<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;แจงขยายเพดานหนี้รับมือโควิดเอกชนอ้อนรัฐเพิ่มเงินคนละครึ่ง-ปัดฝุ่นช้อปดีมีคืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีการขยายเพดานหนี้สาธารณะของประเทศไทย เพิ่มเป็น 70% ต่อจีดีพี จากเดิมที่ 60% ต่อจีดีพี ว่า ปี 2563-2564 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างมาก เงินงบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอเพื่อใช้ดูแลช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชน และเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดซื้อวัคซีนไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้เงิน จึงเป็นที่มาของการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน 2 ปี รวมกันที่ 1.5 ล้านล้านบาท และมีการประเมินว่าการกู้เงินดังกล่าวจะทำให้ยอดหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องขยับเพดานหนี้เพื่อรองรับเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการประเมินว่า ณ สิ้น ก.ย. 2564 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทย จะอยู่ที่ 58.96% ขณะที่ สิ้น ก.ย. 2565 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทย จะอยู่ที่ 62.69% ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่มีการปรับเพิ่มขึ้น โดยเพดานหนี้สาธารณะของไทยที่ปรับเพิ่มขึ้น ก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย ที่ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 78% ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และการกู้เงินของรัฐบาลไม่เพียงใช้เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจเท่านั้น ยังมีการกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนซึ่งจะช่วยต่อยอดและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขยายเพดานหนี้ ก็เพื่อรองรับการกู้เงินเพิ่ม เป็นการเตรียมพร้อมกรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อแก้วิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ข้างหน้ายังไม่นิ่ง โควิด-19 ยังไม่จบ ระยะเวลาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 1 หรือ 2 ปี จึงเป็นที่มาของความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างจีดีพีให้เพิ่มขึ้น และการขยายเพดานหนี้สาธารณะก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมาเคยมีทั้งการขยายเพิ่มและปรับลดเพดานหนี้สาธารณะมาแล้ว&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันสิ่งที่รัฐบาลต้องทำควบคู่ไปด้วย คือการขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีใหม่ ๆ อาทิ ภาษีอีคอมเมิร์ซ และภาษีอีเซอร์วิส ที่จัดเก็บจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีแพลตฟอร์มต่างประเทศลงทะเบียนแล้วกว่า 90 บริษัท ตรงนี้จะกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐบาล ซึ่งกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ต.ค. 2564 รวมถึงอยากขอความร่วมมือจากประชาชนในการยื่นแบบชำระภาษี โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรัฐบาลเรียกเก็บภาษีแต่อย่างใด แต่การยื่นแบบดังกล่าวจะช่วยให้รัฐมีฐานข้อมูล ซึ่งเมื่อหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็จะทำให้ได้รับความช่วยเหลือได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ กระทรวงการคลังจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งจะสืบเนื่องไปจนถึงเทศกาลปีใหม่ และตรุษจีน รวมถึงยังมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การรักษาอัตราการจ้างงานในภาคธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือนายจ้าง โดยเฉพาะในภาคเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องในการรักษาอัตราการจ้างงาน และเม็ดเงินที่จะลงไปยังภาคชนบทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องพยุงเศรษฐกิจโดยเฉพาะในไตรมาส 4/2564 และปีหน้าให้ยังสามารถขยายตัวต่อไปไดั จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเพิ่มเติม ส่วนรายละเอียดอย่างให้รอก่อน ขณะที่โครงการที่ดำเนินการอยู่ เช่น ยิ่งใช้ยิ่งได้ ก็อาจจะขยายเวลาให้อีก โครงการที่หลายคนเรียกร้อง อย่างช้อปดีมีคืนหรือโครงการต่าง ๆ นั้น อยากให้รอดูอีกหน่อย ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามดูแลและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างเต็มที่ ไม่มีใครอยากเห็นโควิด-19 กลับมา หรือกลายพันธุ์ หากวิกฤติเกิดขึ้นอีกมาตรการด้านสาธารสุขจะมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่คงต้องให้สมดุลกับมาตรการด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะต้นทุนทางเศรษฐกิจเยอะ หากต้องใช้มาตรการควบคุม และการเยียวยา เหล่านี้จะเป็นภาระของรัฐบาล ดังนั้นประชาชนต้องมีวินัยแม้ว่าจะเริ่มมีการทยอยคลายล็อกดาวน์และเปิดประเทศหลังจากนี้&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หลายฝ่ายมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ของรัฐบาลว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงใด ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่ากระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องมีการกลั่นกรองการใช้เงินในโครงการ และเวลาที่เหมาะสม เร่งกระจายเงินให้ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะคนที่ไม่มีรายได้ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในพื้นที่ ส่วนคนที่ยังพอมีรายได้ก็ควรได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน โดยหากรัฐบาลใช้จ่ายเงินกู้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะไม่มีผลในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะกระทบการจัดเก็บรายได้ในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขยายเพดานหนี้สาธารณะนั้น มองว่าอยู่ในกรอบที่จะดำเนินการได้ เพราะรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดช่องในการกู้เงินเพื่อรองรับสถานการณ์เร่งด่วน โดยการขยายเพดานหนี้ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องกู้เต็มเพดาน แต่เป็นการเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เนื่องจากมีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 1% ส่วนปีหน้าหากต้องการให้เศรษฐกิจโตถึง 5% นั่นหมายความว่าจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นให้คนมีกำลังซื้อมากขึ้น เหล่านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่อยู่ในกรอบที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน และเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะค่อย ๆ ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาคธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจหยุดชะงักหลายส่วน จากการปิดประเทศ ทำให้เงินหายหมด และเมื่อโควิด-19 ระลอก 4 มายิ่งทำให้คนทำมาหากินได้น้อยลง คนเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ตอนนี้คือรัฐบาล การขยายเพดานเงินกู้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกรัฐบาลและทุกประเทศต้องทำ เพราะเศรษฐกิจขาดแรงกระตุ้น เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักวิชาการก็เห็นด้วย เพราะเศรษฐกิจแผ่วรัฐก็จัดเก็บรายได้ไม่ได้ ก็เป็นปัญหา ยิ่งเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2565 ต้องการแรงกระตุ้นเพื่อรองรับการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ เมื่อรัฐบาลกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจนฟื้นตัว เงินรายได้ก็จะทยอยกลับมาในรูปของภาษี รัฐทยอยคืนหนี้ สัดส่วนหนี้ที่สูงก็จะปรับลดลง คลังก็จะค่อย ๆ ถอย พวกนี้เป็นเรื่องของจังหวะทั้งสิ้น&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาคเอกชนอยากเห็น ได้แก่ การเพิ่มเงินในโครงการคนละครึ่ง และการปัดฝุ่นโครงการช้อปดีมีคืน รวมถึงการเดินหน้าโครงการที่จะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ โดยภาคเอกชนมองว่าโครงการเหล่านี้กระจายความช่วยเหลือไปถึงทุกหย่อมหญ้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118321</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเพดานหนี้สาธารณะ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_60810322de358.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยับเพดานหนี้  อีกสิบปีก็ลดไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนของปีที่แล้ว ผมเขียนบทความเรื่อง &amp;ldquo;เงินกู้สู้โควิด ช่วยกันคิดให้รอบคอบ&amp;rdquo; ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ โดยได้แสดงความห่วงใยในภาระการเงินการคลังของภาครัฐที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากมายจากการใช้เงินของรัฐบาลในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ในบทความนั้น ผมได้คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP น่าจะแตะ 60% ในปี 2564 และจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น &amp;nbsp;หากไม่มีการขยับเพดานหนี้ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่ 60% นี้ รัฐบาลก็จะทำผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูเหมือนว่ากระทรวงการคลังจะเห็นด้วยกับผมในเรื่องนี้ จึงได้เสนอเมื่อเร็วๆ นี้ให้ปรับเพดานหนี้เป็น 70% ของ GDP &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อรองรับการใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการกู้ยืมที่ได้กำหนดไว้แล้วที่ 1.5 ล้านล้านบาท และเพื่อเปิดช่องให้มีการกู้ยืมเพิ่มเติมได้อีกมากกว่า 1.2 ล้านล้านบาท แถมยังคุยด้วยความมั่นใจว่ารัฐบาลยังมีความสามารถที่จะจ่ายคืนหนี้เหล่านี้ได้ และจะลดเพดานหนี้กลับไปเป็น 60% ของ GDP ในโอกาสหน้า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เออออห่อหมกไปกับกระทรวงการคลัง หนุนให้กู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก เพราะเห็นว่าที่ใช้จ่ายไว้เดิมก็ยังไม่พอ

ผมอาจจะเห็นด้วยกับการปรับเพดานหนี้เพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องกู้ยืมมาใช้จ่ายเพื่อบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจอันเกิดจากโควิด-19 แต่ผมไม่ค่อยมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถชำระคืนหนี้ได้อย่างง่ายดายเท่าไหร่นัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้ลองประเมินดูว่า ถ้ารัฐบาลจะต้องกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาทในปีหน้าแล้ว รัฐบาลจะสามารถชำระคืนเงินกู้ได้หรือไม่อย่างไรในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยสมมุติว่าหากรัฐบาลสามารถลดอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลงได้ให้ไม่เกิน 60% ก็ถือว่ามีความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ได้ตามปกติ

ข้อสมมุติสำคัญในการประเมินนี้คืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตของไทย ในที่นี้ต้องพิจารณาจากตัวแปรที่เรียกว่า nominal GDP หรือ &amp;ldquo;ผลิตภัณฑ์รวมของประเทศ&amp;rdquo; ที่คิดตามราคาปัจจุบัน ซึ่งก็คือ GDP ที่คำนวณโดยไม่ได้หักอัตราเงินเฟ้อออกนั่นเอง ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวที่ค่อนข้างผันผวน โดยขยายตัวได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็หดตัวในบางช่วงที่มีวิกฤติการณ์ เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วอันเป็นผลจากโควิด-19 (ติดลบไป 7.5%)ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา nominal GDP ของไทยขยายตัวได้เฉลี่ยปีละ 4.2% เราต้องยอมรับว่าในอนาคตเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มการขยายตัวในอัตราที่ช้าลง &amp;nbsp;ผมสมมติให้อัตราการเพิ่มของ nominal GDP ของไทยในช่วง 10 ปีข้างหน้ามีสามกรณี คือ กรณีสูง (5% ต่อปี) กรณีปานกลาง (4% ต่อปี) และกรณีต่ำ (3% ต่อปี)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกู้ยืมของรัฐบาล ผมคาดว่าภายในปีงบประมาณ 2564 นี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จะมีการกู้ภายใต้ พ.ร.ก. โควิด-19 รวมกันประมาณ 1 ล้านล้านบาท และในปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลจะกู้เพิ่มเพื่อแก้ไขปัญหา โควิด-19 อีก 1 ล้านล้านบาท และจะกู้ภายใต้โครงการโควิด-19 อีก 200,000 ล้านบาทในปีงบประมาณถัดไป ทั้งนี้ เงินกู้เหล่านี้ไม่รวมถึงส่วนที่รัฐบาลจะต้องกู้มาชดเชยการขาดดุลงบประมาณตามปกติอยู่แล้ว ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกิจ (ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะ)&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมสมมุติให้คงค้างไว้ตลอด 10 ปีข้างหน้า ณ ระดับในปัจจุบัน คือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท

ข้อสมมุติเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณเป็นไปตามข้อมูลในอดีต กล่าวคือ การตั้งงบประมาณรายจ่ายคิดเป็น 20% ของ GDP &amp;nbsp;รายได้ที่รัฐสามารถจัดเก็บคิดเป็น 17% ของ GDP &amp;nbsp;ทำให้มีการขาดดุลทุกปีประมาณ 3% ของ GDP &amp;nbsp;การขาดดุลงบประมาณของไทยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในช่วง 24 ปีที่ผ่านมาหลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 งบประมาณไทยขาดดุลทุกปียกเว้นในปี 2548 และ 2549 เท่านั้น

ในการแบ่งองค์ประกอบของงบประมาณรายจ่าย ผมสมมติให้ &amp;ldquo;รายจ่ายประจำ&amp;rdquo; เท่ากับ 70% ของวงเงินงบประมาณบวกกับรายจ่ายเพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้ โดยสมมติให้รายจ่ายดอกเบี้ยเท่ากับ 7% ของวงเงินงบประมาณ&amp;nbsp; ส่วนรายจ่ายเพื่อชำระต้นเงินกู้สมมติให้เท่ากับ 3% ของวงเงินงบประมาณ (กรอบวินัยการเงินการคลังได้กำหนดให้สัดส่วนการชำระคืนต้นเงินกู้อยู่ระหว่าง 2.5% และ 3.5% ของงบประมาณรายจ่าย) ดังนั้น รายจ่ายเพื่อการลงทุนจึงเท่ากับส่วนที่เหลือจากรายจ่ายประจำและรายจ่ายเพื่อการชำระคืนเงินกู้ &amp;nbsp;ซึ่งโดยปกติแล้ว &amp;ldquo;รายจ่ายลงทุน&amp;rdquo; จะเท่ากับ 20% ของวงเงินงบประมาณ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการคำนวณปรากฏในตารางข้างล่างนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่ 1 สมมติให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในอัตราปีละ 5% (โตเร็ว) ปรากฏว่าอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นในช่วงแรกเกิน 60% จนถึงปี 2568 และหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดลงจนเหลือต่ำกว่า 60% เล็กน้อย ในขณะที่หนี้สาธารณะคงค้างโดยรวมเพิ่มขึ้นทุกปีจากประมาณ 9.1 ล้านล้านบาทในปี 2564 เป็น 15.4 ล้านล้านบาทในปี 2574 ผลการคำนวณนี้ชี้ให้เห็นว่า หากเศรษฐกิจไทยสามารถโตได้ในอัตรา 5% ต่อปีอย่างสม่ำเสมอ รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นตามขนาดของเศรษฐกิจก็จะมากพอจนทำให้รัฐบาลสามารถชำระหนี้คืนได้และเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 10 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หากเราเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะโตได้ในอัตราปานกลางคือปีละ 4% ผลการคำนวณจะกลายเป็นช่องตารางในกรณีที่ 2 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นเป็น 64% ตลอดช่วง 10 ปีข้างหน้า แสดงให้เห็นว่าในอนาคตรัฐบาลจะมีปัญหาในการชำระหนี้คืนตามเกณฑ์ปกติได้ และหากเราเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกด้วย ผลการคำนวณในกรณีที่ 3 ก็ชี้ให้เห็นปัญหาในการชำระหนี้คืนเช่นเดียวกัน แต่ที่แย่กว่าคืออาจทำให้รายจ่ายประเภทการลงทุนของภาครัฐต้องลดลง ซึ่งเป็นผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

สภาพสมมติที่เลวร้ายที่สุดคือกรณีที่ 4 โดยเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ช้าในอัตราปีละ 3% อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็สูงขึ้นมาก (เช่นเพิ่มจากประมาณ 2.5% ต่อปีในปัจจุบัน เป็น 5% ต่อปีในอนาคต) ผลการคำนวณระบุชัดเจนว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยแตะระดับ 70% ในปี 2569 และเพิ่มเป็น 76% ในปี 2574 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจะมีปัญหาอย่างมากในการชำระหนี้คืน และจำเป็นต้องขยับเพดานหนี้ให้สูงขึ้นเกินกว่า 70% รัฐบาลจะมีข้อจำกัดมากขึ้นในการจัดสรรงบประมาณทั้งเพื่อเป็นรายจ่ายประจำและรายจ่ายเพื่อการลงทุน อีกทั้งหนี้คงค้างจะพุ่งขึ้นถึง 16.3 ล้านล้านบาทในปี 2574

แนวทางหนึ่งในการเสริมสร้างให้รัฐบาลสามารถชำระหนี้คืนได้ดียิ่งขึ้นคือ ความพยายามที่จะลดการขาดดุลงบประมาณ (ซึ่งขาดดุลอย่างต่อเนื่องในอดีตจนถึงปัจจุบัน) วิธีหนึ่งที่ &amp;ldquo;พูดง่าย แต่ทำยาก&amp;rdquo; คือการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากภาษี สัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อ GDP ที่ 17% ตามข้อสมมุติข้างบน อาจจะไม่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีตและเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ แต่ก็ถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับงบประมาณรายจ่ายที่ 20% ของ GDP

กรณีที่ 5 สมมติให้รัฐบาลสามารถเพิ่มการจัดเก็บรายได้เป็น 18% ของ GDP ในปี 2566 - 67 เพิ่มเป็น 19% ของ GDP ในปี 2568 - 69 และเพิ่มเป็น 20% ของ GDP ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราปานกลางที่ 4% ต่อปี ผลการคำนวณในตารางชี้ว่าสัดส่วนหนี้คงค้างต่อ GDP เพิ่มขึ้นเกิน 60% ในปี 2565 - 67 แต่ลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นจนเหลือเพียง 45% ในปี 2574 จึงกล่าวได้ว่ารายได้ของรัฐที่เพิ่มขึ้นและและงบประมาณสมดุลตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป มีส่วนช่วยในการชำระหนี้คืนได้มาก โดยหนี้คงค้างในปี 2574 เหลือเพียง 10.7 ล้านล้านบาท

กรณีที่ 6 สมมติให้รัฐบาลสามารถเพิ่มการจัดเก็บรายได้เหมือนกับในกรณีที่ 5 แต่เศรษฐกิจขยายตัวเพียงปีละ 3% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก ผลการคำนวณในตารางแสดงว่าสัดส่วนหนี้คงค้างต่อ GDP เพิ่มขึ้นในช่วงสามสี่ปีแรก แต่ก็สามารถลดลงได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง โดยมีค่าต่ำกว่า 60% ในสองปีสุดท้าย ดูเหมือนว่าภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้าย การเพิ่มรายได้ของรัฐและการลดการขาดดุลงบประมาณก็ยังช่วยให้รัฐบาลสามารถชำระหนี้คืนได้ดีในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลการประเมินข้างบนสอนให้เรารู้ว่า ในการรักษาวินัยการคลังในช่วง 10 ปีข้างหน้า เราจะอาศัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (ที่คงไม่สูง) และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (ที่คงไม่ต่ำ) ไม่ได้แล้ว เราจำเป็นต้องหันไปใช้วิธีลดการขาดดุลงบประมาณอย่างจริงจัง ทั้งโดยการเพิ่มรายได้และการใช้จ่ายอย่างประหยัดและคุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118189</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเพดานหนี้สาธารณะ, ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_61374a1392b5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; จวก &#039;ประยุทธ์&#039; ดันวาระลับเพิ่มเพดานกู้ 70% เชื่อสึนามิเศรษฐกิจระลอกใหญ่มาแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 - นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการขอเพิ่มเพดานเงินกู้ของประเทศในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่20ก.ย.ว่า ถือเป็นการลักหลับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศอย่างน่าสงสัย กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.กำหนดเป็นเรื่องลับ ซึ่งเรื่องสำคัญระดับนี้ เกี่ยวกับคนไทยทุกคนและประเทศไทย ไม่เคยเพิ่มเพดานเงินกู้มากกว่า&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;มาตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2542&amp;nbsp;โดยเฉพาะหลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เข้าแก้ไขสถานการณ์จนทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้ระดับโลกในช่วงนั้น ตนเคยอภิปรายในสภา รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp;จะเป็นรัฐบาลประวัติศาสตร์ที่จะขยายเพดานเงินกู้หนี้สาธารณะของประเทศจากร้อยละ&amp;nbsp;60&amp;nbsp;เป็นร้อยละ&amp;nbsp;70&amp;nbsp;แน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนควรรู้และต้องติดตามตรวจสอบอย่างเข้มข้น ตอนประชุมเป็นเรื่องลับ แต่ตอนใช้หนี้ของประชาชน กลับเป็นเรื่อง สาธารณะให้ประชาชนทั้งประเทศแบกหนี้ แบบนี้ได้ด้วยหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ กล่าวว่า ฉายานักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คงไม่เพียงพอสำหรับผู้นำของไทย วันนี้คงอัพเกรดมาแตะระดับ นักกู้แห่งมหาเอเชียบูรพา แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;และตนขอเรียกร้อง ลิ้วล้อ ไอ้ห้อยไอ้โหน ที่เคยออกมาด่าตนและยืนยันว่าไม่มีทางที่พล.อ.ประยุทธ์ จะขยายเพดานเงินกู้สาธารณะของประเทศ จาก&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ช่วยออกมารับแสงชี้แจงด้วย ขอให้พี่น้องประชาชนเขียนแปะข้างฝาไว้ได้เลยว่ารัฐบาลชุดนี้ ในอีกสองเดือนข้างหน้านี้จะกู้เงินอีก&amp;nbsp;1ล้านล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;วันนี้รัฐบาลบักโกรก ไส้แห้งถังแตกตูดขาดเป็นที่เรียบร้อย ทำนโยบายหลายปีมานี้ แจกอย่างเดียว หาเงินไม่เป็น ขอเตือนว่าอย่าลืมจดติดข้างฝาบ้านไว้ด้วยว่าคนไทยทั้งประเทศจะร่วมกันเป็นหนี้โดยลุง ที่จะต้องใช้หนี้มากกว่า&amp;nbsp;150&amp;nbsp;ปี ที่สำคัญนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจไม่เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำนโยบายออกมาที่จะรองรับกับสถานการณ์ของประเทศใดๆได้เลย จึงขอเตือนให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือกับ สึนามิทางเศรษฐกิจระลอกใหญ่ นับตั้งแต่มีประเทศไทยมาด้วยฝีมือของผู้นำประเทศที่กู้หนักมากมาตลอด&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ปีมานี้ รวมกันมากกว่านายกฯ&amp;nbsp;28&amp;nbsp;คนรวมกันและจะมีหนี้สำหรับลุงคนเดียว ถึงกว่า&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ล้านๆ บาทเลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117409</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ขยายเพดานหนี้สาธารณะ, จิรายุ ห่วงทรัพย์, พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149974305aee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โฆษกกล้า&#039; ชี้ขยายเพดานหนี้ 70% ต้องวางแผนหารายได้ให้ชัด ระวังกู้เพิ่มรอบนี้โดนโยงการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 -&amp;nbsp;นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า กล่าวถึงมติคณะกรรมการวินัยการเงินการคลัง ให้ขยายเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ&amp;nbsp;60&amp;nbsp;เป็นร้อยละ&amp;nbsp;70&amp;nbsp;ของจีดีพี&amp;nbsp;ว่า ข้อมูลเมื่อเดือนก.ค. 2564 หนี้สาธารณะอยู่ที่&amp;nbsp;8.9&amp;nbsp;ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp;55.59&amp;nbsp;หากมีการใช้เงินกู้ครบถ้วนคาดว่าปลายปีนี้หรือไม่เกินต้นปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;หนี้สาธารณะน่าจะทะลุเพดาน จึงเป็นเหตุให้ต้องขยายเพดานหนี้ชั่วคราว เพื่อฟื้นฟูวิกฤตเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาโควิด-19&amp;nbsp;สาระที่น่าสนใจ คือ การกำหนดเงื่อนไขจะลดระดับกลับมาที่ร้อยละ&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ในอีก&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำตามที่ตั้งเป้าไว้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;จะยืดเยื้อหรือไม่ บวกกับสมรรถนะของรัฐในการหารายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแสนยากรณ์ กล่าวว่า การฟื้นฟูภาคบริการและการท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากจะมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือกู้เพิ่ม ต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ด้วย เพราะทันทีที่สถานการณ์ดีขึ้น หลายประเทศเปิดพร้อมกัน ทุกประเทศก็จะแย่งนักท่องเที่ยว ฉะนั้น ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมให้เร็วกว่าประเทศอื่น เพื่อรองรับการแข่งขัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภาคการท่องเที่ยวเป็น&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ใน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ขณะนี้ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร จำนวนมากได้รับผลกระทบหนัก หลายที่ปิดกิจการ ดังนั้นหากจะมีการขยายเพดานหนี้ที่ร้อยละ&amp;nbsp;70&amp;nbsp;และเตรียมกู้เงินรอบใหม่ จึงควรกำหนดแผนการหารายได้ให้ชัดเจนด้วย โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฟื้นภาคการท่องเที่ยว เพื่อเป็นเครื่องมือหารายได้เข้าประเทศ หากภาครัฐไม่ได้กำหนดแผนเกี่ยวกับการฟื้นฟูภาคบริการและการท่องเที่ยวให้ชัดเจน แผนจะลดเพดานหนี้สาธารณะกลับมาที่ร้อยละ&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ภายใน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี คงเป็นแค่ฝันไป&amp;quot; โฆษกพรรคกล้า ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแสนยากรณ์ กล่าวด้วยว่า หวังว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะ และการกู้เพิ่มที่จะเกิดขึ้น จะมีแผนและเป้าหมายชัดเจน เพื่อแก้ไขสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;เยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้เข้าใจผิดนำผูกโยงกับเรื่องการเมือง โดยเฉพาะการอัดเงินลงพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง ตามที่หลายฝ่ายจับสัญญาณถึงการเตรียมความพร้อมว่าอาจมีการยุบสภาเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117396</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเพดานหนี้สาธารณะ, พรรคกล้า, แสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_61498ac72679f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรฯประเมินขยายเพดานหนี้สาธารณะ 70% กระทบรัฐต้องเร่งหารายได้เพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2564 คณะกรรมการวินัยการเงินการคลังมีมติเห็นชอบขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% ต่อ GDP เป็น 70% ต่อ GDP เป็นการชั่วคราว ภายใต้เงื่อนไขที่จะลดระดับหนี้สาธารณะลงมาเหลือ 60% ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล และไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง ทั้งนี้ วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์โควิดส่งผลให้ภาครัฐได้มีการใช้จ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านทางมาตรการทางการคลัง โดยผ่านแหล่งเงินงบประมาณประจำปี 2563-2564 และ พรก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รวมถึงการกู้เงินขาดดุลงบประมาณที่มีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเม็ดเงินกู้ต่างๆ เหล่านี้ ประกอบกับฐาน GDP ไทยที่หดตัวลึก คาดว่าจะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยแตะระดับ 60% ต่อ GDP ในปี 2564 นี้เป็นอย่างเร็ว อย่างไรก็ดี หลายประเทศทั่วโลกมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ในแทบทุกประเทศทั่วโลกมีการอัดฉีดมาตรการการคลังในการเยียวยาประชากรและกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น จะเห็นยอดหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนนำมาสู่การขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะจะไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลังในระยะสั้น โดยรัฐบาลยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ครบกำหนดได้ เนื่องจากโครงสร้างหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนในประเทศและเป็นหนี้ระยะยาว ดังนั้น ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยภายนอก อาทิ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการ roll over หนี้ที่ครบกำหนดไม่ทันจึงมีอยู่จำกัด นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ต้นทุนของภาระหนี้ (debt service burden) ในกรอบเวลาระยะสั้นนั้นยังอยู่ในระดับต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี จุดสนใจอยู่ที่การบริหารจัดการการคลังในระยะกลางถึงยาวที่จำเป็นต้องมีแผนการจัดหารายได้ภาครัฐเพิ่มเติมเพื่อลดการขาดดุลทางการคลังในระยะข้างหน้า ในขณะที่การใช้งบประมาณต้องก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจะมีความเสี่ยงมากหรือน้อยยังอยู่ที่ความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีในระยะข้างหน้า ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอาจไม่น่ากังวลเท่าหากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวหรือเติบโตในอัตราที่ต่ำ ดังนั้น บทสรุปสุดท้ายจึงอยู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117372</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเพดานหนี้สาธารณะ, ศูนย์วิจัยกสิกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;เคาะขยายเพดานหนี้เป็น70%ต่อจีดีพี เปิดช่องรัฐลุยกู้เงินเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2564 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการทบทวนกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากเดิมที่กำหนดไว้ ต้องไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี เป็น ต้องไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล และไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง โดยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การทบทวนกรอบสัดส่วนการบริหารหนี้สาธารณะในครั้งนี้เป็นไปตามความในมาตรา 50 แห่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้มีการทบทวนสัดส่วนต่าง ๆ อย่างน้อยทุก 3 ปี&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง รายงานหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564 มียอดหนี้จำนวน 8,909,063 ล้านบาท หรือ 55.59% ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท โดยยอดหนี้สาธารณะเดือนมิ.ย. 2564 อยู่ที่ 8,825,097 ล้านบาท หรือ 55.20% ของจีดีพี เป็นการเพิ่มทั้งจำนวนหนี้และสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหนี้สาธารณะเดือน ก.ค. 2564 ที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการกู้เพื่อการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2564 ที่มีกรอบการกู้อยู่ที่ 608,962 ล้านบาท และการกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินโควิดที่มีการกู้ไปแล้ว 817,726 ล้านบาท จากวงเงินกู้ทั้งหมด 1 ล้านล้านบาท และต้องกู้ภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ ซึ่งทำให้เสี่ยงเพดานหนี้สาธารณะจะเกินกรอบที่กำหนดไว้ 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล. อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน เห็นชอบขยายกรอบเพดานหนี้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี เพื่อรองการกู้เงินจาก พ.ร.ก.โควิด 1 ล้านล้านบาทในส่วนที่เหลือทั้งหมด รวมถึงการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินโควิด 5 แสนล้านบาท ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน เห็นขอบการปรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะครั้งที่ 3 โดยให้มีการกู้เงินจาก พ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท ภายในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท จากเดิม 1 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2565 รัฐบาลยังต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 7 แสนล้านบาท และกู้เงินจาก พ.ร.ก. 5 แสนล้านบาท ในส่วนที่เหลือ 3.5 แสนล้านบาททั้งหมด ทำให้สัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะที่คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2564 จะอยู่ที่ 58% ของจีดีพี และคาดว่าปีงบประมาณ 2565 หนี้สาธารณะจะเกิน 60% ของจีดีพี ทำให้รัฐบาลต้องขยายกรอบเป็น 70% ของจีดีพี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117306</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเพดานหนี้สาธารณะ, ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง, หนี้สาธารณะ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d4b9e989e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
