องได้ง่ายมากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการเพิ่มสินค้าที่เป็นแนวไลฟ์สไตล์มากขึ้น สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ใช่กลุ่มคนที่รักการออกกำลังกาย &amp;nbsp;ขณะเดียวกันทางอันเดอร์ อาร์เมอร์ &amp;nbsp;ก็จะหันมาโฟกัสที่กีฬาวิ่งมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการเติบโตค่อนข้างสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันก็จะมีการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายมากขึ้น โดยปีนี้ทางอันเดอร์ อาร์เมอร์ &amp;nbsp;มีแผนจะขยายสาขาในครบ 21 สาขา จากปัจจุบันมี 19 สาขา ซึ่งประกอบไปด้วยแบรนด์เฮ้าส์จำนวน 9 สาขา ซึ่งล่าสุดมีการเปิดตัวสาขาใหม่ที่ เซ็นทรัลเวิลด์และ ปลายปีจะมีเพิ่มอีกหนึ่งสาขาที่ ห้างไอคอนสยาม นอกจากนั้นยังมีสาขาในคิงเพาเวอร์ และ แฟคตอรี่ เอ้าท์เล็ท รวมกันกว่า 12 สาขา ยังไม่นับรวมกับการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศอีกกว่า 100 บริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราเชื่อว่าในปัจจุบันตลาดแบรนด์ อันเดอร์ อาร์เมอร์ นั้นมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในอันดับสามของตลาดชุดกีฬาในประเทศไทยแล้ว และจากการผลักดันกลยุทธ์ต่างๆ น่าจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้อีก ซึ่งในปัจจุบันยอดขายของบริษัท ซึ่งเปิดมาเพียง 3ปี ก็มีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 30-50% ทุกปี&amp;quot; นางสาวปริศนากล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14571</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายสาขา, ลดราคาสินค้า, อันเดอร์ อาร์เมอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180802/image_big_5b629fdb3bf91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
