<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 15:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อบกพร่องที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน : ผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติที่ผ่านมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายระดับประเด็นมี 37 เป้าหมาย&amp;nbsp;
บรรลุเป้าหมาย 4 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 10.81 (สีเขียว)
ไม่บรรลุเป้าหมาย 33 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 89.19 (สีแดง-สีส้ม-สีเหลือง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายระดับแผนแม่บทย่อย มี 140 เป้าหมาย
บรรลุเป้าหมาย 19 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 13.57 (สีเขียว)
ไม่บรรลุเป้าหมาย 121 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 86.43 (สีแดง-สีส้ม-สีเหลือง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายระดับประเด็น มี 37 เป้าหมาย
บรรลุเป้าหมาย 7 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 18.9 (สีเขียว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายระดับแผนแม่บทย่อย มี 140 เป้าหมาย
บรรลุเป้าหมาย 27 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 19.29 (สีเขียว)
ไม่บรรลุเป้าหมาย 113 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 80.71 (สีแดง-สีส้ม-สีเหลือง)
(ที่มา : รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2562 &amp;ndash; 2563 จากสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ได้แสดงให้ดูข้างบนนี้จะเห็นได้ว่าหน่วยงานราชการระดับกระทรวงและระดับกรม สอบตกอย่างไม่เป็นท่า ถ้าพูดกันตามภาษาชาวบ้าน ซึงสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของการบริหารจัดการของภาครัฐนั้น อ่อนแอทั้งผลการทำงาน รวมทั้งวิธีบริหารองค์กรที่ไม่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้ ถ้าคุณจะมองย้อนหลังไปอีก10 &amp;ndash; 15 ปี ก็จะมีผลในทำนองเดียวกัน ซึ่งความหวังของประชาชนที่จะได้รับอานิสงค์จากการบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศก็ไม่ได้รับอานิสงค์ คือตามความหวัง น่าเสียดายเงินงบประมาณที่ใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติก็ละลายหายไปทำให้ได้รับผลตอบแทนองค์การขับเคลื่อนนี้ น้อยมากจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่น่าจะถามกลับก็คือ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงและอธิบดี ที่ทำการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน ต้องรับผิดชอบและตอบคำถามนี้ ว่า Why ? Why ? และก็ Why ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จากการศึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าความล้มเหลว ที่ไม่บรรลุเป้าหมายทั้งระดับประเด็น และระดับแผนแม่บทย่อยนั้น ผู้เขียนได้รวบรวมมาได้ดังนี้
1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขั้น Formulation การกำหนด และถ่ายทอด (Strategy Cascading) เช่น ตัวชี้วัด (KPI)
เป้าหมายที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ (Critical Success Factors) ไม่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทที่ตั้งไว้ (ของระดับโครงการแผนงาน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขั้น Implementation ของระดับกระบวนการคิดออกแบบ (Protect DES 16ปี)ที่ส่งผลกระทบ (Impact) ต่อยุทธศาสตร์หลัก และการบริหารโครงการขาดประสิทธิภาพ และความตั้งใจที่บรรลุเป้าหมาย รวมทั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขาดความพร้อมของบุคลากรในด้านความรู้ ความสามารถในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
(Strategy Readiness : Human capital Organization capital Information capital and Collaboration capital Among Strategic partners).&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขั้น Evaluation ขาดเครื่องมือในการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่มีต่อเป้าหมาย และความสำเร็จของแผนที่ตั้งไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขาด Baseline Data ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ หรือนำมาวิเคราะห์ในการวางแผนเพื่อให้ทราบว่าในปัจจุบันนี้เราอยู่ตรงไหน ห่างจากเป้าหมายเท่าไหร่ และต้องทำอะไรจึงบรรลุเป้าหมายได้
(ที่มา : จากการประมวลผลการสัมภาษณ์ผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภาครัฐ)
ถ้าปัญหาเป็นอย่างนี้ การแก้ปัญหาควรเป็นอย่างไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เขียนขอเสนอ แนวทางสู่ความสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการ และแผนงานในระดับกรม หรือหน่วยงานโดยใช้หลัก
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองภาพสุดท้ายแห่งความสำเร็จของโครงการว่าเป็นอย่างไร และเชื่อมโยงกับเป้าหมาย ของแผนแม่บทหรือไม่
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และเชื่อมโยงกับเป้าหมายของแผนแม่บท (ต้องทำเท่าไหร่)
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าต้องการเป้าหมายในระดับนี้ ต้องทำอะไร ? &amp;nbsp;ทำอย่างไร ?
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิเคราะห์ข้อบกพร่อง และอุปสรรคที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง และจะก้าวข้ามไปอย่างไร
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเตรียมความพร้อม ของทุนมนุษย์ ทุนองค์กร ทุนข้อมูลข่าวสาร และทุนการบูรณาการ กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมหรือไม่
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุดท้ายผู้บริหารระดับสูง มีเจตนารมณ์ ที่บรรลุเป้าหมาย ของการขับเคลื่อนโครงการ แผนงานของยุทธศาสตร์ในระดับใด มี Political will ไหม
ถ้าใช้หลักการข้างบนนี้ ผลสำเร็จก็คงบรรลุเป้าหมายตามความคาดหวัง เพราะหลักนี้ คือหัวใจของยุทธศิลป์ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย สุธรรม ส่งศิริ
มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99044</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ, ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, สุธรรม ส่งศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_60715d6f4e64e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การปฏิรูปประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (ตอนที่ 2)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;การปฏิรูปประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ: การวิเคราะห์ด้วยมิติทางการบริหาร เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ (ตอนที่ 2 จบ)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ข้อเขียนนี้ เป็นตอนที่ 2 ต่อเนื่องจากตอนแรกซึ่งพิมพ์เผยแพร่แล้วใน ไทยโพสต์ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา เป็นข้อเขียนที่วิเคราะห์การปฏิรูปประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยมิติทางการบริหาร ซึ่งมี 4 มิติ คือ มิติด้านการวางแผน (Planning) มิติด้านการจัดองค์การ (Organizing) มิติด้านการใช้ภาวะผู้นำ (Leading) และมิติด้านการควบคุมทางการบริหาร (Controlling) ซึ่งข้อเขียนตอนแรกได้วิเคราะห์ไปแล้ว 3 มิติ ว่า การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ในด้านการวางแผน การจัดองค์การและการใช้ภาวะผู้นำที่ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำเนินการผ่านมาแล้วนั้น เป็นอย่างไร และผู้เขียนมีข้อเสนอแนะอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับข้อเขียนตอนนี้ จะวิเคราะห์ในมิติสุดท้ายที่ค้างอยู่คือ &amp;ldquo;มิติด้านการควบคุมทางการบริหาร&amp;rdquo; ซึ่งในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการดำเนินการที่ผ่านมา&amp;nbsp; (1) ประเทศไทยมีแผนปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งประกาศใช้แล้วเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561&amp;nbsp; (2) รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป) เป็นหน่วยงานร่วมกันทำหน้าที่เป็นฝ่ายอำนวยการด้านการปฏิรูปประเทศให้กับรัฐบาล (3) รัฐบาลได้แสดงภาวะผู้นำในการผลักดัน เรื่องการปฏิรูปประเทศให้เป็นส่วนหนึ่งของ&amp;nbsp; &amp;ldquo;แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ&amp;rdquo; ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รวมทั้งการจัดทำพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญแล้วด้วย แต่จุดอ่อนที่สำคัญของกระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ ในทัศนะของผู้เขียนนั้น อยู่ที่ &amp;ldquo;กระบวนการควบคุมทางการบริหาร&amp;rdquo; กล่าวคือ แนวทางการควบคุมทางการบริหารของการปฏิรูปประเทศที่ผ่านมานั้น รัฐบาลดำเนินการโดยใช้ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (Electronics National Strategy and Country Reform) หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า ระบบ eMENSCR ซึ่งเป็นระบบที่ให้หน่วยงานของรัฐใช้ในการรายงานข้อมูลผลการดำเนินงานตามแผนงาน/ โครงการตามแผนการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่หน่วยงานนั้นๆ รับผิดชอบและเมื่อถึงรอบระยะเวลาทุก 3 เดือน ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากระบบ eMENSCR เพื่อจัดทำเป็นรายงานความก้าวหน้าของการปฏิรูปประเทศนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและวุฒิสภา ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการติดตาม เร่งรัดและเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR)&amp;nbsp; เป็นกระบวนการติดตาม เร่งรัดและเสนอแนะการปฏิรูปประเทศ ที่ใช้ติดตามได้เฉพาะ &amp;ldquo;กระบวนการดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการ&amp;rdquo; เท่านั้น ว่าแผนงาน/โครงการต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในแผนปฏิรูปประเทศนั้น สามารถดำเนินการไปได้มากน้อยเพียงใด โดยพิจารณาจาก &amp;ldquo;จำนวนและร้อยละของกิจกรรม&amp;rdquo; ในแต่ละแผนงาน/ โครงการที่ดำเนินการไปได้แล้ว ระบบ eMENSCR จึงไม่สามารถใช้ติดตามและประเมิน&amp;rdquo;ผลสัมฤทธิ์&amp;rdquo;ของการปฏิรูปประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากบทความในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เกริ่นนำประเด็นไว้ว่า การควบคุมทางการบริหารเพื่อการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ควรดำเนินการใน 2 ระดับ คือ (1) การควบคุมในระดับ &amp;ldquo;ส่วนราชการ&amp;rdquo; ให้ดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และ (2) การติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ทุกด้าน ซึ่งปัจจุบันมีแผนการปฏิรูปประเทศอยู่ทั้งหมด 14 ด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การควบคุมในระดับส่วนราชการนั้น มี &amp;ldquo;ตัวแบบทางการบริหาร&amp;rdquo; ที่บูรณาการระหว่างการบริหารองค์การเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ กับการบริหารงานบุคคลที่เรียกว่า &amp;ldquo;ระบบการจัดการผลการปฏิบัติงาน (Performance Management)&amp;rdquo; ซึ่งระบบราชการไทยเคยนำมาใช้แล้วในการปฏิรูประบบราชการที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร) เป็นหน่วยงานฝ่ายอำนวยการให้กับรัฐบาลทำหน้าที่กำกับดูแลให้ &amp;ldquo;ส่วนราชการระดับกรม&amp;rdquo; จัดทำยุทธศาสตร์ของกรมให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยมีกระบวนการกำกับและติดตามการดำเนินงานของส่วนราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ส่วนราชการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่จัดทำไว้อย่างเป็นรูปธรรม และต่อมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้นำ &amp;ldquo;ระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management)&amp;rdquo;&amp;nbsp; มาใช้กับ &amp;ldquo;ระดับบุคคล&amp;rdquo; เพื่อให้มีการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงอาจกล่าวได้ว่า ส่วนราชการต่างๆ รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆนั้น ต่างก็มีความรู้และคุ้นเคยกับระบบบริหารผลการปฏิบัติงานกันมาเป็นระยะเวลาประมาณกว่า 17 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวอย่างย่นย่อ &amp;ldquo;กระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน&amp;rdquo; ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ควรนำมาใช้ในการควบคุมทางการบริหารเพื่อการปฏิรูปประเทศนั้น มีกระบวนการ ซึ่งแบ่งเป็นขั้นตอนได้ 4 ขั้นตอนคือ (1) การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับกรมที่มีความสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศฯ เพื่อใช้เป็นกรอบในการขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดิน และใช้เป็นกรอบในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการปฏิรูปประเทศ ที่ส่วนราชการนั้นเกี่ยวข้อง (2) ส่วนราชการระดับกรมดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของกรม ตามที่ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดิน (3) เมื่อถึงรอบระยะเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนราชการระดับกรมต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของกรม เพื่อส่งให้หน่วยงานฝ่ายอำนวยการด้านการปฏิรูปประเทศซึ่งได้แก่ สศช. และ ป.ย.ป เพื่อรวบรวมจัดทำรายงานเสนอรัฐบาลและวุฒิสภา พิจารณาเร่งรัดและให้ข้อเสนอแนะต่อไป และ (4) มีมาตรการให้คุณและให้โทษแก่ส่วนราชการตามผลการปฎิบัติงานของส่วนราชการนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน 4 ขั้นตอนดังกล่าวในข้างต้น จะช่วยให้รัฐบาลและวุฒิสภามีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรมว่า ความล่าช้าของการปฏิรูปประเทศนั้น มีปัญหาอยู่ที่ส่วนราชการใดบ้าง รัฐบาลจะได้ลงไปติดตามแก้ไขได้ถูกที่ ถูกทาง บนพื้นฐานของการมีข้อมูลเชิงประจักษ์ จาก &amp;ldquo;รายงานผลการปฎิบัติงานของส่วนราชการ&amp;rdquo; นั้น ซึ่งส่วนราชการจัดทำเสนอขึ้นมาเอง จึงสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาให้คุณและให้โทษแก่ส่วนราชการนั้นๆได้ โดยปราศจากอคติของผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมกำกับ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการติดตาม ประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ในทุกแผนนั้น ควรเป็นหน้าที่ของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยใช้ข้อมูลจากระบบ eMENSCR ประกอบกับข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในแต่ละแผนการปฏิรูปประเทศ ได้อย่างครอบคลุม แต่เนื่องจากเป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ของแผนฯในภาพรวม ซึ่งเป็นแผนระดับยุทธศาสตร์ของชาติ จึงไม่ควรดำเนินการถี่มากเกินไป ในทัศนะของผู้เขียน ในแต่ละรอบระยะเวลา 5 ปีของแผนการปฏิรูปประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ควรดำเนินการเพียงแค่ 2 ครั้งก็น่าจะเพียงพอ กล่าวคือ ประเมินฯในระยะครึ่งแผน (สองปีครึ่ง) เพื่อนำผลการประเมินฯไปใช้ปรับปรุงครึ่งหลังของแผนฯต่อไป และประเมินอีกครั้งเมื่อแผนดำเนินการมาครบ 5 ปีเต็ม เพื่อให้ทราบผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปประเทศตามแผนฯในรอบระยะเวลา 5 ปีนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการควบคุมทางการบริหารของการปฏิรูปประเทศฯดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความนี้ ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ความสำเร็จของการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ซึ่งเป็นความคาดหวังของคนไทยทุกหมู่เหล่าก็น่าจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;&amp;mdash;-&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;นายกสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Body&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95569</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปฏิรูปประเทศ, ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ, รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_60365cc6ae14c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 17:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ย้ำเวลานี้ความรักสามัคคีสำคัญสุด ถามจะเอาชนะกันบนซากปรักหักพังของชาติไปเพื่ออะไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย.63 - ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมวกลาโหมเป็นประธานการแสดงแนวทางการพัฒนาประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษาวปอ.รุ่น 62 วิทยาลัยเสนาธิการทหาร และวิทยาลัยการทัพของทั้งสามเหล่าธรรมประจำปี 2563 โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ดีใจได้มาพบกับทุกคนในห้องประชุมของผู้ทรงเกียรติ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ตนก็ไปสภาฯอันทรงเกียรติมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากที่ได้รับฟังสิ่งที่ทุกคนเสนอนั้นก็ตรงกับที่รัฐบาลคิด นายกฯจึงสบายใจที่มีคนคิดสานต่อสืบทายาท และถือเป็นคนรุ่นใหม่ต่อเติมสิ่งที่ทำมา ขณะเดียวกันทุกคนทราบแล้วว่าวันนี้โลกเผชิญโควิด สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความขัดแย้งและการแยกข้างต่างๆ ล้วนเป็นบนริบทความมั่นคงด้วย เพราะความมั่นคงต้องมองในทุกมิติ ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหารหรือตำรวจอย่างเดียว แต่ต้องมีความมั่นคงในส่วนประชาชนด้วย ทั้งเศรษฐกิจ การค้า และชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรัฐบาลดูแลในภาพรวม ทั้งหมดเป็นพลังของประทศไทย ทุกภาคส่วนจึงต้องรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเราสร้างชาติมานานหลายร้อยปี แต่อาจมีหลายอย่างเกิดขึ้นทั้งรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรืออะไรบ้าง แต่ปัจจุบันเมื่อโลกปรับเราต้องเปลี่ยน บางอย่างเปลี่ยนได้ทันที แต่บางอย่างต้องเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้เราร้องยึดหลัก 3 ร. คือ รูปธรรม&amp;nbsp;รวดเร็ว และร่วมมือ และต้องมองโลกเป็นอย่างไร เมื่อก่อนโลกมีเพียงสองขั้ว แต่วันนี้มีหลายขั้ว เป็นกลุ่มประเทศ รัฐบาลจึงต้องวางแนวทางสร้างความสมดุลในทุกมิติ ที่สำคัญต้องดึงศักยภาพของเรามาใช้ประโยชน์ ศักยภาพคนไทยคือ มีรอยยิ้ม สมานฉันท์ ปรองดอง อะลุ่มอล่วยกันและเป็นสังคมสงบเงียบมายาวนานทำอย่างไรให้ศักยภาพเรายังคงอยู่ยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันความมีอัตลักษณ์ของเราก็ได้รับความชื่นชม แต่มีความพยายามบิดเบือนสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งปัญหาความขัดแย้งภายในของเราเอง ดังนั้นไม่ว่าจะดีหรือเลวทุกอย่างจะออกไปต่างประเทศและทำลายศักยภาพของเราเอง ถือเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดที่ตนมองเห็น ดังนั้นทำอย่างไรให้ภาพลักษณ์ที่ดีของไทยแพร่ไปสู่ข้างนอกในสิ่งที่ดีงาม เราทำอะไรได้อย่างนั้นกลับมาเสมอ ถ้าจะดีก็คนไทย ไม่ดีก็คนไทย ซึ่งตนคงไม่ต้องเล่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวย้ำว่า ความรักความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของประเทศในเวลานี้ ฝากทุกคนช่วยกันคิดสร้างความเข้าใจและสร้างภูมิคุ้มกันด้วย&amp;nbsp;นอกจากนี้วันนี้ทำอย่างไรให้คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่อยู่ร่วมกันได้ แม้อาจไม่อยากอยู่ร่วมกับเราเพราะเราแก่ แต่ทำอย่างไรอยู่ร่วมหันให้ได้ อีกทั้งวันนี้หลายอย่างกำลังเปลี่ยนต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างความเชื่อมั่น แต่วันนี้กลับยังไม่ไว้ใจกัน ไม่รู้เพราะอะไร จึงต้องสร้างขึ้นมาให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้โควิดโจมตีเรา 100% ซึ่งโจมตีกันทั้งโลก แต่ที่ผ่านมาเราก็ทำได้มาก แต่ยอมรับวาาเศรษฐกิจยังแย่ เพราะต้องยอมรับระยะแรกเราต้องเลือกสุขภาพ ต่อไปเรื่องเศรษฐกิจที่ต้องค่อยๆปลดล็อก วันนี้จึงเน้นการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อทำให้ธุรกิจเดินหน้าและต่อลมหายใจไปได้ วันหน้าดีขึ้นก็จะมีการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ แต่วันนี้จะทำแค่ในจังหวัดภูเก็ตก็มีประชาชนประท้วง คนที่เดือดร้อนอยากได้ แต่คนที่ไม่เดือดร้อนไม่อยากได้ นี่คือคนไทย แต่ตนไปว่าใครไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามย้ำว่าถ้าไม่มีโควิดเข้ามาหลายอย่างเราเริ่มดีขึ้น ดังนั้นวันนี้ต้องช่วยกันทำให้ทุกคนมั่นใจให้ได้ ขณะเดียวกันหลายคนก็โจมตีรัฐบาลว่าที่ผ่านมาใช้มาตรการหนักเกินไป แต่ผลคือเรามีผู้ติดเชื้อน้อยกว่าหลายประเทศรอบบ้าน เป็นสิ่งที่หลายคนลืมและไม่มองว่าที่ผ่านมาเราได้อะไปแล้ว จึงต้องช่วยกันพูดสร้างความเข้าใจไม่เช่นนั้นเป็นปัญหาที่ร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทะเลาะเบาะแว้งการสร้างความขัดแย้งเป็นการทำลายศักยภาพของเราโดยไม่รู้ตัว เราจะเอาชนะกันเพื่ออะไร เพื่ออำนาจเพื่อผลประโยชน์มันใช่หรือไม่ ผมมายืนอยู่ตรงนี้เพื่อสองอย่างอย่างนั้นหรอคิดเอาเอง ผมไม่อยากจะแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น เพราะผมรู้ว่าทําเพื่อใครเพื่ออะไร ผมมีจิตวิญญาณของผมและขอให้ทุกคนเข้าใจว่าใจของผมต้องการให้ประเทศชาติสงบสุขมั่นคง ยั่งยืน มีอนาคต ดังนั้นจะเอาชนะกันไปทำไมบนซากปรักหักพังของประเทศไทย จะอยู่กันต่อไปอย่างไร สิ่งเหล่านี้ขอฝากไว้ด้วยแล้วกัน&amp;quot;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่า ตนก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ว่าโควิด-19 มันมายังไง เขาก็บอกว่านายกฯทำทุกอย่างล้มเหลวหมด ตนก็รับไป รับทั้งหมด มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ถ้ามันไม่มีโควิด-19 เข้ามา อะไรมันก็เริ่มจะดีขึ้น หลายอย่างเราสร้างความเข้มแข็งไปแล้ว เผอิญมีไอ้นี่เข้ามาพอดี แต่เราก็โชคดีที่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้ เราต้องช่วยกันไม่อย่างนั้นมันเดินไปไม่ได้แค่จะทำภูเก็ตโมเดลก็มีการประท้วงกัน ไอ้คนเดือดร้อนเพราะเศรษฐกิจก็อยากได้ แต่คนไม่เดือดร้อนก็ไม่อยากได้ นี่คือคนไทยและทุกประเทศก็คงเป็นแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;ldquo;วันนี้ที่พูดเยอะ เพราะเมื่อวานไม่ค่อยได้พูด พยายามเบรกตัวเองว่าอย่าพูด ๆ เวลาพูดให้ยิ้มไว้ เพราะสังคมเราเป็นแบบนี้ ไม่เป็นไร ต้องอดทน เพราะเรามีเป้าหมายหลัก เพื่อประชาชน ผมก็มีกำลังใจแค่นี้ อย่างอื่นผมไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรสักอย่าง ซึ่งก็ไม่เป็นไร ประเทศชาติได้ก็ว่ากันไป&amp;rdquo;

นายกฯ กล่าวว่า เราต้องร่วมมือกันสร้างอัตลักษณ์ของความเป็นไทยเช่น แค่การปั้นโอ่งก็สร้างความรักได้แล้ว และเราต้องเข้าใจสังคมความเป็นไทยต้องช่วยกันปลูกฝังคนรุ่นหลังไม่ให้เกิดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง อย่าลืมว่าเราคือครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวคนไทย ครอบครัวประเทศไทยเราต้องรวมไทยสร้างชาติ และยืนยันว่าเป้าหมายหลักของตนทำเพื่อประชาชน ตนมีกำลังใจแค่นี้ อย่างอื่นไม่ได้อะไรสักอย่าง แต่ประเทศได้ก็เพียงพอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77065</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f59ff4a36414.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
