<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81468</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 18:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 18:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังแจงยังไม่มีนโยบายอุ้มแบงก์รัฐสั่งดูแลลูกหนี้ต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ต.ค. 2563 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า คลังยังไม่มีนโยบายเข้าไปช่วยเหลือ หรือ ชดเชยตามมาตรการรัฐ (พีเอสเอ) ให้กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) จากกรณีที่ออกมาตรการพักชำระหนี้ ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ทำให้มีหนี้ส่วนหนึ่งที่มีแนวโน้มเป็นหนี้เสีย จากการหารือกับผู้บริหารแบงก์รัฐ ยังสามารถบริหารจัดการได้ มีฐานะ การกันสำรองหนี้ อยู่ในระดับแข็งแกร่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันระบบสถาบันการเงิน ทั้งหมด มีการพักหนี้ให้กับลูกค้า 12.12 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ 6.9 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นการพักหนี้ของแบงก์รัฐ 6.57 ล้านราย มูลหนี้ 2.89 ล้านล้านบาท และเป็นในส่วนของนอนแบงก์ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากแบงก์รัฐ 9.56 แสนราย มูลหนี้ 2.38 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่งติดต่อและหารือกับลูกหนี้แต่ละรายเพื่อกำหนดการช่วยเหลือที่สอดรับกับสถานการณ์ของลูกหนี้แต่ละราย (tailor-made) หลังมาตรการพักชำระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หมดอายุลงในวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้แบ่งลูกหนี้เป็นกลุ่ม ได้แก่ &amp;nbsp;1.ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ยังได้รับผลกระทบสูงจากการระบาดของโควิด-19 และยังไม่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้หรือมีรายได้ไม่แน่นอน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถขยายระยะเวลาการชะลอการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและ/หรือดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 6 เดือนนับจากสิ้นปี 2563 เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวมีสถานะเป็นหนี้เสีย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เริ่มกลับมาดำเนินธุรกิจได้แต่ธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่งปรับโครงสร้างหนี้ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2563 เพื่อให้เงื่อนไขการจ่ายหนี้เหมาะสมกับสถานการณ์ของลูกหนี้และลดภาระของลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวในระยะยาว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีความพร้อมและสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจรับชำระหนี้ตามปกติ เพื่อลดภาระของลูกหนี้ตลอดระยะเวลาสัญญาเนื่องจากลูกหนี้ยังต้องรับภาระดอกเบี้ยในช่วงที่ได้รับการพักชำระหนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า คลังยังมีนโยบายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการพักชำระหนี้ภายใต้มาตรการอื่น ๆ ตามสถานการณ์ของลูกหนี้แต่ละรายและบริบทของระบบเศรษฐกิจ ผ่านการขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ให้กลุ่มลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้หรือมีรายได้ไม่แน่นอน เช่น พักชำระหนี้เงินต้นและ/หรือดอกเบี้ยในระยะเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ลูกหนี้แต่ละราย แต่ไม่ควรเกิน 6 เดือนนับจากสิ้นปี 2563 โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจติดตามเพื่อดูแลลูกหนี้แต่ละรายอย่างใกล้ชิดและคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกหนี้ในระยะยาวด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะเร่งปรับโครงสร้างหนี้ ให้แก่ลูกหนี้ ทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และรายย่อย เช่น การลดค่างวด การขยายระยะเวลาการชำระหนี้ เป็นต้น รวมถึงการให้สินเชื่อเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเป็นแหล่งเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการ อีกทั้งการให้แรงจูงใจแก่ลูกหนี้ที่มีศักยภาพกลับมาชำระหนี้ตามปกติเพื่อลดภาระหนี้ของลูกหนี้ตลอดระยะเวลาสัญญาและป้องกันปัญหาวินัยทางการเงิน (Moral Hazard) เช่น การลดดอกเบี้ย การคืนเงินบางส่วนเพื่อเป็นรางวัลให้ลูกหนี้ที่กลับมาชำระหนี้เป็นปกติหรือมีประวัติการชำระหนี้ดี เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า มีลูกค้าพักหนี้กับออมสิน &amp;nbsp;3 ล้านบัญชี มูลหนี้ 1 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นหนี้กลุ่มเปราะบาง ที่ต้องเฝ้าระวัง 10% หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยมาตรการพักหนี้ของออมสิน ได้ขยายถึงสิ้นปี 2563 หลังจากนั้น จะพิจารณาขยายให้ 6 เดือน โดยให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีราย โดยที่ผ่านมา ออมสินได้ตั้งสำรองหนี้เสียพิเศษมากกว่าสถานการณ์ปกติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า มีลูกค้าที่เข้ามาตรการพักหนี้ 10 มาตรการของธอส. รวม 6.8 แสนราย มูลหนี้ 5.7 แสนล้านบาท เป็นเอสเอ็มอีสร้างแฟลต 3 พันราย มูลหนี้ 6.8 พันล้านบาท ซึ่งเข้าไปดูแลแล้ว โดยมีกลุ่มลูกหนี้ ที่ต้องการพักหนี้ต่อ 6 หมื่นล้านบาท เหลือ 2.4 แสนล้านบาทที่ไม่ติดต่อมาซึ่งคาดว่าจะชำระได้ปกติ ส่วนการจัดหนี้เสียตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จำนวนสินเชื่อรวม 1.27 ล้านล้านบาท คาดว่าจะมีหนี้เสีย 4.9% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุรชัย รัศมี รองผู้จัดการ รักษาการผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.พักหนี้ให้ลูกค้า รวม 3.25 ล้านราย เป็นมูลหนี้ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 70% ของสินเชื่อรวม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดชั้นลูกหนี้ ติดตามว่ารายใดเป็นกลุ่มเปราะบาง โดยธ.ก.ส.มีการตั้งสำรองไว้หมดแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันแบงก์รัฐมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดย ธนาคารออมสิน มีการกันสำรองเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่ 15.4% ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ 12.5% และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ 15.3% นอกจากนี้ ธนาคารออมสินมีการตั้งสำรองสูงกว่าหนี้เสีย 1.2 เท่า ธอส. 1.6 เท่า และ ธ.ก.ส. 5-6 เท่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81468</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเวลาพักชำระหนี้, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8ef9e7c4182.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
