<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27994</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุ๊ต๊ะ&#039;ขวัญชัย&#039;หวิดถูก&#039;พปชร.&#039;ดูด! ไม่ไปเพราะเลือดทุกหยดของตนเป็นประชาธิปไตย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค.62 - นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวถึงกระแสข่าวย้ายไปซบพรรคพลังประชารัฐว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ เลือดทุกหยดของตนเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยอมรับว่ามีคนในพรรคพลังประชารัฐชวนไปอยู่ด้วยจริง แต่ไม่ไปเด็ดขาด เพราะเราเป็นนักสู้ ไม่ใช่นักการเมือง และไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายนั้นต้องปล่อยข่าวในลักษณะนี้ออกมา&amp;quot;นายขวัญชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27994</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขวัญชัย สาราคำ, ขวัญชัย ไพรพนา, ประธานชมรมคนรักอุดร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0cc22196fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2019 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2019 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ขวัญชัย&#039;ยันแดงแกล้งตายยังแค้นทหารไล่ยิงช่วงเผาศาลากลาง ชี้&#039;จตุพร&#039;แค่เปลี่ยนจุดยืนอุดมการณ์ยังอยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ม.ค.62-นายขวัญชัย ไพรพนา อดีตประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวว่า สำหรับบทบาทหน้าที่ตอนนี้ เข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองไมได้ เป็นได้เพียงกองเชียร์ เหมือนกับนายจตุพร พรหมพันธ์ นายยงยุทธ ติยะไพรัช กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ ทำได้เพียงเชิญชวนให้ชาวบ้านเลือกผู้สมัครของพรรค การเลือกตั้งรอบนี้ พรรคมอบความกรุณาให้ นางอาภรณ์ สาราคำ ภรรยาเป็นผู้สมัครส.ส.เขต4 อุดรธานี พรรคเพื่อไทย แทนนายทองดี มนิสสาร อดีตส.ส.อุดรธานี ที่เสียชีวิตไป ช่วงที่ตนอยู่ในเรือนจำ ภรรยาทำหน้าที่ทั้งงานการเมือง งานมวลชนคนเสื้อแดงได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้ที่ผ่านมาบางฝ่ายพยายามใช้อำนาจรัฐ อำนาจเงิน อย่างเต็มที่ ถ้าประเมินแล้วคงหมดไปเป็นสิบ เพื่อหวังจะทำให้ ชาวบ้านเปลี่ยนใจ แต่ดูแล้วคงทำไม่ได้ กระแสคนเสื้อแดงที่มีต่อพรรคเพื่อไทยในจังหวัดอุดรธานี ทุกอย่างยังเหมือนเดิม คนยังรักคิดถึงทักษิณ &amp;nbsp;ชาวบ้าน คนเสื้อแดงเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย อุดรธานีถือเป็นเมืองหลวงคนเสื้อแดง &amp;nbsp;8เขต เราชนะยกจังหวัดแน่นอน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายขวัญชัยกล่าวว่า หลังจากออกจากคุกมา ตนเก็บตัวอยู่ในบ้าน พยายามจะไม่พูด ไม่ทำอะไรที่ทำให้ผู้มีอำนาจหมั่นไส้ จากผลโดนยิงรอบนั้น ทำให้สายตาทางด้านซ้ายมีปัญหา ตอนอยู่เรือนจำ ใครเดินมาทางฝั่งซ้าย ตนเดินชนหมด เพราะเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ก็ยังติดตามข่าวสาร การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กองเชียร์พรรครวมพลังประชาชาติไทย ลงพื้นที่อุดรธานี แล้วสื่อไปบอกว่า สุเทพเหยียบถิ่นเสื้อแดง ไร้การต่อต้าน ต้องบอกว่า คนเสื้อแดง ชาวอุดรธานี มีวุฒิภาวะ ยอมรับความเห็นเห็นต่างทางการเมือง จึงไม่มีการต่อต้านกลัวจะไปเข้าทางบางฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขากล่าวอีกว่า กับนายจตุพร &amp;nbsp;ยังรู้สึกดีต่อกันเหมือนเดิม สมัยอยู่ในเรือนจำ ช่วงถูกคุมตัวไปศาลได้พบเจอนายจตุพร แม้วันนี้นายจตุพร จะไปช่วยงานพรรคเพื่อชาติ พี่น้องเสื้อแดงเขาเข้าใจ คิดว่าเหตุที่ไปเดินทางโน้น คงได้รับสัญญาณบางอย่าง เพราะหลังจากออกจากเรือนจำ นายจตุพร ไปยึดแนวทางปรองดอง เปลี่ยนแปลงท่าทีจากดุดัน เป็นอ่อนน้อมถ่อมตน ทำพรรคที่เป็นเกาะกลางการเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี พี่น้องเสื้อแดงเข้าใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จตุพรเปลี่ยนแค่จุดยืน แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ ทางการเมือง พรรคเพื่อชาติ พร้อมจะส่งผู้สมัครมาต่อสู้นั้น คงต้องบอกว่า คงจะเจาะพรรคเพื่อไทยไม่ได้ และรวมไปถึง พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะคำว่า ทหาร ชาวบ้าน พี่น้องเสื้อแดงไม่เอาเลย เขายังจำได้ ไปไล่ยิงพี่น้อง ช่วงเผาศาลากลางจังหวัด เขาโกรธมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทุกวันนี้คนเสื้อแดงแกล้งตาย เงียบ ไม่มีปฏิกิริยาอะไรออกมา ไม่ให้ถูกเล่นงาน เจอกันก็บอกกัน อดทนกันอีกนิด รอกันอีกหน่อย เอาไว้วันที่24มี.ค. ค่อยใช้ปากกาฆ่าเผด็จการทีเดียว&amp;rdquo;นายขวัญชัยกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27753</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขวัญชัย ไพรพนา, จตุพร  พรหมพันธุ์, เปลี่ยนจุดยืน, เลือกตั้งอุดรธานี, แดงแกล้งตาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0cc22196fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 17:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฎีกาฯยกฟ้องคดี 5 ทหารยิงถล่ม &#039;ขวัญชัย ไพรพนา&#039; แกนนำแดงอุดรฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ศาลจังหวัดอุดรธานี นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา อดีตประธานชมรมคนรักอุดร พร้อม นายกรวีร์ สาราคำ บุตรชายนายขวัญชัย เดินทางมารับฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นายขวัญชัย ถูกคนร้ายลอบยิงด้วยอาวุธสงครามปืนอาร์ก้าที่บ้านพัก สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดเร 97.5 เมกกะเฮิร์ต บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อเช้าวันที่ 22 มกราคม 2557 จนนายขวัญชัย&amp;nbsp;ได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวจนหาย แต่ต้องเป็นอัมพฤษครึ่งซีกซ้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังเกิดเหตุตำรวจจับกุม และอัยการส่งฟ้องประกอบด้วย ร.ต.หรือ นายปรัชญา จันทร์รอดภัย , จ.ส.อ.หรือ นายมาวิน ยางบัว , จ.ส.ท.หรือ นายวิโรจน์ พิมพ์สิงห์ , ส.อ.หรือ นายชานนท์ ทับทิมทอง , จ.ส.อ.หรือ นายจุฑาทร เนียมทอง ทหารสังกัด พล.ร.9 และ นายมะดือนัง หรือ มะตือนัง มะแซ อส.จังหวัดนราธิวาส เดินทางมารับฟังคำพิพากษา พร้อมทนายความ หลังจากที่ นายขวัญชัยฯ ได้เป็นโจทก์ร่วมฟ้องในคดี &amp;ldquo;เจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน&amp;rdquo; และ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2,879,403 บาท ซึ่งศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ทั้ง 2 ศาล และครั้งนี้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายขวัญชัย ไพรพนา กล่าวว่า ยอมรับในคำพิพากษา หลังจากนี้ตนก็จะใช้ชีวิตตามปกติกับครอบครัว ทำบุญไหว้พระ และต้องรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บที่ถูกยิงต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากออกจากเรือนจำ ก็ไม่ได้จัดรายการวิทยุแล้ว ต่อไปนี้ก็คงออกงานสังคม พบปะสมาชิกชมรมคนรักอุดรบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp;นายขวัญชัย&amp;nbsp;อดีตประธานชมรมคนรักอุดร และเป้ฯแกนนำเสื้อแดงอุดรธานี &amp;nbsp;ได้ถูกคนร้ายบุกยิงถล่มด้วยอาวุธปืนอาก้ากว่า 50 นัด ขณะนั่งดื่มกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ ที่โต๊ะหน้าบ้านพัก ภายในบ้านพักในสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร 97.5 เม็กกะเฮีร์ต บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณแขนและขา เมื่อเช้าวันที่ 22 มกราคม 2557 &amp;nbsp;โดยตำรวจสามารถแกะรอยทราบกลุ่มมือปืน และได้หลักฐานอาวุธปืนอาร์ก้า 3 กระบอก และรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับ &amp;ldquo;ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตรตรองไว้ก่อน&amp;rdquo; ซึ่งต่อมาผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัว พบเป็นทหาร 5 นาย และ อส.1 นาย ทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น จนถึงวันนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้อง คดีจึงถือเป็นอันสิ้นสุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17870</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขวัญชัย ไพรพนา, ยิงถล่มขวัญชัย, ศาลยกฟ้องคดียิงขวัญชัย, อุดรธานี, แดงอุดร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0cc22196fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จตุพร-ขวัญชัย ลากสังขารร่วม สู้คดีก่อการร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลอาญาสั่งจำคุก &amp;quot;วัฒนาแดง&amp;quot; มือบึ้มโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ อีก 26 ปี ฐานใช้ระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อฆ่าคน รวมเบ็ดเสร็จ 7 คดี คุกกว่า 160 ปี ส่วนคดีแกนนำ นปช.ก่อการร้ายเดินถึงครึ่งทาง &amp;nbsp;ผลตอบแทนระบอบทักษิณ &amp;quot;จตุพร&amp;quot; นำทีมเดินทางไปมาระหว่างคุกกับศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ศาลอ่านคำพิพากษา สำนวนที่ 7 คดีหมายเลขดำ อ.3157/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวัฒนา หรือตุ่ม ภุมเรศ อดีตวิศวกร กฟผ. วัย 62 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ทำให้เกิดระเบิด, ทำให้เสียทรัพย์ และพกพาอาวุธระเบิดไปในที่สาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4) พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ฐานทำ &amp;nbsp;ประกอบและมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และฐานใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ เพื่อกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 25 ปี รวมจำคุกจำเลย 26 ปี 6 เดือน กับให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.2574/2560, อ.3438/2560, อ.113/2561, อ.114/2561, อ.115/2561 และ อ.149/2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ศาลมีคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายวัฒนาไปแล้วจำนวน 6 สำนวน โดยไม่มีการยื่นอุทธรณ์ ประกอบด้วย 1.คดีครอบครองวัตถุระเบิดซึ่งพบในบ้านพักย่านบางเขน จำคุก 4 ปี ปรับ 975 บาท 2.คดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำคุก 26 ปี 12 เดือน และปรับ 500 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.คดีระเบิดหน้ากองสลากเดิม จำคุก 26 ปี 12 เดือน ปรับ 500 บาท และให้ชดใช้หญิงผู้เสียหาย 1 ราย จำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันเกิดเหตุ 4.คดีระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ จำคุก 26 ปี 12 เดือน ปรับ 500 บาท และให้ชดใช้ผู้เสียหาย 1 ราย จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันเกิดเหตุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.คดีระเบิดหน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ เมื่อปี 2550 จำคุก 26 ปี 6 เดือน และ 6.คดีนำระเบิดไปวางที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้ากองบัญชาการกองทัพบก จำคุก 26 ปี 6 เดือน ซึ่งเมื่อรวมโทษในสำนวนที่ 7 เท่ากับนายวัฒนาต้องถูกจำคุกเป็นเวลาถึง 160 ปี 54 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ปากสุดท้ายในคดีก่อการร้าย หมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย และข้อหาอื่นๆ กรณีกลุ่ม นปช.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลได้เบิกตัวนายจตุพร และนายขวัญชัย ไพรพนา จำเลยร่วม จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาฟังการพิจารณาพร้อมกับจำเลยคนอื่นๆ โดยนายจตุพรที่มีร่างกายซูบผอมลง แต่มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือทักทายสื่อมวลชนและประชาชนที่เดินทางมารอให้กำลังใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายขวัญชัยก็ซูบผอมลง พร้อมถือไม้เท้าเดิน ส่วนนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช. จำเลยร่วมที่เพิ่งได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกาในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนก็เดินทางมาศาล โดยดูซูบผอมลงเล็กน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร เปิดเผยว่า เป็นนัดสืบพยานโจทก์ปากสุดท้าย ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นที่น่าสังเกตว่าพยานโจทก์ปากดังกล่าวไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว แต่เป็นพยานที่ฝ่ายอัยการพยายามหาพนักงานที่อ้างว่าเป็นชุดสอบสวนด้วยนั้นมาเบิกความเพื่อรับรองพยานเอกสารบางอย่างที่มีการนำส่งต่อศาลมาทีหลัง จึงเป็นที่น่าสังเกตุว่า การที่นำพยานปากนี้มา เราก็จะพิสูจน์ให้เห็นหลายประการว่าการสอบสวนของดีเอสไอเเละมติของดีเอสไอสมัยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการ ศอฉ.นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราจึงจะนำมาซักค้านในวันนี้ โดยหลังจากซักค้านในวันนี้เสร็จ ต่อไปก็จะเป็นขั้นตอนการสืบพยานจำเลยนัดเเรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมมั่นใจในคดีนี้มาตั้งแรกอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการตั้งข้อหาที่เกินกว่าเหตุซึ่งพฤติการณ์ ซึ่งการสืบพยานของโจทก์มาเราเห็นถึงข้อพิรุธหลายเรื่อง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากคดีอยู่ในการพิจารณาของศาล ซึ่งฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้หนักใจอะไรในข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง อาจจะมีเพียงเรื่องการขัดขืนหรือฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินในขณะนั้น เป็นอัตราโทษไม่ร้ายแรงมาก ซึ่งก็ต้องดูว่าศาลจะมองพฤติการณ์อย่างไร&amp;quot; นายวิญญัติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช. กล่าวว่า การซักค้านพยานโจทก์ในคดีนี้มาถึงครึ่งทางแล้ว แต่ที่น่าสังเกตคือ ในกลุ่ม กปปส.มีความพยายามเรียกร้องให้แยกจำเลยโดยไม่นำมารวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน แต่ของ นปช.กลับมีการนำมารวมกันหมดเป็นคดีเดียวกัน ซึ่งบางครั้งจำเลยไม่รู้จักกัน เช่น คนที่ทำงานอยู่กับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงนั้น บางคนก็ไม่รู้จักกันส่วนตัว จึงตั้งข้อสังเกตว่าในคดีของ กปปส.นั้น จำเลยรู้จักกัน แต่ยังขอแยกไม่ให้นำมารวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศของการสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนดีเอสไอในวันนี้ ในห้องพิจารณาคดีและบริเวณหน้าห้อง มีทั้งแกนนำ นปช. จำเลยร่วม ญาติและแนวร่วม นปช. ร่วมฟังการพิจารณาคดีอย่างคับคั่งเช่นเคย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสืบพยานโจทก์เป็นการซักค้านโดยทีมทนายความจำเลย ซึ่งช่วงหนึ่งของการซักค้าน มีการเปิดคลิปวิดีโอการปราศรัยของนายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 3 ขึ้นมาประกอบการซักค้านด้วย โดยเป็นคลิปที่นายณัฐวุฒิพูดทำนองว่า ถ้าคุณยึดอำนาจให้เผาไปเลยพี่น้อง ในการปราศรัยที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2553 ทนายความจำเลยซักพยานโจทก์เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่การปราศรัยที่ราชประสงค์ เป็นการบอกเงื่อนไขว่าถ้าเกิดรัฐประหารขึ้น แต่หลังการปราศรัยดังกล่าวก็ไม่เกิดการรัฐประหาร แม้เกิดการรัฐประหารในปี 2557 ก็ไม่มีการเผา และเปิดคลิปที่นายณัฐวุฒิปราศรัยยุติการชุมนุมที่ราชประสงค์ เพื่อยืนยันว่าในวันดังกล่าวนายณัฐวุฒิบอกให้ประชาชนเดินทางกลับบ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังทนายความจำเลยได้ซักค้านพยานโจทก์เจ้าหน้าที่ดีเอสไอซึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน ในคณะพนักงานสอบสวน ที่เป็นพยานโจทก์ปากสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจึงกำหนดนัดพร้อมคดีนี้ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น. เพื่อจะสอบถามความพร้อมของจำเลยในการนำพยานเข้าสืบต่อสู้คดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิญญัติเปิดเผยอีกครั้งว่า หลังสืบพยานโจทก์ปากสุดท้ายเสร็จแล้ว ต่อไปจำเลยจะนำพยานเข้าสืบ ซึ่งเตรียมกันไว้ประมาณกว่า 100 ปาก โดยก่อนจะเริ่มสืบพยานจำเลย ศาลก็ได้นัดพร้อมคู่ความก่อนเพื่อบริหารจัดการเวลาในการสืบพยาน ซึ่งที่ผ่านมาได้เริ่มสืบพยานโจทก์ต่อเนื่องมา แต่ที่เวลาหลายปีก็มีพยานโจทก์ช่วงหลังที่เลื่อนเวลาการสืบพยานบ้าง โดยพยานที่อัยการนำสืบนั้นก็มีไม่ถึง 100 ปาก จากเดิมที่เคยเสนอไว้ 300 ปาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;กลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ร่วมกับเครือข่ายจิตอาสาเพื่อสังคม &amp;nbsp;จัดงานเสวนาในหัวข้อ &amp;rdquo;เสวนายุติธรรมภิวัฒน์&amp;rdquo; เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับความยุติธรรมในสังคมไทย โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องจากการต่อสู้ของประชาชนในการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ โดยมีพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว, นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), นายประยงค์ ไชยศรี ตัวแทนกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ ร่วมเสวนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระพยอมกล่าวว่า ความยุติธรรมต้องเกิดจาก ธรรม โดยชอบธรรม เพื่อธรรม แต่ความยุติธรรมไทยขณะนี้อยู่ในภาวะป่วย เนื่องจากมีบางคดีที่ถูกตัดสินไปแล้วอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อมีคนไปร้องใหม่ พร้อมค่าธรรมเนียม ศาลก็รับฟ้อง ส่งผลให้มีคดีใหม่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องสุมกับคดีเก่า ยิ่งทำให้มีคดีเต็มไปหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีลูกศิษย์มาเล่าให้อาตมาฟัง วันที่มีการตัดสินคดี ฝ่ายที่ชนะคดีได้พูดในงานเลี้ยงว่า ต่อให้เป็นพระดี พระดัง สร้างบารมีแค่ไหน มันก็สู้เทคนิคทางกฎหมายของพวกเราไม่ได้&amp;rdquo; เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์กล่าวว่า ปัญหาความยุติธรรมที่ไม่เกิดขึ้น เกิดจากผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรม และตัวบทกฎหมายต่างๆ ที่เอื้อต่อผู้มีอำนาจ อาทิ กฎหมายที่ยังมีความคลุมเครือ ส่งผลให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือ รวมทั้งปัญหาความเข้มแข็งของการตรวจสอบถ่วงดุลโดยภาคประชาชน ผ่านกลไก การชุมนุม หรือการร้องทุกข์ตามกระบวนที่กำหนด แต่กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเข้าสู่เป้าหมาย กลับกลายเป็นว่า ยิ่งทำยิ่งผิดกฎหมายที่บัญญัติ ทำให้ผู้มีอำนาจนำกฎหมายเหล่านั้นมาบังคับเป็นคดีความต่อไป ซึ่งหากต้องการให้เกิดความยุติธรรม ประชาชนต้องมีอำนาจเพิ่ม โดยใช้กลไกของกฎหมาย โดยการศึกษากฎหมาย เพื่อใช้ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยงค์กล่าวว่า กฎหมายในประเทศไทยศักดิ์สิทธิ์เฉพาะกับบรรดาชาวบ้าน แต่ไม่ได้รวมถึงนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งที่ผ่านมาภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ องค์กรพิทักษ์สยาม และ กปปส. &amp;nbsp;ต่างต่อสู้เพื่อความยุติธรรมมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความรุนแรงที่เกิดขึ้นช่วงที่มีการชุมนุมนั้น เกิดขึ้นจากฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น และการชุมนุมของพันธมิตรฯ ทำให้ประชาชนรักสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น มีความจงรักภักดีมากขึ้น และยังทำให้ประชาชนหูตาสว่าง นอกจากนี้ ข้อมูลที่พันธมิตรฯ นำเสนอต่อประชาชนนั้น ส่งผลให้ผู้ที่ทุจริตถูกลงโทษไปหลายราย และการชุมนุมครั้งนั้น ทำให้ประชาชนทราบว่าระบอบทักษิณมีอยู่จริง เช่นเดียวกับการจ้องล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน&amp;rdquo; นายประยงค์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5668</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขวัญชัย ไพรพนา, จตุพร, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180323/image_big_5ab503087e19a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5630</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2018 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2018 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบิกตัว&#039;จตุพร-ขวัญชัย&#039;จากเรือนจำ คดีนปช.ก่อการร้ายมาถึงครึ่งทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23&amp;nbsp;มี.ค. 61 - ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ปากสุดท้ายในคดีก่อการร้าย หมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย และข้อหาอื่นๆ กรณีกลุ่ม นปช.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ศาลได้เบิกตัวนายจตุพร ประธาน นปช.และนายขวัญชัย ไพรพนา จำเลยร่วม&amp;nbsp;จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ&amp;nbsp;มาฟังการพิจารณาพร้อมกับจำเลยคนอื่นๆ โดยนายจตุพรที่มีร่างกายซูบผอมลง แต่มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือทักทายสื่อมวลชนและประชาชนที่เดินทางมารอให้กำลังใจ ขณะที่นายขวัญชัยก็ซูบผอมลงพร้อมถือไม้เท้าเดิน ส่วนนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช. จำเลยร่วมที่เพิ่งได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกาในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนก็เดินทางมาศาล โดยดูซูบผอมลงเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร เปิดเผยว่า วันนี้เป็นนัดสืบพยานโจทก์ปากสุดท้ายซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นที่น่าสังเกตว่า พยานโจทก์ปากดังกล่าวไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว แต่เป็นพยานที่ฝ่ายอัยการพยายามหาพนักงานที่อ้างว่าเป็นชุดสอบสวนด้วยนั้นมาเบิกความเพื่อรับรองพยานเอกสารบางอย่างที่มีการนำส่งต่อศาลมาทีหลัง จึงเป็นที่น่าสังเกตุว่าการที่นำพยานปากนี้มา เราก็จะพิสูจน์ให้เห็นหลายประการว่าการสอบสวนของดีเอสไอเเละมติของดีเอสไอสมัยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการ&amp;nbsp;ศอฉ.นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราจึงจะนำมาซักค้านในวันนี้โดยหลังจากซักค้านในวันนี้เสร็จ ต่อไปก็จะเป็นขั้นตอนการสืบพยานจำเลยนัดเเรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความมั่นใจนั้น นายวิญญัติ กล่าวว่า&amp;nbsp;ตนมั่นใจในคดีนี้มาตั้งแรกอยู่แล้ว&amp;nbsp;เนื่องจากเป็นการตั้งข้อหาที่เกินกว่าเหตุซึ่งพฤติการณ์ ซึ่งการสืบพยานของโจทก์มาเราเห็นถึงข้อพิรุธหลายเรื่อง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด&amp;nbsp;เนื่องจากคดีอยู่ในการพิจารณาของศาล ซึ่งฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้หนักใจอะไรในข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง อาจจะมีเพียงเรื่องการขัดขืนหรือฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินในขณะนั้น&amp;nbsp;เป็นอัตราโทษไม่ร้ายแรงมาก&amp;nbsp;ซึ่งก็ต้องดูว่าศาลจะมองพฤติการณ์อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางธิดา ฐาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช. กล่าวว่า การซักค้านพยานโจทก์ในคดีนี้มาถึงครึ่งทางแล้วแต่ที่น่าสังเกตคือ ในกลุ่ม กปปส.มาความพยายามเรียกร้องให้แยกจำเลยโดยไม่นำมารวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน&amp;nbsp;แต่ของ นปช.กลับมีการนำมารวมกันหมดเป็นคดีเดียวกัน&amp;nbsp;ซึ่งบางครั้งจำเลยไม่รู้จักกัน เช่น คนที่ทำงานอยู่กับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง&amp;nbsp;นั้น&amp;nbsp;บางคนก็ไม่รู้จักกันส่วนตัว&amp;nbsp;จึงตั้งข้อสังเกตว่าในคดีของ กปปส.นั้นจำเลยรู้จักกัน&amp;nbsp;แต่ยังขอแยกไม่ให้นำมารวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5630</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อการร้าย, ขวัญชัย ไพรพนา, จตุพร, นปช., เสื้อแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180323/image_big_5ab48c3c2cd1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
